นิลนาคินทร์ บทที่ 3 : สัญญาของเรายังคงอยู่ไหม

นิลนาคินทร์ บทที่ 3 : สัญญาของเรายังคงอยู่ไหม

โดย : อลินา

นิลนาคินทร์ หนึ่งในนิยายชุด นวหิมพานต์ นิยายออนไลน์ แนวแฟนตาซีเหนือจริง ภายใต้นามปากกา อลินา เรื่องราวสุดจินตนาการที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………….

รอยยิ้มของชายหนุ่มเหมือนเปิดกว้างมากขึ้นจนเห็นคมเขี้ยวขาววับ ดวงตาของเขาเริ่มมีสีเข้มข้นขึ้นคราวนี้มันเป็นสีน้ำเงินเข้มเกือบดำ หฤษรเห็นประกายบางอย่างวาววับขึ้นในดวงตาคู่นั้นก่อนเลือนหายไปรวดเร็ว    

“สายัณห์สวัสดิ์ตัวยุ่ง”  

เสียงของตัวดำก็เหมือนกับตัวเขา เติบโต…เปลี่ยนแปลง  แม้จะแหบพร่าเล็กน้อยแต่น้ำเสียงนั้นมั่นใจในตัวเองอย่างยิ่งยวด ไม่ได้เปี่ยมไปด้วยความหวาดระแวงเหมือนเมื่อยามเยาว์อีกต่อไป

เทวีสาวไม่ได้หลงไปกับเสียงที่เหมือนจะยั่วเย้านั้น หล่อนสั่ง

“ถอยห่างออกจากศพนั่น”  

เขายิ้มน้อยๆ ยกมือขึ้นเหมือนยอมจำนนก่อนถอยห่างจากซากร่างนั้นก้าวหนึ่ง

“ฝีมือนายใช่ไหม” หฤษรถามตรงจุด

ตัวดำยักไหล่นิดหนึ่ง เขาบอกด้วยน้ำเสียงยั่วแหย่ว่า

“เคยจัดการมาหลายราย แต่รายนี้…ไม่ใช่ฝีมือฉัน”

หมอสาวไม่อยากเชื่อถือเขา แม้จะเคยรู้จักและยังมีบางส่วนของเขาฝังอยู่กลางอกหล่อน แต่ทั้งคู่เหมือนคนแปลกหน้าโดยสิ้นเชิง เวลาห้าสิบปี…ต่างคนต่างเติบใหญ่จนไม่อาจจำอีกฝ่ายได้ หล่อนไม่รู้นิสัยใจคอของเขา ไม่รู้ประวัติความเป็นมา  ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อ ที่สำคัญคือหฤษรไม่คิดจะเชื่อถือคำพูดของอสรพิษ

“ถ้าไม่ใช่ก็หมายความว่าในนวหิมพานต์มีนาคีมากกว่าหนึ่งล่ะสิ”

“อาจจะ หรืออาจจะไม่ ศพคนธรรพ์รายนี้อาจจะถูกส่งออกมาจากหิมพานต์ก็ได้”  

“ผู้ชาย…คนธรรพ์รายนี้แต่งกายแบบนวหิมพานต์ ว่าแต่นายรู้ได้ยังไงว่าชายผู้นี้เป็นคนธรรพ์…” เทวีสาวสงสัย ร่างนี้เสียหายจนยากจะแยกแยะได้ว่าเป็นมนุษย์ คนธรรพ์หรือวิทยาธร  ดังนั้นคำตอบเดียวจึงเป็น “นายเคยพบผู้ละสังขารคนนี้มาก่อน”

“คนธรรพ์ที่มีความรู้ทางดนตรีแค่ปลายแถว คิดว่าตนมีมนตร์กำกับนาคินทร์หรือมนตร์ดลปรารถนาในมือ…” เขาเหยียดปากอย่างดูแคลน “อย่างที่โบราณก่อนโลกล่มสลายกล่าวไว้ไม่มีผิด หมองูย่อมตายเพราะงู”

“คนธรรพ์รายนี้เป็นหมองู” หฤษรสรุป

ตัวดำแค่เลิกคิ้วนิดหนึ่งเป็นเชิงตอบรับ

“เขาคงทะเยอทะยานคิดอยากจะกำราบนาคีไว้ในอุ้งมือ”

คิ้วสีน้ำตาลแกมแดงเลิกขึ้นสูงอีกนิดราวกับชื่นชมในข้อสันนิษฐานของหล่อน

“นายจึงต้องกำจัดเขาทิ้ง”  

คิ้วสูงตกลงแล้ว เขาส่ายหน้าหัวเราะเสียงแหบพร่า

“ฝันเฟื่อง! ถ้าจะทำฉันทำไปนานแล้วไม่ปล่อยหมอนี่ลอยนวลสร้างความรำคาญให้หลายปีหรอก”

หฤษรเทวีหลุบตาลงอย่างครุ่นคิด พยายามไม่เสียสมาธิไปกับเสียงหัวเราะที่ทำให้กลางอกของหล่อนร้อนผะผ่าวขึ้น

“ถ้าไม่ใช่ฝีมือนาย งั้นนายก็คงมาที่นี่เพื่อดูให้แน่ใจว่าคนธรรพ์ผู้นี้ละสังขารด้วยพิษนาคีจริงๆ หรือไม่”

เขาไม่ตอบแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่หล่อนคาดเดานั้นถูกต้อง

“ใครเป็นผู้สังหารคนธรรพ์ผู้นี้”

“นั่น…เป็นเรื่องที่อสูรรักษาเมืองจะต้องค้นหาความจริงไม่ใช่หรือ” ชายหนุ่มเอ่ยเยาะๆ ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจระบบรักษาเมืองของพวกอสูรเท่าไหร่นัก

ดวงตาดำสนิทของเทวีสาวจึงลุกวาบขึ้นเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ หล่อนสัมผัสได้ว่าอดีตเพื่อนวัยเยาว์รายนี้กำลังหยอกเย้าเล่น  

“เป็นหน้าที่ของชาวนวหิมพานต์ทุกคนที่ต้องช่วยเหลืออสูรรักษาเมืองเรื่องคดีต่างๆ  การปิดบังซ่อนเร้นข้อมูลหรือหลักฐานถือว่าเป็นการขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ มีโทษ…”

ซือ..ซือ…  

เสียงเหมือนอสรพิษที่ขู่ออกมาเพื่อคุกคาม หรือในกรณีนี้…ขบขันและเยาะเล็กน้อย เขาทำเสียงเหมือนขัดหล่อนก่อนบ่นว่า

“เมื่อก่อนถึงจะเป็นอสุรีน้อยตัวยุ่งแต่ก็น้ำใจงาม ทำไมยามนี้ถึงกลายเป็นเทวีผู้เคร่งครัดไปได้”

“ทุกคนย่อมเติบโต” หฤษรที่เยือกเย็นและรับมือกับทุกสถานการณ์ได้เอ่ยอย่างมั่นคง “นายเองก็ไม่ใช่ตัวดำที่หวาดระแวงทุกสิ่งอีกต่อไป”  

เขากลายเป็นชายที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอของอันตรายและการคุมคามอย่างเปิดเผย แถมพิษนาคียังรู้กันว่าเป็นพิษที่ร้ายแรงที่สุดในหมู่อสรพิษ

ผู้ชายคนนี้ไม่อาจไว้ใจได้  

“ก็จริง” ตัวดำยอมรับ “แต่สัญญาเราคงยังอยู่ใช่ไหม อย่าบอกใคร…”

เขาก้าวเข้ามาก้าวหนึ่ง เทวีสาวก้าวถอยหลังก้าวหนึ่งอย่างระมัดระวัง

“เราไม่ใช่เพื่อนกันแล้ว” หล่อนบอกตามตรง

“งั้นหรือ…”

หฤษรคิดว่าตัวเองระวังดีพอแล้ว หากเพียงวินาทีสั้นๆ ยังไม่ทันได้ร้องเรียกผู้คน ไม่ทันได้ร่ายมนตร์คุ้มครองตัวเอง ร่างสูงที่เต็มไปด้วยรังสีดุดันก็ก้าวประชิดตัว เขาจับมือหล่อนที่เตรียมจะล้วงหยิบกริ่งเตือนภัยออกมา แรงกดนั้นไม่มากพอที่จะทำให้บาดเจ็บ แต่ก็ไม่น้อยจนเทวีสาวสลัดออกได้ง่ายๆ

“ไม่ใช่เพื่อนแล้วเป็นอะไร” เขาถาม  

ร่างที่ประชิดแนบใกล้จนหล่อนได้กลิ่นจากกายเขา ไม่ใช่กลิ่นคาวของพิษร้ายแต่เป็นกลิ่นของน้ำที่ไหลผ่านหินผาและตะไคร่น้ำ ไม่ได้หอมเหมือนกลิ่นไม้ดอกแต่ให้ความรู้สึกสงบเยือกเย็น

น่าขัน…ชายข้างกายหล่อนเป็นนาคีที่มีพิษร้อนราวเพลิงโลกันต์ แต่กลิ่นกายเขาแสดงออกถึงความเยือกเย็น ช่างขัดกันโดยแท้ และนั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่  หฤษรเทวีจึงไม่ลังเลเลยเมื่อเอ่ยตอบไปว่า

“คนแปลกหน้า แถมนายยังเป็นผู้ต้องสงสัย”

“ยังสงสัยฉันหรือตัวยุ่ง” เขาก้มศีรษะลงมาใกล้ ดวงตาคู่นั้นตอนนี้เข้มดำพอๆ กับดวงตาของหล่อนได้ ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาส่งผ่านสู่ลมหายใจของหล่อน   

“มาก”

“อสุรีตัวน้อยช่างเถรตรงเสียจริง” เขาใช้ข้อนิ้วมือที่ยังว่างอยู่ลากลงบนผิวแก้มของเทวีสาวอย่างแผ่วเบา แม้จะบางเบาแต่ประกาศถึงการอวดอ้างถือสิทธิ์เต็มที่

หฤษรเทวีไม่ได้เบี่ยงตัวหนี หล่อนยังเยือกเย็นและมองผู้ที่ยิ้มอย่างเย็นชาด้วยดวงตาที่หรี่ลงเล็กน้อยคล้ายอสรพิษเล็งเหยื่ออย่างสงบ เตือนว่า

“ปล่อยฉัน ไม่งั้นฉันจะร้อง…”

หล่อนบอกแค่จะ… อีกฝ่ายก็ชิงลงมือปิดปากหล่อนด้วยริมฝีปากของเขาเสียก่อน

หฤษรเทวีชาวูบก่อนร้อนผ่าวไปหมดตั้งแต่ริมฝีปาก  ใบหน้า และเนื้อตัว

วูบหนึ่งหล่อนคิดได้เพียงว่า นาคีเป็นพวกพิษร้อนโลหิตเย็นไม่ใช่หรือ ทำไมริมฝีปากของเขากลับร้อนจัดและก่อเกิดความร้อนให้หล่อนได้มากขนาดนี้…

หากเทวีสาวยังไม่ทันได้คำตอบ ริมฝีปากของหล่อนก็เจ็บแปลบ ตัวดำกัดหล่อน!

หล่อนผลักเขาออกเต็มแรง เขายอมปล่อยโดยง่าย ปล่อยโดยที่ดวงตาประหลาดคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มขบขัน และนั่น…เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่หฤษรเทวีผู้เยือกเย็น มีสติพร้อมทุกสถานการณ์ควบคุมตัวเองไม่อยู่ ดวงตาดำสนิทราวนิลน้ำงามเบิกกว้างขึ้นอย่างโกรธเกรี้ยว ริมฝีปากแดงที่บวมขึ้นเล็กน้อยแสยะด้วยความโกรธ หล่อนยั้งใจไว้ไม่ให้กระทืบเท้าปึงๆ เหมือนน้องสาว แต่อดไม่อยู่ร้องอย่างฉุนเฉียวว่า

“ตัวดำ นายกัดฉันอีกแล้วนะ!”

ตัวดำหัวเราะเบิกบาน ชอบใจที่ทำให้เทวีที่วางตัวได้นิ่ง สุขุม ไม่หวั่นไหวกับปัญหาหรือเรื่องราวรอบตัวง่ายๆ หัวเสียขึ้นมาได้

“มันเป็นสัญชาติญาณของงู”  เขาเอ่ยเมื่อหยุดหัวเราะแล้ว  “เราฉกเพื่อปกป้องตัวเอง เพื่อข่มขวัญศัตรูและเพื่อแสดงสัญญลักษณ์บนตัวคู่รัก”

“ฉันไม่ได้คิดทำร้ายนาย ไม่ได้แสดงท่าทางเป็นศัตรูและไม่ใช่คนรักของนาย!” หล่อนขู่ฟ่อ

และนาคหนุ่มชื่นชมว่าเวลาอสุรีดุร้ายหล่อนขู่ได้เหมือนอสรพิษเช่นกัน

“เมื่อวานไม่ใช่ วันนี้มีรอยกัดแล้ว” เขาว่าก่อนเหลือบตามองไปยังเตียงลิ้นชักที่เปิดทิ้งไว้ เอ่ยว่า “คนธรรพ์ผู้นี้ชื่อวิวัฒน์  อวดอ้างมนตร์วิเศษ เที่ยวด้วยเร่ร่อนรับจ้างไปทั่วนวหิมพานต์แถมยังไปไกลถึงเกาะแก่งต่างๆ ละโมบ ไร้สัจจะ…ข้อมูลนี้ทำให้ฉันเป็นชาวนวหิมพานต์ที่ดีในสายตาเธอแล้วใช่ไหมตัวยุ่ง”

“แล้วใครเป็นคนกัด…”

หฤษรเทวีที่หันไปมองศพบนเตียงโลหะแวบหนึ่งและพอหันกลับมาหล่อนก็พูดกับความว่างเปล่า  

ตัวดำหายไปแล้ว  

หมอสาวกำลังจะไล่ตามออกไปแต่เจ้าหน้าที่รายหนึ่งกลับโผล่เข้ามาในห้องดับจิต เขามองหล่อนด้วยความประหลาดใจ

“คุณหมอหฤษร มีศพมาใหม่หรือครับ”

“ไม่…ไม่มี แค่มาตรวจดูอะไรนิดหน่อยเท่านั้น ฝากจัดการกับลิ้นชักนั่นทีนะมงคลพันธ์” เทวีสาวสั่งก่อนเร่งเท้าออกไป  

แต่ทางเดินด้านหน้าว่างเปล่า เหมือนกับของที่อยู่กลางอกหล่อนมันหยุดแสดงอาการใดๆ และกลับไปเป็นเหมือนกระดูกกลางลิ้นปี่ชิ้นเดิม

 

ปราสาทอสูรยามค่ำคืนเปิดไฟสว่างไสวและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ หฤษรเทวีจอดรถในโรงรถใหญ่และเข้าไปในบ้านจากทางด้านข้าง หล่อนเดินตามเสียงสนทนาและเสียงหัวเราะไปยังห้องพักผ่อนขนาดใหญ่ของครอบครัว

เพราะเรื่องงานและเรื่องที่เกิดในห้องดับจิต…ทำให้หล่อนพลาดอาหารเย็นไป แต่เห็นได้ชัดว่าค่ำคืนนี้มีของหวานพิเศษ  สมาชิกครอบครัวจึงย้ายจากห้องรับประทานอาหารใหญ่ไปยังห้องพักผ่อนที่มีความเป็นกันเองมากกว่า

ดังนั้นภาพที่เทวีสาวเห็นจึงเป็นภาพที่เริ่มคุ้นตา ภาพของเทพหนึ่งกับอสูรสองที่กุมอำนาจเกือบทั้งหมดของนวหิมพานต์ไว้ในมือนั่ง…อืม..จะว่ากลมเกลียวก็ไม่ใช่ แต่จะบอกว่าคุมเชิงก็พูดได้ไม่เต็มปากนักอยู่ที่โต๊ะด้านหนึ่ง ในมือมีเครื่องดื่มพิเศษเพื่อสุขภาพที่มหาเทพีจัดไว้เป็นพิเศษสำหรับสวามีและพี่ชายทั้งสอง

สีหน้าบรทั้งสองเรียบเฉยเหมือนหินผาที่ไม่สั่นคลอน แต่พิทยาธรพี่ชายคนรองของหล่อนเก็บสีหน้าไม่ดีเท่า…อันที่จริง…เรียกว่าไม่เก็บสีหน้าเลยก็ได้ เขาทำท่ากระอักกระอ่วนกับน้ำสีเทาตุ่นๆ ในมือ หากแต่กลัวความพิโรธของน้องสาวจนเกินกว่าจะเททิ้งเท่านั้น

ข้างๆ ชายทั้งสามภวัคค์ยืนหน้ามุ่ยอยู่ เขาไม่มีน้ำสุขภาพในมือเพราะนรสิงห์เท้ากรงเล็บยืนยันหนักแน่นว่า นรสิงห์เป็นเผ่าพันธุ์กินเนื้อ และผักกับสมุนไพรหลายประเภททำให้นรสิงห์ป่วยได้ ดังนั้นเขาจึงรอดตัวไป แต่ที่ไม่รอดเห็นจะเป็นตรงหน้าเขามีขนมทอดสีทองเจาะรูกลมๆ ตรงกลาง ด้านบนราดด้วยเนยเหลว น้ำผึ้ง น้ำตาลเคี่ยวแถมด้วยผลไม้เชื่อมหลากชนิด ขนาดของมัน…เรียกว่าใหญ่กว่าชิ้นอื่นๆ ที่วางอยู่บนถาดตามจุดต่างๆ  ในห้องถึงสองเท่า ดังนั้นจึงไม่แปลกที่สีหน้าของนรสิงห์ขนทองจะทะมึนราวกับจะบอก

‘ฉันเป็นพวกกินเนื้อนะ กินเนื้อ…เนื้อ!’

หากเหตุที่ภวัคค์ไม่คว่ำจานหรือสะบัดหน้าหนีขนมขนาดใหญ่นี้เป็นเพราะกำไลทองชิ้นนี้เทพีแสงสุรีย์ลงมือทำให้เพื่อเขาโดยเฉพาะ
เรื่องเกิดจากเมื่อพ่อครัวอยากทำขนมพื้นเมืองของเกาะเมืองอกแตกที่เคยทำให้มหาเทวีตั้งแต่เมื่อหล่อนยังเป็นเพียงทิพย์อาภานักออกแบบเสื้อผ้า เทพีที่เกิดและเติบโตในเมืองอกแตกก็รีบบอกว่า

“ขนมแบบนี้ท่านแม่เคยทำให้เจ้าแสงกิน เจ้าแสงทำเป็น”  จากนั้นก็เสนอตัวเข้าครัวช่วยทำขนม

ผลคือบนเพดานครัวของปราสาทอสูรมีแป้งขาวนุ่มเกาะติดอยู่หลายก้อน มือขว้างอ้างว่าเป็นการทดสอบว่าแป้งได้ที่หรือยัง  และพอมีการพาดบันไดขึ้นไปดึงแป้งลงมา เทพีน้อยผู้มุ่งมั่นยังอาสาตัดแป้งเป็นวงล้อแล้วลงทอดในน้ำมันเดือด ๆ

พ่อครัวทนยอมให้เจ้าหล่อนทอดได้ชิ้นเดียวก่อนเชิญออกจากครัวเพราะกลัวเทพีผู้สืบเชื้อสายอันสูงส่งของวงศ์เทพที่ยิ่งใหญ่วงศ์หนึ่งของนวหิมพานต์จะคว่ำกระทะและเผาครัวของปราสาทอสูรจนวอดเหมือนที่เคยเผาครัวที่โรงเรียนมาแล้ว

เจ้าแสงงอนเล็กน้อย แต่ก็ยังภูมิใจที่มีผลงานของตัวเองหนึ่งชิ้นใหญ่

เจ้าหล่อนเก็บผลงานชิ้นเอกของตัวเองไว้ให้ภวัคค์

พิทยาธรที่เพิ่งกลับเข้าปราสาทหลังจากทำงานที่ตึกตรีศูลมาทั้งวันรู้ข่าวเข้าก็แหย่ว่า

“ที่นี่ปราสาทอสูร ทำของกินดีๆ มาก็ต้องมอบให้บรอสูรก่อนสิ ไปให้ภวัคค์ได้ยังไง”

‘บรอสูร’ ที่อยู่ทำงานอยู่ที่ปราสาททั้งวันมองเขาด้วยสายตาเหมือนจะเผาให้มอดไหม้ไปตรงนั้น

“พี่ภวัคค์รับส่งเจ้าแสงไปโรงเรียนทุกวัน เจ้าแสงเลยอยากขอบคุณพี่ภวัคค์” เจ้าแสงบอกเหตุผลอย่างจริงจัง

“แหม น่าอิจฉาภวัคค์เสียจริง ได้ลิ้มชิมรสขนมฝีมือเทพีแสงสุรีย์” อสูรหมายเลขสองเอ่ยเหมือนปวดใจ

แต่พอเขาเห็นขนมขนาดใหญ่ ด้านหนึ่งไหม้ (เจ้าแสงเถียงว่าแค่เกรียมนิดๆ) ข้างในยังไม่สุก ราดเนยและน้ำผึ้งจนชุ่มเพื่อลดความขมจากรอยไหม้ไฟจนเนื้อกำไลทองเปื่อยยุ่ย แถมยังตกแต่งด้วยผลไม้สดประโคมกองเข้ามา ทุกอย่างมากมายจนเลยคำว่า ‘น่ากิน’ ไปไกลมาก ความปวดใจที่ไม่ได้ลิ้มรสขนมก็เปลี่ยนเป็นปวดใจแทนนรสิงห์ขนทองที่ยืนนิ่งอึ้งอยู่แทน

ภวัคค์ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังสาวๆ ทั้งเทพีและเทวีต่างพากันจ้องแต่กัญจน์ไม่มองเขา เหลือบตามองสองบร  ทั้งคู่ทำท่าเคร่งเครียดมองแต่น้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพในมือไม่สบตาเขา พิทยาธรเอื้อมมือมาตบบ่าเขาเบาๆ อย่างเห็นใจแต่ไม่ช่วยอะไรเช่นกัน

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หฤษรเข้ามาจะเห็นว่าบรรดาหนุ่มๆ นั่งโต๊ะด้วยสีหน้ามืดครึ้ม ผิดกับสาวๆ หน้าตาแจ่มใสที่ส่วนใหญ่นั่งอยู่บนพื้นพรมกว้าง เทพีแสงสุรีย์นอนพังพาบเล่นประกอบตัวต่อให้เป็นสนามรบอยู่ และตรงกลางวงล้อมของกัญจน์ที่โตขึ้นมากและสามารถพูดเป็นประโยคสั้นๆ ได้แล้ว และตอนนี้กำลังออดอ้อนทั้งแม่พิมพ์ประทับและบรรดาท่านป้าท่านน้าเพื่อขอกินผลไม้ที่พ่อครัวจัดแต่งมากับขนมกำไลทอง

อันที่จริงขนมกำไลทองนั้นแต่เดิมแค่ราดด้วยเนยเหลวและน้ำผึ้งสด ไม่มีผลไม้สดประดับ แต่เนื่องจากมหาเทวีทิพย์อาภา…ซึ่งเป็นผู้เดียวที่ถูกรุทรบังคับให้นั่งบนเก้าอี้ไม่ให้ลงไปนั่งบนพรม…ตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว และหญิงสาวอยากกินผลไม้รสเปรี้ยวฝาดตลอด บรอสูรที่รักใคร่เชิดชูภรรยาอย่างยิ่งจึงสรรหาผลไม้แปลกๆ มาเอาใจผู้เป็นที่รัก ขนาดใช้เส้นสายขอให้ทางเกาะเมืองอกแตกส่งแอปเปิ้ลสีเขียวที่มีรสเปรี้ยวจัดมาให้  

รานีไศลโสภิณส่งผลไม้สดฉ่ำมาเป็นบรรณาการจากอุดรพนา และเมื่อวานนี้เองที่กินรานรากรบินผ่านรอยแยกมนตร์มาจากหิมพานต์เพื่อนำผลไม้รสดีจากท่านเทพผู้บิดามามอบให้ท่านหญิง

บรรดาสาวๆ ชอบผลไม้รสเปรี้ยวอยู่แล้ว กัญจน์เองตอนแรกที่กัดผลไม้ ใบหน้าเล็กๆ ยับยู่ด้วยความแปลกใจ เขาทำปากแจ๊บๆ อยู่ครู่ก่อนตัดสินใจว่า ถึงจะเปรี้ยวแต่ก็หอมดี แถมบางอย่างยังมีรสอมหวาน ดังนั้น…เปรี้ยวกินได้ และเมื่อพ่อครัวนำผลไม้เหล่านั้นมาหั่นเป็นชิ้นพอคำแต่งมากับขนมกำไลทองเพื่อเอาใจมหาเทวี กินราขนทองพลอยอิ่มเอมไปด้วย กินได้คำแล้วคำเล่าไม่เบื่อ

กินของตัวเองหมดแล้ว กินของบรรดาหนุ่มๆ ที่ไม่ชอบผลไม้รสเปรี้ยวหมดแล้ว กินของแม่นมเนตรดาวหมดแล้วเช่นกัน  เจ้าแสงยอมแบ่งให้ครึ่งหนึ่ง แต่หลังจากนั้นแม่พิมพ์ประทับบ่นว่าเจ้าตัวแสบกินมากเกินกลัวจะปวดท้องเลยไม่ยอมให้กินอีก

กัญจน์จึงต้องงัดลูกอ้อนเอาใจบรรดาเหล่าเทพีและเทวีอย่างเต็มที่

และเป็นตานกของเขาที่เห็นหฤษรก่อนคนแรก ดังนั้นกินราน้อยจึงรีบวิ่งเข้ามาเกาะขาเทวีสาว

ปากว่า  

“ผลไม้ไม่อร่อย…เปี้ยวเปี้ยว อาษรไม่ชอบ ขอกัญจน์ กัญจน์ช่วยหม่ำๆ”

“ร้ายนักนะเรา อยากจะขอกินยังจะเอาหน้าอีก” เทพีสาวิณีส่ายหน้าระอากับลูกชาย

เทวีสาวหัวเราะ อุ้มกัญจน์ขึ้นมา ตัวของเขาหนักขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่ดี หล่อนทักทายสองบรอย่างนอบน้อมตามธรรมเนียม ก่อนหันมาหยอกล้อหลานชายอยู่ครู่ก่อนส่งคืนให้แม่นมเนตรดาว มัลลิกาแม่บ้านนำน้ำสมุนไพรแช่เย็นมาส่งให้ หมอสาวยกดื่มแล้วชมว่า

“วันนี้รสดีมากเลย รสเปรี้ยวข่มเหม็นเขียวสมุนไพรได้หมด”

“วตีใส่แอปเปิ้ลเขียวลงไปด้วย พอมีเปรี้ยวมีหวาน” มหาเทพีบอกหน้าบาน แอปเปิ้ลหนึ่งลังจากเกาะเมืองอกแตกนั้นเก็บไว้ในตู้รักษาอุณหภูมิได้หลายวัน แต่ปาราวตีกลับพยายามสรรหาวิธีใช้ให้หมดเร็วๆ เพราะหล่อนต้องการแคะเมล็ดออกมาลองเพาะดู แม้เท่าที่ผ่านมาการพยายามปลูกแอปเปิ้ลนอกเกาะเมืองอกแตกจะล้มเหลว แต่เทวีสาวไม่เคยล้มเลิกความตั้งใจ  และพอความพยายามกำจัดเนื้อเอาเมล็ดของหล่อนให้ผลดี หล่อนก็เหลือบตามองสวามีนิดหนึ่ง ก่อนเปรยอย่างจงใจว่า

“เจ้าแสงบอกว่าแอปเปิ้ลเขียวทำอะไรได้อร่อยหลายอย่าง  ถ้าได้มาอีกสักลังคงจะดี วตีจะได้ทำน้ำผลไม้กับขนมให้ลองชิมกัน”

บรเทพผู้ซึ่งพิทยาธรตั้งสมญาให้ว่า ‘ตะพึดตะพือตามใจภรรยา’ ไม่เอ่ยอะไร แค่ยกแก้วน้ำสมุนไพรดื่มจนหมด  

ปาราวตียิ้มหวานดวงตาเป็นประกายสดใส  มั่นใจว่าอีกไม่นานแอปเปิ้ลเขียวที่ล้ำค่าลังหนึ่งต้องถูกส่งไปยังปราสาทเทพแน่นอน

รุทรยกแก้วตัวเองดื่มจนหมดเช่นกัน แต่พิทยาธรยังไม่อาจทำใจได้อย่างสองบร เอาแต่หรี่ตาซ้ายทีตาขวาทีมองน้ำขุ่นคลั่กในมือ

บางทีที่เขาไม่อาจขึ้นเป็นบรได้ก็เพราะกระเพาะเขาไม่ใช่เหล็ก และหน้าเขาไม่ใช่ภูผามั่นคงที่ไม่เคยหวั่นไหวแบบสองหนุ่มข้างกาย…

“พี่รุทร สักกะคะ ษรขอคุยอะไรด้วยสักครู่นะคะ” หฤษรเอ่ยขึ้นอย่างสงบ แต่เพราะหมอสาวไม่เคยเอ่ยขออย่างเป็นทางการแบบนี้ ดังนั้นในความสงบย่อมมีเรื่องราวใหญ่แฝงอยู่

สองบรขยับตัวทันที ทิพย์อาภายิ้มนิดๆ แต่ไม่เอ่ยอะไร สาวิณีและปาราวตีมองมาด้วยความสนใจ จะมีก็เพียงเทพีแสงสุรีย์เท่านั้นที่ยังกลิ้งบนพรมเล่นตัวต่อกับกัญจน์อย่างไม่รู้เรื่องราวอะไร

“ไปคุยกันในห้องทำงานพี่”

รุทรนำไปก่อน หฤษรเทวีและศิวนฤบดีตามหลังเขาไป  พิทยาธรได้ทีรีบวางแก้วในมือลงอย่างแนบเนียนบอกว่า

“เดี๋ยวค่อยกลับมากิน” แล้วรีบตามสองบรไปทันที

ภวัคค์มองกลยุทธ์ของลูกพี่ แต่เพราะมือใหม่กำลังละล้าละลังจะวางจานลง เจ้าแสงก็หันมามองด้วยตาสีอ่อนราวลูกแก้วคู่นั้น คิ้วขมวดเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าขนมของมันแทบไม่พร่อง  ปากบางๆ เริ่มเบะ นรสิงห์เท้ากรงเล็บผู้ห้าวหาญถอนใจเฮือก งึมงำว่า

“อร่อยอย่างนี้ เอาไปกินต่อในห้องทำงานแล้วกัน”

เทพีแสงสุรีย์ยิ้มกว้างตาใสทันที

นรสิงห์ได้แต่บ่นพึมกับตัวเองยามหมุนตัวไปยังห้องทำงานเล็กของปราสาทอสูร

“มีเรื่องอะไรกันถึงได้คุยกันที่นี่ไม่ได้” มหาเทพีที่อยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่องยืดคอมองพร้อมเปรยขึ้น

ส่วนมหาเทวีที่รู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างกลับก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้ม

สตรีส่วนใหญ่นั้นรังเกียจงู  

แต่ก็…ส่วนใหญ่เท่านั้น…  

 

-โปรดติดตามตอนต่อไป-

– กลับสู่ตอนที่ผ่านมา-

Don`t copy text!