มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 16 : ทุนเจ้าสัว

มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 16 : ทุนเจ้าสัว

โดย :

มนตร์เบญจรงค์ เรื่องราวของน้ำทอง หญิงสาวอาศัยอยู่ในบ้านทรงไทยไม้สักทองหลังงามกลางสวน กับการได้ครอบครองเบญจรงค์โบราณลายเทพบุตรทรงกลมแป้นที่ได้มาในราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ และเบญจรงค์ใบนี้ทำให้เหตุการณ์ในบ้านอันสงบสุขของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นิยายออนไลน์ โดย จรัสพร ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

สมัครบัตร Citi Ready Credit โดยคลิกผ่านลิ้งนี้

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

…………………………………………

-16-

              

การจัดงานแถลงข่าวเรื่องเจ้าสัวคีรีแห่งธนาคาร เค เอ็ม บี มอบทุนให้กับคณะศิลปกรรมศาสตร์เป็นงานใหญ่งานหนึ่งของมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว ถือเป็นการมอบเกียรติอย่างสูงให้กับผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ เจ้าสัวเดินทางมาร่วมงานด้วยสีหน้ายิ้มย่องผ่องใส ทุกอย่างต้องสำเร็จตามที่คิดไว้อย่างแน่นอน เขาอยากจะเห็นหน้าตาและท่าทาง พินอบพิเทาของ ดร.ลงยาเป็นที่สุด อะไรจะมีความสุขไปกว่าได้เห็นการศิโรราบให้กับอำนาจเงินที่หว่านโปรยไปเป็นไม่มี เขาทำงานกับเงินจึงรู้ว่า การจ่ายที่ดีจะทำให้มีชัยไปกว่าครึ่ง เมื่อมาถึงมหาวิทยาลัย เหล่านิสิตต่างตั้งแถวรอรับราวกับเป็นบุคคลสำคัญ ก็เขามีความสำคัญจริงๆ นี่นา

เจ้าสัวคีรีเดินอย่างผึ่งผายเข้าไปในห้องประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยที่ใช้เป็นที่จัดงานแถลงข่าว เมื่อเข้าไปถึงหน้างานเหล่าคณาจารย์ก็ยืนรอต้อนรับ ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงคือท่านอธิการบดีและท่านคณบดี และระดับอาจารย์ผู้สอน รวมถึง ดร.ลงยา ก็ได้มายืนรอต้อนรับเขาด้วย

‘มันต้องอย่างนี้สิ…’ เจ้าสัวคีรีนึกในใจอย่างกระหยิ่มสุดๆ

วันนี้ ดร.ลงยาได้รับมอบหมายให้เป็นพิธีกรดำเนินการในพิธีมอบทุน ทั้งหมดเข้ามาในหอประชุมอันเก่าแก่ของมหาวิทยาลัย พ่ออินในมาดของ ดร.ลงยาได้เรียนเชิญท่านคณบดีขึ้นกล่าวรายงานถึงประวัติความเป็นมาของคณะศิลปกรรมศาสตร์ และเรียนเชิญท่านอธิการบดีกล่าวต้อนรับท่านเจ้าสัวคีรี ผู้มอบทุนให้กับทางมหาวิทยาลัย จากนั้นก็ถึงเวลาที่เจ้าสัวจะขึ้นมากล่าวและทำพิธีมอบทุน เขาควักแว่นตากรอบทองคำแท้สั่งตัดพิเศษออกมาจากกระเป๋าสูท พร้อมกล่าวด้วยเสียงดังฟังชัดโดยไม่ต้องพึ่งพาการร่างข้อความใดๆ เพราะทุกสิ่งอย่างมันถูกเรียบเรียงมาอย่างดีในสมองเพชรของเขาอยู่แล้ว

“สวัสดี ท่านอธิการบดี ท่านคณบดี คณาจารย์ และนักศึกษาทุกท่าน ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้ได้รับเกียรติและได้รับการต้อนรับอย่างเป็นพิเศษจากทุกท่าน ในโอกาสที่ผมได้เดินทางมามอบทุนในการปรับปรุงอาคารของคณะศิลปกรรมศาสตร์ เพื่ออนุรักษ์เอาไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมอันงดงามของอาคารแห่งนี้ หากแต่จะมีการขยายพื้นที่เพื่อเพิ่มศักยภาพในการประกอบกิจกรรมของคณะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งผมยังเตรียมทุนวิจัยทางวิชาการสำหรับนักศึกษาอีก 20 ทุน ทุนละ 1 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้การพัฒนาทางด้านวิชาการของคณะเป็นไปได้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ที่เป็นไปทั้งหมดนี้ ก็เพราะว่าตัวผมเองมีความชื่นชมในศิลปะ และเห็นคุณค่าของโบราณวัตถุเป็นอย่างมาก ที่สำคัญผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจทำให้ผมมอบทุนให้กับทางมหาวิทยาลัยนี้ ก็คือ ดร.ลงยา ทิวากร หัวหน้าภาคศิลปะเครื่องปั้นดินเผา ผมมีความชื่นชมในความรู้และความสามารถของท่านเป็นอย่างมาก จนไว้วางใจมอบหมายให้ท่านดูแลจัดการเรื่องการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ของทางธนาคาร ซึ่งผมขอใช้โอกาสอันเป็นพิเศษนี้ แถลงข่าวการเซ็นสัญญาว่าจ้างท่านเป็นผู้ดูแลควบคุมโครงการพิพิธภัณฑ์ของธนาคาร เค เอ็ม บี ก่อนที่จะมีการมอบทุนการปรับปรุงอาคารและทุนวิจัยของนักศึกษาทั้งยี่สิบทุน เชิญ ดร.ลงยาครับ”

เมื่อเจ้าสัวคีรีพูดจบ ม่านด้านหลังก็รูดเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นโต๊ะเซ็นสัญญาที่จัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย รวมถึงป้ายโฟมข้อความ พิธีลงนามสัญญาว่าจ้าง ดร.ลงยา ทิวากร ดูแลการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ของสะสมธนาคาร เค เอ็ม บี และเหล่านักข่าวกรูเข้ามาจากประตูข้างหอประชุมทั้งสองด้านเต็มไปหมด เจ้าสัวผายมือเชิญเขาอย่างเร่งเร้า พ่ออินถึงกับอึ้งในความเจ้าเล่ห์ของเสือเฒ่าผู้นี้ นี่เขาจะทำอย่างไรดี เซ็นชื่อคือเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเขาเซ็นชื่อไม่เป็น เวลาสอนเขาก็จะพูดบรรยายไปตามภาพที่ได้ซักซ้อมกันมาอย่างดีแล้วกับ ดร.ลงยา ขณะที่กำลังจนด้วยเกล้ากับปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอยู่นั้น จู่ๆ ไฟในหอประชุมกลับดับลงจนมืดสนิท เสียงเจ้าสัวที่ยืนอยู่ตรงโพเดียมไม่ไกลจากเขานักออกอุทาน

“ไอ๊หยา…”

จากนั้นก็มีมือมาจับจูงเขาออกมาจากหอประชุมอย่างรวดเร็ว เมื่อออกมาพ้นหอประชุมก็เห็นว่าเป็นเทียมจันทร์นั่นเองที่เข้ามาช่วยเขาเอาไว้ ยังไม่ทันจะพูดจาขอบอกขอบใจอะไรหล่อนก็ดันตัวเขาเข้าไปในรถแล้วขับออกจากมหาวิทยาลัยไปอย่างรวดเร็ว…

ในขณะเดียวกันที่หอประชุม เมื่อเจ้าหน้าที่มาแก้ไขให้ไฟติดได้แล้วก็ไม่ปรากฏแม้เงาของ ดร.ลงยา คู่สัญญาคนสำคัญของท่านเจ้าสัว ท่านอธิการบดีโกรธมากเมื่อรู้ว่าเจ้าสัวมีแผนการมัดมือชกอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของเขา ด้วยการจ้างวานคนในมาจัดงานแถลงข่าวซ้อนกับพิธีมอบทุนการศึกษา ซึ่งเรื่องนี้ท่านคณบดีก็โกรธจัดเช่นกัน ท่านอธิการบดีเชิญเจ้าสัวกลับด้วยเสียงเยียบเย็นและปรายตามองอย่างเหยียดหยาม

“งานคงจบแต่เพียงเท่านี้นะครับท่านเจ้าสัว ผมต้องขอขอบคุณที่จะมอบเงินจำนวนมากมาย เพื่อจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับมหาวิทยาลัยของเรา แต่ในเมื่อคุณได้ใช้วิธีการที่ฉ้อฉลมัดมือชกและใช้สถาบันอันทรงเกียรติของเราเป็นที่ทำการแถลงข่าวเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัวอย่างนี้ เราคงจะรับทุนของคุณไม่ได้และจะไม่มีการร่วมมือใดๆ ระหว่างมหาวิทยาลัยกับธนาคารของคุณอีก ที่สำคัญ เมื่อหมดสัญญาเช่าสถานที่แล้วเราจะปิดที่ทำการธนาคารของคุณที่ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยเราทันทีรู้ไหม รู้ไหม” เมื่อท่านอธิการบดีพูดจบก็เดินออกจากหอประชุมไป บรรดานักข่าวต่างถ่ายภาพท่านเจ้าสัวที่ยืนอึ้ง โชคดีที่ยังไม่มีใครเอาไมค์ไปจ่อปากสัมภาษณ์นักการเงิน การธนาคารผู้ยิ่งใหญ่ในยามนี้ เมื่อเขาเดินออกมาเจอกับท่านคณบดี และพยายามจะเอ่ยปากพูด ฝ่ายนั้นก็ชิงพูดขึ้นก่อน

“มันจบไปแล้วครับท่านเจ้าสัว ผมบอกไว้อย่างนึงนะครับ เงินของท่านอาจจะหว่านที่อื่นแล้วงอกออกมาเป็นผลประโยชน์หรือสิ่งที่ท่านต้องการ แต่มันใช้ไม่ได้สำหรับมหาวิทยาลัยแห่งนี้ครับท่าน”

เจ้าสัวเดินออกมาจากหอประชุมของมหาวิทยาลัยพร้อมผู้ติดตาม ซึ่งบรรยากาศขากลับต่างจากขามาโดยสิ้นเชิง คนพวกนี้เป็นอะไรกันไปหมด ไม่สนใจเงินของเขาเลยหรืออย่างไร เงินที่สามารถจะเนรมิตตึกเรียนใหม่ที่สวยงามไม่ทรุดโทรมอย่างที่เห็น สามารถเนรมิตอนาคตที่ดีให้กับนักศึกษาที่ต้องการทุนวิจัย เพียงแค่เขาขอใช้โอกาสเล็กน้อยในการแถลงข่าวเพื่อความมั่นใจว่าจะได้ตัว ดร.ลงยามาทำงานให้จริงๆ และที่สำคัญเขาต้องการชื่นชมเครื่องเพชรของฝ่ายนั้น ว่ากันว่าเป็นของเก่าแก่ประจำตระกูล อันเป็นที่รวมของเครื่องเพชรโบราณจากทั้งในและต่างประเทศเลยทีเดียว ถ้าชอบใจสิ่งที่ตามมาคือการเจรจาซื้อขาย ฝ่ายนั้นน่าจะดีใจที่คนระดับเขาลดตัวลงมาให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ แต่นี่ไม่มีใครแยแสเงินของเขาเลย อยากรู้นัก ศักดิ์ศรีมันกินได้หรืออย่างไร เอาเถอะวันนี้ยังไม่ได้ วันหน้าโอกาสหน้ายังมี เขาต้องชนะคนพวกนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม…

เทียมจันทร์ขับรถพาพ่ออินมาที่เรือนไทย  คุณรักร้อยมารอเขาอยู่ที่นี่ ทุกคนเข้ามานั่งกันอยู่ที่หอกลาง รวมทั้งโถเบญจรงค์ทั้งสองใบด้วย ดร.ลงยาและน้ำทองรวมถึงทุกคนในบ้านได้มีโอกาสเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดสดที่เทียมจันทร์จัดการลิงก์สัญญาณให้ แล้วเจ้าหล่อนผู้ดำเนินการทุกสิ่งก็เปิดปากพูดถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่สั่งดับไฟในหอประชุม

“เรื่องมันมีอยู่ว่า พอท่านอธิการบดีเห็นม่านหลังเวทีรูดออกมาเป็นโต๊ะจัดงานแถลงข่าว ท่านก็เลยพยักหน้าเรียกเทียมจันทร์ให้ไปประกบพ่ออินเอาไว้ แล้วให้พาหนีเมื่อไฟดับ แล้วท่านก็สั่งให้ท่านคณบดีส่งสัญญาณให้นักศึกษาทางห้องคอนโทรลดับไฟในงานให้หมด เพราะท่านรู้ระแคะระคายอยู่ว่ามีคนในมหาวิทยาลัย ไปรับเงินจากทางธนาคารมาเพื่อมาจัดงานแถลงข่าวซ้อนในพิธีรับมอบทุนที่มหาวิทยาลัย นี่เป็นการเอาคืนของท่านอธิการไงฮะ จารย์ฮะ” พูดจบสาวห้าวก็หันไปยิ้มหวานให้กับจารย์ฮะของหล่อน

“ขอบคุณมากนะครับเทียมจันทร์ ที่ช่วยจัดการทุกเรื่องให้จนเรียบร้อย ผมเองก็อึดอัดเหลือเกินที่ไม่สามารถออกไปทำหน้าที่ของตัวเองได้ ดีที่สุดของเรื่องที่เกิดขึ้นนี่ก็คือ ท่านอธิการบดีและท่านคณบดีที่ไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับความมักง่ายของเจ้าสัวคีรีด้วย” ดร.ลงยากล่าวมาจากรูปเทพธิดาหน้าโถที่เขาสิงสถิตอยู่ เมื่อเขาพูดจบ น้ำทองจึงแสดงความคิดเห็นขึ้นมาบ้าง

“ตอนนี้พวกเราคงต้องระวังให้มากขึ้นนะคะ ทำให้เจ้าสัวคีรีโกรธขนาดนี้ เท่ากับเราเพิ่มจำนวนศัตรูขึ้นอีกหนึ่งราย และที่สำคัญ คนคนนี้มีเงินมากพอที่จะเนรมิตอะไรได้ทั้งนั้น ดิฉันเชื่อว่าเงินของเจ้าสัวแม้จะใช้ไม่ได้ในมหาวิทยาลัยของคุณ แต่น่าจะใช้ได้กับคนอื่นและที่อื่นเป็นแน่ค่ะ”

“แม่คงต้องบอกให้พ่อคำนึงกับพ่อขุนทองและบรรดาวิญญาณในบ้านช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้มากขึ้น บางทีการมีมรดกตกทอดอันเป็นที่หมายตาของคนพวกนี้ก็เหมือนกับเราแบกรับภาระจากบรรพบุรุษเอาไว้เหมือนกันนะ นี่แหละพระพุทธองค์ท่านถึงตรัสให้ปล่อยวาง แต่ก็วางกันไม่ลงเสียที” คุณรักร้อยพูดขึ้นด้วยความกังวลใจ

“แม่ท่านไม่ต้องกลัว และไม่ต้องกังวลไปดอก อย่างน้อยกระผมก็ยังอยู่กับแม่ท่านทั้งคน ถึงแม้จะไม่ใช่ลูกแท้ แต่กระผมก็พร้อมจะปกป้องแม่ท่านเสมอ”

พ่ออินหันไปกล่าวกับคุณรักร้อยด้วยความจริงใจ จากนั้นทุกคนก็ปรึกษาหารือกันเรื่องการทำบุญในวันพระที่จะถึงนี้ เพราะหลวงตาบอกลุงตันมาว่าให้เตรียมจัดพิธีย้ายวิญญาณทั้งสี่ดวงให้กลับเข้าที่เดิมก่อนที่จะปลดปล่อยวิญญาณของพ่ออินและแม่จันทร์ให้ไปสู่สุคติ เมื่อคุยกันเสร็จคุณรักร้อย พ่ออิน และเทียมจันทร์ก็พากันกลับไป

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

กังไสรู้สึกว่าร่างกายของเขาเริ่มแข็งแรงขึ้นหลังจากมาอยู่ที่บ้านพ่อครูสะยามินร่วมสัปดาห์ ทุกอย่างเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ อาการเจ็บปวดหายราวไม่เคยเป็นมาก่อน ตอนนี้พ่อครูสอนให้เขาทำสมาธิฝึกจิตเพื่อบำบัดความเจ็บช้ำของอวัยวะภายใน ซึ่งเมื่อสมุนไพรเข้าไปรักษาแล้วก็ต้องใช้พลังจิตเข้าไปช่วยด้วย ว่ากันตามจริงแล้วกังไสเองไม่ได้คิดโกรธเคืองอะไรนายท่านเจ้าพระยามากนักที่ซ้อมเขาจนปางตาย กลับมองว่าทางเพื่อนของเขาทั้งสองคนเป็นฝ่ายนำความเดือดร้อนมาให้เขามากกว่า ทำให้เขาต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้ ใจของเขานั้นมีแต่ความคิดที่จะเอาคืนกับสองตระกูลนี่ ทั้งๆ ที่เพื่อนทั้งสองไม่เคยทำร้ายเขาเลย อาจจะเป็นเคราะห์กรรมที่บังตาและดลบันดาลให้เขาปักใจที่จะจองล้างจองผลาญน้ำทองและดร.ลงยา

กังไสเดินจากบ้านพ่อครู ลัดเลาะไปตามทางในหมู่บ้านเพื่อที่จะมาซื้อของใช้จำเป็นและอาหารสด อาหารแห้ง เครื่องดื่มต่างๆ และเขาไม่ลืมเหล้ากับบุหรี่ยี่ห้อโปรดของพ่อครูอีกด้วย ขณะที่กำลังรอเงินทอนอยู่นั้นเขาก็หันไปดูโทรทัศน์ที่กำลังแพร่ภาพข่าวเจ้าสัวคีรีถูกขับออกจากพิธีมอบทุน เนื้อข่าวบรรยายถึงวัตถุประสงค์ในการมอบทุนของธนาคารให้กับมหาวิทยาลัยเก่าแก่ โดยมีความเกี่ยวพันกับการที่เจ้าสัวจะว่าจ้าง ดร.ลงยาไปเป็นผู้ดำเนินการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ของสะสมให้กับทางธนาคาร เมื่อดูข่าวจบ กังไสก็นึกหาทางออกให้ตัวเองได้ทันที เจ้าสัวคีรี อภิมหาเศรษฐี เจ้าของธนาคาร เค เอ็ม บี นี่คือเป้าหมายใหม่ที่จะทำให้เขาบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างไม่ยากเลย เมื่อความคิดโลดแล่น กังไสแทบอยากจะเหาะกลับกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้เลยทีเดียว หนุ่มตี๋จอมโกงนำของที่ซื้อเข้าไปเก็บไว้ในครัว เพื่อให้ลูกศิษย์ของพ่อครูนำไปปรุงอาหาร ตัวเขาเดินไปหาพ่อครูที่นั่งอยู่ที่แคร่ไม้ไผ่ข้างเรือนพร้อมบอกกล่าวเรื่องจะกลับกรุงเทพฯ

“พ่อครูครับ ตอนนี้ผมแข็งแรงดีแล้ว ว่าจะลากลับกรุงเทพเสียที หายมานานงานการทางโน้นเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้”

“อ๋อ ได้สิ กลับก็กลับ” พ่อครูพูดง่ายๆ ราวกับรู้อยู่แล้วว่าเขาจะมาลา แล้วพ่อครูก็เรียกลูกศิษย์ให้ไปหารถรับจ้างมาพากังไสไปส่งกรุงเทพฯ ตามที่เขาต้องการ พร้อมมองตามทีท่ารีบร้อนของหนุ่มตี๋ด้วยสายตามีเลศนัย

เมื่อกังไสกลับมาถึงบ้าน เขาก็จัดการอาบน้ำแต่งตัวใหม่ แล้วเข้าไปนั่งในห้องทำงาน ตั้งแต่วันเกิดเรื่องเขายังไม่มีโอกาสเข้ามาสำรวจห้องทำงานส่วนตัวเลย มันน่าจะมีหลักฐานการลักลอบเข้ามาเปลี่ยนเครื่องทองและเครื่องเพชรพวกนั้นอย่างแน่นอน เขามองไปรอบๆ ตัว สะดุดตาที่โถเบญจรงค์ทั้งสองใบที่วางอยู่ข้างๆ โต๊ะทำงาน อันเป็นตำแหน่งที่เขาวางเองกับมือ กังไสเปิดฝาโถเบญจรงค์เพื่อดูรอยจารึกคาถาที่ก้นโถ

“เบญจรงค์บ้านดอนไก่ดีอีกแล้วหรือ” เขาออกเสียงแผ่วเบาแทบจะครางเลยทีเดียว มันเกิดขึ้นได้อย่างไร นี่เป็นความรู้สึกที่สุดจะทานทนของหนุ่มตี๋จอมเจ้าเล่ห์ เขาลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ชุดรับแขก ไปนั่งลงระหว่างพ่อหมีกับแม่หมีหลับตาแล้วโยกตัวเบาๆ ราวกับต้องการการเห่กล่อมจากอ้อมกอดของพ่อแม่ให้ปกป้องเขาเช่นนั้น เมื่อรู้สึกดีขึ้นเขาก็ลืมตาขึ้น หากแต่เมื่อมองต่ำลงไปที่เท้าของตุ๊กตาหมีทั้งสองตัว เขาก็ได้พบว่ามีรอยเปื้อนดินโคลนและเศษหญ้าแห้งติดอยู่เต็มไปหมด มันเกิดอะไรขึ้นอีกแล้ว

“พ่อหมี แม่หมีเดินไปเที่ยวไหนมาจ๊ะ ตกลงพ่อหมีแม่หมีหนีหนูไปเที่ยวเหรอจ๊ะ อย่าซุกซนสิจ๊ะ”

กังไสพูดกับตุ๊กตาหมี แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานเปิดคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิด ภาพที่ได้เห็นทำเอาเขาถึงกับอ้าปากค้าง พ่อหมี แม่หมีของเขาเดินได้และกลายเป็นนักย่องเบาขนเอาโถเบญจรงค์และกระเป๋าเครื่องเพชร เครื่องทอง ออกไปแล้วเอาของปลอมมาเปลี่ยนให้ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ตุ๊กตาหมีสองตัวนี่อยู่กับเขามาตั้งแต่เขายังเด็กๆ  แม่ซื้อให้เขาก่อนจากไปไม่นาน ทำไมตุ๊กตาหมีของแม่ถึงหักหลังเขา ทำให้เขาถูกซ้อมจนเกือบตาย ทั้งเสียใจ ทั้งโมโหสุดขีด กังไสคว้าได้มีดโบราณคมกริบ เดินตรงไปหาพ่อหมี พร้อมกับกรีดมีดลงไปที่หัวใจ

“พ่อหมี นี่แน่ะ พ่อหมีมีชีวิตใช่ไหม มีหัวใจหรือเปล่า รู้ไหมว่าผมโดนอะไรบ้าง ทำไมต้องทำกับผมอย่างนี้ด้วย แม่หมีอีกตัวนึง นี่แน่ะ นี่แน่ะ”

หนุ่มตี๋ขี้โกงทั้งกรีดทั้งแทงไปบนตัวตุ๊กตาหมีทั้งสองราวคนเสียสติ แทงไปก็ร้องไห้ไปอย่างบ้าคลั่ง หากเขาจะมีสติสักนิดคงคิดได้ว่าเรื่องมันไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่ก็นะเป็นใครเจอเหตุการณ์แบบเขาก็คงจะช็อกสุดขีดเช่นกัน มีมือเอื้อมมากดบ่าของเขาหนักๆ หนึ่งครั้งราวกับเป็นการเตือนสติ เมื่อกังไสเงยหน้าขึ้นไปมองก็พบว่าเป็นพ่อครูสะยามินนั่นเอง เขาจึงละล่ำละลักร้องขอความช่วยเหลือ

“พ่อครู…พ่อครูช่วยผมด้วย”

“แน่นอนกังไส ข้ามาช่วยเอ็งแล้ว หึ หึ นั่นทำอะไรอยู่ล่ะ เล่นตุ๊กตาหมีเหรอ” พ่อครูถามเมื่อเห็นสภาพอันเละเทะของตุ๊กตาหมีทั้งสองตัว

กังไสจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้พ่อครูฟัง พร้อมกับเปิดกล้องวงจรปิด ภาพหมีสองตัวลุกขึ้นเคลื่อนไหวราวมีชีวิตแล้วกระทำการกับของที่อยู่ในห้องอย่างที่เขาคิดไม่ถึง วงจรปิดไม่ได้ถูกติดตั้งไว้ที่ด้านนอกด้วย เพราะเขาไม่อยากให้ภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของเขา กลายมาเป็นหลักฐานมัดตัวเขาเองได้ในวันข้างหน้า พ่อครูได้เห็นภาพที่เกิดขึ้นแล้วก็หัวเราะออกมาอย่างถูกใจ กังไสเห็นเช่นนั้นจึงถามพ่อครูออกไปด้วยความสงสัย

“มีอะไรน่าขำเหรอครับพ่อครู”

“เอาอย่างนี้ จอภาพของเจ้ามันไม่สะใจเท่ากับจอภาพของข้าหรอกกังไส”

เมื่อพูดจบพ่อครูก็ชี้นิ้วไปที่ผนังห้องที่ว่างอยู่ ก็ปรากฏภาพมือของคุณคำนึงและแม่เอื้องคำไต่ออกจากกระเป๋าสองใบเข้าไปสิงร่างตุ๊กตาหมี แล้วจัดการเปลี่ยนของทั้งหมดจากของแท้กลายเป็นของเทียม จากนั้นจึงออกจากร่างตุ๊กตาหมี ไต่ออกจากห้องไปขึ้นแท็กซี่ที่จอดรออยู่ นี่คือความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า กังไสเสียดายตุ๊กตาหมีพ่อแม่แทบขาดใจ นี่เขาทำอะไรลงไป ของรักของหวง  ตัวแทนความรักที่แม่ให้เขาไว้กลับถูกทำลายย่อยยับด้วยมือของเขาเอง หนุ่มตี๋เงยหน้าขึ้นมองพ่อครูพร้อมกล่าวถึงความรู้สึกตอนนี้ของเขาด้วยความร้าวรานใจ

“ตุ๊กตาหมีสองตัวนี้ แม่ผมซื้อให้ตอนที่แม่รู้ตัวว่าเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขาว และจะมีชีวิตอยู่กับผมได้ไม่ยาวนาน ตอนนั้นผมมีอายุแค่ 7 ขวบ แม่บอกว่าถ้าแม่ไม่อยู่พ่อก็คงวุ่นวายกับเรื่องทำมาหากิน ไม่มีเวลามากอดผม แม่เลยให้ตุ๊กตาหมีสองตัวนี้เป็นตัวแทนความรักของพ่อและแม่ที่มีให้กับผม เวลาที่รู้สึกแย่ๆ ผมก็จะมานั่งตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่หมี แต่ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว ผมทำลายมันลงไปกับมือด้วยความเข้าใจผิดแท้ๆ”

“เอาเถอะกังไส เจ้าอาจจะเสียของที่ระลึกของแม่เจ้าไป แต่เจ้าจะได้สิ่งใหม่ที่มีค่ามากกว่ามา นั่นคือความมุ่งมั่นและมั่นใจในตัวเอง ต่อไปนี้เราพร้อมที่จะเดินหน้าไปด้วยกันเพื่อที่จะจัดการทรัพย์สมบัติของสองตระกูลที่เจ้าปรารถนาเอามาเป็นของเจ้าให้ได้ และเมื่อถึงวันนั้น พ่อหมีแม่หมีจะกลับมาหาเจ้า เชื่อข้าเถอะ” พ่อครูกล่าวกับกังไสราวกับจะให้กำลังใจ หากแต่ท่าทีของพ่อครูนั้นราวกับพูดกับบริวารของตัวเองมากกว่าพูดกับนายจ้าง

กังไสให้แม่บ้านมาเก็บซากตุ๊กตาหมีทั้งสองตัวใส่ถุงเอาไปไว้ในห้องเก็บของ แล้วเขากับพ่อครูก็มาวางแผนกันเรื่องที่จะจัดการกับทรัพย์สินของน้ำทองและ ดร.ลงยา หนุ่มตี๋ขี้โกงเล่าถึงเรื่องของ เจ้าสัวคีรีที่โดนฉีกหน้าโดยพ่ออินและทางมหาวิทยาลัยในวันมอบทุน เขาบอกถึงเจตนาที่เขากลับมากรุงเทพฯ กับพ่อครู

“ที่ผมรีบกลับมากรุงเทพก็เพราะผมเห็นข่าวในโทรทัศน์ว่าเจ้าสัวคีรี อภิมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมืองไทยถูกปฏิเสธจากพ่ออิน และทางมหาวิทยาลัยไม่ยอมรับทุนเป็นร้อยล้านในการสร้างตึกใหม่และทุนวิจัยของนักศึกษา เพียงแค่ให้ ดร.ลงยาไปควบคุมการจัดทำพิพิธภัณฑ์และเอาเครื่องเพชรที่บ้านมาจัดนิทรรศการหมุนเวียนประเดิมที่พิพิธภัณฑ์ของธนาคารเท่านั้นเอง”

“เรื่องนี้เราจัดการได้ง่ายนิดเดียว การสะกดวิญญาณของพ่ออินให้เชื่อฟังเรามันเรื่องเล็ก เอ็งจงรีบไปติดต่อเจ้าสัวเถิด ว่าสามารถพูดให้ ดร.ลงยาเปลี่ยนใจมาทำงานให้และเอาเครื่องเพชรมาจัดนิทรรศการให้ได้” พ่อครูบอกกับกังไส

“ครับพ่อครู ผมว่าจะถือโอกาสนี้เข้าไปช่วยพ่ออินจัดการเรื่องพิพิธภัณฑ์แล้วเอาของปลอมที่มันขนมาให้ผมทั้งกระเป๋านั่นไปเปลี่ยนเอาของจริงของมันกลับมาเป็นของเรา แค่นี้ก็สบายไปทั้งชาติแล้วครับ แล้วอีกหน่อยก็จะยุเจ้าสัวให้ติดต่อทางบ้านเรือนไทยเอาเครื่องทองมาจัดแสดง แล้วก็เอาทองปลอมไปเปลี่ยนมาอีก หนทางช่างสะดวกง่ายดายจริงๆ”

กังไสกล่าวกับพ่อครูอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง หนทางข้างหน้ามันช่างสะดวกราบรื่นขนาดนี้ เรื่องหนี้สินของนายท่านก็จะหมดปัญหาไปอย่างง่ายดาย ทรัพย์สินที่เหลือหลังจากใช้หนี้แล้วก็จะไปไหนเสีย กังไสคนนี้นี่แหละจะเป็นผู้ครอบครอง ก่อนอื่นเขาต้องโทรศัพท์นัดหมายขอเข้าพบท่านเจ้าสัวให้เรียบร้อย เกมกระดานใหม่จะถูกเริ่มต้นในวันพรุ่งนี้และแน่นอนไม่มีอะไรมาหยุดเขาได้อีกแล้ว หนุ่มตี๋จอมขี้โกงกดโทรศัพท์หาท่านเจ้าสัวคีรีทันที

“ห้องท่านประธานค่ะ” เสียงหวานใสของเลขานุการผู้รับโทรศัพท์ดังขึ้นหลังจากที่โอเปอเรเตอร์ต่อสายมาให้เขาตามความประสงค์

“สวัสดีครับ ขอเรียนสายท่านเจ้าสัวคีรีครับ เรียนท่านว่าจากกังไส เจ้าของพิพิธภัณฑ์เครื่องเรือนโบราณ จะเรียนสายกับท่านเรื่องพิพิธภัณฑ์ที่จะให้ ดร.ลงยาดูแลครับ”

กังไสกรอกเสียงนุ่มน่าเชื่อถือใส่ลงไปในโทรศัพท์ โอเปอเรเตอร์ต่อสายไปที่โต๊ะเลขานุการของท่านเจ้าสัว หนุ่มตี๋รีบบอกถึงเรื่องที่ทำให้นักการธนาคารผู้ยิ่งใหญ่จะต้องสนใจและยอมให้เขาเข้าพบ เสียงปลายสายเงียบไปสักพัก แล้วเสียงห้าวอย่างผู้มีอำนาจก็ดังขึ้นมา

“ผมคีรีพูด คุณบอกว่าจะโทรมาเรื่องพิพิธภัณฑ์เหรอ คุณรู้เรื่องนี้แค่ไหน คุณอะไรนะ ชื่อคุณน่ะ”

“สวัสดีครับท่านเจ้าสัว ผมกังไสครับ ผมทราบข่าวเรื่องของท่านกับ ดร.ลงยา แล้วผมคิดว่าผมพอจะช่วยให้ท่านสมปรารถนาได้ครับ” กังไสพยายามส่งเสียงให้นอบน้อมแต่ฟังดูจริงใจน่าเชื่อถือไปถึงผู้ยิ่งใหญ่ในวงการเงินระดับชาติ

“เอาสิ คุณมีข้อเสนออะไรว่ามา”

“คือผมมั่นใจว่าผมสามารถทำให้ ดร.ลงยามาดูแลการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ให้ท่านได้ครับ และเรื่องนิทรรศการเครื่องเพชรนั่นก็เรื่องเล็กมาก หรือท่านอยากจะจัดนิทรรศการเครื่องทองโบราณคู่กัน ผมก็สามารถจัดการให้ท่านได้นะครับ”

“เอาอย่างนี้ พรุ่งนี้สิบเอ็ดโมง คุณเข้ามาคุยกับผมที่แบงก์ก็แล้วกัน ตอนนี้ผมมีประชุม และหวังว่าเรื่องที่คุณจะมาเสนอผมนั้นไม่ใช่เรื่องไร้สาระนะ” พูดจบเจ้าสัวคีรีก็ตัดสายไปโดยไม่ต้องการฟังคำสวัสดีจากผู้ที่ติดต่อมา

ทางด้านกังไสนั้นยิ้มกริ่มอย่างสมคะเน เขาแทบจะรอคอยวันพรุ่งนี้ไม่ไหวเลยทีเดียว หนุ่มตี๋มัวแต่ดีใจโดยไม่ได้สังเกตว่าพ่อครูกำลังจับตามองเขาอย่างใช้ความคิด และเมื่อเขาหันมาเห็นพ่อครูจึงนึกขึ้นได้ว่าจะต้องหาที่พักให้ท่าน เพราะช่วงนี้ท่านจะต้องอยู่กรุงเทพฯ เพื่อช่วยเหลือกังไสในเรื่องการสะกดวิญญาณของพ่ออินและแม่จันทร์ เขาจึงต้อนรับพ่อครูอย่างดีเป็นพิเศษโดยเปิดห้องพักที่โรงแรมหรูในย่านเดียวกับบ้านของเขา เพื่อที่พ่อครูจะได้รับความสะดวกสบาย เรื่องอาหารนั้นก็ให้พ่อครูสั่งขึ้นมารับประทานบนห้องพักได้เลย เมื่อจัดการเรื่องต่างๆ เสร็จสิ้นกังไสก็ขอตัวลาพ่อครูกลับไปเตรียมข้อมูลที่จะคุยกับท่านเจ้าสัวในวันรุ่งขึ้น

 

***

 

สั่งซื้อ Remember Wrinks

เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นมาสก์ได้ในหนึ่งเดียว

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

สั่งซื้อ 1 หลอดราคา 2,090 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2UT2G40   

สั่งซื้อเซ็ตประหยัดสุดคุ้ม 3 หลอดราคา 2,940 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2QFzcY9

อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้ คลิกที่นี่ >>>>>>>>>>> http://anowl.co/anowlsabai/remember-wrinks/

Don`t copy text!