มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 12 : โลกส่วนตัว

มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 12 : โลกส่วนตัว

โดย :

มนตร์เบญจรงค์ เรื่องราวของน้ำทอง หญิงสาวอาศัยอยู่ในบ้านทรงไทยไม้สักทองหลังงามกลางสวน กับการได้ครอบครองเบญจรงค์โบราณลายเทพบุตรทรงกลมแป้นที่ได้มาในราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ และเบญจรงค์ใบนี้ทำให้เหตุการณ์ในบ้านอันสงบสุขของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นิยายออนไลน์ โดย จรัสพร ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-12-

 

ที่พิพิธภัณฑ์ของกังไส เขาได้นำโถเทพบุตรและโถเทพธิดามาชื่นชมก่อน เพราะตัวเขาเองก็ยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำอย่างไรดี ถ้าเอาไปให้นายท่านแล้วเกิดไม่สบอารมณ์ขึ้นมากลับทุ่มทิ้งแบบโถปลอมสองใบนั่น คราวนี้คงวุ่นวายแน่ๆ  เขาจึงนำมาไว้ในห้องทำงานส่วนตัว เพื่อซ่อนให้พ้นจากสายตานักเล่นของเก่าทั้งไทยและเทศที่มักจะแวะเวียนมาหาของงามๆ ที่นี่เสมอ

ห้องทำงานของกังไสนั้นเหมือนเป็นโลกส่วนตัว ในห้องมีเก้าอี้บุหนังนุ่มสีดำตัวใหญ่มหึมาตั้งอยู่หลังโต๊ะทำงานประดับมุกแบบจีน ซึ่งแม้เก้าอี้กับโต๊ะจะต่างที่มา หากแต่เขาก็เอามาผสมผสานกันตามความพอใจ ห้องนี้จะเปิดแอร์เย็นจัดที่อุณหภูมิ 16 องศาตลอดเวลาไม่มีวันปิด บรรยากาศในห้องมีแสงสลัวจากหลอดไฟแรงเทียนน้อย เมื่อเจ้าของห้องไม่ได้ทำงานที่จะต้องใช้แสง หากแต่เมื่อใดที่เขาต้องการความสว่างก็จะมีโคมไฟใหญ่เฉพาะจุดที่สามารถส่องแสงนวลกระจ่างตาเหมาะสมกับงานที่เขาทำ ไม่มีใครเคยได้รับเกียรติเข้ามาในโลกส่วนตัวของกังไสแม้แต่คนเดียว

ของสะสมของเจ้าของพิพิธภัณฑ์เครื่องกระเบื้องโบราณ ในโลกแห่งความเป็นจริงกลับกลายเป็นตุ๊กตาหมี ทุกจุดทุกมุมในห้องนี้จะมีตุ๊กตาหมีหลากหลายชนิดจากทั่วทุกมุมโลกประดับประดาเรียงรายกันอยู่อย่างแน่นขนัด มีทั้งขนาดเล็กจิ๋วจนถึงใหญ่เท่าตัวคน ที่โดดเด่นสุดเห็นจะเป็นหมีตัวใหญ่สองตัวที่แต่งตัวอย่างสวยงาม ราวกับหนุ่มสาวนั่งคุยกันอยู่ที่ชุดรับแขก กังไสหยิบโถเบญจรงค์ทั้งสองใบออกจากถุงกำมะหยี่สีดำมาวางตรงหน้า บังเอิญจุดที่วางนั้นทำให้หน้าของเทพบุตรและเทพธิดาหันเข้าหากัน ทำให้ ดร.ลงยากับน้ำทองที่หลับตาเพราะเจอความมืดจากในถุงก็ลืมตาขึ้นมาทันที   เมื่อพบว่าอยู่ในที่ที่มีแสงสว่างพอสมควร เมื่อทั้งคู่ต่างมองเห็นกันก็เรียกกันอย่างตกใจ

“คุณลงยา”

“คุณน้ำทอง ที่นี่มันที่ไหนกันครับ กังไสพาเรามาทำไม” ดร.ลงยากระซิบถามน้ำทอง

ด้วยความเงียบสงัดของห้องทำงานซึ่งมีแต่เสียงทำงานของเครื่องปรับอากาศ ทำให้เสียงของทั้งคู่ดังไปถึงหูกังไส เขาชะโงกหน้ามาที่โถเบญจรงค์ทันที หากแต่น้ำทองและลงยาไหวทันจึงแอ๊บหน้านิ่งเป็นภาพวาดกันทั้งคู่

“หมู่นี้เราชักจะหูฝาดบ่อยไปนะ”

กังไสบ่นตัวเอง หากแต่ก็ยังไม่แน่ใจ จึงพิจารณาดูรายละเอียดของภาพวาดรูปเทพบุตรและเทพธิดาที่โถเบญจรงค์ทั้งสองใบ เขาขี้เกียจเอื้อมมือไปเปิดไฟ คว้าได้ไฟแช็กก๊าซแบบโบราณ จึงจุดแล้วส่องไปที่รูปหน้าโถเทพธิดา เมื่อไฟส่องมาใกล้หน้า ดร.ลงยาจึงรู้สึกร้อนเพราะถูกไฟลน หากแต่จำต้องอดทนทำตาแข็งยิ้มหวานเป็นเทพธิดาเพื่อไม่ให้ผิดปกติ  กังไสเลื่อนโถเทพธิดาออกไปและเลื่อนโถเทพบุตรมาแทนที่ ขณะที่กำลังจะส่องไฟแช็กไปที่หน้าเทพบุตรอันเป็นหน้าของน้ำทองเพื่อนเคยรักของเขานั้น เสียงจากเครื่องติดต่อก็ดังขึ้นมา

“คุณกังไสคะ มีฝรั่งจะมาซื้อพระพุทธรูปทองคำโบราณที่จัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ค่ะ ดิฉันบอกว่าของมีเอาไว้เพื่อจัดแสดงก็ไม่ยอมฟังค่ะ”

“ได้ครับ เดี๋ยวผมจะออกไปคุยเอง”

เสียงนิรชา ภัณฑารักษ์สาวดังเข้ามาในห้องราวกับเป็นระฆังช่วยให้น้ำทองรอดจากการโดนไฟลนหน้า กังไสรีบรับปากเพราะเห็นทางว่าจะได้เงินเข้ากระเป๋าอีก จึงหมดความสนใจโถเบญจรงค์ทั้งสองใบ รีบเดินออกจากห้องไปเพื่อเจรจาธุรกิจ น้ำทองกับลงยาสบตากันด้วยความโล่งใจ

“คุณน้ำทองรบกวนดูหน้าผมทีครับ ไม่รู้ว่าไหม้บ้างหรือเปล่า กังไสเอาไฟมาส่องเสียใกล้ แสบหน้าไปหมด” ลงยาในร่างของเทพธิดากังวลว่าหน้าจะไหม้ น้ำทองยิ้มแล้วปลอบชายหนุ่มร่วมชะตากรรมแบบติดตลก

“ยังไม่ไหม้ และยังไม่หมองค่ะคุณขา ผิวหน้าคุณยังเปล่งประกายออร่าเป็นเทพธิดาสวยเนี้ยบ เปลวไฟแช็กของไอ้กังทำอะไรคุณไม่ได้เลย หน้าของคุณยังใสปิ๊งเหมือนเดิมค่ะ”

“ขอบคุณครับ คุณเทพบุตรซิกแพ็ก ดีใจด้วยจริงๆ นะครับที่รอดมาได้อย่างหวุดหวิด ไม่งั้นคงไม่แคล้วโดนไฟลนอีกคนนึงแน่ๆ” ลงยาเหน็บกลับ แล้วชวนน้ำทองคุยต่อในเรื่องที่ยังสงสัย

“คุณน้ำทองว่ากังไสมีแผนจะทำอะไรอีก ถึงได้เอาเราสองคนมาที่นี่ ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นจะสนใจอะไรเราเลย”

“มันจะเอาเรามาทำอะไรก็ไม่ทราบ แต่ดิฉันว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน และที่แน่ยิ่งกว่านั้นคือ เราสองคนคงอดอยากกันหน่อยละค่ะช่วงนี้ เพราะกังไสไม่เคยรู้ว่าเรามีความรู้สึกและกินอาหารได้”

หากแต่เมื่อน้ำทองพูดจบ อาหารที่เป็นของโปรดของเธอและลงยาลอยมาเป็นภาพโปร่งใสเข้าปากของทั้งคู่อย่างรวดเร็ว พร้อมเสียงสวดอุทิศส่วนกุศลของหลวงตาดังแว่วมาพอได้ยิน ทั้งคู่มองหน้ากันด้วยความซาบซึ้งใจที่หลวงตาและคนทางบ้านยังไม่ทอดทิ้ง อุทิศส่วนกุศลมาให้เพื่อไม่ให้ลำบากจนเกินไป

“สาธุ”

น้ำทองและลงยาเปล่งเสียงสาธุอนุโมทนาบุญพร้อมๆ กัน หลังจากข้าวปลาอาหารคาวหวานพร้อมน้ำดื่มลอยมาเข้าปากเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองคนมองไปรอบห้องแล้วก็หัวเราะ เมื่อได้เห็นตุ๊กตาหมีนับพันตัวที่เรียงรายกันอยู่อย่างแน่นขนัด ตามผนังห้องและจุดต่างๆ เต็มไปด้วยหมี หมี และก็หมี

น้ำทองหยุดหัวเราะทันทีเมื่อมองไปที่กรอบรูปหมีน้อยน่ารักที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของเจ้าของห้อง หญิงสาวจำได้อย่างแม่นยำว่าเป็นของขวัญสำหรับเทกบัดดี้ที่เธอซื้อให้กังไสแล้วแอบเอาไปไว้ในล็อกเกอร์ของเขาตอนปีหนึ่ง ภายในกรอบรูปนั้นมีภาพถ่ายของกังไสตอนรับน้อง มัดจุกผูกโบแดง มีหัวนมยางห้อยคอ ทาปากแดงประแป้งลายพร้อยไปทั้งหน้ายืนกอดคออยู่กับหล่อนที่มีสภาพไม่ต่างกันนัก เพื่อนรักของเธอยังเก็บรูปนี้ไว้ในโลกส่วนตัวของเขา แล้วทำไมถึงทำกับเพื่อนได้ลงคออย่างนี้ น้ำทองยังจำภาพแห่งความสนุกสนานในวันที่เป็นเฟรชชี่ได้ดี เพื่อนคนนี้ยอมเธอทุกอย่าง ไม่ว่าจะบงการอะไรเขายินดีทำเพื่อเธอเสมอ และแน่นอนที่สุดกังไสคนนี้แหละที่น้ำทองคิดว่าจะเป็นคนสุดท้ายในโลกที่จะคิดไม่ดีกับเธอ ภาพของเทพบุตรดูหม่นหมอง น้ำตาค่อยๆ ไหลเอ่อออกมาด้วยความเศร้าสร้อย

“เป็นอะไรไปครับ คุณเทพบุตร เมื่อกี้ยังขำหนักมากอยู่เลย” ดร.ลงยาถามเพื่อนร่วมชะตากรรมเมื่อเห็นว่าเธอเงียบไปจนผิดสังเกต คราวนี้เทพบุตรสุดจะกลั้นร้องไห้ออกมาอย่างหนักด้วยความเสียใจ และความทุกข์ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตในช่วงนี้

“ฉันเสียใจค่ะ คุณดูรูปนี้สิคะ ไอ้กังมันยังเก็บเอาไว้ในห้องนี้ ที่ที่เป็นโลกส่วนตัวของมัน บนโต๊ะทำงานของมัน กรอบรูปหมีนี่ฉันก็เป็นคนซื้อให้มันเป็นของเทกบัดดี้ ส่วนรูปนี้เป็นรูปวันรับน้องหลังจากที่เราโดนพี่ๆ จับแต่งหน้าจนจำสภาพเดิมตัวเองไม่ได้ เราก็กอดคอกันหัวเราะแล้วถ่ายรูปคู่กัน ความทรงจำดีๆ ของฉันกับไอ้กังอยู่ตรงหน้านี่ แต่ทำไมมันถึงทำกับฉันได้ขนาดนี้คะ ฉันเสียใจจริงๆ ค่ะ” พูดจบน้ำทองก็ร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น

“คุณน้ำทองครับ ฟังผมนะครับ หยุดร้องไห้นะครับคนดี เพื่อนของคุณก็ยังเป็นเพื่อนของคุณอยู่ แต่เขามีความจำเป็น ผมว่าถ้าเลือกได้กังไสคงไม่อยากทำร้ายใครหรอก แต่พอจนมุมเข้าสัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้เขาเป็นอย่างนี้ อโหสิกรรมให้เขาเถอะนะครับ คุณคงต้องพยายามหยุดร้องไห้ให้ได้นะครับ ถ้าเพื่อนของคุณเข้ามาเห็นคุณร้องไห้ได้อย่างนี้ คนที่จะโดนเอาไฟลนหน้าคงไม่ใช่ผมเป็นแน่” ชายหนุ่มปลอบใจหญิงสาวอย่างอ่อนโยนที่สุดหากแต่ก็อดเย้าหล่อนไม่ได้

“เมื่อกี้คุณเรียกฉันว่าคนดีเหรอคะ ฟังแล้วอบอุ่นจังเลยค่ะ แหม ถ้าคุณเป็นผู้ชายจริงๆ หมายถึงไม่ได้เบี่ยงเบนนะคะ ฉันคงหลงรักคุณเข้าแล้วแน่ๆ เลย เสียงคุณเมื่อกี้เวลาบอกว่าหยุดร้องไห้นะครับคนดี เป็นเสียงที่ฉันอยากได้ยินจากปากผู้ชายในฝันของฉันจริงๆ ค่ะ ขอยืมคุณลงยาเป็นผู้ชายในฝันของฉันก่อนได้ไหมคะตอนนี้ เพราะฉันขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้วกับทุกสิ่งที่มันเข้ามา ถ้าทำได้อยากจะกอดคุณแน่นๆ จังเลยค่ะ”

น้ำทองรู้สึกอบอุ่นใจและไว้ใจ ดร.ลงยาจนพูดทุกสิ่งที่คิดอยู่ในใจออกมาอย่างไม่คิดมาก เพราะเธอคิดว่าเขาไม่ได้ชอบผู้หญิง ส่วน ดร.ลงยานั้นเมื่อได้ฟังที่หญิงสาวพูดก็อดจะยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้ เขาคงต้องทำให้เธอได้รู้โดยไวเสียแล้วว่าเขาไม่ได้เบี่ยงเบนอย่างที่เธอคิด และหากเธอพูดจาอย่างนี้กับเขาบ่อยๆ ตัวเขาเองก็คงถลำไปตกหลุมรักสาวสวยอย่างเธออย่างถอนตัวไม่ขึ้นเป็นแน่ นี่เป็นครั้งที่สองแล้วนะที่น้ำทองพูดอะไรอย่างนี้ออกมา ชายหนุ่มกำลังคิดจะหาคำพูดดีๆ ที่ทำให้หญิงสาวรู้ว่าเขานั้นไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด หากแต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไรออกไปหนุ่มตี๋เจ้าของห้องก็เปิดประตูเข้ามา

กังไสออกไปพบลูกค้าชาวต่างชาติที่มาเยือนเขาถึงพิพิธภัณฑ์ ดูก็รู้ว่าเป็นผู้มีฐานะระดับดีเยี่ยม เขาโบกมือให้ภัณฑารักษ์สาวสวยหลบออกไปข้างนอก ลูกค้ารายนี้เกิดมาถูกใจพระพุทธรูปเชียงแสนทองคำที่ตั้งอยู่ในตู้ห้องโชว์กระเบื้องชั้นสองของพิพิธภัณฑ์ หนุ่มตี๋จอมเจ้าเล่ห์พิโยกพิเกนเพื่ออัปราคาสินค้าจนเป็นที่พอใจแล้วก็ตกลงปล่อยพระพุทธรูปทองคำองค์นั้นไปอย่างง่ายดาย พร้อมกับรับเช็คเงินสดจำนวนมหาศาลมาไว้ในมือ ตกลงวันส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้ารายใหญ่ใจป้ำอย่างเรียบร้อยและรวดเร็วด้วยความพึงพอใจกันทั้งสองฝ่าย

เมื่อเดินลงมาชั้นล่าง ลูกค้าก็สนใจซื้อเครื่องกระเบื้องโบราณในตู้โชว์ไปอีกหลายชิ้น เรียกว่าวันนี้เป็นวันรับทรัพย์ของเขาเลยก็ว่าได้ ดีเลยทีเดียวเขาจะแบ่งเงินสักครึ่งหนึ่งโอนไปให้นายท่านก่อนเพื่อประวิงเวลา ไม่ให้ฝ่ายนั้นเข้ามารุกรานเขา จนกว่าพ่อครูสะยามินจะกลับมาจากการบำเพ็ญพรต

เจ้าของห้องทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมตัวใหญ่ในอาณาจักรส่วนตัว พร้อมเปิดลิ้นชักเก็บเช็คเงินสดที่เพิ่งได้รับมาลงไป พรุ่งนี้เขาก็จะเอาเช็คเข้าบัญชี และเมื่อเช็คผ่านเขาก็จะจัดส่งสินค้าให้ลูกค้ารายใหม่อย่างรวดเร็วทันใจที่สุด

กังไสนั่งหลับตาพักอย่างเป็นสุขเหมือนทุกครั้งที่เขาหลีกหนีจากโลกภายนอก เข้ามาอยู่ในโลกส่วนตัวอันแสนปลอดภัย เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งและได้สบตากับรูปภาพเทพบุตรที่โถเบญจรงค์ อันเป็นที่ที่เขากักขังเพื่อนรักเอาไว้นั่นเอง เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเพื่อนรักสุขทุกข์อย่างไรบ้างที่ถูกจองจำไว้อย่างนั้น หนุ่มตี๋จอมโกงจึงพูดกับรูปเทพบุตรราวกับจะถ่ายทอดความรู้สึกให้ได้รับรู้ ด้วยเข้าใจว่าเพื่อนคงไม่มีวันจะได้รู้และได้ยินในสิ่งที่เขาพูดออกไปจริงๆ

“น้ำทอง แกคงจะโกรธฉันมากสินะที่ทำกับแกอย่างนี้ ถ้าฉันไม่ลำบาก ไม่สิ ไม่ใช่ลำบาก แต่ถ้าฉันไม่เสียพนันบอล ไม่โดนคุกคามเอาชีวิตจากนายท่านฉันคงไม่ต้องทำร้ายเพื่อนที่ฉันรักและดีกับฉันมากๆ ทั้งสองคนหรอก แต่นี่มันไม่มีทางเลือกจริงๆ ฉันหวังว่าแกคงจะเข้าใจฉันนะ แกคงไม่ต้องทรมานอยู่ในนี้นานหรอก เดี๋ยวพอพ่อครูมา ฉันไปเอาของที่นายท่านอยากได้จากบ้านแกทั้งสองคนเรียบร้อยแล้ว ฉันก็จะฆ่าพ่ออินกับแม่จันทร์ทิ้ง สองคนนั่นก็จะเป็นอิสระอย่างที่แกและดอกเตอร์ต้องการ แล้วฉันก็จะให้พ่อครูปล่อยวิญญาณแกสองคนให้ไปหาที่เกิดใหม่ ช่วยเกิดให้ไกลๆ เพื่อนทรยศอย่างฉันด้วยนะ อ้อ แล้วอย่าเกิดมาร่ำรวยสุขสบายกว่าฉันอีก เพราะฉันคงรับปากไม่ได้ว่าจะไม่ตามไปทรยศแกอีกในชาติหน้า” กังไสพูดจบก็หัวเราะขำตัวเองที่พูดกับโถเบญจรงค์ได้เป็นคุ้งเป็นแคว แล้วก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปอย่างสบายใจ

ดร.ลงยากับน้ำทองนั้นไม่รู้จะทำอย่างไร อยากจะตอบโต้กังไสใจแทบขาดหากแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะถ้าทำนั่นก็เท่ากับเปิดโอกาสให้กังไสต่อรองอะไรกับพวกเขาได้มากขึ้น และแน่นอนฝ่ายที่เสียเปรียบจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพวกเขานั่นเอง เมื่อทั้งคู่ไม่ต้องห่วงเรื่องปากท้องเพราะทางบ้านทำบุญกรวดน้ำอุทิศมาให้ได้อิ่มตลอดก็เริ่มตั้งสติได้ พากันสวดมนต์อย่างที่หลวงตาท่านได้แนะนำเอาไว้ เมื่อสวดมนต์เสร็จก็แผ่เมตตาอุทิศผลบุญให้แก่เจ้ากรรมนายเวรรวมไปถึงเพื่อนทรยศด้วย เพราะตอนนี้คงไม่สามารถจะทำอะไรได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

 

คุณรักร้อย ลุงตัน ป้ามาลี พากันกลับมาหาหลวงตาอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น หลังจากถวายภัตตาหารเพลเรียบร้อย พร้อมบอกว่าไม่สามารถจะพาพ่ออินและแม่จันทร์มาให้ทำพิธีถอนอาคมออกให้ได้ เพราะกังไสสะกดให้คนทั้งคู่อยู่แต่ที่บ้านไม่ยอมออกไปไหนเด็ดขาด ตอนนี้ทั้งพ่ออินและแม่จันทร์ขังตัวอยู่แต่ในห้องส่วนตัวของตัวเอง แม้แต่ผีที่เคยใกล้ชิดสนิทสนมอย่างคุณคำนึงและแม่เอื้องคำเองก็ยังเข้าหน้าไม่ติดเลย หลวงตานั่งหลับตาทำสมาธิอยู่สักพักก็ลืมตาขึ้นมาบอกกับทุกคน

“ถ้าพวกเขาถูกสั่งไม่ให้มา พวกเขาก็จะมาไม่ได้ ไม่เป็นไรเดี๋ยวอาตมาจะไปหาพวกเขาเอง คุณโยมกลับไปก่อนเถิด พ่อตันและแม่มาลีด้วย กลับไปก่อน เรื่องนี้เดี๋ยวอาตมาจะจัดการให้ไม่ต้องห่วง” ทุกคนกราบลาหลวงตากลับบ้านไปอย่างเชื่อมั่นว่าอย่างไรเสียทุกอย่างจะต้องผ่านไปได้ด้วยดี

คืนนั้นหลวงตาได้เรียกเจตภูตของพ่ออินและแม่จันทร์ให้มาหาที่วัด อาคมของพ่อครูสะยามินที่ให้กังไสเอาไว้ใช้นั้นสามารถใช้เป็นผลในตอนที่คนโดนสะกดตื่นอยู่เท่านั้น หากแต่พอถึงเวลานอน เจตภูตก็เป็นอิสระไม่ได้โดนสะกดไปด้วย หลวงตาจึงได้ทำพิธีแก้อาคมให้พ่ออินและแม่จันทร์ในความฝัน จนเรียบร้อย เช้าวันรุ่งขึ้น พ่ออินได้ไปกราบเรียนคุณรักร้อยเรื่องที่หลวงตามาแก้อาคมให้ในฝันเรียบร้อยแล้ว แม่ของ ดร.ลงยาจึงบอกให้พ่ออินทำทีเป็นโดนอาคมอยู่ ให้ขังตัวอยู่ในห้องไม่พูดกับคนในบ้านเหมือนเดิมเพื่อไม่ให้กังไสสงสัย  แม่จันทร์ก็เช่นกัน เธอโดนลุงตันและป้ามาลีสั่งให้อยู่แต่ในห้องเหมือนยังอยู่ในอำนาจของหนุ่มตี๋ขี้โกงอยู่

กังไสนั้นคิดจะเอาเทียมจันทร์มาช่วยอีกแรง เพื่อเป็นเครื่องมือในการลักลอบขนเครื่องเพชรออกมาจากบ้าน ดร.ลงยา เขาจึงไปดักรอหล่อนที่มหาวิทยาลัย เมื่อเทียมจันทร์เห็นกังไส เธอก็แกล้งเดินตาลอยเข้ามาหาเขาราวต้องมนตร์สะกด

“คุณกังไสมาหาดิฉันมีอะไรหรือเปล่าคะ”

“มีสิเทียมจันทร์ ผมจะพาคุณไปบ้าน ‘จารย์ฮะ’ ของคุณยังไง คุณไม่อยากเจอเขาเหรอ คุณต้องอยากเจอเขาสิ คุณรักเขานี่นะ” กังไสใช้คำพูดชี้นำเป็นเชิงสั่งให้เทียมจันทร์ทำตาม หล่อนนึกถึงเรื่องที่รับปากกับคุณรักร้อยไว้ จึงยอมขึ้นรถของหนุ่มตี๋จอมเจ้าเล่ห์

เทียมจันทร์คิดว่า การมาของกังไสครั้งนี้คงจะไม่ใช่แค่พาไปหา ‘จารย์ฮะ’ แน่ๆ แต่เขาคงจะต้องหลอกล่อให้หล่อนร่วมมือทำผิดกับเขา ไม่เป็นไร เราจะแกล้งทำเป็นยอมและเอาข้อมูลเหล่านี้ไปบอกคุณแม่รักร้อย คุณแม่จะต้องเห็นความดีของเรา และไปสู่ขอหมั้นหมายเราให้กับอาจารย์ลงยาอย่างแน่นอน ก็ลงทุนทำดีซะขนาดนี้ถ้าไม่รักกันก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว สาวทอมจำแลงคิดในใจ ระหว่างทางที่นั่งรถมาทั้งสองฝ่ายต่างเงียบราวกับจมอยู่ในความคิดของตัวเอง เมื่อมาถึงคฤหาสน์ริมแม่น้ำ คุณรักร้อยออกมาต้อนรับคนทั้งคู่

“สวัสดีครับคุณแม่ ผมพาเทียมจันทร์มาหาอาจารย์ลงยาครับ” กังไสทำความเคารพมารดาของเจ้าของบ้าน

“สวัสดีค่ะ คุณแม่ จารย์ฮะอยู่ไหมคะ พอดีหนูจะปรึกษาเรื่องวิทยานิพนธ์ค่ะ พักนี้จารย์ฮะดูไม่ค่อยสบาย หนูเป็นห่วงค่ะ” คุณรักร้อยและเทียมจันทร์สบตากันอย่างมีเงื่อนงำ

“สวัสดีจ้ะ คุณกังไส หนูเทียมจันทร์ วันนี้ทำไมถึงได้มาพร้อมกันได้ ลงยาอยู่ในสวนดอกไม้ไทยหลังบ้านแน่ะลูกเดี๋ยวแม่จะให้คนพาไปนะจ๊ะ” คุณรักร้อยต้อนรับคนทั้งคู่ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแล้วเรียกเด็กให้พาคนทั้งคู่ไปหาพ่ออินที่นั่งเหม่ออยู่ในสวน

“จารย์ฮะ…” เทียมจันทร์ส่งเสียงเรียกไปทันทีที่กังไสพยักหน้า พ่ออินค่อยๆ หันมามองคนทั้งคู่ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า

“อ้อ เทียมจันทร์ คุณกังไส มีธุระอะไรรึ” พ่ออินถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ผมพบเทียมจันทร์ที่มหาวิทยาลัย เธอบอกว่าอยากจะขอยืมเครื่องเพชรบางชิ้นเอาไปถ่ายรูปประกอบการทำวิทยานิพนธ์ เลยรับติดรถมาด้วยกัน”

กังไสพูดพร้อมใช้สายตาบังคับคนทั้งคู่ให้พาเขาไปที่ตู้โชว์เครื่องประดับ แล้วให้สาวทอมเป็นผู้หยิบเครื่องประดับเพชรที่เขาหมายตาเอาไว้ออกมาจากตู้ หนุ่มตี๋รอบคอบพอที่จะให้คนอื่นเป็นคนหยิบแทน เขาจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวอีก น่าแปลกที่คราวนี้ไม่มีอะไรหรือใครมาขัดขวางความต้องการของเขาอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณคุณก๋ง มือผีคุณคำนึง ไม่มีใครออกมาวุ่นวาย หนุ่มตี๋ขี้โกงกำเครื่องเพชรรูปพญานาคไว้แล้วแบมือก็ไม่มีวี่แววว่าจะกลายเป็นงูมากัดเขาเหมือนครั้งก่อนเขาจึงใช้ให้พ่ออินไปหยิบกระเป๋าเดินทางของ ดร.ลงยามา แล้วให้เทียมจันทร์หยิบเครื่องเพชรชิ้นงามๆ ไปมากกว่าที่เขาได้หมายตาเอาไว้แต่แรก คราวนี้นอกจากจะหมดหนี้แล้วยังมีเงินไปต่อทุนอีกด้วย โชคดีช่างเป็นของกังไสจริงๆ เมื่อการโจรกรรมแบบซึ่งหน้าเสร็จลง เขาก็หันมาพูดกับเทียมจันทร์

“เดี๋ยวผมจะไปส่งคุณขึ้นแท็กซี่กลับไปเอารถที่มหาวิทยาลัยนะ พอดีผมมีธุระสำคัญรออยู่” กังไสพูดกับเทียมจันทร์ด้วยความลำพองใจ โดยไม่ทันสังเกตว่าพ่ออินกับเทียมจันทร์หันมาสบตากันอย่างมีความหมาย

เมื่อส่งเทียมจันทร์ขึ้นแท็กซี่เรียบร้อยกังไสก็ขับรถต่อไปยังบ้านเรือนไทย เพื่อที่จะไปเอาเครื่องทองโบราณในหอพระ เขาเข้าเรือนได้อย่างสะดวก น่าแปลกที่ป้ามาลีรับไหว้เขาแล้วก็เดินไปทำกับข้าวต่อ ไม่ถามเขาสักคำว่ามาทำไม สักพักแม่จันทร์ก็เดินออกมา  เขาจึงสั่งแม่จันทร์ให้พาไปเอาเครื่องทองที่หอพระ เจ้าหล่อนก็พาเขาไปที่หอพระแต่โดยดี กังไสสามารถเปิดตู้ได้โดยง่าย รูปคุณประยงค์วันนี้ถูกตั้งหันหน้าเข้ากำแพงห้องไว้จึงไม่มีโอกาสจะได้เห็นว่าเขามากวาดเครื่องทองของรักของเธอไป ด้วยความย่ามใจเขาจึงหันไปสั่งแม่จันทร์ให้ไปหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าในห้องของน้ำทองมา เพื่อกวาดเครื่องทองไปให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะขนไปได้ ถ้าวันนี้ยังขนไปไม่หมด วันหน้าเขาก็จะมาขนอีก เอาไปให้หมดบ้านนี่เลย เพราะยังไงน้ำทองเพื่อนรักก็คงจะไม่มีโอกาสจะกลับมาใช้ประโยชน์จากของพวกนี้อีกแล้ว กังไสเดินออกจากหอพระมาทางหน้าเรือนก็ไม่เห็นป้ามาลีหรือลุงตันอยู่ตรงนั้นเลยสักคน เขาจึงหอบกระเป๋าใส่เครื่องทองโบราณใส่ท้ายรถขับออกไปอย่างมีความสุข…

เทียมจันทร์โทรศัพท์ถึงคุณรักร้อยพร้อมเล่าถึงพฤติกรรมของกังไสให้ฟังอย่างละเอียด เพื่อที่จะให้แผนเป็นไปอย่างแนบเนียน ทุกคนจึงจำเป็นต้องทำเป็นไม่รู้ทันหนุ่มตี๋จอมโกง

“ตกลงปลาฮุบเหยื่อเรียบร้อยแล้วค่ะคุณแม่ เดี๋ยวคงจะไปฮุบอีกคำใหญ่ที่บ้านคุณน้ำทอง ดูท่าทางคุณกังไสจะมั่นใจมากนะคะว่าวันนี้เขาชนะแล้ว”

“ขอบคุณหนูเทียมจันทร์มากนะจ๊ะที่ทำตามแผนจนกังไสไม่สงสัยอะไรเลย ดีแล้วละจ้ะ ให้เขาลำพองใจไปก่อนว่าทุกอย่างเป็นไปตามความคาดหมาย คราวนี้แหละเราจะได้รู้กันว่าเขาเอาโถเบญจรงค์ทั้งสองใบไปไว้ที่ไหน จะได้ช่วยแม่หนูน้ำทองกับตาลงยาออกมาให้ได้” คุณรักร้อยถอนใจด้วยความกลัดกลุ้มเมื่อนึกถึงบุตรชายและหญิงสาวอีกคนหนึ่ง เธอได้แต่ขอให้พระคุ้มครองทั้งสองคนให้ปลอดภัยและสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติดังเดิม

Don`t copy text!