มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 9 : ร่วมบุญ

มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 9 : ร่วมบุญ

โดย :

มนตร์เบญจรงค์ เรื่องราวของน้ำทอง หญิงสาวอาศัยอยู่ในบ้านทรงไทยไม้สักทองหลังงามกลางสวน กับการได้ครอบครองเบญจรงค์โบราณลายเทพบุตรทรงกลมแป้นที่ได้มาในราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ และเบญจรงค์ใบนี้ทำให้เหตุการณ์ในบ้านอันสงบสุขของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นิยายออนไลน์ โดย จรัสพร ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-9-

 

บ้านเรือนไทยจัดงานทำบุญในวันพระ และที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือ หลวงตาให้ลุงตันไปเชิญคุณรักร้อย พ่ออิน และโถเบญจรงค์เทพธิดามาร่วมพิธีทำบุญด้วยกัน หลวงตาบอกลุงตันว่าจะเป็นคนบอกคุณรักร้อยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับ ดร.ลงยา เอง เพราะเชื่อว่าเธอเป็นผู้ปฏิบัติธรรมและถือศีล เมื่อได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก็น่าจะสามารถทำใจได้  

วันนี้ทั้งคนทั้งผีร่วมแรงร่วมใจกันเตรียมของทำบุญ แม่จันทร์รับหน้าที่ทำน้ำพริกปลาร้าและแกะสลักผัก หล่อนเอาไม้เสียบหัวหอม หัวกระเทียม พริกหนุ่ม ข่าหั่นเป็นแว่น มาเผาใต้เตาถ่านจนหอมฟุ้ง นำมาโขลกให้ละเอียดกับหัวกระชาย แล้วแกะเนื้อปลาทูที่ทอดใหม่ๆ ใส่โขลกไปด้วยกัน เมื่อละเอียดดีแล้วก็เทน้ำปลาร้าปลากระดี่ที่ต้มใส่ใบมะกรูดกับตะไคร้ทุบจนหอม ใส่กระชอนกรองแต่น้ำลงไปในถ้วยน้ำพริกที่โขลกไว้ ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาวคลุกเคล้าจนได้ที่เตรียมแบ่งใส่สำรับถวายพระพร้อมผักสดที่แกะสลักอย่างงดงามไม่ว่าจะเป็น ขมิ้นขาว กระชาย แตงกวา มะเขือเปราะ และผักต้มมีกะหล่ำปลี มะระขี้นก ถั่วพู แนมด้วยไข่เป็ดต้มยางมะตูมสีส้มสด ทั้งหมดนี้แม่จันทร์จัดใส่โตกเบญจรงค์ สำหรับถวายพระ เลี้ยงแขก และสำหรับเซ่นเหล่าวิญญาณในบ้าน

น้ำพริกปลาร้าฝีมือแม่จันทร์นั้น นับว่าขึ้นชื่อลือเลื่องมากมายในสมัยกรุงศรีอยุธยา หญิงสาวทำไปก็คิดถึงบิดาและคนรักที่เคยนิยมชมชอบฝีมือการทำอาหารของเธอมากมาย หากแต่เวรกรรมอะไรหนอทำให้เธอต้องมาอยู่ในสภาพเยี่ยงนี้

ป้ามาลีเตรียมสำรับเรียบร้อย วันนี้อาหารค่อนข้างจะเยอะเป็นพิเศษ เพราะทางคุณรักร้อยได้จัดส่งอาหารคาวหวานล่วงหน้ามาร่วมบุญด้วยอีกสองเมนู คือ หมี่กรอบทรงเครื่องและลูกจันน้ำกะทิ

หอกลางถูกจัดเตรียมพร้อมไว้สำหรับงานบุญ โต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูปปางมารวิชัยถูกนำมาจัดวางอย่างเรียบร้อย ทั้งเสื่อสาด อาสนะ ที่กรวดน้ำ ทุกสิ่งพร้อมสรรพ วันนี้มีแขก เหล่าผีๆ จึงถูกขอร้องไม่ให้ปรากฏตัวออกมาให้เป็นที่ตระหนกตกใจแต่ให้เข้ามารับส่วนบุญกันได้ตามปกติ

ประมาณเก้าโมงครึ่ง คุณรักร้อย พ่ออินก็มาถึงเรือนไทย เขานำโถเทพธิดามาส่งให้ลุงตันนำไปวางคู่กับโถเทพบุตรบนโต๊ะที่ตระเตรียมไว้ แม่จันทร์เข้ามากราบคุณรักร้อย วันนี้หล่อนสวมเสื้อผ้าลูกไม้สีโอลด์โรส ผ้าซิ่นไหมมัดหมี่สีเข้ากันดูอ่อนหวานไปทั้งตัว หล่อนมวยผมต่ำๆ ไว้ที่ท้ายทอย เสียบดอกบุหงาส่าหรีขาวพราวส่งกลิ่นหอมหวาน จนพ่ออินแทบจะอดใจไม่อยู่ ได้แต่นั่งมองตาละห้อย คุณรักร้อยเห็นอาการของลูกชายก็ได้แต่อมยิ้ม เธอคงจะได้ลูกสะใภ้เร็วๆ นี้

เมื่อใกล้จะถึงเวลาหลวงตาและพระลูกวัดรวมเก้ารูป เดินตามลุงตันเข้ามาในบริเวณที่จัดเตรียมไว้ ทุกคนต่างพนมมือไหว้พระสงฆ์ จนท่านเข้าไปนั่งบนอาสนะเรียบร้อย หลวงตารินน้ำชาจากกามาฉันแล้วก็เตรียมตัวเริ่มพิธีการทำบุญ ลุงตันเชิญคุณรักร้อยที่มีอาวุโสสูงสุดจุดธูปจุดเทียนบูชาพระ หลวงตาเริ่มนำสวดบทบูชาพระรัตนตรัย พิธีดำเนินมาจนกระทั่งหลวงตาและพระลูกวัดฉันภัตตาหารเสร็จ กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่ดวงวิญญาณที่อยู่ในบ้าน หลวงตาจึงบอกลุงตันให้เชิญคุณรักร้อยพร้อมยกโถเบญจรงค์ทั้งสองใบเข้ามาใกล้ๆ บริเวณที่ท่านนั่งอยู่ เพื่อที่จะบอกเรื่องสำคัญแก่มารดาของ ดร.ลงยา

“คุณโยม อาตมามีเรื่องจะบอกกับคุณโยม เรื่องนี้อาจจะสร้างความทุกข์ใจให้กับคุณโยม หากแต่อาตมาเชื่อว่าด้วยความเป็นผู้ยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณโยมจะผ่านความทุกข์ครั้งนี้ไปได้ด้วยดี” หลวงตาเริ่มต้นกล่าว

“เจ้าค่ะ หลวงตา ท่านมีเรื่องอะไรจะบอกดิฉันหรือเจ้าคะ”

คุณรักร้อยถามพระภิกษุชราด้วยความงุนงง เนื่องจากเธอเพิ่งได้พบกับท่านครั้งแรกในวันนี้ เมื่อได้พบท่านแล้วก็รู้สึกเลื่อมใสศรัทธาในวัตรปฏิบัติอันสำรวมของท่าน หากแต่คิดไม่ถึงว่าท่านจะมีเรื่องอะไรที่จะบอกกล่าวเธอเป็นพิเศษ

“มีสิโยม ตั้งสติให้ดี แล้วฟังสิ่งที่อาตมาจะบอกนะ บุตรชายของโยมตอนนี้กำลังมีเคราะห์ เขาต้องย้ายจากสถานะหนึ่งไปสู่อีกสถานะหนึ่ง เคราะห์ที่เกิดขึ้นมานั้นเกิดจากกุศลจิตที่อยากจะช่วยวิญญาณสองดวง ให้พ้นจากการจองจำทรมาน หากแต่บุตรชายของโยมกลับต้องไปแทนที่เขาเสียเอง” หลวงตากล่าว

คุณรักร้อยยิ่งงงหนักเข้าไปอีกเมื่อได้ฟังคำพูดของภิกษุชรา ลูกชายของเธอก็นั่งอยู่ตรงหน้าไม่ได้ไปไหน แล้วหลวงตาท่านจะบอกว่าย้ายสถานะได้อย่างไร

“ดิฉันไม่เข้าใจค่ะท่าน จะเกิดอะไรขึ้นกับลงยาเหรอคะ”

ผู้ทรงศีลมองคนเป็นแม่อย่างเมตตา แล้วจึงกล่าว

“ที่นั่งอยู่ตรงหน้านี่เป็นร่างของบุตรชายคุณโยมจริง แต่วิญญาณเขาไม่ใช่ แม่หนูน้ำทองนี่ก็เช่นกัน ทั้งคู่คือดวงวิญญาณของพ่ออินและแม่จันทร์ คู่รักที่ถูกสะกดวิญญาณให้อยู่ในโถเทพบุตรและโถเทพธิดา บุตรชายของคุณโยมกับแม่หนูน้ำทองมีจิตอันเป็นกุศลที่จะช่วยปลดปล่อยวิญญาณของทั้งคู่ให้พ้นทุกข์ แต่กลับโดนคนใจบาปใช้มนตร์เบญจรงค์ สลับดวงวิญญาณทั้งสี่ดวง หนูน้ำทองโดนเสกให้ไปอยู่ในโถเทพบุตร บุตรชายของโยมไปอยู่ในโถเทพธิดา วิญญาณของพ่ออินไปอยู่ในร่างของบุตรชายโยม และวิญญาณแม่จันทร์ไปอยู่ในร่างของหนูน้ำทอง เพื่อที่จะหาทางมาเอาทรัพย์สินของโยมทั้งสอง นี่คือความจริงที่อาตมาจะต้องบอกให้ได้รับรู้ ขอให้ทำใจให้ได้ว่านี่คือชะตากรรม เรามาร่วมมือกันหาทางแก้ไขจะดีที่สุด”

เมื่อพระภิกษุชรากล่าวจบ คุณรักร้อยถึงกับตะลึงและหน้าซีดสลดไปในทันที จริงอยู่เธอเป็นผู้ปฏิบัติธรรมตั้งมั่นอยู่ในคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และชีวิตประจำวันของเธอรายล้อมไปด้วยดวงวิญญาณที่ผูกพันอยู่กับของเก่าในคฤหาสน์โบราณและเรือนมนิลาที่ออกมาปรากฏตัวให้เห็นกันเป็นเรื่องปกติ แต่เรื่องเหลือเชื่อที่ได้ยินได้ฟังนี้ เธอเกือบจะทำใจไม่ได้เลยทีเดียว เพราะมันได้เกิดขึ้นกับบุคคลที่รักที่สุดและใกล้ชิดกับเธอที่สุดอันได้แก่บุตรชายของเธอเอง

พ่ออินก้มกราบคุณรักร้อยพร้อมเลื่อนโถเทพธิดาตรงรูปหน้าของ ดร.ลงยาหันเข้าไปหามารดา ภาพบุตรชายที่กลายเป็นเทพธิดาอยู่บนโถเบญจรงค์นั้นสร้างความสะเทือนใจให้แก่เธอเป็นอย่างมาก นี่สินะ…ที่วิญญาณสามีของเธอได้มาแสดงความเป็นห่วง ไม่นึกเลยว่าลูกรักจะโชคร้ายได้ขนาดนี้ แล้วยังแม่หนูน้ำทองอีกคน ทำกรรมอะไรร่วมกันมาหนอจึงได้มาประสบวิบากกรรมพร้อมๆ กันขนาดนี้

“โถ พ่อคุณของแม่ เวรกรรมอะไรหนอ ใครนะช่างทำกับลูกได้ แม่จะหาทางช่วยลูกออกมาให้ได้นะไม่ต้องกลัว” คุณรักร้อยกล่าวพร้อมกับลูบไล้ใบหน้าของเทพธิดาไปมาด้วยความสงสารอย่างสุดซึ้ง

“คุณแม่ครับ ทำใจดีๆ นะครับ อย่าร้องไห้ ผมเป็นห่วงคุณแม่มาก คนที่ทำไม่ดีกับผมคือคุณกังไสนั่นแหละครับ คุณแม่ต้องระวังตัวเอาไว้ให้ดี เขาจะมาทำอะไร จะเอาอะไรก็ปล่อยเขา เดี๋ยวพวกวิญญาณก็คงจะจัดการเอง คุณแม่ต้องทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องนี้นะครับ เพราะถ้ากังไสรู้ว่าคุณแม่รู้เรื่องนี้เขาอาจจะพุ่งเป้ามาทำร้ายคุณแม่ด้วยอีกคนมันจะไปกันใหญ่ ทางที่ดีตอนนี้เราต้องฟังหลวงตากับลุงตันก่อน ท่านทั้งสองจะหาทางช่วยเราให้พ้นจากตรงนี้ไปให้ได้นะครับ”

คุณรักร้อยเริ่มตั้งสติได้ก็รับคำ และกราบหลวงตาถามถึงวิธีที่จะช่วยให้ลูกชายของเธอและน้ำทองหลุดพ้นจากมนตร์เบญจรงค์

“ดิฉันจะช่วยลูกได้อย่างไรบ้างคะหลวงตา”

“คุณโยมหมั่นปฏิบัติธรรมถือศีลให้จิตบริสุทธิ์ ทุกคืนก่อนนอนหลังจากสวดมนต์ด้วยบทสวดมนต์ปกติแล้ว ขอให้สวดบทเมตตาใหญ่ 3 จบเพื่อแผ่ส่วนกุศลให้กับทุกสิ่งบนโลกนี้ เมื่อจิตเรามีแต่ความเป็นกุศลแล้วเราจะช่วยพวกเขาได้โดยง่าย เพราะอย่างไรก็ตามแต่พระพุทธคุณย่อมอยู่เหนือความบาปและความโลภทั้งปวง คุณโยมอย่าทุกข์ใจไปเลย ขึ้นสิบห้าค่ำเดือนหน้าเราจะทำพิธีช่วยเหลือพวกเขากัน เดี๋ยวอาตมาจะให้โยมตันไปนัดหมายกับคุณโยมถึงวันเวลาที่เราจะประกอบพิธีอีกครั้ง” หลวงตากล่าวก่อนจะกลับวัด

เมื่อหลวงตากลับไปแล้ว คุณรักร้อยก็นำโถเบญจรงค์เทพธิดามากอดเอาไว้แนบอก พ่ออินเข้ามาประคองแล้วกระซิบเบาๆ

“ตอนนี้ให้กระผมทำหน้าที่แทนก่อนเถิดนะขอรับ กระผมเองก็มีอันเป็นไปเสียก่อนไม่มีโอกาสได้สั่งเสียร่ำลากับพ่อแม่เลย แม้ศพกระผมพ่อแม่ก็ไม่มีโอกาสได้เห็น เมื่อได้มาอาศัยร่างพ่อลงยา เป็นลูกแม่ท่านแล้วผมรู้สึกอบอุ่นใจมากขอรับ ในระหว่างที่ยังทำอะไรไม่ได้ กระผมจะปกป้องแม่ท่านเองขอรับ” คุณรักร้อยมองชายหนุ่มในร่างของบุตรชายเธอด้วยความตื้นตัน พร้อมพยักหน้า

“ได้สิจ๊ะ เรากลับกันเถอะจ้ะ” เธอลากลับบ้านทันทีด้วยอาการของคนหมดเรี่ยวแรง แม่จันทร์ออกมาส่งพ่ออินที่รถ ต่างร่ำลากันและสัญญาว่าจะให้คุณคำนึงและแม่เอื้องคำสอนใช้ไอแพดให้ จะได้คุยกันแบบเห็นหน้าทุกวัน

น้ำทองในโถเทพบุตรมองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างเศร้าใจ วิญญาณทุกดวงในบ้านต่างเข้ามาห้อมล้อมแสดงความเห็นอกเห็นใจ และจะช่วยกันทำทุกวิถีทางเพื่อให้แม่หนูน้ำทองกลับมาเป็นตัวเป็นตนอย่างเดิมให้ได้  แม่บัวกระฟัดกระเฟียดใส่แม่จันทร์ หาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้แม่หนูน้ำทองต้องมาตกระกำลำบาก พลอยโกรธไปถึงพ่ออินด้วย

“ดูสิดู เพราะเขาช่วยเจ้าแท้ๆ เขาจึงต้องมาตกระกำลำบากแทน ช่างกระไรยังมาอาศัยร่างเขาอย่างแสนสุข” แม่บัวค่อนแม่จันทร์ แม่พรายกระซิบยื่นปากยาวมาที่หูแม่บัวแล้วกระซิบใส่หู

“แม่บัวไปว่าแม่จันทร์เขาจะถูกไหม เขาโดนเสกโดนสาปมา เราต้องจัดการไอ้เจ้ากังไสนั่นต่างหาก” แม่จันทร์สะเทือนใจกับคำพูดของแม่บัว จึงนั่งลงเอามือปิดหน้าแล้วร้องไห้ พร่ำรำพันขอโทษน้ำทอง

“แม่น้ำทอง ฉันขอโทษ เพราะฉันกับพี่อินแท้ๆ ที่ทำให้แม่กับพ่อลงยาต้องลำบากขนาดนี้ ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรดี”

“แม่จันทร์จ๊ะ อย่าเศร้าโศกเสียใจไปเลย พรุ่งนี้แม่จันทร์จะต้องเข้าบริษัทไปทำงานแทนฉัน เรามาหาวิธีกันดีกว่า ว่าจะทำอย่างไรกันดี”

น้ำทองกล่าวเนื่องจากงานของหล่อนไม่ใช่งานที่จะสอนให้ใครทำได้ง่ายๆ มันต้องใช้ความคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรุ่งนี้เธอจะต้องให้แม่จันทร์เข้าไปตัดต่อและลงเสียงสารคดีแทนเธอด้วย ตอนลงเสียงคงไม่เท่าไหร่ แค่นำโถเทพบุตรเข้าไปในห้องอัดเสียงแล้วเธอเป็นคนอ่านก็จะไม่มีใครสงสัยแล้ว แต่ตัดต่อนี่สิจะทำอย่างไรดี ถ้าไม่ตัดก็ไม่มีเทปส่งไปทางสถานีโทรทัศน์ คงต้องให้แม่จันทร์พกแม่เอื้องคำใส่กระเป๋าไปด้วยจะได้ทำงานง่ายหน่อย

เช้าวันรุ่งขึ้นแม่จันทร์แต่งกายด้วยเสื้อผ้าไหมสีนวลและกางเกงผ้าฝ้ายทอมือสีแดงเข้ม สวมสร้อยคอปะวะหล่ำกำไลครบชุด อุ้มโถเทพบุตรเดินเข้ามาในออฟฟิศในมาดของน้ำทอง เจ้าหล่อนยิ้มอ่อนใส่พนักงานทุกคน หูก็คอยเงี่ยฟังว่าน้ำทองจะให้เดินไปทางไหน ซ้ายหรือขวา หล่อนตรงเข้าไปในห้องอัดเสียงที่จองคิวเอาไว้ เชาว์ หนุ่มน้อยซาวนด์เอ็นจิเนียร์หันมายกมือไหว้อย่างคุ้นเคย

“สวัสดีครับพี่น้ำทอง วันนี้ทำเรื่องสมบัติใต้น้ำใช่ไหมครับ ต้องหอบโถมาบิวต์อารมณ์ตอนลงเสียงด้วยเหรอครับนี่”

“สวัสดีจ้ะพ่อเชาว์ เตรียมบทให้พี่พร้อมหรือยังจ๊ะ จะได้เริ่มงานกันเลย”

แม่จันทร์พูดตามที่น้ำทองสั่งแล้วเดินเข้าไปในห้องกระจกเตรียมพากย์สารคดี เพื่อที่จะนำเสียงไปตัดต่อ งานจะต้องเสร็จภายในวันนี้ เพราะพรุ่งนี้เช้าจะต้องส่งไปเซ็นเซอร์ที่สถานีก่อนออกอากาศ การลงเสียงผ่านไปอย่างเรียบร้อย เชาว์ไม่รู้สึกสักนิดว่าหญิงสาวที่นั่งอยู่หน้าไมค์ ห่างกันในระยะกระจกกั้นไม่ได้เป็นผู้อ่านบทสารคดี หากแต่เทพบุตรที่หน้าโถเบญจรงค์ต่างหากเป็นผู้อ่าน เขาส่งไฟล์เสียงไปที่อินบ็อกซ์ของน้ำทองอย่างแคล่วคล่อง เพื่อให้หญิงสาวนำไปใส่ภาพให้เรียบร้อยแล้วจึงส่งไฟล์ภาพและเสียงมาให้เขามิกซ์ดนตรีประกอบอีกครั้ง  

แม่จันทร์เข้ามานั่งที่โต๊ะทำงานของน้ำทอง เธอมองจอคอมพิวเตอร์และปุ่มต่างๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ จนน้ำทองต้องเตือนให้เปิดกระเป๋า แม่เอื้องคำค่อยๆ ไต่ออกมา หล่อนทำการตัดต่อหนังตามที่น้ำทองบอกอย่างแคล่วคล่อง จนการตัดต่อสารคดีตามเสียงบรรยายเสร็จไปได้ด้วยดี จากนั้นก็ส่งไฟล์กลับไปให้เชาว์จัดการถือว่าหมดหน้าที่ของเธอแล้ว แม่เอื้องคำไต่กลับเข้าไปอยู่ในกระเป๋าอย่างสงบ แม่จันทร์อุ้มโถเบญจรงค์เปิดห้องทำงานออกมาเตรียมตัวจะกลับบ้าน สวนทางกับอ๊อบแอ๊บ เลขาฯ พี่ภูเจ้าของบริษัท หญิงสาวผู้นั้นหันมายิ้มแล้วทักอย่างร่าเริง

“พี่น้ำทองนี่เป็นแชมป์ Editor จริงๆ นะคะ มาแค่แป๊บเดียวงานเสร็จแล้ว ว่าแต่พี่รู้หรือยังคะว่านายจะให้ไปถ่าย ดร.ลงยา แนะนำเครื่องกระเบื้องโบราณที่พิพิธภัณฑ์กับร้าน ดิ แอนทีค ของคุณกังไสพรุ่งนี้ กี่โมงหนูไม่แน่ใจเดี๋ยวไลน์ไปบอกนะคะ”

“อะไรนะเจ้าคะ แม่คุณพูดช้าๆ หน่อย จะให้ไปบ้านไอ้กังพรุ่งนี้เหรอเจ้าคะ” แม่จันทร์พยายามสรุปสิ่งที่อ๊อบแอ๊บพูดแล้วก้มลงมองหน้าน้ำทอง ซึ่งพยักหน้าให้ว่าเธอเข้าใจแล้วไม่ต้องถามต่อ

“พี่น้ำทองวันนี้อารมณ์ดีนะคะ พูดเจ้าคะกับหนูด้วย เดี๋ยวขอตัวก่อนนะคะ เดี๋ยวนายบ่นค่ะ” อ๊อบแอ๊บเดินจากไปอย่างร่าเริง

แม่จันทร์อุ้มโถเทพบุตรกลับบ้าน มานั่งคุยปรึกษากับน้ำทอง ลุงตัน ป้ามาลี ถึงเรื่องงานที่จะต้องไปถ่ายพ่ออิน บรรยายเรื่องเครื่องกระเบื้อง น้ำทองเชื่อมั่นว่า ดร.ลงยาจะต้องจัดการให้ผ่านไปได้ด้วยดีเหมือนกับที่เธอทำได้ในวันนี้

น้ำทองบอกให้แม่เอื้องคำเปิดไอแพดให้แม่จันทร์ดู มีรูปของทีมงานทุกคนและอุปกรณ์การถ่ายทำ เธอต้องพยายามทำให้แม่จันทร์จำให้ได้ว่าใครเป็นใครและอุปกรณ์ชนิดไหนเรียกว่าอะไร พร้อมคำสั่งในการสั่งงานลูกน้อง พอดีมีคลิปเบื้องหลังการทำงาน เธอจึงเปิดและสอนทุกขั้นตอน แม่จันทร์หัวไวพอใช้ จำได้เกือบหมด ที่เหลือคงต้องไปแก้ปัญหากันเอาที่หน้างาน จนได้เวลาสี่ทุ่ม ทั้งหมดจึงไปที่หอพระเพื่อสวดมนต์ด้วยกัน

 

ที่พิพิธภัณฑ์เครื่องกระเบื้อง และร้าน ดิ แอนทีค ของกังไสวันนี้ ทีมงานรายการอนุรักษ์ไทย ได้เข้ามาจัดเตรียมสถานที่เพื่อถ่ายทำสารคดีตอน เครื่องกระเบื้องไทย มีพิธีกรพิเศษคือ ดร.ลงยา ทิวากร เมื่อได้พูดคุยกับพ่ออินแล้ว ดร.ลงยา ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นเทพธิดาหน้าโถก็หายห่วงเรื่องการเป็นพิธีกรในวันนี้ เพราะพ่ออินมีความรู้เรื่องราวของเครื่องกระเบื้องจากจีนดีกว่าเขาเสียอีก หากแต่พอมาเป็นเครื่องกระเบื้องในยุครัตนโกสินทร์ เขาต้องบอกเล่าความเชื่อมโยงของศิลปะในยุคนั้นอีกเล็กน้อย พ่ออินก็สามารถเข้าใจและพูดได้อย่างแคล่วคล่อง โดยคุณคำนึงเปิดภาพจากไอแพดให้พ่ออินซ้อม ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้กังไสไม่รู้เลย หากแต่การนัดหมายถ่ายทำรายการนี้ได้มีกำหนดการมาตั้งแต่ก่อนที่เขาจะล่อลวงเพื่อนทั้งสองไปทำพิธีสลับวิญญาณ หนุ่มตี๋ได้แต่คิดว่า คงสนุกละวันนี้ พ่ออินดูงดงามในเสื้อคอปิดผ้ากาบบัวสีม่วงเข้ม เสื้อตัวในเป็นผ้าไหม 2 ตะกอสีม่วงอ่อน นุ่งโจงผ้าม่วงมัดหมี่ยกทองสีม่วงเข้ม สวมถุงน่องรองเท้าอย่างเรียบร้อย

เมื่อถึงเวลาถ่ายทำ แม่จันทร์ในร่างของน้ำทองสั่งงานได้อย่างแคล่วคล่อง พอๆ กับพ่ออินที่สามารถทำหน้าที่พิธีกรนำชมและบอกเล่าเรื่องราวของเครื่องกระเบื้องได้อย่างน่าสนใจ ราวกับเป็นผู้ที่รู้จักเครื่องกระเบื้องเหล่านี้เป็นอย่างดี

“โถลายครามใบนี้เป็นของโบราณในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผลิตที่เมืองจิ่งเต๋อเจิ้น มณฑลเจียงซี ซึ่งคนไทยเราจะเรียกว่า มณฑลกังไส เป็นที่มาของคำว่าเครื่องกระเบื้องกังไส ในยุคนั้นการผลิตลายคราม ลายไทยจะต้องส่งลายไทยต้นแบบไปให้ช่างจีนเขียนถึงแหล่งผลิต เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า ในพ.ศ.2310 เครื่องกระเบื้องแตกสูญสลายไปแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะของในวังบางชิ้นถูกทิ้งจมน้ำจมดินอยู่ในกรุงเก่านับร้อย ๆ ปี เครื่องถ้วยที่จมน้ำอยู่นานความเงางามก็จะถูกกระแสน้ำขัดกร่อนจนด้าน ดังโถลายก้านต่อดอกน้อยใบนี้” พ่ออินในร่างของ ดร.ลงยาทอดเสียงละห้อยโหยราวรำลึกถึงอดีต ดร.ลงยาและน้ำทองส่งสายตามองพ่ออินมาจากโถเบญจรงค์ด้วยความสงสาร ( ***ข้อมูลบรรยายจากหนังสือเบญจรงค์และเครื่องกระเบื้องลายไทย หน้า 18)

กังไสดูการทำงานของทีมงานอย่างเพลิดเพลิน นี่ถ้าตัวเขาเองไม่รู้อยู่แก่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับ ดร.ลงยาและน้ำทอง ก็ต้องบอกว่าทั้งสองคนนี่ทำงานได้เป็นมืออาชีพไม่ต่างจากตัวจริงเลย

พ่ออินมานั่งพักดูมอนิเตอร์ข้างแม่จันทร์ที่ทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ มีโถเบญจรงค์เทพบุตรและเทพธิดาวางอยู่ใกล้ๆ คนในโถจำต้องทำหน้านิ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนโดยเฉพาะกังไส วันนี้เทียมจันทร์ก็ตาม ‘จารย์ฮะ’ มาด้วยเช่นกัน เธอถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องมาดูแลความเรียบร้อยและมาอำนวยความสะดวกให้จารย์ฮะ และเมื่อเห็นภาพพ่ออินและแม่จันทร์ยิ้มแย้มกันอย่างสนิทสนมเช่นนั้น เทียมจันทร์ถึงกับทนไม่ได้ แน่นอนที่สุด ดร.ลงยาของเธอจะมายิ้มอ่อนใส่แม่โปรดิวเซอร์สาวผิวน้ำผึ้งอย่างไร สาวทอมหุ่นอึ๋มรีบคว้าถ้วยกาแฟประจำตัวของจารย์ฮะมาเปิดกระติกแล้วเทกาแฟลงไป แล้วก็รีบปรี่ไปขวางกลางคนทั้งคู่พอดี

“จารย์ฮะ กาแฟฮะ” เสียงของเทียมจันทร์ดังนำมาก่อนตัว

พ่ออินไม่ได้คุ้นเคยกับการถูกเรียกว่า ‘จารย์ฮะ’ เลยไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเป้าหมายของสาวทอมจึงไม่ได้สนใจเจ้าหล่อน มารู้ตัวอีกทีเมื่อเทียมจันทร์เบียดตัวเข้ามาแทรกกลางระหว่างเขาและแม่จันทร์ พ่ออินนิ่วหน้าแล้วกล่าวออกมาด้วยความไม่พอใจ

“แม่หญิงผู้นี้นี่เป็นอย่างไรกัน ทำไมเจ้าจึงทำกิริยาหยาบคายเยี่ยงนี้”

“นี่เทียมจันทร์ลูกศิษย์สนิทสุดของจารย์ฮะไงฮะ ทำไมพูดอย่างนี้ล่ะฮะ นี่ฮะกาแฟรสเด็ดของโปรดจารย์ฮะ” เทียมจันทร์พยายามยัดเยียดกาแฟให้อาจารย์ของหล่อนโดยไม่สนใจทีท่าของอีกฝ่ายเลย

“ข้าวแฝ่นี่หรือ ข้าไม่กินดอก ออเจ้าเอาไปกินเองเถิด ขอบน้ำใจมาก อีกประเดี๋ยวข้าจะทำงานต่อแล้ว เจ้าอย่ามาวุ่นวาย ถ้าพูดไม่ฟังก็กลับไปเสีย” พ่ออินในร่างของ ดร.ลงยาพูดจาตัดไมตรีอย่างไร้เยื่อใย

ข้างฝ่ายเทียมจันทร์นั้น ลึกๆ ก็รู้ดีว่า ดร.ลงยาไม่เคยมีใจให้เธอเลย แต่นี่จู่ๆ ยายน้ำทองมายังไงกัน ถึงได้มาแรงแซงทางโค้งอย่างนี้ แรกๆ ไม่มีทีท่าจะสนใจ ‘จารย์ฮะ’ ของเธอสักนิด แต่ดูจากสายตาของทั้งสองคนที่มองกันวันนี้แล้ว มันช่างทิ่มตำใจเธอเหลือเกิน  

แต่เทียมจันทร์ลุยมาขนาดนี้แล้วจะถอยคงไม่ใช่หล่อนแน่ๆ คนอย่างหล่อน เวลาเรียนก็ตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ด้วยผลการเรียนที่ดีเลิศ ทำให้หล่อนได้ใกล้ชิดเป็นศิษย์คนสนิทของ ดร.ลงยา จนทำให้หล่อนได้เห็นความพิเศษที่ซ่อนอยู่ในบุคลิกสุดโต่งของอาจารย์ผู้นี้ ความพิเศษที่เป็นเสน่ห์จับใจเธอมาตลอดสี่ปีที่เรียนปริญญาตรี และเมื่อเรียนจบเธอก็ไม่รั้งรอที่จะเรียนปริญญาโทต่อทันที โดยมีอาจารย์ที่เธอรักเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

หากแต่วันนี้ท่าทีที่เด็ดขาดปราศจากเยื่อใยของอาจารย์ทำให้เธอรู้สึกแย่สุดๆ ปกติอาจารย์จะเป็นคนสุภาพนิ่มนวล และไม่เคยส่งสายตากับผู้หญิงคนไหนอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ จังหวะจะโคนการพูดจาก็เหมือนไม่ใช่อาจารย์คนเดิมที่แสนสุภาพของเธอ มันเกิดอะไรขึ้นกับ ดร.ลงยากันแน่ หรือยายน้ำทองทำเสน่ห์ใส่อาจารย์ เรื่องนี้เทียมจันทร์คงต้องสืบให้รู้ให้ได้ สาวอึ๋มมาดทอมคิดอย่างหมายมาดก่อนที่จะขับรถออกไปจากพิพิธภัณฑ์

การถ่ายทำสารคดีที่พิพิธภัณฑ์ผ่านไปด้วยดี กังไสมองทีมงานกำลังเก็บของเตรียมตัวกลับ เขาจำต้องเข้าไปทักทาย น้ำทองและ ดร.ลงยา เพื่อไม่ให้ดูผิดสังเกตจนเกินไป  

“ไง เสร็จแล้วสินะน้ำทอง”

“เจ้าค่ะ เสร็จแล้วไอ้กัง” แม่จันทร์ตอบพร้อมส่งยิ้มหวานให้เขา

“ดอกเตอร์วันนี้พูดได้น่าฟังมากเลยนะครับ ผมได้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องกระเบื้องเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย” กังไสพูดตามมารยาท

“มันเป็นเรื่องของกระเบื้องที่ข้าคุ้นเคย ทำไมข้าจะพูดไม่ได้เล่า”

พ่ออินตอบ พร้อมเดินเลี่ยงไปหาแม่จันทร์อย่างไม่สนใจกังไส ทำให้หนุ่มตี๋ออกอาการหงุดหงิด แต่เมื่อนึกถึงคำของพ่อครูแล้วก็ได้แต่เก็บอาการไว้อย่างมิดชิด…เขายืนมองทีมงานเก็บของจนเรียบร้อยและกล่าวคำอำลากับทุกคนในฐานะเจ้าของสถานที่…

Don`t copy text!