นิลนาคินทร์ บทที่ 6 : สิ่งที่นาคยอมพ่าย

นิลนาคินทร์ บทที่ 6 : สิ่งที่นาคยอมพ่าย

โดย : อลินา

นิลนาคินทร์ หนึ่งในนิยายชุด นวหิมพานต์ นิยายออนไลน์ แนวแฟนตาซีเหนือจริง ภายใต้นามปากกา อลินา เรื่องราวสุดจินตนาการที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

“ขอยังไง” ดวงตาใสราวลูกแก้วมีสีน้ำเงินเข้มขึ้นเล็กน้อย

“ก็… ทำความรู้จักกันก่อนให้คุ้นเคยกัน…” หฤษรเทวีตอบอย่างระมัดระวัง  อย่างน้อยก็ต้องพิสูจน์ให้รู้ว่าตัวเขาไม่ใช่ฆาตกรแน่ๆ

“เรารู้จักกันมานานแล้ว เธอเป็นเพื่อนคนแรกของฉัน เป็นผู้หญิงคนแรกที่ให้ขนมฉัน คอยรักษาบาดแผลบาดเจ็บให้ เธอเป็นผู้หญิงของฉัน… ไม่ผิดไปจากนี้แน่นอน” ชายหนุ่มบอกดวงตาพราวพราวเจ้าเล่ห์

“นั่นเรียกว่ามิตรภาพวัยเยาว์ อย่ามาตู่กันหน่อยเลยตัวดำ” ตอนนั้นหล่อนยังพันแผลจริงๆ ไม่เป็นด้วยซ้ำไป!

“ไม่ได้ตู่ เธอเองก็ยอมรับไม่ใช่หรือตัวยุ่ง” เขาทำหน้าใสซื่อสงสัยอย่างไม่แนบเนียนแม้แต่น้อย

“ฉันรับเมื่อไรกัน” ดูเหมือนความเยือกเย็นที่เป็นบุคลิกโดดเด่นประจำตัวอสุรีเทวีจะหดหายเข้าไปทุกที  

“เมื่อเธอไม่ได้ปฏิเสธยามที่ฉันตีตรา สุภาษิตเก่าแก่ของเกาะใต้ว่าไว้ ถ้าปิดปากเงียบ แสดงว่าเจ้าหล่อนยอมรับ” ใบหน้าที่งดงามนั้นยิ่งยื่นเข้ามาใกล้ ใกล้จนเหมือนได้กลิ่นน้ำป่าและตะไคร่น้ำที่ชุ่มชื้น กลิ่นนั้นหอมเย็นๆ แต่ผู้สูดดมกลับรู้สึกร้อนผ่าวบนใบหน้าอย่างประหลาด

“ตลกที่สุด สุภาษิตอะไรกัน ถอยไปนะตัวดำ ไม่งั้นนายจะต้องเสียใจ” หฤษรดึงอาวุธในกระเป๋าเสื้อคลุมขึ้นมาข่มขู่เขา    

“อะไร อ๋อ..” ชายหนุ่มมองปืนไฟฟ้าขนาดเล็กในมือเทวีสาว กะพริบตาปริบหนึ่งก่อนจะยิ้มหวาน “น่ารักดี”

“ถอยไป” เทวีสาวกดปุ่ม กระแสไฟแล่นผ่านระหว่างขั้วสองข้างเป็นประกายสีเงินแปลบปลาบน่าครั่นคร้าม

หมอสาวไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายเขา หฤษรแค่ต้องการขู่เพื่อเตือนให้เขาถอยห่างออกไป และยอมถอยห่างเพื่อพูดคุยกันอย่างดีๆ ไม่เข้ามาพัวพันชิดใกล้จนหล่อนคิดอะไรไม่ออกทำอะไรไม่ถูกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

และตามปกติไม่ว่าใครเจออาวุธไกลตัวแบบนี้ต้องผงะถอยห่างไปเล็กน้อย ทว่าตัวดำกลับมองปืน

ไฟฟ้าอย่างขบขัน จากนั้น… เขาก็ใช้ปลายนิ้วจากมืออีกข้างที่ไม่ได้กักหล่อนไว้กับกำแพงจับขั้วด้านหนึ่งไว้

หยุดการทำงานของกระแสไฟฟ้าลงโดยสิ้นเชิง

“ปืนใช้ได้ แต่เธอตั้งค่ากระแสไฟฟ้าต่ำไปหน่อย แรงรอบขนาดนี้ถ้าเป็นพวกมนุษย์หรือลูกครึ่งลูกเสี้ยวคงหยุดได้ชั่วคราว ส่วนพวกพันธุ์แท้คงแค่ชะงัก และสำหรับฉัน… แค่คันๆ นิดหน่อย”

หฤษรเทวีนิ่งไปอย่างคาดไม่ถึง หล่อนรู้ว่าในนวหิมพานต์มีบางเผ่าพันธุ์ที่มีความทนทานต่อไฟและกระแสไฟฟ้า บรทั้งสองได้รับคำอำนวยพรจากนวหิมพานต์ นอกจากบาดแผลประสานรวดเร็ว อาวุธใดๆ สังหารไม่ได้แล้ว ยังแข็งแกร่งพอจะทนรับกระแสไฟฟ้าได้ในระดับหนึ่ง

ภวัคค์เองก็เคยทดสอบรับพลังกระแสไฟฟ้าตอนรับตำแหน่งในหน่วยสำคัญของอสูรรักษาเมือง เขาบอกว่านรสิงห์สามารถต้านกระแสไฟฟ้าได้ในระดับหนึ่งที่ค่อนข้างสูง แต่หมอสาวไม่ค่อยเชื่อเท่าไรนักเพราะภวัคค์เป็นพวกอารมณ์แปรปรวน ขี้หงุดหงิด ขี้โมโห ช่างว่าช่างตำหนิ ทว่ากับบางเรื่องกลับปากหนักไม่ยอมปริปากแม้แต่คำเดียว

และเรื่องศักดิ์ศรีกับความแข็งแกร่งนั้นอยู่ในหมวดปากหนัก หฤษรเทวีเชื่อว่าต่อให้เจ็บจนจะหมดสติ นรสิงห์ผู้หยิ่งทะนงตัวอย่างประหลาดต้องปากแข็งบอกว่าเจ็บเล็กน้อยแน่นอน ดังนั้น คำพูดที่ว่านรสิงห์ทนรับแรงปืนไฟฟ้าได้ จึงต้องพิจารณาให้มากก่อนเชื่อถือ

แต่กับตัวดำนั้นไม่ต้องพิจารณาอะไรเลย คำว่า ‘แค่คันๆ’ ของเขายังดูเหมือนการเอ่ยเอาใจไม่ให้หล่อนเสียหน้ามากเสียด้วยซ้ำ

“ไฟฟ้าทำอะไรพวกนาคไม่ได้หรือนี่” หฤษรหลุดปากด้วยความประหลาดใจ

ตัวดำยิ้มกริ่มอย่างยโส

“ฉันไม่รู้ว่าพวกนาคตนอื่นเป็นยังไง รู้แต่กับฉันมันไม่มีผลอะไรเท่านั้น”

วินาทีแรกที่ได้ฟังคำตอบ หมอสาวนึกขึ้นแวบๆ ว่า ถ้าเขายอมให้หล่อนวิจัยค้นคว้าคงจะดีไม่น้อย ทั้งเลือด เกล็ด และพิษ คงจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยต่อผู้คนในนวหิมพานต์

ไม่… คิดอีกทีคงไม่ได้ ผู้ชายคนนี้อันตรายเกินไป ไม่เหมาะอย่างยิ่งในการวิจัย…

และเหมือนจะตอกย้ำความคิดของหล่อน นาคอันตรายดึงปืนไฟฟ้าจากมือหล่อนไปโดยง่ายและโยนส่งๆ ไปที่โต๊ะวางอุปกรณ์ชันสูตรที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก          

“ถ้าตัวยุ่งชอบของเล่นพวกนี้เดี๋ยวฉันจัดการให้ เอาให้แรงพอจะล้มอสูรพันธุ์แท้ที่มาเกะกะกวนใจเธอ

ได้เลย” เขาเสนอให้อย่างใจกว้าง

อสุรีพันธุ์แท้ชั้นสูงมองเขาด้วยสายตาที่กำราบหมอหนุ่มๆ ทั้งโรงพยาบาลให้ใจสั่นสันหลังเย็นวาบมาแล้ว หล่อนเอ่ยเสียงเย็น

“มีแต่นาคที่กวนใจฉัน มีอะไรที่จัดการกับนาคชั้นสูงขี้ตู่ได้บ้างไหม”

“ไม่มี” ตัวดำไม่สนใจสายตาพิฆาตของหล่อนเลยด้วยซ้ำ เขายังยิ้มยั่วเย้า “นาคชั้นสูงนั้นพิษแรงเหมือนฟ้าผ่า ขนาดครุฑยังไม่กล้าแตะต้อง ถ้าจะพ่ายเห็นจะมีอยู่อย่างเดียว…”

“อะไร”

“เขี้ยวเมีย” ชายหนุ่มมองเขี้ยวเล็กๆ ของอสุรีเทวีด้วยความพึงพอใจเอกอุ “ฉันโชคดีที่เขี้ยวเธอไม่มีพิษแบบนาคสาว แถมยังเขี้ยวเล็กเหมือนเมื่อตอนเด็กๆ ไม่มีผิด เวลาเธอโกรธฉันคงไม่เจ็บตัวมากนัก”

หฤษรเทวีร้อนไปทั้งหน้า นาทีนั้นหล่อนอยากมีเขี้ยวใหญ่เหมือนพวกพี่ชาย จะได้กัดชายตรงหน้าให้จมเขี้ยว จะกัดแล้วกระชากให้เนื้อหนังหลุดออกมาเลยทีเดียว แต่เดี๋ยว… ถ้าหล่อนทำแบบนั้นมิใช่เป็นการยอมรับหรือ…

นี่ใช่ไหมที่คนก่อนโลกล่มสลายให้คำนิยามว่า เจอทั้งขึ้นทั้งล่อง

“นายตัวดำ!” หฤษรเทวีร้องอย่างอับจนปัญญา มีตำราที่ไหนว่าด้วยการรับมือกับนาคหน้าด้านหน้าทนบ้างไหม หล่อนอยากได้…

ซือ…

เขาทำเสียงในลำคอเหมือนตอบรับอย่างพึงพอใจ

แต่แล้วชายหนุ่มกลับชะงักเหมือนมีสัญญาณบางอย่างดังขึ้นจากกระเป๋าเสื้อตัวยาวของเขา ดวงตาสีอ่อนเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยเหมือนไม่สบอารมณ์เท่าไรยามลากเสียง

“แย่จริง… ฉันต้องไปแล้ว”

มือใหญ่ที่ยันผนังไว้เหมือนเป็นด่านกำแพงกักเทวีสาวถูกดึงกลับไป และกลายเป็นหล่อนเองที่คว้าชายเสื้อของตัวดำไว้

หฤษรเทวีแปลกใจเนื้อผ้าของเสื้อแบบโบราณนิยมสีดำตัวยาวนั้นให้ความรู้สึกเรียบลื่นเป็นพิเศษ  เหมือนสัมผัสกับลำธารน้ำใสเย็น แต่… หล่อนไม่มีเวลาสนใจเนื้อผ้าที่ตัวดำสวมใส่ รีบถาม

“ตัวดำ คนธรรพ์หมองูทั้งสองคนนั่น ฝีมือใคร”

เขามองหล่อนยิ้มๆ

“นาคตนหนึ่งหรือสองตน แต่ไม่ใช่ฉัน”

“ถ้าไม่ใช่นาย งั้นในนวหิมพานต์มีนาคอยู่กี่ตนกัน” หฤษรอยากรู้จริงๆ

รอยยิ้มของตัวดำเปิดกว้างขึ้นอีกจนเห็นคมเขี้ยววาววับ  

“มากพอที่จะทำให้สภาเทพอสูรแห่งนวหิมพานต์เต้นได้ก็แล้วกัน”

ระหว่างที่อสุรีเทวีนิ่งอึ้งกับสิ่งที่รับรู้ ผ้าที่นุ่มลื่นและบางเบาเหมือนสายน้ำก็เลื่อนไหลหลุดจากมือ  ริมฝีปากของหล่อนถูกรุกรานด้วยความนุ่มที่ไม่แพ้ผ้าสายน้ำ เพียงแต่เป็นความนุ่มที่ร้อนรุ่มกว่ามาก แถมยังรุกล้ำไล้เลียเขี้ยวคมของหล่อนอย่างอาจหาญ…

หฤษรเทวีคิดว่าหล่อนควรจะใช้ ‘เขี้ยวเล็กๆ’ ของหล่อนกัดกำมะหยี่อุ่นร้อนที่หาญรุกล้ำ  หล่อนควรจะ…

ควรจะ…

เนิ่นนาน นาคชั้นสูงขี้ตู่ปากว่าปากถึง ‘เลื้อย’ หายไปแล้ว อสุรีเทวีที่เยือกเย็นราวน้ำแข็งเสมอมายืนหายใจแรงด้วย… ด้วยความโกรธ… ใช่… ด้วยความโกรธ ได้แต่ปลอบใจตัวเองให้เย็นลงว่า เอาเถอะ… อย่างน้อยคราวนี้เขาก็ไม่ได้กัด

แต่เดี๋ยว ปลอบตัวเองอย่างนี้มันถูกต้องเสียที่ไหนกัน!  

 

สองสามวันถัดมาในห้องดับจิตของไกรลาสคีรีไม่มีศพไหม้เกรียมเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งในสองของร่างเดิมมีญาติมารับกลับไปทำพิธีตามความเชื่อ จะมีก็เพียงคนธรรพ์วิวัฒน์ที่ไม่มีใครแสดงตนว่าเป็นญาติหรือเพื่อนฝูง สองบรและสภาเทพอสูรจึงเห็นพ้องที่จะเก็บศพไว้ก่อน

ร่างของเขาแห้งกรอบมากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องมีการฉีดพรมน้ำวันละหนึ่งครั้งเพื่อรักษาร่างของคนธรรพ์ให้คงอยู่ในสภาพเดิม

ส่วนข่าวความคืบหน้าเรื่องคดีนั้น ทางอสูรรักษาเมืองแห่งพายัพมณฑลแจ้งว่าไม่พบรอยแยกของกำแพงมนตร์ แต่ส่วนเมืองอื่นในนวหิมพานต์นั้นเมื่อมีการตรวจสอบกลับพบว่ามีข่าวลือหรือร่องรอยของนาคไม่น้อย

บรทั้งสองรับข่าวสารอย่างเยือกเย็น แต่พวกผู้อาวุโสทั้งสองฝ่ายในสภาเทพอสูรสูงสุดเริ่ม ‘เต้น’ ด้วย

ความไม่พอใจ ฝ่ายเทพหาว่าอสูรหย่อนยานไม่ทำหน้าที่ตรวจตราเผ่าพันธุ์ต่างๆ ในนวหิมพานต์ให้ดี ปล่อยให้

นาคเข้าสู่นวหิมพานต์ได้ ฝ่ายอสูรก็หาว่าพวกเทพละเลยข่าวสาร ทั้งที่อำนาจปกครองอยู่ในมือ มีเส้น

สายตามเมืองใหญ่น้อยมากมาย แต่กลับไม่ระแคะระคายว่าอาจจะมีนาคมาอาศัยในนวหิมพานต์นานแล้ว

ระหว่างนั้นหฤษรได้แต่อึดอัดใจ อสุรีเทวีอยากเล่าเรื่องตัวดำให้พี่ชายฟัง แต่ไม่รู้จะเอ่ยอย่างไร เพราะถ้าไม่เอ่ยเล่าตั้งแต่แรกมาเล่าตอนนี้เหมือนสายไปเสียแล้ว อีกอย่างช่วงนี้รุทรรวมถึงพิทยาธรยุ่งเรื่องงานมาก เขาออกจากปราสาทอสูรแต่เช้า กลับดึกมาก ส่วนหล่อนช่วงนี้งานที่โรงพยาบาลกลับว่างอย่างน่าประหลาดใจ สามารถกลับปราสาทอสูรได้เร็ว แต่ไม่ได้เจอบรรดาพี่ชายเสียที

กระทั่งช่วงบ่ายวันนี้ พี่สะใภ้หล่อนโทรศัพท์มาเพื่อแจ้ง

“คุณษรคะ เย็นนี้กลับบ้านเร็วได้ไหมคะ พี่รุทรเชิญแขกมากินข้าวที่บ้าน”

“ฟ้าเป็นแม่งานไหวหรือเปล่า” อสุรีเทวีเป็นห่วง การตั้งครรภ์ในช่วงเดือนแรกๆ ทำให้พี่สะใภ้หล่อนอ่อนเพลียง่าย บรอสูรถนอมมหาเทวีของเขาประหนึ่งไข่ในหิน ขนาดหยิบปากกามาร่างแบบเสื้อผ้าหรือวาดภาพร่างในเครื่องช่วยอัจฉริยะรุทรยังไม่อยากให้ทำ ห่วงแต่ว่าทิพย์อาภาจะเหน็ดเหนื่อยเกินไป แล้วนี่ทำไมถึงได้เชิญแขกมาบ้าน…

“จริงๆ ก็ไหวนะคะ แค่ท้องไม่ได้ป่วยเสียหน่อย แต่พี่รุทรไม่ยอม… คุณวตีเลยมาช่วยจัดการดูแลเรื่องอาหารให้แทน”

หฤษรเทวีฟังแล้วยิ้มนิดหนึ่ง ปาราวตีเป็นพวกชอบจัดงานเลี้ยง ชอบเป็นแม่งาน ชอบหารูปแบบใหม่ๆ ของแปลกๆ มาสร้างสรรค์ให้งานที่หล่อนจัดสนุกสนานไม่จำเจน่าเบื่อ และต่อให้เป็นงานพิธีขนาดใหญ่ มหาเทพีในศิวนฤบดีก็จัดได้งดงามตระการตาเป็นที่กล่าวขวัญทั่วนวหิมพานต์ไม่แพ้งานส่วนตัว

“ดีแล้ว ให้ยายวตีทำไป ส่วนเธอก็พักผ่อนให้สบายใจ”

“ฟ้าพักมากเกินจนเบื่อแล้วค่ะ” แม้จะได้ยินแต่เสียง หากหมอสาวนึกภาพพี่สะใภ้ย่นจมูกอย่างเบื่อหน่ายได้เลย “ว่าแต่คุณษรกลับบ้านเร็วนิดนะคะ ฟ้าเตรียมชุดใหม่ไว้ให้แล้ว รีบมานะคะ” หฤษรเทวีไม่ทันตอบรับหรือปฏิเสธ พี่สะใภ้ก็ชิงวางสายไปเสียแล้ว

โชคดีที่เย็นนั้นไม่มีคนไข้เร่งด่วน ห้องดับจิตก็สงบเรียบร้อยไม่มีสมาชิกเพิ่มเติม หมอสาวจึงวางใจเก็บข้าวของเดินทางกลับปราสาทอสูรได้ตั้งแต่หัววัน

มหาเทวีและมหาเทพีรออยู่แล้ว เมื่อหฤษรเทวีกับเทพีสาวิณีกลับถึงปราสาทก็ถูกเร่งเร้าให้อาบน้ำ

เปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่ ชุดโบราณนิยมของเทพีสาวเป็นสีส้มปนชมพูปักลายดอกไม้ ส่วนของอสุรีเทวีเป็นโบราณนิยมสีฟ้าน้ำทะเล ปักลายคลื่นและเมฆขาว เครื่องประดับน้อยชิ้นแต่เข้าคู่กับเครื่องแต่งกาย

“แต่งกันเต็มยศแบบนี้ แขกที่มาคงเป็นแขกพิเศษแน่นอนใช่ไหมคะ” สาวิณีถาม

“พิเศษมากค่ะ” ดวงตาดำขลับดังนิลน้ำหนึ่งของปาราวตีเป็นประกายอย่างตื่นเต้นยามเฉลย “แขกวันนี้เป็นนาค ได้ข่าวว่าเป็นนาคชั้นสูงด้วย วตีไม่เคยเห็นนาคเลย… อยากเห็นจริงว่าตอนอยู่ในกายนาคจะเป็นยังไง ร่างใหญ่แค่ไหน”  

หฤษรเทวีชะงักไปครู่ พี่รุทรเชิญตัวดำมาบ้านงั้นหรือ…

เทพีแสงสุรีย์ที่ถูกจับมาแต่งตัวงามเช่นกันทำหน้ามุ่ย ดึงเสื้อแบบโบราณนิยมที่เจ้าตัวชอบค่อนว่ารุ่มร่ามไม่สะดวกอย่างหงุดหงิดนิดหน่อย บ่นว่า

“เจ้าแสงไม่ชอบงู พี่ภวัคค์บอกว่าพวกงูใหญ่หยิ่งยโส นิสัยไม่น่าคบ”

“พี่ภวัคค์อาจจะเขม่นหน้า เพราะพวกนาครูปงาม งามมากเลย”  ทิพย์อาภาที่เคยพบผู้นำเผ่าพันธุ์นาคแห่งหิมพานต์ออกปาก งานเลี้ยงที่บิดาจัดเพื่อต้อนรับหล่อนในครั้งนั้น จำได้ว่าพวกครุฑดูบึกบึน หน้าเหลี่ยม ผิดกับนาคที่หน้าตางดงาม ท่านเทพไร้เท้าบอกลูกสาวว่าร่างมนุษย์ของพวกนาคนั้นล้วนงดงาม นาคสาวนั้นทั้งงดงามและรูปร่างสมส่วนอรชรไม่แพ้พวกกินรีเลยทีเดียว

“หล่อสักแค่ไหนอยากเห็นจริงเชียว” ปาราวตีว่า ในใจนั้นเชื่อมั่นว่าทั้งนวหิมพานต์และหิมพานต์ไม่มีทางที่ผู้ใดจะงดงามเกินศิวนฤบดีสวามีหล่อนเป็นแน่

จากนั้นบรรดาสาวๆ ก็เริ่มคุยกันถึงเรื่องอาหารที่จัดเตรียมไว้ โชคดีที่ในปราสาทมีพ่อหมอคนธรรพ์และภวัคค์ทำให้รู้ว่านาคนั้นกินอะไร ลักษณะอาหารนั้นต้องเน้นเนื้อสัตว์เล็ก และปรุงไม่สุกมาก  

แต่เนื่องจากแม่งานคืนนี้คือปาราวตี หล่อนแสดงความเห็นว่าใครจะอยากจะไปกินอาหารที่กินอยู่ทุกวันอยู่แล้ว ไหนๆ มานวหิมพานต์ทั้งทีก็ต้องต้อนรับด้วยอาหารนวหิมพานต์ ดังนั้น อาหารจึงใช้วัตถุดิบที่เป็นสัตว์เล็กมาปรุงในรูปแบบของอาหารอสูร    

ทุกอย่างเตรียมพร้อมเสร็จสรรพ รุทรกลับมาแล้วและศิวนฤบดีเดินทางมาปราสาทอสูรได้ครู่หนึ่ง พิทยาธรกับภวัคค์ที่ไปรับแขกพิเศษจากอุดรพนาก็เดินทางมาถึง

พวกนาคมาด้วยกันสามตน หนึ่งผู้นำ สองผู้ติดตาม  

เมื่อผู้นำกลุ่มนาคีลงจากรถนั้น บรรดาเทวีและเทพีทั้งหลายต่างนิ่งไปด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน

ผู้ที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือเทพีที่อายุน้อยที่สุด เจ้าแสงอุทานว่า

“โห… นี่หรือนาค ทำไมหล่ออย่างนี้ คนที่เดินนำน่ะรูปงามกว่าสักกะอีก”

ปาราวตีที่เพิ่งถอนสายตาจากผู้มาเยือนได้ตวัดค้อนนิดหนึ่ง รีบปกป้องสวามีทันทีว่า

“งามคนละแบบไม่ได้งามกว่าเสียหน่อย”

เสียงตอบโต้ของเทพีและมหาเทพีผ่านเข้าหูหฤษรเพียงแว่วๆ ใจหล่อนนั้นคิดเพียงแต่ว่า ตัวดำ… นายช่างกล้า…

พิทยาธรนำแขกตรงมายังกลุ่มเจ้าของบ้านก่อนแนะนำนาคหนุ่มกับบรทั้งสองว่า

“สักกะครับ คุณอุรเคนทร์ ทายาทผู้นำนาคีแห่งหิมพานต์”

นาคหนุ่มผู้งดงามทำความเคารพผู้นำทั้งสองแห่งนวหิมพานต์ด้วยท่วงท่างดงาม ผู้ติดตามชายทั้งสองด้านหลังก็ทำตามอย่างพร้อมเพรียงกัน บรทั้งสองทำความเคารพตอบ และเมื่อนาคหนุ่มยืดตัวขึ้นอีกครั้งเขาก็กวาดตามองบรรดาเจ้าบ้านสาวๆ ด้วยดวงตาสีอ่อนคู่งามเหมือนลูกแก้ว  ริมฝีปากประดับรอยยิ้มน้อยๆ

แต่วินาทีที่ฝ่ายนั้นสบตาหฤษรเทวี เขาชะงักไปเล็กน้อย และหมอสาวก็รู้ว่ามีบางอย่างผิดไป

ถึงหน้าตาจะคมคายงดงามเหมือนกัน สูงต่ำดำขาวเสมอกัน แถมท่วงท่าการก้าวเดินจะไม่ผิดเพี้ยนจากกันแม้แต่น้อย แต่ชายผู้นี้ไม่ใช่ตัวดำ ไม่ใช่นาคของหล่อน… ไม่… ไม่… ไม่ใช่นาคที่หล่อนคุ้นเคย   

ข้างกายหล่อนมหาเทวีเองก็ทำท่าเหมือนแปลกใจเล็กน้อยเช่นกัน แต่เพียงครู่เดียวสีหน้าของทิพย์อาภาก็กลับมายิ้มแย้มพร้อมรับแขกจากหิมพานต์ดังเดิม  

Don`t copy text!