มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 18 : การมาของสะยามิน

มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 18 : การมาของสะยามิน

โดย :

มนตร์เบญจรงค์ เรื่องราวของน้ำทอง หญิงสาวอาศัยอยู่ในบ้านทรงไทยไม้สักทองหลังงามกลางสวน กับการได้ครอบครองเบญจรงค์โบราณลายเทพบุตรทรงกลมแป้นที่ได้มาในราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ และเบญจรงค์ใบนี้ทำให้เหตุการณ์ในบ้านอันสงบสุขของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นิยายออนไลน์ โดย จรัสพร ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

…………………………………………………

-18-

 

กังไสกลับมาถึงบ้านก็เดินไปหาพ่อครูที่เรือนไม้ในสวนเพื่อที่จะเล่าถึงสิ่งเขาได้ไปพบมาให้ฟัง วันนี้บรรยากาศรอบตัวดูแปลกๆ เมื่อเขาเดินไปถึงเรือน นิรชา ภัณฑารักษ์สาวของเขาวิ่งสวนออกมาด้วยสีหน้าตื่นตกใจอย่างสุดขีด อะไรไม่ร้ายเท่าเสื้อผ้าของหล่อนฉีกขาดหลุดลุ่ย เหมือนโดนทำร้ายมา หนุ่มตี๋คว้าแขนลูกน้องสาวของเขาไว้

“นิรชา เกิดอะไรขึ้น ใครทำอะไรคุณ”

โดยไม่ต้องรอคำตอบ พ่อครูสะยามินเดินตามหญิงสาวออกมาจากเรือนไทยมายุดแขนของหญิงสาวเอาไว้ พร้อมทำท่าจะลากกลับเข้าไปในเรือนอีก

“เดี๋ยวมีอะไรค่อยคุยกันนะกังไส ขอลงนะให้ลูกน้องเอ็งก่อน ยังไม่เสร็จเลยวิ่งหนีออกมาทำไม” พ่อครูกล่าวด้วยสีหน้าหื่นสุดๆ หญิงสาวกรีดร้องขอความช่วยเหลือ กังไสจึงดึงแขนอีกข้างของเธอเอาไว้ พร้อมขอกับพ่อครู

“พ่อครูครับอย่าทำอย่างนี้เลย เดี๋ยวจะเดือดร้อนไปกันใหญ่ เดี๋ยวผมจะพาออกไปเลือกคนที่เขาเต็มใจเถิดครับ”

หากแต่พ่อครูไม่ยอมปล่อยแขนนิรชา กลับร่ายคาถาแล้วเป่ามนตร์ใส่เจ้าหล่อน คราวนี้หญิงสาวเดินนำเขาเข้าไปรอในห้องนอน ส่วนพ่อครูหันมาพูดกับเจ้าของบ้านด้วยสีหน้าสะใจ

“ข้าไม่อยากได้นางโสเภณี ข้าต้องการสาวบริสุทธิ์เท่านั้น” เมื่อพูดจบก็เดินเข้าไปในห้องแล้วปิดประตู

กังไสเริ่มคิดหนักถึงพฤติกรรมของพ่อครู เขาอยากให้เรื่องทุกอย่างจบลงอย่างเรียบร้อย และเขาได้ครอบครองทรัพย์สินทั้งหมด ตอนนี้นอกจากทรัพย์สินของเพื่อนทั้งสองแล้ว มหาสมบัติของเจ้าสัวคีรีก็น่าสนใจมากเช่นกัน และผู้ที่จะทำให้เขาได้ครอบครองทุกสิ่งนั้นไม่ใช่ใครเลย พ่อครูสะยามินคนนี้นี่เอง เขาจึงจำต้องปล่อยให้พ่อครูกระทำย่ำยีกับคนของเขา เอาเถอะเดี๋ยวเขาจะจ่ายเงินก้อนใหญ่ให้หล่อนเป็นค่าทำขวัญ

เมื่อเสร็จกิจ พ่อครูก็เดินออกมาจากห้อง หากแต่หญิงสาวยังคงอยู่ในห้องนอนไม่ได้เดินตามออกมาด้วย อาจจะเป็นเพราะความอาย พ่อครูจึงถามถึงธุระที่หนุ่มตี๋เจ้าของบ้านต้องการจะคุยด้วย

“มีอะไรว่ามา คุยกันให้จบเดี๋ยวข้าจะเข้าไปหาความสำราญต่อ ข้าวใหม่ปลามันนี่มันอร่อยถึงใจจริงๆ”

“คือวันนี้ผมไปที่คฤหาสน์เจ้าสัวมา แล้วพบกับท้องพระคลังมหาสมบัติที่ใหญ่มากและเยอะมากที่สุด เรียกว่าที่บ้านเรือนไทยกับคฤหาสน์ริมน้ำนั่นชิดซ้ายตกขอบไปเลย ผมอยากให้พ่อครูช่วยให้ผมได้ครอบครองสมบัติทั้งหมดนั่น” หนุ่มตี๋บอกความต้องการของเขากับจอมขมังเวท

“ได้สิ เรื่องแค่นี้เอง เดี๋ยวจัดการให้เอาแบบให้มันเซ็นยกให้หมดหรือให้มันขนมาให้ที่นี่ล่ะ ไปหาวันเดือนปีเกิดมันมา เรื่องเล็ก” พ่อครูตอบแล้วทำท่าจะกลับเข้าห้องไปอีก

“เดี๋ยวครับพ่อครู แล้วนี่พ่อครูไม่ถือศีลแล้วเหรอครับ” กังไสถามด้วยความสงสัย

“ตอนนี้ยังหรอก วันพระที่จะถึงนี่แหละข้าจะเริ่มถือศีล ช่วงนี้ขอข้าเสพโลกย์ให้อิ่มแปล้ก่อนแล้วกัน ให้คนจัดสุราอาหารมาด้วยนะ” พูดจบพ่อครูก็เดินกลับเข้าห้องไป ทิ้งให้กังไสยืนเคว้งอยู่หน้าห้อง

พ่อครูสะยามิน ผู้ซึ่งบัดนี้ลุ่มหลงมัวเมาอยู่กับกามรสจากนิรชาสาวน้อยผู้อ่อนหวานและสุราเมรัยที่เจ้าของบ้านประเคนให้เขาอย่างถึงใจ ก็ได้ละเลยจากการปฏิบัติธรรมบำเพ็ญศีลภาวนา แม้จะถึงวันพระตามกำหนดแล้วก็ตาม

เช้าวันพระตามที่หลวงตาได้นัดหมายเอาไว้ วันนี้จะเป็นวันประกอบพิธีปลดปล่อยวิญญาณพ่ออินกับแม่จันทร์และคืนร่างให้กับ ดร.ลงยาและน้ำทอง คุณรักร้อยและพ่ออินมาค้างที่บ้านเรือนไทยตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาเพื่อช่วยกันเตรียมของใช้ในการประกอบพิธีและจัดสถานที่ คุณคำนึงก็มาช่วยรับใช้ทั่วไปและถือโอกาสสร้างความสัมพันธ์กับแม่เอื้องคำ วิญญาณทุกดวงในบ้านต่างร่วมแรงร่วมใจกันลงมือทำงานอย่างมีความสุข วันนี้เป็นวันที่พวกเขารอคอย น้ำทองและ ดร.ลงยาจะได้กลับคืนสู่ร่าง พ้นจากทุกข์ทรมานเสียที การเตรียมงานสถานที่และอาหารคาวหวาน เครื่องเซ่นสังเวย เสร็จพร้อมทันเวลาพอดี

เจ็ดนาฬิกาตรง รถที่ไปรับหลวงตาก็แล่นเข้ามาในบริเวณบ้านทรงไทย วันนี้หลวงตารับนิมนต์มาแต่เพียงรูปเดียว เพราะจะมีการประกอบพิธีซึ่งไม่อยากให้มีคนนอกร่วมรับรู้ด้วย ถึงแม้จะเป็นพระภิกษุก็ตาม ลุงตันนิมนต์หลวงตามาที่หอพระ เตรียมน้ำร้อน น้ำชาให้ท่านได้ฉัน เสร็จแล้วหลวงตาก็จุดเทียนขี้ผึ้งเล่มใหญ่สี่เล่ม วางตรงหน้าโถเบญจรงค์สองเล่ม และวางตรงหน้าพ่ออินและแม่จันทร์ซึ่งอยู่ในชุดขาวคนละหนึ่งเล่ม แล้วกำชับให้ทุกคนช่วยกันดูแลเทียนอย่าให้ดับจนกว่าพิธีจะเสร็จ

แล้วท่านก็เริ่มเจริญพระพุทธมนต์ ทุกคนในบ้านรวมทั้งเหล่าวิญญาณต่างมานั่งพนมมือกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา หน้าตาของเทพบุตรและเทพธิดาหน้าโถเบญจรงค์ก็ดูแจ่มใสสดชื่น เมื่อเจริญพระพุทธมนต์จบ ป้ามาลีก็ถวายภัตตาหารเช้า เรียบร้อยแล้วหลวงตาก็ประกอบพิธีต่อโดยการให้พ่ออินและแม่จันทร์นอนลงแล้วคลุมด้วยผ้าขาว จากนั้นทำการคลายมนตร์สะกดเจตภูตไม่ให้ตกอยู่ในอำนาจของพ่อครูสะยามิน พิธีดำเนินไปจนถึงช่วงเพล คุณรักร้อยก็นำภัตตาหารมาถวาย  จากนั้นหลวงตาก็สวดมนต์ต่อไปราวกับว่าบทสวดนั้นยาวไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งถึงเวลายี่สิบนาฬิกา เกิดกลุ่มควันสีขาวลอยคลุ้งออกมาจากโถเบญจรงค์ทั้งสองใบและลอยออกมาจากร่างของ ดร.ลงยาและน้ำทองที่นอนพนมมืออยู่

ทั้ง ดร.ลงยาและน้ำทองรู้สึกเหมือนกับมีพายุงวงช้างและหมอกควันสีขาวค่อยๆ หมุนวนอยู่รอบๆ โถเบญจรงค์นำเอาวิญญาณหลุดออกมาลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ และแล้วทั้งสองคนก็ได้มาพบกันอีกท่ามกลางพายุและหมอกควัน หลวงตายืนสงบนิ่งอยู่ตรงกึ่งกลางของพายุแล้วส่งสายสิญจน์มาให้จับคนละเส้น แล้วก็จูงพวกเขาแหวกม่านควันออกมายืนอยู่ที่ปลายเท้าร่างของตัวเอง ทั้งคู่ทรุดกายลงกราบหลวงตาด้วยความปีติ หลวงตาค่อยๆ ดึงผ้าสีขาวที่คลุมร่างของน้ำทองและ ดร.ลงยา มีควันสีขาวลอยตามผ้าทั้งสองผืนขึ้นมา

ไม่นานนักก็ปรากฏร่างพ่ออินและแม่จันทร์มานั่งพนมมืออยู่ตรงหน้าหลวงตา แล้วก็ได้เวลาที่น้ำทองและลงยาจะกลับคืนร่าง หลวงตายังคงสวดมนต์ต่อไม่หยุดจนกระทั่งวิญญาณของพ่ออินและแม่จันทร์ก็ถูกปลดปล่อยจากการจองจำด้วยมนตร์เบญจรงค์

หลวงตาลืมตาขึ้นมาเตรียมที่จะทำพิธีส่งพ่ออินและแม่จันทร์ไปสู่สุคติ หากแต่ยังไม่ทันประกอบพิธีต่อ กลับมีลมพายุพัดโหมกระหน่ำเข้ามาจากทุกทิศทาง ข้าวของปลิวว่อนกระจัดกระจาย เทียนพิธีทั้งสี่เล่มทำท่าจะดับ หลวงตาจึงให้ลุงตันเอากระบอกไม้ไผ่มาครอบไม่ให้เทียนทั้งสี่เล่มดับลง

พ่อครูปุ๊ ปุ๊ ขิ่น จอมขมังเวทผู้ทำพิธีสะกดวิญญาณพ่ออินและแม่จันทร์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาได้มาปรากฏร่างขัดขวางพิธีส่งวิญญาณของทั้งสองไม่ให้ไปสู่สุคติ โดยเขาได้อาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังตกใจอยู่นั้นเอาถุงผ้าสีดำครอบเอาวิญญาณพ่ออินและแม่จันทร์และวิญญาณในบ้านไปทั้งหมด เหล่าวิญญาณนั้นเมื่อถูกพลังอาคมดูดลงถุงต่างพากันกรีดร้องโหยหวน

ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในบ้าน หลวงตาล้วงมือลงไปในย่ามหยิบบ่วงอาคมออกมา แล้วว่าคาถาโยนไปที่พ่อครูปุ๊ ปุ๊ ขิ่น ฉับพลันบ่วงอาคมนั้นกลับกลายเป็นเถาวัลย์ใหญ่โอบกระหวัดรัดร่างเอาไว้อย่างแน่นหนาหากแต่มือยังกำถุงใส่วิญญาณแน่นอยู่ พ่อครูจอมขมังเวทยืนหลับตาบริกรรมคาถาด้วยท่าทีสงบทั้งที่ถูกจับมัดด้วยบ่วงอาคม หลวงตาพูดกับร่างที่ถูกพันธนาการอยู่ตรงหน้าอย่างมีเมตตา

“โยมสร้างบาปและทำกรรมเอาไว้มากมายนักตั้งแต่เมื่อหลายร้อยปีก่อน จนบัดนี้โยมก็ยังจะตั้งหน้าตั้งตาก่อกรรมทำเข็ญอีก ขอให้โยมกลับไปชดใช้กรรมในที่ อันเหมาะสมเถิด เจริญพรท่านยมทูต อาตมาขอส่งดวงวิญญาณนี้ให้กับท่าน”

เมื่อหลวงตากล่าวจบท่านยมทูตก็ปรากฏตัวขึ้นมารับปลายบ่วงเถาวัลย์จากหลวงตา พร้อมดึงถุงผ้าใส่วิญญาณจากมือของพ่อครูปุ๊ ปุ๊ ขิ่นมาส่งคืนให้หลวงตา  ขณะที่หลวงตากำลังจะรับถุงใส่วิญญาณจากท่านยมทูต พ่อครูสะยามินก็ปรากฏตัวมาดึงถุงไปต่อหน้าต่อตา

“สะยามิน ช่วยข้าด้วย ปล่อยข้าไป ข้าไม่อยากลงนรก” วิญญาณของจอมขมังเวทตะโกนขอความช่วยเหลือจากลูกศิษย์

“ตัวใครตัวมันก่อนนะพ่อครู ขอบใจมากที่ไปเรียกข้ามาเอาถุงใส่วิญญาณ เอาเป็นว่าแล้วจะทำบุญไปให้ก็แล้วกันลาก่อน” พ่อครูสะยามินพูดจบก็หายตัวไป ทิ้งวิญญาณบรมครูหมอผีให้ตามท่านยมทูตไปใช้กรรมในนรกภูมิ

เมื่อกลับมาถึงเรือนไม้ พ่อครูสะยามินก็จัดการทำพิธีเปิดหม้อปิดวิญญาณ ด้วยการนำหม้อดินมาแล้วร่ายอาคมทำพิธีเปิดหม้อเพื่อที่จะย้ายวิญญาณจากถุงดำไปใส่ไว้แทน จากนั้นก็ทำพิธีปิดวิญญาณ โดยการนำแผ่นยันต์มาร่ายมนตร์ปิดฝาหม้อเอาไว้แล้วนำสายสิญจน์มาคาดทับอีกครั้งหนึ่งเป็นอันเสร็จพิธีการจับผีเป็นตัวประกัน และเมื่อกังไสเดินมาที่เรือนพ่อครูในตอนเย็น เขาจึงพบว่าเรือนนั้นถูกทำความสะอาดอย่างเรียบร้อย พ่อครูนุ่งขาวห่มขาว จัดโต๊ะหมู่สำหรับทำพิธี ห้องนอนของพ่อครูก็จัดใหม่อย่างเรียบร้อย ไม่มีวี่แววของนิรชา ภัณฑารักษ์สาวผู้ตกเป็นเหยื่อกามของจอมขมังเวทผู้นี้ เขาจึงถามขึ้นมาด้วยความอดใจไม่อยู่

“พ่อครูเริ่มกลับมาถือศีลแล้วเหรอครับ แล้วนิรชาล่ะครับ”

“ใช่ ข้ากลับมาถือศีลบำเพ็ญภาวนาเพื่อให้อาคมของข้าแก่กล้าขึ้นอีก อะไรที่ไม่ใช้แล้วข้าก็ทิ้งไป มาดูนี่แน่ะข้ามีอะไรจะอวด” พ่อครูพูดจบก็หยิบหม้อดินใบใหญ่ออกมาวางตรงหน้า โดยไม่สนใจจะพูดถึงสาวน้อยนิรชาผู้น่าสงสารอีกเลย

“หม้ออะไรครับพ่อครู”

“นี่เป็นหม้อขังวิญญาณ ข้าไปจับวิญญาณที่บ้านเรือนไทยมา เพราะมันบังอาจทำพิธีคืนร่างให้กับน้ำทองและไอ้ดอกเตอร์นั่น แต่วิญญาณพ่ออิน แม่จันทร์ และพวกผีๆ ที่บ้านเรือนไทยอยู่ในนี้หมดเลยนะ คราวนี้ต่อให้มันคืนร่างแล้ว มันก็ทำอะไรเราไม่ได้ มันต้องเชื่อฟังเราอยู่ดี เพราะไม่มีผีคอยช่วย” พ่อครูหัวเราะอย่างสะใจ เขาตั้งใจที่จะไม่พูดถึงพ่อครูปุ๊ ปุ๊ ขิ่น ที่มาเรียกเขาให้ไปรับถุงใส่วิญญาณมา

“ถ้าอย่างนั้นเราต้องไปกวาดต้อนเอาวิญญาณที่คฤหาสน์ริมแม่น้ำมาด้วยสิขอรับ คราวนี้เราจะเอาอะไรก็ปราศจากผีมาขัดขวาง” กังไสบอกกับพ่อครู แล้วทั้งคู่ก็ชวนกันไปที่คฤหาสน์ริมแม่น้ำ

เมื่อมาถึงทุกอย่างดูราวกับจะเป็นใจ คุณรักร้อยและ ดร.ลงยายังไม่กลับมาจากบ้านของน้ำทอง พ่อครูร่ายมนตร์เปิดประตูให้กังไสเข้าไปได้โดยง่าย จากนั้นก็เริ่มเปิดถุงผ้าว่าคาถาดูดวิญญาณ ตั้งแต่พ่อขุนทองที่วิ่งเล่นอยู่ในสวน ไล่เรื่อยมาจนถึงวิญญาณอากงที่เฝ้าตู้เครื่องเพชร วิญญาณขุนศึกที่อยู่กับดาบคู่ และวิญญาณอื่นๆ ส่วนคุณคำนึงนั้นถูกจับไปตั้งแต่ไปช่วยงานที่เรือนไทยของน้ำทองแล้ว เมื่อกวาดเหล่าวิญญาณทั้งหลายลงไปในถุงอาคมเรียบร้อยทั้งคู่ก็กลับออกมาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

เมื่อกลับมาถึงเรือน พ่อครูบอกกังไสให้ออกไปก่อน เขาเริ่มบริกรรมคาถาเรียกวิญญาณมารวมกันในหม้อดิน ขณะที่พ่อครูเปิดหม้อดินเพื่อที่จะดูดวิญญาณใหม่ลงไปนั้น แม่พรายกระซิบก็ยื่นปากมาจุ๊บแก้มพ่อครูอย่างว่องไวราวงูฉก ทำให้พ่อครูตกใจ แม่เอื้องคำกับคุณคำนึงค่อยๆ แอบไต่หนีออกมาจากหม้อไปซ่อนตัวอยู่ใต้พรมอย่างรวดเร็ว โดยที่พ่อครูไม่ทันรู้ตัว

บรรยากาศในหม้อนั้นดูคึกคักเป็นอย่างยิ่ง เหล่าวิญญาณหนุ่มๆ จากคฤหาสน์ ดร.ลงยาต่างก็พากันมาทำความรู้จักกับวิญญาณสาวๆ แห่งบ้านทรงไทย พ่ออินและแม่จันทร์ก็นั่งพลอดรักกันอย่างมีความสุข วิญญาณทุกดวงรู้ดีว่าอีกไม่นานพวกเขาจะได้เป็นอิสระ เพราะคุณคำนึงและแม่เอื้องคำคงหาทางไปตามคนมาช่วยออกไปจนได้ พ่อขุนทองผู้ชอบสาวสวยนั้น ติดอกติดใจแม่บัวเป็นอย่างมาก ส่วนวิญญาณคุณก๋งก็เกิดปิ๊งกับแม่แย้ม ลุงมั่นกับลุงคงก็พูดคุยกันอย่างถูกคอกับผีตาชดเช็ดรถ ทั้งหมดต่างจับกลุ่มเมาท์กันอย่างสนุกสนาน จนเสียงดังลอดออกไปนอกหม้อ พ่อครูสะยามินกำลังนั่งสวดมนต์ภาวนาอยู่เกิดเสียสมาธิ ถึงกับตวาดเหล่าวิญญาณพวกนั้นอย่างเสียอารมณ์

“เฮ้ย นี่พวกเอ็งจะคุยอะไรกันนักหนา ข้าหนวกหู เดี๋ยวรำคาญมากๆ ข้าจะจับพวกเอ็งไปถ่วงน้ำเลย” พอพ่อครูพูดจบก็มีเสียงสวนออกมาจากในหม้อ

“จ้างให้ก็ไม่กลัว” แล้ววิญญาณเหล่านั้นก็กลับเมาท์กันเสียงดังกว่าเดิม หนักข้อถึงขนาดร้องรำทำเพลงกันเลยทีเดียว

พ่อครูต้องเอาหม้อไปวางไว้อีกห้องหนึ่ง  เมื่อคุณคำนึงและแม่เอื้องคำเห็นเช่นนั้นก็แอบไต่ตามไป เพื่อหาโอกาสที่จะปลดปล่อยวิญญาณพวกนั้นให้เป็นอิสระ พอทั้งสองเอื้อมมือไปจะแตะเชือกอาคมที่คาดปากหม้ออยู่ เพียงแค่เอามือไปแตะก็มีไฟลุกโชนขึ้นที่เชือกและทำท่าจะลุกติดเผามือทั้งสองอย่างรวดเร็ว เสียงประตูเรือนเปิด กังไสเดินเข้ามาหาพ่อครูด้วยสีหน้ากังวล

“พ่อครูครับ มีคนพบศพนิรชาถูกข่มขืนนอนตายอยู่ในสวนสาธารณะ”

ตำรวจมาเชิญเขาไปสอบปากคำในฐานะที่หล่อนเป็นภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ พ่อครูแค่ยิ้มมุมปากเมื่อได้รู้เรื่อง แล้วก็ไม่ได้สนใจอีก กังไสอดรนไม่ได้จึงถามโพล่งออกไป

“พ่อครูทำอะไรนิรชา ทำไมเขาต้องตายด้วย” พ่อครูมองหน้ากังไสแล้วตอบ

“ข้าบอกแล้ว อะไรที่ข้าไม่ใช้แล้วข้าก็ทิ้ง หรือไม่ใครอยากจะเอาไปใช้ต่อข้าก็ยกให้เป็นทานไป”

“หมายความว่าพ่อครู…”

“ใช่ ข้าแค่ให้หล่อนสวมแต่ชุดชั้นใน เดินไปหาพวกกลุ่มขี้ยาที่มันกำลังเมายาอยู่ในสวนสาธารณะพวกนั้นมันสนุกกันใหญ่ นี่คงจะหนักมือกันไปนิดไม่งั้นคงไม่ตายหรอก”

กังไสรู้สึกสงสารชะตากรรมของนิรชา เขาจึงรับที่จะจัดการเรื่องศพและมอบเงินก้อนใหญ่ให้กับพ่อแม่ของหล่อน  จากนั้นก็ลงประกาศรับสมัครภัณฑารักษ์คนใหม่ทันที ระหว่างนี้ก็คงต้องดูแลเองไปก่อน ตัวเขาเองนั้นไม่ชอบให้มีคนเข้ามาวุ่นวายในบริเวณพื้นที่ของเขา นิรชาทำงานกับเขามา 5 ปีแล้ว หล่อนเป็นคนขยัน นิสัยดี ไม่ค่อยพูด เขารู้สึกเสียดายอย่างบอกไม่ถูก

หนุ่มตี๋จอมเจ้าเล่ห์กลับเข้ามานั่งในห้องทำงาน โดยมีคุณคำนึงและแม่เอื้องคำแอบเกาะชายเสื้อมาด้วย พอได้จังหวะก็ไปซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะทำงาน เมื่อกังไสออกไปจากห้องทั้งสองมือก็เปิดคอมพิวเตอร์แล้วส่งข้อความถึง ดร.ลงยา ทันที

“ตอนนี้พวกกระผมถูกขังอยู่ที่เรือนกลางสวนบ้านคุณกังไสขอรับ กระผมกับแม่เอื้องคำแอบหนีออกมาได้ตอนพ่อครูเปิดฝาหม้อเก็บวิญญาณ เรามาหลบอยู่ที่ห้องทำงานขอรับ”

“เดี๋ยวผมจะหาทางเข้าไปช่วยพวกคุณนะ แล้วนัดกันอีกครั้ง ถ้ามีโอกาสติดต่อมาเรื่อยๆ นะครับคุณคำนึง”  ดร.ลงยาตอบมาอย่างรวดเร็ว

กังไสเดินเข้ามาในห้องอีกครั้ง คุณคำนึงรีบปิดโปรแกรมแชต แต่ไม่สามารถปิดคอมพิวเตอร์ได้ทัน จึงรีบหลบไปใต้โต๊ะเหมือนเดิม หนุ่มตี๋แปลกใจที่เห็นคอมพิวเตอร์เปิดค้างอยู่ เขาได้แต่ตำหนิความป้ำเป๋อของตัวเอง แล้วจึงปิดเครื่อง พร้อมโทรศัพท์ถึง ดร.ลงยา เพื่อที่จะนัดหมายให้เข้าไปพบท่านเจ้าสัวพร้อมกันในวันรุ่งขึ้น

“สวัสดีครับ คุณดอกเตอร์ เป็นอย่างไรบ้างครับ อากาศข้างนอกนี่สบายกว่าอากาศในโถเบญจรงค์ไหมครับ” หนุ่มตี๋กรอกเสียงทักทายแกมเยาะเย้ยนำร่องไปก่อน

“อ้อ คุณกังไส มีธุระอะไรกับผมเหรอครับ” ปลายสายส่งเสียงตอบมาอย่างห่างเหิน

“ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ผมแค่อยากชวนคุณไปพบท่านเจ้าสัวคีรี จัดการเรื่องพิพิธภัณฑ์ของท่านเท่านั้นเอง  อย่าบอกนะครับว่าจะไม่ไป เพราะวิญญาณที่พ่อครูจับไปคงต้องทุกข์ทรมานมาก ถ้าผมได้ยินคำปฏิเสธจากคุณ” หนุ่มตี๋ตอบกลับด้วยเสียงที่แสดงความเป็นต่อ

“งั้นก็ได้ คุณนัดมาก็แล้วกัน”

“พรุ่งนี้สิบโมงเช้าผมจะไปรับคุณที่คณะ แค่นี้นะครับ”

เมื่อวางสายจาก ดร.ลงยาแล้วเขาก็โทร.หาน้ำทองด้วยเรื่องเดียวกัน

“สวัสดีเพื่อนรัก ฉันรู้ว่าแกคิดถึงฉันมากใช่ไหมน้ำทอง”

“ไอ้เวร ไอ้หมา ไอ้ลิงกัง ไอ้ชั่วร้าย แกยังมีหน้าโทรมาหาฉันอีกเหรอ” หญิงสาวใส่มาเป็นชุดด้วยความโกรธแค้น

“เลือกเอาสักชื่อนึงสิเพื่อน ค่อยๆ คิดก็ได้ว่าแกจะด่าฉันว่ายังไงดี” หนุ่มตี๋ส่งน้ำเสียงยียวนไปราวกับสาดน้ำมันลงกองไฟ

“แกมีอะไรว่ามา ฉันไม่มีเวลามาเสวนากับเศษมนุษย์อย่างแก” น้ำทองตอบด้วยเสียงเดือดดาล

“แกนี่น่าจะติดอยู่กับร่างเทพบุตรซิกซ์แพ็กในโถต่อไปนะ ไม่น่าออกมาได้เลย ฉันโทรมานี่ก็จะบอกแกว่าพรุ่งนี้ เก้าโมงครึ่งฉันจะไปรับแกที่ออฟฟิศ เราจะไปหาเจ้าสัวคีรีด้วยกัน เรื่องทำพิพิธภัณฑ์”

“แล้วฉันไปเกี่ยวอะไรกับพิพิธภัณฑ์ของเจ้าสัวนั่นด้วย ไม่ไปโว้ย”

“แกไม่ไปก็ไม่เป็นอะไรนะ แต่ที่จะเป็นอะไรคือเหล่าผีสางแม่นางโกงที่พ่อครูไปเอามาไว้ที่บ้านฉันนี่แหละ แกว่าเวลาฉันขัดใจ ฉันควรจะให้พ่อครูทำอะไรกับพวกนี้ดี คิดดูเอานะเพื่อน” กังไสเริ่มขู่เพื่อนรัก

“เออก็ได้ วันนี้เป็นวันของแก อย่าให้ถึงวันของฉันบ้างก็แล้วกัน” น้ำทองตอบตกลงอย่างหงุดหงิด เมื่อนึกถึงการเผชิญหน้ากับอดีตเพื่อนเคยรักในวันรุ่งขึ้น

***

สั่งซื้อ Remember Wrinks

เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นมาสก์ได้ในหนึ่งเดียว

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

สั่งซื้อ 1 หลอดราคา 2,090 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2UT2G40   

สั่งซื้อเซ็ตประหยัดสุดคุ้ม 3 หลอดราคา 2,940 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2QFzcY9

อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้ คลิกที่นี่ >>>>>>>>>>> http://anowl.co/anowlsabai/remember-wrinks/

Don`t copy text!