มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 13 : โลภนักมักได้เรื่อง

มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 13 : โลภนักมักได้เรื่อง

โดย :

มนตร์เบญจรงค์ เรื่องราวของน้ำทอง หญิงสาวอาศัยอยู่ในบ้านทรงไทยไม้สักทองหลังงามกลางสวน กับการได้ครอบครองเบญจรงค์โบราณลายเทพบุตรทรงกลมแป้นที่ได้มาในราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ และเบญจรงค์ใบนี้ทำให้เหตุการณ์ในบ้านอันสงบสุขของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นิยายออนไลน์ โดย จรัสพร ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

 

สมัครบัตร Citi Ready Credit โดยคลิกผ่านลิ้งนี้

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

 

…………………………………………

-13-

 

กังไสหอบกระเป๋าเครื่องเพชรและเครื่องทองเข้ามาวางไว้บนโต๊ะใหญ่ในห้องทำงานส่วนตัว เขาเปิดกระเป๋าออกเพื่อชื่นชมกับสมบัติที่ไปขนมาได้ด้วยความลำพองใจ หนุ่มตี๋จอมขี้โกหยิบแว่นขยายมาส่องดูเครื่องเพชรชิ้นใหญ่น้ำงาม ของโบราณประจำตระกูลของ ดร.ลงยา ยิ่งส่องดูยิ่งเพลิดเพลินและหลงใหลในความงดงามสูงค่าของเครื่องประดับเหล่านั้น จนไม่ได้สังเกตว่ามีบางสิ่งค่อยๆ เคลื่อนไหวออกจากกระเป๋าทั้งสองใบ คุณคำนึงและแม่เอื้องคำนั่นเอง คุณคำนึงไม่ได้มามือเปล่าแต่เอาไอแพดมาด้วย ทั้งสองมือค่อย ๆ ไต่ออกจากกระเป๋าแล้วมุ่งตรงไปที่หมีหนุ่มสาวตัวใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงชุดรับแขก เพื่อใช้เป็นที่พรางตัวก่อนที่จะหาทางช่วยน้ำทองและดร.ลงยาออกไปจากที่นี่ การเคลื่อนไหวของมือทั้งสองเป็นไปอย่างเรียบร้อยเงียบเชียบโดยเจ้าของห้องที่นั่งส่องเพชรอยู่ไม่รู้เลย

เมื่อส่องดูเครื่องประดับจนพอใจแล้วกังไสก็เดินไปที่เก้าอี้รับแขกและไปนั่งตรงกลางระหว่างพ่อหมีและแม่หมีตัวโต เขาเข้าไปซุกอยู่ในอ้อมกอดของตุ๊กตาหมีทั้งสองตัวแล้วเอื้อมมือไปหมุนกล่องดนตรีรูปหมีบนโต๊ะรับแขกให้ดังเป็นเพลงเท็ดดี้แบร์ แล้วโยกตัวเบา ๆ อย่างมีความสุข  ไม่นานนักเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นหนุ่มตี๋จอมโกงรับโทรศัพท์แล้วเดินออกจากห้องไป

คุณคำนึงและแม่เอื้องคำออกจากที่ซ่อนไต่ขึ้นมาหาโถเบญจรงค์ทั้งสองใบและเคาะเรียก ดร.ลงยากับน้ำทอง ทั้งสองลืมตาขึ้นด้วยความดีใจที่ได้เห็นคุณคำนึงและแม่เอื้องคำ

“คุณคำนึงผมดีใจมากเลยที่ลืมตาขึ้นมาแล้วได้เห็นคุณ นึกว่าจะไม่ได้เจอกันเสียแล้วสิครับ” ดร.ลงยากล่าวกับมือที่แสนสนิทของเขาอย่างยินดี

“กระผมก็ยินดีเช่นกันขอรับ กระผมและแม่เอื้องคำจะช่วยคุณกับคุณน้ำทองออกไปจากที่นี่ เดี๋ยวเราจะต้องส่งข่าวให้นายแม่รักร้อยกับแม่หนูเทียมจันทร์รู้ก่อนว่าคุณทั้งสองอยู่ที่ไหน” เมื่อพิมพ์ตอบเจ้านายเสร็จ คุณคำนึงก็กดเช็คอินเพื่อหาพิกัด แล้วส่งไปให้เทียมจันทร์กับคุณรักร้อยและลุงตันที่รอฟังข่าวอยู่ทันที

“แม่เอื้องคำ  ขอบคุณนะจ๊ะที่มาช่วยหนู ขอบคุณ คุณคำนึงด้วยนะคะ” น้ำทองส่งเสียงมาจากโถเทพบุตร

เมื่อแจ้งพิกัดเรียบร้อย ก็เปิดเฟสไทม์ให้ดร.ลงยาและน้ำทองได้พูดคุยกับคุณรักร้อยและลุงตัน เพื่อถามสารทุกข์สุกดิบกันพอหายห่วง จากนั้นก็ได้มีการนัดหมายเพื่อที่จะนำโถเบญจรงค์ทั้งสองใบและกระเป๋าเครื่องเพชรเครื่องทองออกจากบ้านกังไสโดยให้ลุงตันและเทียมจันทร์มารอรับที่ทางออกส่วนพิพิธภัณฑ์ตอนกลางคืน เพราะจุดนั้นจะอยู่ติดกับสวนสาธารณะสามารถจอดรถได้โดยไม่ผิดสังเกต ตามแผนลุงตันต้องไปเช่าแท็กซี่มาขับเพื่อไม่ให้เป็นที่จดจำแก่คนที่ผ่านไปมา ซึ่งต้องทำกันอย่างเร็วที่สุดเพราะหากรอถึงพรุ่งนี้แล้วเกิดมีการขนย้ายเครื่องเพชร เครื่องทองไปไว้ที่อื่น เรื่องคงจะยุ่งยากเกินกว่าที่จะแก้ไขได้

หลังจากตกลงกันเรียบร้อยทั้งหมดก็เริ่มปฏิบัติตามแผนทันที ในห้องทำงานของกังไสมือของคุณคำนึงไต่ไปแปะที่อกข้างซ้ายของตุ๊กตาพ่อหมีแล้วฝังจมลงไปตรงจุดที่เป็นหัวใจ มือที่มีเล็บฟ้อนสีทองยาวเฟื้อยของแม่เอื้องคำก็ไต่ไปแปะที่อกข้างซ้ายของตุ๊กตาแม่หมีที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้รับแขก ไม่นานนักตุ๊กตาหมีทั้งสองตัวก็ขยับเขยื้อนเคลื่อนกายราวกับมีชีวิตแล้วต่างก็คว้ากระเป๋าเครื่องทอง เครื่องเพชรและโถเบญจรงค์ของเจ้านายใครเจ้านายมันเดินออกจากห้องทำงานของกังไส หมีทั้งสองตัวเดินมาจนถึงจุดที่ลุงตันจอดรถแท็กซี่เอาไว้ แล้วเปิดท้ายรถเอาของใส่จนเรียบร้อยโดยมีเทียมจันทร์เป็นผู้ช่วยแล้วเปลี่ยนเอาโถเบญจรงค์ปลอมกับกระเป๋าใส่เครื่องเพชร เครื่องทองปลอมไปวางแทนที่ในตำแหน่งเดิม จากนั้นก็เดินกลับไปนั่งที่ชุดรับแขกในห้องทำงานของกังไสดังเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม่เอื้องคำ กับคุณคำนึง พากันออกมาจากห้องแล้วไต่มาขึ้นรถอย่างรวดเร็ว ลุงตันออกรถบึ่งไปยังคฤหาสน์ริมแม่น้ำเอาของทั้งหมดไปไว้ที่เรือนมะนิลาของคุณรักร้อย แล้วรีบขับรถแท็กซี่ไปคืนทันที

คุณรักร้อยนั้นเมื่อได้ลูกคืนมา เธอก็ยินดีมากมาย เฝ้าแต่นั่งลูบคลำใบหน้าบุตรชายบนโถเทพธิดาอย่างไม่ยอมวางมือ น้ำทองและเทียมจันทร์มองภาพนั้นอย่างซาบซึ้งและเศร้าใจไปพร้อม ๆ กันเนื่องจากทั้งคู่เป็นกำพร้าเหมือนกัน ส่วน ดร.ลงยา นั้นเมื่อได้คืนสู่อ้อมอกมารดาเขาก็รู้สึกมีความสุขเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ แต่ถ้าจะให้ดีเขาก็ขอเกิดอีกครั้งในสภาพเดิมคงจะสะดวกใจกว่านี้ ชายหนุ่มสังเกตเห็นสีหน้าและแววตาของเทพบุตรน้ำทอง และลูกศิษย์คนสนิทก็นึกรู้ว่าสองคนนี่คงโหยหาอ้อมกอดอันอบอุ่นของมารดาเหมือนกันจึงเปรยกับมารดา

“คุณแม่ครับ ผมสงสารคุณน้ำทองกับเทียมจันทร์จัง ดูสิครับตาแดงกันทั้งคู่เลยน้ำตาจะหยดอยู่แล้วคงคิดถึงคุณแม่กันนะครับ”

คุณรักร้อยหันไปมองสองสาวอย่างเมตตาแล้ววางโถเทพธิดาลงอย่างทะนุถนอม แล้วก็เอื้อมมือไปอุ้มโถเทพบุตรมากอดเอาไว้แนบอก แล้วมืออีกข้างโอบบ่าเทียมจันทร์เข้ามาหา พร้อมปลอบโยนทั้งสองสาวด้วยสัญชาตญาณแห่งความเป็นแม่ที่เปี่ยมล้นในใจ

“หนูสองคนมาเป็นลูกแม่ด้วยก็ได้นะจ๊ะ แม่มีความรักเหลือเฟือที่จะให้ อ้อมอกแม่พร้อมจะให้ความอบอุ่นกับหนูเสมอนะลูกนะขวัญเอ๋ยขวัญมานะลูก” เมื่อคุณรักร้อยพูดจบทั้งน้ำทองและเทียมจันทร์ต่างร้องไห้ออกมาทั้งคู่ และกล่าวขอบคุณมารดาของลงยาทั้งน้ำตา

“ขอบคุณค่ะคุณแม่ที่เมตตาหนู” เทียมจันทร์กล่าว

“หนูกราบขอบพระคุณนะคะ ที่คุณป้าเมตตาหนูให้ความอบอุ่นและอ้อมกอดของแม่ที่หนูไม่ได้สัมผัสมานานแสนนาน” น้ำทองกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ

“ไฮ้ คุณป้าอะไรกันจ๊ะ เรียกคุณแม่เหมือนเทียมจันทร์เขานั่นแหละอย่าไปคิดอะไรมาก อายุแม่นี่ก็คงไม่แก่อ่อนกว่าแม่หนูสักเท่าไหร่หรอกนะน้ำทอง” ความอบอุ่นจากคุณรักร้อยแผ่ซ่านปกคลุมไปจนเต็มหัวใจทั้งสามดวงที่อยู่ตรงนั้น ภาพที่เห็นคงจะดูแปลกประหลาดอยู่ไม่น้อยสตรีสูงวัยนั่งกอดโถเบญจรงค์สองใบเอาไว้แนบอกที่ตักของเธอมี หญิงสาวอีกคนนอนหนุนอยู่ เสียงเพลงเห่กล่อมเบา ๆ ดังออกมาจากเรือนมะนิลาริมแม่น้ำนี่คือบรรยากาศที่คุณรักร้อย ลงยา น้ำทองและเทียมจันทร์จะจดจำไปอีกนานแสนนาน

วันรุ่งขึ้นกังไสเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวด้วยความเบิกบานใจ หนุ่มตี๋ผิวปากอย่างอารมณ์ดี เดี๋ยววันนี้เขาจะไปหานายท่าน และทำการชำระหนี้ด้วยเครื่องเพชรและเครื่องทองตามใบสั่ง เขากะว่าจะเก็บไว้สักส่วนหนึ่งเพื่อเอาไว้ต่อทุนในวันหน้า ใครจะไปบ้าเอาให้นายท่านไปหมดล่ะ ว่าแล้วก็จัดแจงต่อสายถึงอีกฝ่ายโดยไม่รู้เลยว่าทุกสิ่งมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่เขาวาดฝันเอาไว้สักนิดเดียว กังไสเริ่มเปิดกระเป๋าเครื่องเพชร จัดแจงแบ่งสันปันส่วนอย่างเรียบร้อย แล้วไปเปิดกระเป๋าเครื่องทองแบ่งเก็บไว้อีกเช่นกัน โดยที่ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าเครื่องเพชร เครื่องทอง และโถเบญจรงค์ที่อยู่ตรงหน้ากำลังจะนำความหายนะมาสู่ตัวเขา

เมื่อจัดการทุกสิ่งเรียบร้อย กังไสก็เปิดตู้เซฟที่ซ่อนอยู่หลังผนังที่เต็มไปด้วยตุ๊กตาหมี เขาเอื้อมมือไปกดปุ่มที่ซ่อนอยู่หลังหมีสีชมพู ผนังก็เลื่อนออกเผยให้เห็นตู้เซฟ หนุ่มตี๋รีบเอาของใส่ตู้เซฟแล้วหมุนรหัสปิดอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็โทรศัพท์เข้าไปขอนัดพบนายท่านเพื่อทำการส่งมอบของ เพื่อปลดภาระหนี้สินต่าง ๆ ให้เรียบร้อย

“สวัสดีครับนายท่าน วันนี้ไม่ทราบว่าจะมีเวลาให้ผมเข้าไปพบได้ไหมครับ”

“ได้สิกังไส ว่าแต่จะมาทำไมเหรอถ้าจะมาเล่นเกมตบตาเอาของปลอมมาหลอกกันอีกล่ะก็ คราวนี้ขอแนะนำให้คุณจองศาลาสวดศพไว้ให้เรียบร้อยเลยนะ เพราะผมจะไม่เอาคุณไว้แน่ ๆ” นายท่านขู่สำทับมาทางโทรศัพท์

“ไม่มีของปลอมแน่นอนครับนายท่าน คราวนี้ผมไปหยิบมาจากตู้เองกับมือ เมื่อวานยังเอามานั่งส่องดูอยู่เลย เครื่องเพชร เครื่องทองโบราณ ของตระกูลทิวากร และตระกูลบุศยรักษ์ ที่นายท่านต้องการอยู่ที่ผมเรียบร้อยแล้วครับ”  กังไสกล่าวยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะ

“ได้สิ ถ้าคุณคิดว่าคุณมีของมาให้ผมจริงๆ ละก็คืนนี้สองทุ่มเจอกันที่เซฟเฮ้าส์” นายท่านนัดเวลา

สองทุ่มตรง กังไสจอดรถหน้าอาณาจักรของนายท่านอย่างคุ้นเคย สถานที่แห่งนี้เขามาตั้งแต่ยังเล็ก บิดาของนายท่านและบิดาของเขาเป็นเพื่อนรักกัน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีสถานที่แห่งนี้ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลง ที่นี่เป็นบ่อนที่ไม่มีตำรวจหน้าไหนกล้าเข้ามาแตะต้อง บิดาของกังไสพาบุตรชายมาที่นี่เพื่อฝึกให้รู้จักแพ้รู้จักชนะในเกมการพนัน เพื่อที่ว่าในอนาคตจะได้รู้เท่าทันคน หากแต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะเมื่อบิดาของเขาเสียชีวิตลงด้วยโรคร้าย ขณะที่เขายังเรียนอยู่ปีสามที่มหาวิทยาลัย หนุ่มตี๋ก็เหมือนเรือที่ขาดหางเสือ เขาเตลิดไปสุดฤทธิ์กับวังวนของการพนันที่เขาโปรดปราน หากแต่การเรียนของเขาก็ไม่เคยเสีย เขาเรียนจบได้เกียรตินิยม เช่นเดียวกับน้ำทอง

หลังจบการศึกษาเขาก็ดำเนินธุรกิจค้าของเก่าและดูแลพิพิธภัณฑ์ต่อจากผู้เป็นบิดา และยังคงหมกมุ่นอยู่กับการพนัน ณ สถานที่แห่งนี้มาเรื่อย ๆ จนกระทั่ง มีหนี้สินล้นพ้น นายท่านจึงเรียกเขาเข้ามาพบแล้วยื่นข้อเสนอให้เขาหาทางไปเอาเครื่องเพชรและเครื่องทองจากสองตระกูลนักสะสม ที่เรียกว่า รวยเงียบ ๆ ไม่ฟู่ฟ่า มาให้ได้ นายท่านทราบดีว่ากังไสสนิทกับน้ำทองเจ้าของเครื่องทองคำโบราณอันหาค่ามิได้ และได้ให้เขาไปตีสนิทกับ ดร.ลงยา ผู้ครอบครองเครื่องเพชรโบราณมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย เพื่อหาโอกาสนำเครื่องเพชร เครื่องทองเหล่านั้นมาใช้หนี้ที่ติดค้างกันอยู่ จากจุดนั้นเรื่องราวก็เลยบานปลายใหญ่โต จนกังไสอยากจะพูดว่า

“เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จุดที่ต้องทรยศเพื่อนเพื่อเอาตัวรอด”

เมื่อมาถึงตรงนี้กังไสก็หยุดความคิดของตัวเองลงทันควัน แล้วรีบเปิดท้ายรถไปหยิบสิ่งของที่ต้องการ เดินเข้าไปหานายท่าน ตามเวลานัด กังไสก้าวเข้าไปในห้องที่เขาคุ้นชิน เคยทั้งกินอยู่หลับนอนที่นี่มาแล้วตอนที่เจ็บหนัก ห้องยังว่างเปล่าเช่นเคย เพราะนายท่านไม่อยากจะเป็นฝ่ายมานั่งรอเขา เมื่อคนที่ต้องการจะพบเข้ามาในห้องแล้วนั่นแหละ ถึงจะพากันยกขบวนเข้ามาในห้อง มาโพสต์ท่าหล่อ ๆ แล้วจึงจะพูดจาปราศรัย  กังไสนั่งลงบนโซฟาจุดที่เป็นที่นั่งประจำของเขา หนึ่ง สอง สาม เมื่อเขานับในใจถึงสาม ประตูห้องก็เปิดออก เจ้าพระยา ก็เดินนำแม่น้ำอีกสี่สายเข้ามาทันที แล้วก็โพสต์หมู่ ก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงาน โดยมีบริวารยืนเป็นแบ็คกราวน์

“อ่ะ มีอะไรว่ามากังไส ไหนซิวันนี้มีอะไรจะสำแดงให้ผมดูอีก”

“นี่ครับ เครื่องเพชรของตระกูลทิวากร และเครื่องทองประจำตระกูลบุศยรักษ์ ที่นายท่านต้องการ” กังไสหยิบกระเป๋าทั้งสองใบมาเปิดบนโต๊ะทำงานของนายท่าน แสงจากอัญมณีเปล่งประกายออกมาจากกระเป๋า ดูแล้วน่าจะเป็นของที่ประเมินค่าไม่ได้ แล้วนั่นอีกกระเป๋าเครื่องทองวาววามท้าทายให้ครอบครองเป็นเจ้าของ

“ทำได้ดีมากกังไส ไหนขอส่องดูน้ำเพชรหน่อยซิ ของโบราณอายุนับร้อย ๆ ปีอย่างนี้เพชรคงน้ำงามน่าดู”

นายท่านหยิบเข็มกลับเพชรชิ้นใหญ่รูปดอกไม้ขึ้นมาพร้อมใช้แว่นขยายส่องดูน้ำเพชรที่ส่งประกายท้าทายสายตา และแล้วจู่ ๆ บรรยากาศในห้องก็แปรเปลี่ยนไปโดยฉับพลัน เมื่อนายท่านส่งเสียงตวาดออกมาอย่างกึกก้อง

“กังไส!!! วันนี้อย่าหวังว่าจะรอดไปจากที่นี่เลย จับตัวมันไว้”

“อะไรกันครับนายท่าน” หนุ่มตี๋จอมโกงถามด้วยความงุนงง

“อะไรเหรอ นี่มันเพชรเก๊ และนี่ก็ทองเก๊ คุณเห็นผมเป็นตัวอะไร เห็นเป็นเพื่อนเล่นหรืออย่างไร ห๊า”

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

จู่ๆ  กังไสก็รู้สึกเจ็บแปลบตรงปลายคาง  หมัดลุ่น ๆ ของนายท่านประเดิมสอยเข้าที่ปลายคางของเขาเป็นคนแรก ต่อจากนั้นไม่รู้ว่ามือใครและเท้าใครประเคนมาบนร่างกายของเขาราวกับจะให้ย่อยยับไปคามือคาเท้า ระหว่างที่โดนรุมทำร้ายเขายังโดนบังคับให้โพสต์ท่าเซลฟี่กับนายท่านและพวกสี่แควไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย หนุ่มตี๋หมดความรู้สึกไปเมื่อไหร่เขาก็ไม่รู้ตัวความเจ็บปวดมันเกิดขึ้นจนแทบจะทนไม่ไหว   แต่แล้วเหมือนกับว่า มือเท้าที่ประเคนหมัดและกระทืบเขาอยู่นั้น ได้หายไปจนหมดสิ้น ตัวเขาเหมือนกับล่องลอยอยู่ในอากาศ หรือเขาจะตายเสียแล้ว เพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว ยังสิเขาต้องไม่ตาย เขายังไม่ได้ทำอะไรตั้งหลายอย่าง ยังไม่ได้ไปเอาเครื่องเพชรเครื่องทองที่เหลือที่บ้านสองหลังนั้นเลย แล้วเขาก็วูบไปไม่ได้สติอีก จนกระทั่งได้ยินเสียงสวดบริกรรมพึมพำ จมูกของเขาได้กลิ่นหอมสมุนไพร หนุ่มตี๋จอมโกงค่อย ๆ เปิดเปลือกตามองผ่านม่านควันหม้อยา ที่กำลังเดือดพล่านไปก็แลเห็น พ่อครูสะยามิน นั่งบริกรรมคาถาอยู่ที่นี่คือบ้านของพ่อครู นี่วิญญาณของเขาล่องลอยมาไกลขนาดนี้เชียวหรือ หรือว่าพ่อครูเป็นคนช่วยเขาเอาไว้ และราวกับจะรับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหว พ่อครูจึงส่งเสียงทักทายออกมา

“ฟื้นแล้วหรือกังไส”

“พ่อครูครับ ผมมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรครับ” กังไสถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก

“ข้าไปพาเอ็งมาเองแหละ พามาที่บ้านข้าเสียจะได้ไม่มีใครตามมาทำร้ายเอ็งได้อีก”

“ขอบคุณครับพ่อครู โอย…” หนุ่มตี๋จอมโกงอยากจะกราบขอบคุณพ่อครูที่เข้าไปช่วยเหลือเขาไว้ก่อนที่จะโดนรุมสกรัมจนเสียชีวิต หากแต่เขาไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ มันเจ็บปวดราวกับร่างของเขาจะแตกเป็นเสี่ยงๆ แทบจะทนไม่ไหวเลยทีเดียว

“นอนลงไปไม่ต้องลุกขึ้นมาหรอก ร่างกายของเจ้าบอบช้ำมาก โชคดีที่ข้าไปทัน เอ็งยังไม่ตายเสียก่อน”

“ขอบคุณครับพ่อครู ถ้าไม่ได้พ่อครูป่านนี้คงตายแล้วแน่ ๆ  อูย…” กังไสร้องครางด้วยความเจ็บปวด อย่าว่าแต่ขยับเขยื้อนเคลื่อนร่างเลย แค่หายใจก็เจ็บเสียแล้ว

“พักเสียก่อนแล้วดื่มน้ำว่านรักษาตัว ข้าว่าไม่เกินห้าวันเจ้าก็คงจะหายดีแล้วล่ะ แค่กระดูกหักไปทั้งร่าง อวัยวะภายในบอบช้ำ หน้าตาบวมปูดเท่านั้นไม่มีอะไรมาก” พ่อครูพูดราวกับอาการของกังไสเป็นเรื่องเล็กไม่เกินเยียวยาเช่นนั้น

เมื่อพูดจบพ่อครูก็หยิบจอกไม้ไผ่ด้ามยาวอันเล็กๆ ตักน้ำว่านที่กำลังเดือดส่งกลิ่นหอม ขึ้นมาแล้วค่อย ๆ จับริมฝีปากของหนุ่มตี๋ให้เผยอออกมา จากนั้นก็เทน้ำว่านกรอกลงไปพร้อมร่ายอาคมกำกับ ยาจอกนั้นลงไปในปากของเขาอย่างเรียบร้อยไม่มีการหกไหลนองแต่อย่างใด และที่สำคัญกังไสไม่ได้รู้สึกถึงความร้อนของน้ำว่านซึ่งเดือดพล่านที่กรอกลงไปในปากของเขาเลย หากแต่ฤทธิ์ของน้ำว่านที่ซึมซ่านล่วงพ้นลำคอเข้าไปในร่างกายเขาสิ มันช่างทะลุทะลวงไปถึงทุกอวัยวะแทบจะเรียกได้ว่าแทรกซึมเข้าไปสู่ทุกอณูของร่างกายของเขาเลยทีเดียว และเมื่อน้ำว่านไหลไปที่ใดความรู้สึกเย็นเยือกหนาวสุดขั้วก็จะเกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนนั้นของเขาอย่างรวดเร็วและหายไปในฉับพลัน ไม่มีทางใดจะดีไปกว่านอนนิ่ง ๆ ให้น้ำว่านเข้าไปเยียวยาบำบัดรักษาความบอบช้ำของร่างกาย กังไสจึงหลับใหลไปในที่สุดพ่อครูมองร่างกังไสแล้วยิ้มมุมปากอย่างหมายมาดอะไรบางอย่าง

ที่เซฟท์เฮ้าส์ของนายท่าน ทุกคนต่างงุนงงว่าร่างของกังไสที่พวกเขากำลังรุมยำกันอย่างเมามันนั้น จู่ๆ มีควันขาวมาบดบังเอาไว้แล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งทีแรกยังไม่มีใครสังเกต หากแต่พอได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของนายท่านแล้ว ปิง วัง ยม น่าน จึงยั้งมือ ยั้งเท้า หาที่มาของเสียงจึงได้พบว่า นายท่านนั้นนอนให้พวกเขากระทืบอยู่แทนที่กังไสนั่นเอง ทั้งสี่แควต่างตกใจรีบทรุดตัวลงไปประคองเจ้านายของพวกเขาให้ลุกขึ้นมา แล้วก้มลงกราบเท้าขออภัยกันอย่างเป็นระเบียบ นายท่านบอบช้ำอยู่ไม่น้อย ห้องในเซฟท์เฮ้าส์ห้องนั้นจึงถูกแปลงให้กลายเป็นสถานพยาบาลชั่วคราวไปอีกครั้ง คราวนี้คนเจ็บคือตัวนายท่านเอง ที่โดนเข้าเฝือกไปทั้งตัวราวมัมมี่ เหล่าสมุนทั้งสี่ต่างเข้ามาถ่ายรูปเซลฟี่กับนายท่านในท่าต่าง ๆ ไว้เป็นที่ระลึก  จนคนเจ็บรู้สึกหงุดหงิด จะตวาดก็อ้าปากไม่ขึ้นพูดก็ไม่ได้ เลยจำยอมเป็นสแตนดี้มัมมี่ให้เหล่าสมุนเซลฟี่เอาไว้ดูเล่นกันอย่างสนุกสนาน

“มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ?” อยู่ ๆ นายท่านก็ตั้งคำถามขึ้นมาเมื่ออาการดีขึ้น

“อะไรเกิดขึ้นได้อย่างไรขอรับ” ปิงถามด้วยความงง

“โง่ล่ะ ปิง นายท่านถามว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็ต้อง Search หาวิธีปลูกมันใน Google สิ ไปถามนายท่านกลับได้ยังไง” วังรีบพูดจาเอาหน้า หากแต่เมื่อเห็นสีหน้าที่พ้นจากผ้าพันแผลของนายท่านแล้วเชื่อว่านั่นคงไม่ใช่คำตอบที่น่าพอใจอย่างแน่นอน

“นายท่านคงอยากรู้เรื่องคุณกังไสที่หายไปตอนโดนรุม แล้วกลายเป็นนายท่านที่โดนพวกเรารุมแทนแหง ๆ เลย” ยมพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าสะใจ

“ใช่ ๆ พวกเรากระทืบนายท่านไปเต็ม ๆ เลยตั้งหลายทีแน่ะ” น่านเสริม

“ข้าอยากรู้อย่างที่ไอ้ยมพูดนั่นแหละ ว่าไอ้กังไสมันหายไปไหน แล้วทำไมกลายเป็นข้าที่โดนพวกเอ็งกระทืบแทน  คิดแล้วมันเจ็บใจนักอยู่ ๆ มันก็หายไปกับควัน… เออจริงสิ ควันอะไรนะเหมือนใครมาพ่น ดรายไอซ์ในห้องนี่เลย แล้วไอ้ตัวดีนั่นมันก็หายไป” นายท่านบ่นด้วยความหงุดหงิดใจ

นายท่านเจ้าพระยานั้นมีความหลังฝังใจอยู่กับตระกูลทิวากร และตระกูล    บุศยรักษ์ เนื่องจากบิดาของเขาก็เป็นพ่อค้าขายโบราณวัตถุเช่นเดียวกับพ่อของกังไสนั่นเอง เมื่อตอนเด็ก ๆ เขาได้ตามพ่อเข้าไปที่บ้านเรือนไทยในสวนของตระกูลบุศยรักษ์และคฤหาสน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาของตระกูลทิวากร เคยเห็นเครื่องทองของเก่าอันล้ำค่าและเครื่องเพชรที่สวยสุดใจ ที่พ่อพยายามวนเวียนไปขอซื้อ ของเหล่านั้น หากแต่กลับโดนปฏิเสธอย่างไร้ไมตรี แถมยังโดนไล่ออกมาเหมือนหมูเหมือนหมา โดนเจ้าของบ้านเรือนไทยด่าว่าอย่างหยาบคาย  ตัวเขาเองยังถูกพ่ออุ้มวิ่งออกมาจากคฤหาสน์ริมแม่น้ำ เพราะท่านเจ้าของปล่อยหมาออกมาไล่ นี่คือความแค้นฝังใจตั้งแต่ในวัยเด็กทำให้เขาคิดอยากจะครอบครองเครื่องเพชรเครื่องทองเหล่านั้นเพื่อล้างแค้นให้กับบิดาผู้ล่วงลับ ถ้าใช้กังไสเป็นเครื่องมือไม่ได้เขาคงต้องหาวิธีอื่น ยังไงเสียของพวกนั้นจะต้องตกเป็นของเขาอย่างแน่นอน…

 

Don`t copy text!