มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 24 : สำนึกของคนบาป

มนตร์เบญจรงค์ บทที่ 24 : สำนึกของคนบาป

โดย :

มนตร์เบญจรงค์ เรื่องราวของน้ำทอง หญิงสาวอาศัยอยู่ในบ้านทรงไทยไม้สักทองหลังงามกลางสวน กับการได้ครอบครองเบญจรงค์โบราณลายเทพบุตรทรงกลมแป้นที่ได้มาในราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ และเบญจรงค์ใบนี้ทำให้เหตุการณ์ในบ้านอันสงบสุขของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นิยายออนไลน์ โดย จรัสพร ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-24-

 

หลวงตานัดหมายให้ทุกคนและวิญญาณทั้งหมดมาที่วัดเพื่อทำพิธีปลดปล่อยดวงวิญญาณที่ถูกพ่อครูสะยามินจับไปกักขังไว้ออกมาจากหม้ออาคม คุณรักร้อยและป้ามาลี ต่างนัดหมายกันเตรียมภัตตาหารมาเลี้ยงพระเพื่ออุทิศให้กับวิญญาณที่ถูกกักขังเอาไว้หลายวัน และรวมถึงอุทิศให้กับวิญญาณบาปของพ่อครูสะยามิน และวิญญาณบริสุทธิ์ที่แสนจะอาภัพของนิรชาด้วย นี่คือเจตนาของ ดร.ลงยาและน้ำทองที่จะอโหสิกรรมให้กับทุกคนที่เคยก่อกรรมทำเข็ญกันเอาไว้ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องตามมาจองเวรกันอีกต่อไป

หลวงตาเริ่มพิธีปลดปล่อยวิญญาณ โดยมีลุงตันเป็นผู้ช่วย ค่อยๆ คลายด้ายดิบที่พันรอบปากหม้อให้เลื่อนหลุดออกมาทีละเปลาะ จนกระทั่งด้ายที่พันไว้นั้นหลุดออกมาทั้งหมดจึงส่งหม้อที่มีผ้ายันต์สีแดงปิดอยู่ให้หลวงตาเป็นผู้เปิดเพื่อปลดปล่อยเหล่าวิญญาณออกมาจากหม้ออาคม หลวงตาบริกรรมคาถาไปเรื่อยๆ แล้วค่อยๆ เลื่อนผ้ายันต์ที่ปิดหม้อออกมา กลุ่มควันสีขาวก็พวยพุ่งออกมาจากหม้อหนาทึบครู่ใหญ่ กลุ่มควันนั้นจึงปรากฏร่างออกมาเป็นดวงวิญญาณที่ถูกจับไปนั่งพับเพียบเรียบร้อยท่าทางอิดโรยอยู่ตรงหน้าหลวงตา ทั้งหมดพากันกราบนมัสการหลวงตาด้วยความซาบซึ้งที่ท่านช่วยให้หลุดออกมาจากหม้ออาคมได้ คุณคำนึงและแม่เอื้องคำค่อยๆ ไต่ออกจากหม้อมาเป็นคู่สุดท้าย แล้วมือทั้งสองก็มากราบนมัสการหลวงตา

“พวกเจ้าหลุดรอดปลอดภัยแล้วนะ ต่อไปนี้ขอให้มีแต่ความสุขสวัสดี เดี๋ยวอาตมาจะได้ทำพิธีส่งวิญญาณให้ไปสู่สุคติเสียทีเดียวเลย” หลวงตากล่าวกับเหล่าวิญญาณ

“พวกเรายังไม่ไปสู่สุคติเจ้าค่ะ” แม่จันทร์กล่าวออกมา

“ใช่ขอรับหลวงตา พวกเรายังไปสู่สุคติภพไม่ได้ ภารกิจของพวกเรายังไม่ลุล่วง” พ่ออินกล่าวสนับสนุน

เหล่าดวงวิญญาณก็ร้องเซ็งแซ่ ว่ายังไปไม่ได้ ทุกคนได้แต่สงสัยว่าดวงวิญญาณเหล่านี้จะต้องประกอบภารกิจอะไรอีก หากมีแต่หลวงตาเท่านั้นที่ยิ้มในหน้าแล้วกล่าวกับเหล่าดวงวิญญาณเหล่านั้น

“จริงสินะ เอาที่พวกโยมสบายใจก็แล้วกัน”

กังไสซึ่งในขณะนี้อยู่ในร่างของพ่อครูสะยามิน รู้สึกสำนึกถึงบาปที่ตัวเองได้ก่อไว้ก็รีบจัดการแก้ไขเรื่องเอกสารก่อน เขาคงไม่สามารถไปหาวิโรจน์ด้วยตัวเองได้แล้ว เพราะร่างที่เขาอาศัยอยู่นี่ไม่ใช่ตัวตนของเขา และเรื่องก็คงจะยุ่งยากเข้าไปใหญ่ถ้าไปปรากฏตัว เอาเป็นว่าสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในความเป็นกังไสคือเสียงของเขานั่นเอง คิดได้เช่นนั้นเขาจึงจัดการโทร.หาวิโรจน์ ฝ่ายนั้นรับสายด้วยการขอโทษขอโพยเขาก่อน

“ฮัลโหล กังไส เฮ้ย ขอโทษทีว่ะเพื่อน นี่ยังไม่ได้เปิดซองเอกสารอ่านเลย ขอบอกว่ายุ่งมาก ถึงมากที่สุด”

“ไม่เป็นไรเพื่อน พอดีมีอะไรจะแก้ไขอีกนิดหน่อย เดี๋ยวช่วยให้เมสเซนเจอร์นำซองเอกสารมาให้เราทีนะ แล้วให้รอรับกลับไปเลย”

เมื่อกังไสวางหูจากวิโรจน์ก็รีบจัดการทำเอกสารขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเพื่อเปลี่ยนจากชุดที่คนของวิโรจน์จะเอามาให้ ประมาณหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น เอกสารก็ถูกสลับสับเปลี่ยนเรียบร้อย เขาเดินไปที่เรือนไม้ในสวน เก็บข้าวของของพ่อครูสะยามินนำไปใส่รถ กังไสโทร.สั่งให้แม่บ้านและคนสวน เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์หยุดงาน และจัดการโอนเงินเดือนล่วงหน้าหนึ่งปีเข้าบัญชีคนพวกนั้น จากนั้นก็เขียนจดหมายทิ้งไว้ที่โต๊ะทำงาน เขาขึ้นไปบนห้องที่เกิดเหตุเมื่อคืนที่ผ่านมา ร่างที่ถูกไฟไหม้บัดนี้อันตรธานไปเหลือเพียงร่องรอยเถ้าถ่านเล็กน้อย ชายหนุ่มจัดแจงเก็บกวาดทำความสะอาดห้องเป็นครั้งสุดท้าย แล้วหาพรมมาปูปิดทับในจุดที่ไฟไหม้ เขาเตรียมของใช้จำเป็นและเงินสดจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็ขับรถออกจากบ้านมุ่งหน้าไปที่วัด

“นมัสการขอรับหลวงตา” กังไสนั่งลงกราบหลวงตาเมื่อไปถึง

“อ้าว โยมกังไสมาแล้วหรือดีจริง”

“ขอรับ จัดการทุกสิ่งเรียบร้อย หมดห่วงก็มาหาหลวงตาเลยขอรับ”

“ตอนนี้อาตมายังจะไม่บวชให้โยมหรอกนะ อยากให้โยมสงบจิตสำรวมถือศีลอยู่ที่วัดนี่สักสิบวันก่อน แล้วค่อยทำพิธี ระหว่างนี้ให้นุ่งขาวห่มขาวทำสมาธิภาวนาเตรียมกายใจให้พร้อมที่จะเป็นผู้ทรงศีลก่อนก็แล้วกันนะโยม”

“ขอรับหลวงตา กระผมอยากขอร้องหลวงตาว่า ไม่อยากให้ใครรู้เรื่องผมมาเตรียมบวช หรือแม้แต่บวชแล้วผมก็ไม่อยากจะพบเจอใครอีก ถือว่าตัดขาดจากกันโดยสิ้นเชิงได้ไหมขอรับ” กังไสบอกเจตนาของเขากับหลวงตา

“ได้สิโยม เราก็อโหสิกรรมกันไปเรียบร้อยแล้วนี่นะ”

 

เมื่อเหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ทุกคนและทุกผีที่บ้านเรือนไทยในสวนและที่คฤหาสน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็กลับมาดำเนินชีวิตตามวิถีที่เคยเป็นเช่นเดิม หากแต่ที่เพิ่มเติมคือความสัมพันธ์ของคนและผี ทั้งสองบ้านที่แน่นแฟ้นกันมากขึ้น  ดร.ลงยานั้นมีภารกิจที่จะต้องมารับประทานอาหารเย็นร่วมกับน้ำทองที่บ้านเรือนไทย สลับกับพาหล่อนไปรับประทานอาหารเย็นที่คฤหาสน์ริมน้ำทุกวัน โดยมีเทียมจันทร์ตามมาเป็นก้างขวางคอบ้างในวันที่ทั้งสามคนต้องไปจัดการเรื่องพิพิธภัณฑ์ด้วยกัน ส่วนคุณคำนึง แม่เอื้องคำ และพ่ออินกับแม่จันทร์นั้นขออนุญาตใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกันโดยสลับกันอยู่บ้านละวัน

วันนี้เป็นวันเกิดของ ดร.ลงยา ชายหนุ่มจัดงานทำบุญที่คฤหาสน์ริมแม่น้ำ เชิญแขกมาร่วมงานล้วนแล้วแต่เป็นคนสนิทและผีสนิทจากบ้านทั้งสองหลังรวมทั้งเทียมจันทร์ ซึ่งถือว่าเป็นคนสนิทของ ดร.ลงยา และที่พิเศษกว่านั้นคือเจ้าสัวคีรี รับเชิญมาร่วมงานนี้ด้วย อาหารไทยแท้ฝีมือประณีตถูกนำมาเลี้ยงแขกอย่างเต็มที่ ทั่วทั้งบริเวณคฤหาสน์ถูกตกแต่งด้วยมาลัยดอกไม้สดสวยงามประณีตที่แม่บัวและ ดร.ลงยาช่วยกันลงมือลงแรงร้อยเป็นพิเศษ อาหารถูกจัดมาเสิร์ฟแบบเมนคอร์ส เมื่อถึงของหวานจัดเป็นผลไม้ลอยแก้วในโถมันแกวสลักสีขาวพลิ้วราวกับโถนั้นทำด้วยผ้าลูกไม้ ดร.ลงยายิ้มอย่างมีเลศนัยเมื่อหญิงรับใช้ยกโถของหวานมาเสิร์ฟให้น้ำทอง หญิงสาวเปิดโถมันแกวสลักสีขาว แล้วหน้าแดงด้วยความขวยเขิน พร้อมอุทานออกมาเบาๆ

“อุ๊ย…”

ทุกคนในโต๊ะอาหารต่างหันมามองที่น้ำทอง ดร.ลงยายิ้มสบตาหญิงสาว แล้วป้อนคำถาม

“ของหวานถูกใจไหมครับ ถ้าถูกใจช่วยรับไว้ด้วยนะครับ”

น้ำทองจะตอบอย่างไรดี ร้ายนักนะตาดอกเตอร์ มาหวานกันกลางโต๊ะอาหาร อย่างนี้จะหนีไปทางไหนพ้นเล่า ของหวานนั่นก็ช่างหวานเสียเหลือแล้ว จี้ทับทิมรูปหัวใจล้อมเพชร ตัวเรือนทองคำขาวสลักลายเครือเถาอ่อนหวานฝังเพชร ดูก็รู้ว่าเป็นของยุโรปโบราณ ขนาดกำลังดี ร้อยมาในสายสร้อยเพชรลูกเส้นสั้นเรียงรายรอบคอ หล่อนค่อยๆ หยิบ ‘ของหวาน’ ชิ้นพิเศษขึ้นมาจากโถมันแกวสลัก เทียมจันทร์ผู้นั่งตรงข้ามหญิงสาวถึงกับชะเง้อมาดูอย่างสนใจ แล้วรีบเปิดโถของตัวเองดูแล้วก็พบว่าในโถของหล่อนนั้นมีแต่ผลไม้ลอยแก้วสีสวยน่ารับประทาน หาได้มีของหวานพิเศษอย่างของน้ำทองไม่ สาวทอมจำแลงแอบปาดน้ำตาเบาๆ พร้อมรำพึงอยู่ในใจ

‘ชัดเจนแล้วสินะ ไม่ต้องไปหวัง ไปฝันอะไรอีกแล้ว จารย์ฮะรักคุณน้ำทอง ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษใดๆ กับเราเลย’

ดร.ลงยาดึงสายสร้อยเส้นงามออกจากมือน้ำทองพร้อมถาม

“ยินดีรับของหวานจากผมนะครับ ผมจะสวมให้”

ชายหนุ่มเอาสร้อยทาบคอหญิงสาวแล้วติดตะขอข้างหลัง ประกายทับทิมและแสงเพชรขับกันสุกสกาวระยิบระยับแข่งกับสายตาอันพร่างพราวของน้ำทอง ดร.ลงยาก้มลงกระซิบข้างหูหล่อน

“ผมรักคุณนะครับน้ำทอง”

น้ำทองได้แต่กรี๊ดกร๊าดอยู่ในใจ  ‘โอย ตายแล้ว จะมาสารภาพรักอะไรกันตอนนี้ ดิฉันก็อายสิคะคุณดอกเตอร์’  หากแต่น้ำทองทำได้เพียงยิ้มรับแบบอายๆ เรื่องยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น เมื่อเห็นสาวเจ้าไม่ได้มีทีท่าว่าจะปฏิเสธแต่อย่างใด ชายหนุ่มก็รุกต่อ โดยคุณคำนึงส่งช่อดอกไม้มาให้ ช่อดอกเขี้ยวกระแตที่ผูกเป็นตัวกระแตไต่กิ่งแก้ว ผูกรวมกันเป็นช่อใหญ่ คาดด้วยพวงมาลัยกลีบกุหลาบอย่างประณีต เจ้ากระแตน้อยตัวกลางชูแหวนเพชรโบราณ ตัวเรือนทองคำขาวสลักเสลาสวยงามราวกับจะเป็นตัวแทนของชายหนุ่มมาวิงวอนขอความรักจากสาวเจ้า

“ไหนๆ คุณน้ำทองก็ทราบความรู้สึกของผมแล้ว ผมขออนุญาตรวบรัดขอแต่งงานเลยนะครับ”

พูดจบ ดร.ลงยาลงนั่งย่อเข่า มอบดอกไม้ช่อพิเศษให้กับหญิงสาว สายตาประสานกันอย่างหวานซึ้ง

“แต่งงานกับผมนะครับน้ำทอง”

“อะไรนะคะ ไม่นะคะ” ไม่ใช่เสียงน้ำทอง หากแต่เป็นเสียงของเทียมจันทร์ ที่ความอดทนมาถึงที่สุดแล้ว เจ้าหล่อนรับไม่ได้ที่ ‘จารย์ฮะ’ สารภาพรักกับหญิงอื่นต่อหน้าต่อตา จะเป็นไปได้อย่างไร ก็เทียมจันทร์คนนี้ไม่ใช่หรือที่ใกล้ชิดอาจารย์ดอกเตอร์ลงยามากกว่าใคร รับใช้ใกล้ชิดเป็นคนสนิทของ ‘จารย์ฮะ’ เวลาที่ผ่านมากว่าสองปี ไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกดีหรือรักเธอบ้างเลยหรือ เทียมจันทร์รับไม่ได้จริงๆ

ดร.ลงยาและน้ำทองหันมาทางเจ้าของเสียงคัดค้าน ตัวน้ำทองเองนั้นไม่ได้แปลกใจในทีท่าของสาวทอมแต่อย่างใด เพราะผู้หญิงด้วยกันพอจะมองออกมานานแล้วว่าเทียมจันทร์นั้นคิดอย่างไรกับ ‘จารย์ฮะ’ ของหล่อน ถ้าจะถามความรู้สึกของน้ำทอง ตอนนี้หล่อนอยากดูมากกว่าว่าดอกเตอร์คนเก่งจะแก้ปัญหาอย่างไรกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้าเขา เพราะตัวเธอเองยินยอมพร้อมใจที่จะตอบรับรักเขาอยู่แล้ว หญิงสาวกล้าหาญพอที่จะยอมรับความรู้สึกของตัวเองอย่างไม่ปิดบังอำพราง เธอรับช่อกระแตไต่ไม้พร้อมแหวนเพชรจากมือชายผู้เพิ่งสารภาพรักเธอไว้แล้วส่งยิ้มให้เขาอย่างหวานหยดย้อย โดยไม่สนใจมองเทียมจันทร์สักนิด

“ค่ะ คุณลงยา ฉันยินดีแต่งงานกับคุณ”

เสียงปรบมือแสดงความยินดีจากคนและผีในบ้านที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ดังขึ้นมา หากแต่ก็ไม่ได้กลบเสียงกรีดร้องของเทียมจันทร์

“กรี๊ดดดดดด ไม่นะ”

ดร.ลงยาเดินเข้าไปหาเทียมจันทร์ เขาตกใจที่จู่ๆ ลูกศิษย์สาวคนสนิทของเขาก็ออกอาการหึงหวงและทนไม่ได้ที่เขาขอน้ำทองแต่งงาน

“เทียมจันทร์ คุณเป็นอะไรไป”

“จารย์ฮะ ทำอย่างนี้กับเทียมจันทร์ได้ยังไงฮะ ก็เราสนิทกันมาตั้งนาน เทียมจันทร์ดูแล ‘จารย์ฮะ’ มาโดยตลอด แล้วจู่ๆ ‘จารย์ฮะ’ มาสารภาพรักและขอคุณน้ำทองแต่งงาน มันหมายความว่าอะไร ทำไมถึงไม่เป็นเทียมจันทร์ล่ะฮะ เทียมจันทร์เป็นผู้หญิงแท้ๆ นะฮะ อุตส่าห์แกล้งเป็นทอมเพื่อจะได้อยู่ใกล้ๆ ‘จารย์ฮะ’ เห็นใจกันบ้างสิฮะ บอกสิฮะ ว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด แบบว่าสารภาพรักผิดคน เหมือนประกาศผลนางงามจักรวาลไงฮะ คุณน้ำทองเป็นแฟนกับคุณกังไสมาก่อนไม่ใช่เหรอฮะ เมื่อแฟนคุณไปบวชพระแล้ว คุณก็ตามไปบวชชีสิฮะ” สาวทอมผู้พลาดรักพูดจบก็ร้องไห้โฮ

“เทียมจันทร์ มันเป็นไปไม่ได้ ผมรู้สึกดีกับคุณมากๆ ในฐานะอาจารย์กับลูกศิษย์ ไม่เคยคิดนอกลู่นอกทางกับคุณเลย สถานะของเราตอนนี้มันดีงามอยู่แล้ว เดี๋ยวคุณเรียนจบ คุณก็จะได้ไปใช้ชีวิตนอกมหาวิทยาลัย ได้พบผู้คนอีกเยอะแยะมากมาย หนึ่งในนั้นอาจจะมีคนที่เหมาะสมและมีใจตรงกับคุณก็ได้ แล้วที่คุณบอกว่าอุตส่าห์แกล้งเป็นทอม ผมว่าคุณเป็นตัวของตัวเองดีกว่า อย่าเป็นอะไรที่ไม่ใช่ตัวคุณเลย คุณไม่สามารถเป็นไปได้ตลอดชีวิตหรอกเชื่อผมนะ” ดร.ลงยากล่าวกับลูกศิษย์คนสนิทด้วยความปรารถนาดี

“ไม่ เทียมจันทร์รับไม่ได้” เทียมจันทร์ร้องไห้หนักมาก จนคุณรักร้อยต้องเข้ามาปลอบใจ

“หนูเทียมจันทร์ มานี่แน่ะ แม่จะพูดอะไรให้ฟัง”

“แม่ คุณยังกล้าแทนตัวว่าแม่อีกเหรอคะ ในเมื่อลูกชายคุณปฏิเสธดิฉัน ไม่ยอมบอกรักและขอดิฉันแต่งงาน” เทียมจันทร์เลิกแอ๊บทอมหันมาพูดกับคุณรักร้อยด้วยความคั่งแค้น

“ใช่สิจ๊ะ ฉันกล้าใช้คำว่า ‘แม่’ กับหนู เพราะว่าฉันรักหนูอย่างลูกสาวจริงๆ หนูดีกับเรามาก ถึงแม้ว่าหนูจะไม่ได้อยู่ในฐานะลูกสะใภ้ แต่หนูก็สามารถ เป็นลูกสาวของแม่และเป็นน้องสาวของลงยาได้นี่จ๊ะ คนเราถ้าไม่ได้รักกันในสถานะคนรัก ก็ยังสามารถรักกันในสถานะอื่นอีกก็ได้นะจ๊ะ” คุณรักร้อยปลอบโยนอย่างนุ่มนวลและจริงใจ เธอรู้สึกเอ็นดูหญิงสาวผู้นี้จริงๆ เจ้าสัวคีรีเดินเข้ามายืนข้างๆ เทียมจันทร์

“ถ้าหนูยังไม่สบายใจที่จะอยู่ตรงนี้ ผมจะให้ทุนหนูไปดูงานและศึกษาด้านพิพิธภัณฑ์ที่ฝรั่งเศสสักหนึ่งปี ดร็อปการเรียนทางนี้ไว้ก่อนก็ได้ แล้วกลับมาค่อยมาเรียนต่อพร้อมๆ กับมาดูแลพิพิธภัณฑ์ให้ทางธนาคารดีไหม เรียกผมว่า ลุงก็ได้นะ เพราะผมเป็นเพื่อนคุณรักร้อย ในเมื่อคุณเป็นลูกสาวเพื่อนก็เป็นหลานผม” เจ้าสัวคีรียื่นข้อเสนออย่างนุ่มนวลและเห็นอกเห็นใจ

“ขอบคุณค่ะ คุณแม่ คุณลุง เทียมจันทร์จะไปฝรั่งเศสตามที่คุณลุงบอก ขอปรับสภาพจิตใจอีกนิดแล้วจะกลับมาเป็นลูกที่ดีของคุณแม่ เป็นหลานที่ดีของคุณลุง และเป็นน้องที่ดีของพี่ลงยาและพี่น้ำทอง” พูดจบสาวทอมจำแลงก็ร้องไห้โฮออกมา และขอตัวกลับก่อน

เมื่อทุกอย่างผ่านไปเรียบร้อย ดร.ลงยาก็พาน้ำทองมากราบคุณรักร้อย

“คุณแม่ครับ ผมพาคุณน้ำทอง ผู้หญิงที่ผมตั้งใจจะแต่งงานใช้ชีวิตด้วยเพียงคนเดียวมากราบคุณแม่ครับ”

หญิงสาวทรุดตัวลงกับพื้นและกราบคุณรักร้อยอย่างงดงาม มารดาของลงยาก้มลงไปกอดน้ำทองเอาไว้แนบอกอย่างยินดี

“หนูกราบคุณป้าค่ะ” น้ำทองยังกระดากกับการเรียกคุณรักร้อยว่าคุณแม่ เธอจึงเสเรียกว่าคุณป้าไปก่อน

“ไฮ้ จะมาเป็นลูกสาวแล้วจะมาเรียกคุณป้าได้อย่างไร ต้องเรียกคุณแม่สิจ๊ะ แม่ยินดีมากๆ เลยนะจ๊ะที่หนูกับลูกชายแม่ตกลงกันได้ แม่มีความสุขที่สุดเลย”

“ค่ะ คุณแม่” หญิงสาวรับคำด้วยความขวยเขิน

“เอ้า ลงยา สวมแหวนให้หนูน้ำทองสิจ๊ะ  มัวแต่รีรออะไรอยู่” คุณรักร้อยเตือนบุตรชายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

ดร.ลงยาบรรจงหยิบแหวนจากกระแตตัวน้อย มาสวมให้น้ำทองที่นิ้วนางข้างขวา เมื่อทุกคนมองหน้าชายหนุ่มก็แก้สงสัย

“คือแหวนวงนี้เป็นแหวนให้คุณน้ำทองเอาไว้ใส่เล่นก่อนครับ เดี๋ยววันแต่งงานนิ้วนางข้างซ้ายจะได้ว่างเอาไว้สวมแหวนวงจริงครับ”

จากนั้น เจ้าสัวคีรี ลุงตัน ป้ามาลี พ่ออิน แม่จันทร์ รวมทั้งวิญญาณของทั้งสองบ้าน ต่างเข้ามาแสดงความยินดีด้วยอย่างครึกครื้น

“คุณลงยา พ่อหลานชาย คุณน้ำทอง แม่หลานสาว ผมยินดีจริงๆ นะนี่ ที่ท่ามกลางความวุ่นวายและเรื่องราวที่แสนน่ากลัว แต่เมื่อมันผ่านพ้นไปผมก็ได้พบกับเพื่อนเก่าอย่างคุณรักร้อย และได้มีหลานชายและหลานสาวที่เก่งมากๆ และหลานทั้งสองคนกำลังจะสร้างครอบครัว มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆ” เจ้าสัวคีรีกล่าวกับหนุ่มสาวทั้งสอง

“คุณหนูขอรับ คุณดอกเตอร์ ผมกับยายมาลีขอแสดงความยินดีด้วยจริงๆ เลยนะขอรับ คุณหนูจะได้มีคนดูแลเสียที ผมดีใจจริงๆ” ลุงตันแสดงความยินดี ฝ่ายป้ามาลีได้แต่เช็ดน้ำตาด้วยความปลื้มใจ

“เอาจริงๆ นะครับ ผมเองก็ดีใจ แต่อยากให้ทุกคนมาอวยพรผมกับคุณน้ำทองในวันสำคัญของเรามากกว่า พรุ่งนี้คงต้องรบกวนคุณแม่กับลุงตันไปหาฤกษ์กับหลวงตา ขอแบบเร็วที่สุดเลยนะครับ” ลงยากล่าวอย่างใจร้อน

“แหม ใจร้อนจังเลยนะคะ” น้ำทองพูดพลางค้อน

 

หลวงตากำหนดฤกษ์งามยามดี หนึ่งเดือนหลังจากวันที่ลงยาขอน้ำทองแต่งงาน ทั้งคน ทั้งผี ต่างวุ่นวายช่วยกันเตรียมงานอย่างรีบเร่ง วันเวลามักจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ เมื่อมีกำหนดเวลาของงานสำคัญรออยู่ ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่า พิธีเช้าจะจัดขึ้นที่บ้านเรือนไทยในสวนของน้ำทอง และงานฉลองสมรสก็จะจัดขึ้นที่คฤหาสน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในตอนค่ำ  เทียมจันทร์เดินทางไปฝรั่งเศสก่อนถึงวันแต่งงานของลงยาและน้ำทองหนึ่งสัปดาห์ ถึงแม้จะพอทำใจได้แล้วหากแต่หญิงสาวก็ขอหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องเผชิญกับภาพบาดตา บาดใจโดยไม่จำเป็น แผลใจครั้งนี้แม้ยากที่จะเยียวยา แต่สักวันมันก็คงจะหายไปอย่างแน่นอน

กังไสในร่างของพ่อครูสะยามินเองก็ได้ทำพิธีอุปสมบทอย่างเงียบๆ แล้วเดินทางไปจำวัดยังวัดในจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อที่จะรอเวลาออกธุดงค์ต่อไป เขาจัดการทุกสิ่งอย่างเรียบร้อย เอกสารที่พ่อครูสะยามินสะกดจิตให้ ดร.ลงยา  น้ำทอง และเจ้าสัวคีรีเซ็นมอบทรัพย์สมบัติให้เขาก็ถูกทำลาย ไปหมดแล้ว นอกจากนั้นเขาเองก็ได้ทำหนังสือยกพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวและโบราณวัตถุที่อยู่ในร้านให้น้ำทองและ ดร.ลงยาดูแล มอบสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจให้กับเพื่อนทั้งสอง หากแต่เขาสั่งกับวิโรจน์เพื่อนทนายเอาไว้ว่า ให้นำเอกสารที่เขาฝากไว้ไปให้น้ำทองและ ดร.ลงยาหลังจากวันที่เขาลงไว้ในเอกสารสองเดือน แล้วกังไสก็จากไปแสวงบุญในร่างของสะยามินภิกษุ

ในที่สุดวันฤกษ์งามยามดีที่หลวงตาท่านกำหนดไว้ก็มาถึง ดร.ลงยาและน้ำทองเข้าพิธีวิวาห์กันอย่างชื่นมื่น เป็นงานเล็กๆ จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายเฉพาะคนในครอบครัวและคนสนิทเท่านั้น เพราะบ่าวสาวเองอยากให้เหล่าวิญญาณในบ้านได้อยู่ร่วมในพิธีมงคลนี้มากกว่า ขบวนขันหมากแห่เข้ามาในบริเวณอาณาเขตบ้านเรือนไทยอย่างครึกครื้น วันนี้คุณคำนึงและแม่เอื้องคำต้องแยกฝ่ายกันชั่วคราว เช่นเดียวกับพ่ออินและแม่จันทร์ พ่ออินหล่อเหลามาในขบวนเจ้าบ่าว เป็นต้นเสียงโห่นำกลองยาวมาอย่างครึกครื้น คุณคำนึงโผล่มือมาจากพานใบหนึ่งฟ้อนรำเข้าจังหวะกลองยาว พ่อขุนทองประแป้งลายพร้อยมาร่วมรำแห่ขันหมากกับเขาด้วย

แม่จันทร์กับแม่เอื้องคำกั้นประตูทองคู่กัน แม่พรายกระซิบจับคู่กับพี่บัว คุณประยงค์กับแม่แย้มก็ออกมากั้นประตูกับเขาด้วย ดร.ลงยาสง่างามมาในชุดเสื้อราชปะแตนสีโอลด์โรส นุ่งผ้าม่วงสีเข้มและคาดเอวด้วยผ้าไหมสีเข้ากัน  ที่พิเศษสุดๆ คือ เขาร้อยมาลัยครุยสะพายเฉียงแนบลำตัวมาอย่างประณีต พวงมาลัยดอกมะลิร้อยเป็นมาลัยกลมอ้วนใหญ่ประดับระบายด้วยดอกจำปาสีเหลือง ตรงชายมาลัยต่ออุบะดอกรักและมาลัยสร้อยสนอย่างงดงาม

ข้างฝ่ายเจ้าสาว ห่มสไบผ้าไหมสีกุหลาบนุ่งผ้าลายจีบหน้านางสีเข้ากัน ผมยาวดำขลับของเจ้าหล่อนถูกแปรงจนเป็นมัน จับรวบมาไว้ข้างหน้าและอีกข้างหนึ่งตกแต่งด้วยอุบะดอกกุหลาบสีเข้ากับสไบ เครื่องทองโบราณถูกนำมาประดับให้เจ้าสาวแบบไม่มากไม่น้อย หญิงสาวใส่ต่างหูพวงเต่าร้าง สวมสายสร้อยลายลูกสนห้อยจี้อุบะประดับพลอยนพเก้า สวมปะวะหล่ำกำไลสองแขน แลดูงดงามราวนางในวรรณคดี

เสียงโห่ดังแว่วเข้ามาบนเรือนไทย น้ำทองอดจะตื่นเต้นไม่ได้ แอบแหวกม่านหน้าต่างชะเง้อดูขบวนขันหมาก แม่เมขลามาช่วยแต่งหน้าทำผมให้ถึงกับค้อนควัก

“แม่เอ๊ย แม่น้ำทอง อย่าตื่นเต้นจนออกนอกหน้านักเลย เดี๋ยวจะโดนฝ่ายชายเขาค่อนว่าเอาเจียวหนา”

“แหม พี่เมขลา หนูอดตื่นเต้นไม่ได้นี่เจ้าคะ ดูสิขบวนยาวเชียว” น้ำทองหันมายิ้มอ่อนใส่แม่เมขลา

พิธีการเริ่มต้นขึ้นเมื่อขบวนขันหมากผ่านการกั้นประตูที่ออกจะทุลักทุเลและเรียกเสียงเฮฮาได้อย่างครึกครื้นขึ้นมาถึงบนหอกลางเรือนไทยเรียบร้อยแล้ว เจ้าบ่าวก็นำพวงมาลัยมือร้อยเป็นเกลียวงดงามประณีตมามอบให้กับเจ้าสาวแทนช่อดอกไม้

หลวงตาและพระลูกวัดเดินทางมาถึงบ้านเรือนไทย จึงเริ่มพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเสกมงคล แป้งกระแจะสำหรับเจิมหน้าผากบ่าวสาว

จากนั้นคุณรักร้อย เป็นผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าว และเจ้าสัวคีรีที่ขออนุญาตตั้งตัวเองเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวก็ เริ่มพิธีเจรจาสู่ขอหมั้นหมาย มอบสินสอดทองหมั้น สวมแหวนหมั้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งแหวนหมั้นที่ ดร.ลงยาเตรียมมาหมั้นน้ำทองนั้นเป็นแหวนเพชรรูปหัวใจห้ากะรัต น้ำงาม ส่วนน้ำทองก็มอบแหวนทองคำลงยา ฉลุลายเครือเถาละเอียดยิบให้กับเจ้าบ่าวของหล่อน

เมื่อเสร็จพิธีหมั้นและสู่ขอ คุณรักร้อยและเจ้าสัวคีรี ผู้มีอาวุโสสูงสุดในที่นั้นก็รดน้ำสังข์ลงบนมือของบ่าวสาวที่ประนมราบอยู่บนหมอน ไม่ได้ขึ้นตั่งอย่างบ่าวสาวคู่อื่น ลุงตันและป้ามาลีได้รับเชิญให้มาร่วมพิธีรดน้ำอวยพรให้กับคุณหนูน้ำทองและเจ้าบ่าวด้วย

เมื่อเสร็จพิธี หลวงตาก็ให้ทั้งคนและวิญญาณทั้งสองบ้านมานั่งรวมกันที่หอกลาง น้ำทองและ ดร.ลงยานึกว่าหลวงตาจะสวดมนต์ให้พร ก็มานั่งพนมมือคอย

“ที่อาตมาเรียกให้มารวมกันที่นี่เพราะวันนี้เป็นวันดี เป็นวันเริ่มชีวิตคู่ของโยมทั้งสอง อาตมาจึงถือโอกาสนี้จัดการเรื่องที่คั่งค้างอยู่ให้เรียบร้อย”

“เรื่องอะไรหรือขอรับหลวงตา” ดร.ลงยาถามด้วยสงสัย

“เรื่องที่เราจะต้องปลดปล่อยวิญญาณเหล่านี้ให้เขาได้ไปอยู่ที่ภพภูมิที่เหมาะสมอย่างไรล่ะโยม พวกวิญญาณเขารู้ตัวกันดีอยู่แล้วละ สิ่งที่เขาขออาตมาไว้ว่ายังไม่ไปกันในวันนั้นเพราะเขารอให้โยมทั้งสองได้เข้าพิธีวิวาห์กันให้เรียบร้อยก่อนนี่แหละ”

หลวงตากล่าวจบ เหล่าวิญญาณก็พากันมาร่ำลาและกล่าวอวยพรคนทั้งคู่ ปิดท้ายด้วยพ่ออินและแม่จันทร์ที่ถือโถเบญจรงค์มามอบให้คู่บ่าวสาว

“ฉันและแม่จันทร์ขออวยพรให้พ่อลงยาและแม่น้ำทอง อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข มีชีวิตคู่ที่ยืนยาวตลอดไป เพราะมนตร์เบญจรงค์ที่ทำให้เราได้มาผูกพันกัน ฉันเชื่อว่าเราจะต้องได้พบกันอีกอย่างแน่นอน ฉันเป็นตัวแทนเหล่าวิญญาณ ขอบอกความรู้สึกของพวกเรา จริงๆ แล้วพวกเราไม่ได้อยากจะสิงสู่ผูกพันใดๆ กับวัตถุพวกนี้ดอก หากแต่เราจำต้องอยู่เพื่อปกป้องรักษาโบราณวัตถุเหล่านี้เอาไว้เป็นสมบัติของแผ่นดิน ขอให้พ่อลงยาและแม่น้ำทองทำให้ความต้องการของพวกเราเป็นจริงด้วยเถิด”

“เราทั้งสองคนจะทำให้ความประสงค์ของเหล่าวิญญาณทุกท่านเป็นจริงให้ได้อย่างแน่นอน” ดร.ลงยาตอบ

“ฉันด้วย พ่ออินแม่จันทร์ ฉันจะนำสมบัติของชาติไปไว้ในที่ที่เหมาะควร จะไม่ครอบครองเอาไว้อีก” เจ้าสัวคีรีกล่าว

หลวงตาสวดส่งวิญญาณทั้งหมดให้ไปสู่สุคติสัมปรายภพ ทุกคนต้องเสียน้ำตาด้วยความอาลัยอาวรณ์ซึ่งกันและกัน หากแต่ก็มีความโล่งใจที่วิญญาณเหล่านั้นได้ไปสู่สุคติสมใจ เมื่อเสร็จพิธีลุงตันก็ไปส่งหลวงตาและพระลูกวัด

งานเลี้ยงรอบค่ำจึงเป็นงานฉลองสมรสง่ายๆ ที่ ดร.ลงยาและน้ำทองโทรศัพท์และส่งไลน์เชิญเพื่อนร่วมงานและเพื่อนสนิทอย่างกะทันหัน โดยไม่บอกว่าเป็นงานอะไร บ่าวสาวก็แต่งตัวลำลอง ทุกคนตื่นเต้นมาก ที่ได้ทราบว่านี่คืองานประกาศใช้ชีวิตคู่ร่วมกันของทั้งสองคน งานเลี้ยงเป็นไปอย่างสนุกสนานครึกครื้น จนได้ฤกษ์ส่งตัวบ่าวสาว ซึ่งตกลงกันว่า จะส่งตัวกันที่คฤหาสน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา คุณรักร้อยและเจ้าสัวคีรีเข้ามาส่งตัวบ่าวสาวในห้องหอ ทั้งคู่กราบญาติผู้ใหญ่ทั้งสอง น้ำทองอยากให้พ่อและแม่ได้มาอยู่ร่วมในวันแห่งความสุขของเธอแต่ก็เป็นไปไม่ได้ หญิงสาวถึงกับน้ำตาคลอ เช่นเดียวกับ ดร.ลงยา เขาคิดถึงบิดามากที่สุด

“รักกันยืนยาวนะลูกนะ หนักนิดเบาหน่อยอภัยให้กัน การใช้ชีวิตคู่ให้ความรักนำทาง และมีความหนักแน่นเป็นหลักนะลูก แม่ยินดีนะที่ได้หนูน้ำทองมาเป็นลูกสาว” คุณรักร้อยอวยพรบ่าวสาว ทั้งคู่ก้มกราบอย่างซาบซึ้งใจ

“ผมขอให้คุณทั้งสองมีความสุขมากๆ รักกันยืนยาว สร้างครอบครัวที่เป็นปึกแผ่นมั่นคง มีบุตรหลานออกมาเป็นคนดีมีคุณธรรมเหมือนคุณทั้งสองคนนะครับ” เจ้าสัวคีรีอวยพรบ่าวสาว แล้วก็ชวนคุณรักร้อยออกนอกห้องไป

น้ำทองทำหน้าไม่ถูกหลังจากที่ผู้ใหญ่ออกจากห้องไปแล้ว เหลือเพียงเธอและเจ้าบ่าวที่นั่งกันอยู่บนพื้นพรมหนานุ่มสีขาว เสียง ดร.ลงยาดังทำลายความเงียบขึ้นมา

“คุณน้ำทองเคยอ่านสี่แผ่นดินไหมครับ”

“เคยสิคะ ทำไมเหรอคะ” หญิงสาวถาม

“ตอนส่งตัวคุณเปรมกับแม่พลอยเข้าหอ คุณเปรมถามว่า แม่พลอยจ๋า แม่พลอยเคยขึ้นพระบาทไหมจ๊ะ คุณทราบไหมครับว่าทำไมคุณเปรมต้องถามอย่างนั้น” ดร.ลงยาอมยิ้มพร้อมป้อนคำถาม

“แหม เดี๋ยวนี้การเดินทางไปพระบาทไม่ต้องบุกป่าฝ่าดง โยกโยนอยู่บนหลังม้า หลังช้างให้ตื่นเต้นไปกับไพรพิสดารอย่างยุคคุณเปรมแล้วค่ะ ถ้าจะถามควรจะถามว่า น้ำทองจ๊ะ น้ำทองเคยเล่นเจ๊ตสกีไหมจ๊ะ ดีกว่าไหมคะ” หญิงสาวยอกย้อนด้วยความบันเทิงใจ เล่นเอาอีกฝ่ายหน้าแดง หากแต่ ดร.ลงยาไม่ได้หน้าแดงอย่างเดียว แต่กลับรวบร่างหญิงสาวเอาไว้แนบอก

“น้ำทองคนดี ไปเล่นเจ๊ตสกีกันเถอะครับ” แล้วไฟในห้องก็ดับลงพร้อมความรู้สึกตื่นเต้น เร้าใจ ราวกับเล่นเจ๊ตสกีอยู่บนยอดคลื่นก็บังเกิดแก่น้ำทองในบัดดล

บทส่งท้าย  คืนสมบัติไทยให้แผ่นดิน

หลังจากวันแต่งงาน สองหนุ่มสาวเลือกที่จะใช้วันเวลาของการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ ด้วยการร่วมกันร่างโครงการ ‘คืนสมบัติไทยให้แผ่นดิน’ ให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา โดยมีเจ้าสัวคีรีร่วมเป็นโต้โผจัดแคมเปญรณรงค์ ให้กับผู้ที่ครอบครองโบราณวัตถุที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อื่นใดนอกจากการสะสม มาส่งคืนให้เป็นสมบัติของชาติ โดย ดร.ลงยาเป็นธุระประสานงานไปยังกรมศิลปากร เพื่อให้จัดนักวิชาการด้านโบราณคดีมาร่วมกันตรวจสอบแบ่งหมวดหมู่ของโบราณแต่ละยุคสมัย เพื่อสะดวกต่อการจัดแสดง

ที่น่าดีใจไปกว่านั้นคือ วิโรจน์ ทนายของกังไสได้ส่งเอกสารมอบหมายให้น้ำทองและ ดร.ลงยาเป็นผู้มีสิทธิ์จัดการและดูแลพิพิธภัณฑ์ รวมถึงโบราณวัตถุต่างๆ ที่จัดวางจำหน่ายไว้ที่หน้าร้านได้ตามแต่เห็นสมควร น้ำทองเองรู้สึกปลื้มใจที่อย่างน้อยสุดท้ายแล้วเพื่อนรักของหล่อนก็เอาชนะใจตัวเองจากความโลภ ไม่ยึดติดกับทรัพย์สมบัติอื่นใดทั้งสิ้น  มุ่งเจริญรอยตามองค์พระตถาคตอย่างจริงจัง หล่อนและสามีจึงเข้าไปสำรวจดูพิพิธภัณฑ์ของเพื่อนรัก และนำโบราณวัตถุบางส่วนส่งมอบแก่กรมศิลปากร ส่วนที่เหลือก็จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เช่นเดิม

น้ำทองไม่เคยลืมคำพูดของเหล่าวิญญาณที่ร่ำลากันในวันแต่งงานของเธอและ ดร.ลงยา เธอจึงสานต่อเจตจำนงนั้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ด้วยการจัดทำสารคดีเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อปลุกจิตสำนึกคนไทย และกระตุ้นให้รู้สึกหวงแหนสมบัติของชาติ เพื่อส่งต่อเป็นความภาคภูมิใจให้แก่ลูกหลานและประชาชนในรุ่นต่อๆ ไป จะได้ใช้ประโยชน์ในการศึกษาหาความรู้ หรืออย่างน้อยก็ได้เห็นว่ามรดกไทยมีตัวตนจริงๆ

ดร.ลงยาเดินเข้ามาโอบภรรยาสาวจากด้านหลัง ยิ่งได้รักใคร่ใกล้ชิดและได้ร่วมชีวิตคู่กับน้ำทอง ทำให้เขารู้สึกว่าความสุขอย่างแท้จริงลอยวนอยู่รอบตัวเขานี่เอง

“ทำอะไรอยู่จ๊ะคนดี”

“ทอดไข่อยู่ค่ะ” น้ำทองตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง

“แหม ถ้าทอดไข่ก็ต้องอยู่ในครัวสิครับ ผมเห็นแล้วละว่าทำงานอยู่ แต่มันเป็นคำพูดที่เคยปากน่ะครับ” ดร.ลงยา กระชับวงแขนให้แน่นขึ้น

“ฉันมีความสุขจังเลยค่ะ ถึงวันนี้ก็คิดแล้วว่าตัวเองตัดสินใจไม่ผิดที่จัดทำโครงการส่งมอบโบราณวัตถุที่เราได้มา ไม่ว่าจะเป็นของคนที่ร่วมโครงการ ของคุณ ของท่านเจ้าสัว ของกัง หรือของฉันเองก็ตาม คืนให้กลับไปเป็นสมบัติของแผ่นดิน ให้ลูกหลานได้เอาไว้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับรากเหง้าประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของแผ่นดินเกิด”

ดร.ลงยามองไปในจอภาพที่กำลังแสดงภาพเคลื่อนไหวของโบราณวัตถุต่างๆ ที่ถูกนำไปจัดวางอย่างเหมาะสม แล้วเขาก็กลับมามองตัวเองในวันนี้ ภาพ ดร.ลงยาที่แต่งตัวชุดไทยแบบอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง หรือการรับประทานอาหารเต็มสำรับด้วยการเปิบมือของเขานั้น ก็ถูกปรับลดลงเหลือเพียงสัปดาห์ละครั้ง เขาให้ช่างร้านประจำนำผ้าไทยมาออกแบบเครื่องแต่งกายให้ทันยุคทันสมัย แทนการนุ่งโจงจับจีบเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งทำให้เกิดกระแสนิยมขึ้นมาในมหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องรณรงค์เลย เพราะทุกคนเห็นความสง่างามของเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ก็พากันตัดเสื้อผ้าตามอย่างบ้าง

หากแต่มีสองสิ่งที่ ดร.ลงยาไม่ยอมปรับเปลี่ยน นั่นก็คืองานอดิเรกการร้อยดอกไม้ของเขา และการอาบน้ำกลางแจ้งที่จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นอันขาด ยิ่งตอนนี้แล้วเขารักช่วงเวลาการอาบน้ำจับใจ เพราะการอาบน้ำหลังแต่งงานนี่มันช่างมีความสุขเหลือเกิน หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับภารกิจมาตลอดทั้งวัน เขาและน้ำทองก็จะพากันมาอาบน้ำท่ามกลางสวนดอกไม้หอม ผลัดกันขัดสีฉวีวรรณ หยอกเย้ากันอย่างใกล้ชิด

“น้ำทองครับ ได้เวลาไปอาบน้ำแล้วละ” ชายหนุ่มเอ่ยปากชวนภรรยา

“แหม กำลังทำงานเพลินเลยค่ะ” หญิงสาวอิดเอื้อนเล็กน้อยแล้วก็ลุกตามไปแต่โดยดี

ที่ลานอาบน้ำในสวนดอกไม้ไทย เต็มไปด้วยพวงมาลัยสายรูปแบบต่างๆ สวยงาม ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลราวสวนสวรรค์ ภาพหญิงสาวนุ่งกระโจมอกเคียงคู่กับชายหนุ่มเปลือยอกนุ่งผ้าขาวม้าหยักรั้ง สรงสนานกันอย่างมีความสุข ท่ามกลางสายฝนโปรยมาบางๆ ราวกับฟ้าจะเป็นใจมอบความชื่นฉ่ำสู่หัวใจของสองชีวิตที่ชะตาลิขิตให้ได้มาพบและมารักกันด้วย ‘มนตร์เบญจรงค์’

 

จบบริบูรณ์

Don`t copy text!