นิลนาคินทร์ บทที่ 7 : ไข่ลูกยอด

นิลนาคินทร์ บทที่ 7 : ไข่ลูกยอด

โดย : อลินา

นิลนาคินทร์ หนึ่งในนิยายชุด นวหิมพานต์ นิยายออนไลน์ แนวแฟนตาซีเหนือจริง ภายใต้นามปากกา อลินา เรื่องราวสุดจินตนาการที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

อุรเคนทร์คือบุตรชายที่ถือกำเนิดจากไข่ลูกยอดของอุกฤตผู้นำเผ่านาคกับรานีกันทรา ผู้ติดตามที่สูงวัยกว่าทั้งคู่ตนหนึ่งชื่อศิราพันธ์อีกตนชื่อสินธุ  

เมื่อทางนวหิมพานต์สอบถามเกี่ยวกับการละสังขารก่อนวัยอันควรของสองคนธรรพ์ด้วยพิษนาคีไปยังเผ่าพันธุ์นาค รุทรและศิวนฤบดีนึกว่าอุกฤตจะตอบข้อสงสัยผ่านมาทางกินรานรากร แต่กลายเป็นว่าทางนาคกลับส่งอุรเคนทร์มายังนวหิมพานต์

รุทรในฐานะหนึ่งในสองของผู้ปกครองนวหิมพานต์ด้านความมั่นคงจึงเป็นผู้จัดหาที่พักให้แขกจากหิมพานต์พร้อมทั้งเป็นเจ้าภาพมื้อเย็นมื้อแรกให้กับแขกผู้มาเยือน

หลังจากแนะนำตัวกันเรียบร้อยแล้ว อุรเคนทร์ก็นำกริชทองคำที่ด้ามจับและปลอกประดับประดาอย่างงดงามด้วยอัญมณีสองเล่มมามอบให้บรเทพและบรอสูร ความงดงามของกริชที่คดโค้งเหมือนงูเลื้อยนั้นทำให้คนรอบด้านตาโตด้วยความชื่นชมได้

ขนาดพ่อเฒ่าคนธรรพ์ที่ถูกเกณฑ์มาช่วยรับแขกอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นักยังจุปาก เปรยว่า

“คราวนี้พวกนาคใจกว้างไม่เบาเลย”

บรทั้งสองเอ่ยขอบคุณและชื่นชมของขวัญอยู่ครู่ก่อนเชื้อเชิญนาคทั้งสามเข้าไปในห้องอาหาร อุรเคนทร์ก้าวอย่างนุ่มนวลตามเจ้าของบ้านฝ่ายชาย แต่ดวงตางดงามของเขาตวัดผ่านหฤษรเทวีที่ยืนอยู่กับพี่สะใภ้ทั้งสองด้วยสายตาคมกริบก่อนจะเผยรอยยิ้มเล็กน้อยให้หมอสาว
ยิ้มเขาอบอุ่นเป็นมิตร แต่อสุรีเทวีกลับรู้สึกไม่ไว้วางใจเอาเสียเลย

        

บรรยากาศมื้อค่ำนั้นเต็มไปด้วยความสุภาพ ราบรื่นแต่ก็เหินห่าง เป็นอย่างที่ภวัคค์และพ่อหมอคนธรรพ์เอ่ยไว้ไม่มีผิดว่าพวกนาคนั้นค่อนข้างถือตัว คิดว่าตนคือเผ่าพันธุ์เก่าแก่ที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้น แม้จะมาเป็นแขกแต่ก็ยังวางตัวสูงส่งเย็นชา ตัวผู้นำกลุ่มอุรเคนทร์นั้นยังมีความอ่อนน้อมให้เห็นบ้าง แต่ผู้ติดตามทั้งสองของเขากลับท่ามากเกินตัวผู้นำ

พวกเขาอ่อนน้อมให้แก่เฉพาะพวกเทพและอสูรพันธุ์แท้ชั้นสูง ทิพย์อาภานั้นถึงจะเป็นลูกครึ่งสองเผ่าพันธุ์แต่ได้รับการยกเว้น  เพราะหญิงสาวเป็นธิดาที่แท้จริงเพียงผู้เดียวของท่านเทพไร้เท้าที่ชาวหิมพานต์ให้ความเคารพ หนำซ้ำหล่อนยังเป็นเนตรทิพย์และดำรงตำแหน่งมหาเทวี ดังนั้น พวกนาคจึงค่อนข้างเคารพแกม

ระแวดระวังหล่อนเป็นพิเศษ

ส่วนเทพีแสงสุรีย์นั้นเป็นลูกครึ่งเช่นกัน แต่มารดาของเด็กหญิงเป็นเพียงอนารยชนแห่งเกาะเมืองอกแตก พวกนาคถือว่าต่ำชั้นเสียยิ่งกว่ามนุษย์ชาวนวหิมพานต์เสียอีก ดั้งนั้น แม้เจ้าแสงจะเป็นเด็กน้อยที่ได้รับความงามจากทั้งฝั่งเทพและฝั่งมารดา มีดวงตาที่สุกใสราวกับดวงดาว ทว่าพวกนาคกลับเมินเฉยกับมัน แสดงท่าทางเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด เจ้าแสงถามอะไรก็ตอบเหมือนเสียมิได้หรือทำเป็นไม่ได้ยินไปเสีย

เจ้าแสงไม่ใช่เด็กโง่ แต่เดิมก็เฉลียวฉลาดอยู่แล้วยิ่งเคยถูกบีบให้ใช้ชีวิตตามท้องถนนในเกาะเมืองอกแตกอยู่เป็นปี นิสัยจึงช่างสังเกตและมองทะลุถึงสีหน้าแววตาและความคิดของผู้คนรอบตัว ดังนั้น ใช้เวลาไม่นานก็รู้ว่าพวกนาคที่หน้าตางดงามนั้นนิสัยไม่งามเท่ารูปลักษณ์

มันผิดหวังนิดหน่อย แต่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แค่คิดว่าพี่ภวัคค์พูดถูก พวกนาคไม่น่ารักเลย และเมื่อพวกเขาไม่สนเจ้าแสง เจ้าแสงก็ไม่สนใจพวกเขาเช่นกัน ดังนั้น เทพีแสงสุรีย์จึงตอบโต้นาคทั้งสามโดยเฉพาะนาคผู้ติดตามด้วยการแอบทำปากบู้ก่อนไม่ใส่ใจอีก มันกินอาหาร พูดคุยกับคนนั้นคนนี้โดยทำเหมือนกับนาคจากหิมพานต์นั้นปราศจากตัวตน

ผู้ติดตามของอุรเคนทร์ไม่ใส่การตอบโต้ของเด็กน้อย ไม่สนใจนรสิงห์ที่ถือเป็นเผ่าพันธุ์ชั้นต่ำ แม้ท่านเทพจะรับเขาเป็นลูกบุญธรรมแต่คนครึ่งสัตว์ก็ถือว่าต่ำชั้นอยู่ดี ส่วนผู้เฒ่าคนธรรพ์นั้นยิ่งเหมือนของเก่าที่ตั้งประดับโต๊ะไว้เท่านั้น  

ผู้เดียวที่นาคจากหิมพานต์กลุ่มนี้ลอบมองด้วยความไม่มั่นใจ หวาดระแวงแกมอยากรู้คือหฤษรเทวี เห็นได้ชัดว่าอุรเคนทร์พยายามชวนหมอสาวสนทนามากเป็นพิเศษ เขาเอ่ยว่าตนก็เป็นผู้รักษาของเผ่าพันธุ์จึงมีความสนใจเรื่องการรักษาพยาบาลแบบนวหิมพานต์เป็นพิเศษ และถ้ามีโอกาสก็อยากจะขอวิชาความรู้จากเทวีสาว

เขาเอ่ยด้วยคำพูดแบบนวหิมพานต์ แสดงให้เห็นว่าศึกษามาเป็นอย่างดี แต่ที่สำคัญนั้นเสียงของนาคหนุ่มนั้นไม่ได้นุ่มนวล มันแหบพร่านิดๆ ทว่าให้ความรู้สึกละมุนในน้ำเสียงอย่างประหลาด  อีกทั้งดวงตาสีอ่อนแปลกประหลาดคู่นั้นยังเหมือนมีมนตร์สะกดให้รู้สึกว่าทุกสิ่งที่เขาเอ่ยเชื่อถือได้ วางใจได้ พวกอสูรและเทพจึงไม่มีใครติดใจสงสัยอะไรในคำพูดนั้น

แต่พวกที่มาจากหิมพานต์นั้นต่างออกไป ภวัคค์ฟังแล้วกลอกตาอย่างระอา นาคผู้รักษางั้นหรือ… เหลวไหลที่สุด พวกนาคเจ็บป่วยอะไรกัน นอกจากต้องสำรอกพิษออกมาทุกสองสามปีเพื่อให้สบายตัวแล้ว สิ่งเดียวที่พวกนาคจะเป็นได้คือถูกฉีกเนื้อเป็นชิ้นๆ จากครุฑเท่านั้น และถึงตอนนั้น… ชิ้นส่วนในท้องครุฑจะเอายาตัวใดไปรักษากัน

พ่อหมอคนธรรพ์ก็คิดตรงกับนรสิงห์ขนทอง แถมยังไม่เก็บอาการเท่า เขาจึงส่งเสียงฮึอย่างดูแคลนออกมา ทำเอาผู้ติดตามทั้งสองของอุรเคนทร์หันมามองอย่างไม่พอใจ แต่ผู้เฒ่าไม่ใส่ใจยังกินอาหารตรงหน้าอย่างสบายอารมณ์  

เมื่อของหวานถูกนำมาขึ้นโต๊ะ เจ้าแสงที่เริ่มเบื่อกับการสวมเสื้อผ้าเต็มพิธีการทำตัวเรียบร้อยก็รีบกินก่อนเริ่มทำอุบายสัปหงก เอียงซ้ายเอียงขวาเหมือนจะตกจากเก้าอี้ได้ทุกเมื่อ

บรรดาผู้ใหญ่มองมันอย่างหมั่นไส้เพราะรู้ว่าเจ้าตัวร้ายนอนดึกเพียงใด ทุกคืนทิพย์อาภาต้องคอยไล่ให้มันเลิกเข้าเครือข่ายสาธารณะในโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้วปิดไฟนอนเสีย  เจ้าตัวมักอิดออดอยู่นาน แต่คืนนี้ถูกยึดโทรศัพท์ไว้ เจ้าแสงก็ทำท่าง่วงเหงาหาวนอนตั้งแต่หัวค่ำเสียอย่างนั้น

ทิพย์อาภาที่รู้เท่าทันแต่แกล้งทำไม่รู้เลยขอตัวกับแขกให้และไล่มันไปนอนเสีย ทำให้เจ้าแสงตาใสรีบลุกขึ้นแสดงความเคารพกับสักกะทั้งสองและแขกก่อนหายตัววับไปอย่างว่องไว สาวิณีดูเวลาแล้วขอตัวไปดูลูกชายพิมพ์ประทับเช่นกัน กัญจน์ถูกกันเอาไว้เพราะยังเด็กเกินกว่าจะออกมาร่วมโต๊ะอาหารได้ และป่านนี้คงจะเริ่มโยเยร้องหาแม่กับพ่อแล้ว

และเมื่อในโต๊ะอาหารไม่มีเด็กน้อยที่ชอบหูยื่นหูยาวฟังผู้ใหญ่สนทนา รุทรก็เอ่ยปากว่า

“ขอบคุณพวกท่านมากนะครับ ที่ยอมเดินทางจากหิมพานต์มาพบพวกเราเรื่องพิษนาคี”

“ด้วยความยินดีครับ สักกะ” อุรเคนทร์เรียกบรทั้งสองว่าสักกะเหมือนกับคนอื่นๆ ในนวหิมพานต์ได้อย่างคล่องแคล่ว แสดงว่าเขาศึกษาทุกอย่างในนวหิมพานต์มาพอสมควร “อีกอย่างนอกจากการร่วมมือตรวจสอบพิษนาคีแล้ว ผมเองก็ตั้งใจจะขอเข้ามานวหิมพานต์เพื่อตามหาคู่แฝดของผมอยู่พอดี”

นอกจากนาคหนุ่มอีกสองตนแล้ว ทั้งโต๊ะมีเพียงหฤษรเทวีเท่านั้นที่ไม่มีท่าทีแปลกใจ อุรเคนทร์และตัวดำรูปร่างหน้าตาเหมือนกันแทบไม่ผิดเพี้ยน เหมือนแม้แต่น้ำเสียงที่แหบพร่า และพวกนาคคงไม่รู้จักมนตร์พันพักตร์ ดังนั้น ข้อสรุปเดียวคือนาคชั้นสูงทั้งคู่เป็นพี่น้องกัน

“แฝด ในนวหิมพานต์งั้นหรือ” ศิวนฤบดีถาม

“เหมือนมีร่องรอยของเขาปรากฏที่นี่ ตอนเดินทางมาผมยังไม่มั่นใจ แต่ตอนนี้” เขามองมาทางหฤษรอย่างแย้มยิ้มนิดหนึ่งก่อนเสริม “ผมมั่นใจแล้วว่าคู่แฝดของผม… น้องชายของผมอยู่ในนวหิมพานต์แน่นอน”

รุทรจับตานาคหนุ่มตลอด เขาสังเกตเห็นว่าอุรเคนทร์มักมองไปยังน้องสาวคนโตของเขาอย่างเป็นปริศนา จึงขมวดคิ้วนิดหนึ่งไม่เอ่ยอะไร ศิวนฤบดีที่ตามปกติจะเยือกเย็นกว่า ช่างไตร่ตรองกว่าจึงต้องเป็นผู้เอ่ยขึ้นแทนว่า

“คุณอุรเคนทร์เอ่ยอย่างนี้หมายความว่า คู่แฝดของคุณเกี่ยวพันกับการละสังขารก่อนวัยอันควรของคนธรรพ์หมองูทั้งสองงั้นหรือ” น้ำเสียงของบรเทพสงบเยือกเย็น แต่เน้นคำว่าหมองูชัดเจน  

“ผมไม่อาจเอ่ยเช่นนั้นได้ อย่างน้อยก็ต้องขอดูสังขารร่างของคนธรรพ์ทั้งสองก่อน พิษนาคีนั้นแตกต่างกันตามระดับชั้นของเจ้าของพิษ แต่ผมกับคู่แฝดเคยร่วมอาศัยในไข่ใบเดียวกัน พิษของเราสองคนย่อมอยู่ในระดับชั้นเดียวกัน ถ้า… น้องชายของผมมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ละสังขารทั้งสอง ผมย่อมต้องรู้อย่างแน่นอน”

“คู่แฝด!” ผู้เฒ่าคนธรรพ์ที่เพิ่งกินขนมหวานในถ้วยกวาดจนเกลี้ยงเปรยขึ้น “ข้าไม่ยักกะรู้ว่าไข่ลูกยอดของท่านอุกฤตกับรานีเป็นนาคแฝด งูใหญ่สองตัวในไข่ฟองเดียว”

อุรเคนทร์ยังไม่ทันตอบอะไร สินธุหนึ่งในผู้ติดตามของเขาถลึงตาใส่ ตวัดเสียงฟ่อว่า

“เรื่องของนาค ตาเฒ่าคนธรรพ์ขี้เรื้อนอย่างเจ้าจะยุ่งอะไรด้วย และถ้าไม่รู้อะไรจริงอย่าสอด!”

“สินธุ!” อุรเคนทร์ปรามคนของเขาเสียงเฉียบขาด  

ผู้ถูกเอ่ยนามชะงักไป ก่อนก้มศีรษะนิดหนึ่งเป็นเชิงขออภัยไปทางผู้นำของตน

หฤษรได้แต่อ่อนใจ พวกนาคช่างเย่อหยิ่งและดื้อรั้นโดยแท้ ทั้งๆ ที่ตวาดข่มพ่อหมอลั่นอย่างนั้นแต่กลับไปขอโทษเจ้านายตัวเอง ทำอย่างนี้จะมีประโยชน์อะไร แต่ยังดีที่อุรเคนทร์หันไปทางผู้เฒ่าคนธรรพ์… นาคหนุ่มไม่เอ่ยปากขออภัย แต่ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า

“ผมมีคู่แฝดจริงๆ แต่เรื่องนี้ค่อนข้างน่าละอาย… คือช่วงที่ผมและน้องชายเพิ่งถือกำเนิด นาคเกือบทุกตนในเผ่าพันธุ์ตั้งความหวังไว้กับเราสูงมาก ผมกับน้องได้รับความรักและความชื่นชมมากมายจนเกิดปัญหา สาวสนมนางหนึ่งของท่านพ่อเกิดความริษยาพวกเราพี่น้อง แถมยังชังที่ท่านแม่ได้รับความรักใคร่จากท่านพ่อ จึงได้ลักพาตัวเราสองพี่น้องออกจากรัง พวกองค์รักษ์ตามไปช่วยผมไว้ได้ แต่สาวสนมพาน้องชายหายตัวไป ไม่นานมีการพบเศษร่างของสาวสนมผู้นั้น คาดว่านางคงหนีออกจากถ้ำแต่ไปเจอครุฑเข้า ยามนั้นเชื่อกันว่าชะตากรรมของน้องชายคงไม่แตกต่างกัน เรื่องนี้ทำให้ท่านแม่ได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างรุนแรงจนล้มป่วยอยู่หลายปี ท่านพ่อจึงสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใดในวังบาดาลเอ่ยถึงน้องชายอีก

“ผมเองก็มารู้เรื่องน้องชายเมื่อสิบปีก่อน พวกเราเชื่อกันจริงๆ ว่าน้องละสังขารไปแล้ว จนกระทั่งเมี่อไม่นานมานี้ท่านพ่อได้ข่าวผ่านงูน้อยในอุดรพนาว่าคล้ายมีนาคชั้นสูงอิทธิฤทธิ์ไม่ต่ำชั้นกว่าอัคคิมุขะ… ผู้มีพิษดุจไฟเผาปรากฏขึ้นในนวหิมพานต์ ท่านพ่อกำลังจะส่งผมออกมาดูพอดี ทางนวหิมพานต์ก็ส่งเรื่องคนธรรพ์ทั้งสองเข้าไป ผมจึงเดินทางมาเพื่อภารกิจทั้งสองประการนี้”

ทั้งโต๊ะมีแต่ความเงียบอยู่ครู่ ก่อนมหาเทพีผู้แน่วแน่จะเอ่ยขึ้นอย่างทึ่งว่า

“พวกนาคคุยกับงูเล็กงูน้อยในนวหิมพานต์ได้ด้วยหรือคะ”

หฤษรเทวีอ่อนใจ ระหว่างที่ผู้อื่นสนใจในเรื่องราวของคู่แฝดนาคี ปาราวตีกลับใส่ใจในเรื่องเล็กน้อยอย่างเรื่องการสื่อสารระหว่างนาคกับงู  

“ก็… ได้บ้างครับ” อุรเคนทร์ตอบอย่างสงบ “มันก็เหมือนกับที่พวกกินรสื่อสารกับพวกนกได้ งูมีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง พวกเราถึงได้รู้เบาะแสของน้องชาย”      

  “คำก็น้องชาย สองคำก็น้องชาย เกิดจากไข่ฟองเดียวกันแยกออกได้อย่างไรฤๅว่าผู้ใดเป็นพี่ผู้ใดเป็นน้อง” พ่อเฒ่าคนธรรพ์ถามยิ้มแย้มตาใส  

สินธุและศิราพันธ์ถลึงตามองพ่อหมอตัวร้ายอย่างไม่พอใจ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ อุรเคนทร์เช่นเคยที่ตอบอย่างอดทนว่า

“แยกได้ครับ ถึงจะเกิดมารูปร่างหน้าตาเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน แต่ปานดำบนร่างของเราทั้งสองแตกต่างกัน ท่านแม่และพี่เลี้ยงจึงแยกได้ทันทีว่าผู้ใดออกมาจากไข่ก่อน”

“ทำไมคะ การที่ว่าใครเป็นพี่เป็นน้องสำคัญมากเลยหรือคะ” ปาราวตีถามอย่างใคร่รู้เช่นเคย

และเป็นพ่อหมอที่ตอบอสุรีคนโปรดของเขาว่า

“มากสิ นาคก็เหมือนหลายๆ เผ่าพันธุ์ในหิมพานต์ที่ยึดความอาวุโสเป็นหลักนั่นแหละ อย่างท่านอุรเคนทร์… ถือกำเนิดจากไข่ลูกยอด นับว่าสูงสุดในหมู่บรรดาพี่น้องร่วมท้องเดียวกันแล้ว ไม่ว่าจะฟักออกมาก่อนหรือหลังก็ให้นับเป็นตนแรก แต่ถ้าไข่ลูกยอดเป็นแฝดคงต้องนับกันแล้วว่าผู้ใดฟักออกจากไข่ก่อน เพราะผู้ฟักก่อนแสดงให้เห็นว่าแข็งแกร่งกว่า เหนือกว่า เหมาะสมกับการเป็นทายาทของผู้นำนาคทั้งปวง”

เพียงเท่านี้ชาวนวหิมพานต์ก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมอุรเคนทร์ถึงย้ำหนักหนาว่าเขาเป็นพี่ชายผู้ฟักจากไข่ก่อน  

“เข้าใจแล้วค่ะ” มหาเทพีพยักหน้าถี่ๆ นี่ถ้าผู้สาบสูญเป็นพี่  ตำแหน่งทายาทผู้นำเผ่าพันธุ์นาคย่อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน “ว่าแต่ว่าคุณอุรเคนทร์จะเริ่มต้นหาเบาะแสของน้องชายยังไงคะ คิดวางแผนไว้บ้างหรือยัง”

“วางแผนไว้บ้างเหมือนกันครับ” นาคหนุ่มตอบยิ้มๆ ดวงตาสีอ่อนคู่งามเป็นประกายอย่างคาดหวังเต็มเปี่ยม “ตอนแรกก็กังวลใจอยู่ว่าอาจจะใช้เวลาไม่น้อยในการตามหาเบาะแส แต่ตอนนี้… เพียงแค่คุณหฤษรเมตตา การตามหาตัวน้องชายคงไม่ยากเย็นอะไรเลย”  

สายตาทุกคู่ทุกเผ่าพันธุ์หันมามองหฤษรเทวีเป็นตาเดียว ภายนอกหมอสาวยังดูเยือกเย็นเป็นปกติ  แต่ในใจนั้นอยากจะถอนใจยาวออกมาดังๆ

จนได้สิน่า!

สองบรรอดูท่าทีไม่ผลีผลาม พิทยาธรที่เก็บปากเก็บคำตลอดอย่างน่าประหลาดใจเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มหาเทวียิ้มนิดๆ เหมือนที่ชอบทำประจำ ภวัคค์แอบลับเล็บของเขากับพื้นอย่างเบื่อหน่าย… พวกนาคอ้อมค้อมน่ารำคาญนัก ส่วนพ่อหมอคนธรรพ์จ้วงตักขนมหวานอีกรอบ เขาอายุมากแล้ว ใช้ชีวิตสองดินแดนมาจนคุ้มค่าแล้ว ฉะนั้น อยากกินอะไรก็กินอยากพูดอะไรก็พูด แต่ตอนนี้ปากไม่ว่างจึงไม่เอ่ยอะไร มีเพียงมหาเทพีปาราวตีตามเคยที่อดไม่อยู่ถามทันทีว่า

“คุณจะให้พี่ษรช่วยยังไงคะ หรือว่ามีเบาะแสอะไรพิเศษให้พี่ษรช่วยชันสูตรเพื่อนำไปหาน้องชายของคุณ”

อุรเคนทร์ยิ้มหว่านเสน่ห์ เขาจ้องหมอสาวเหมือนงูมองสะกดเหยื่อก่อนออกปาก

“ไม่ต้องยุ่งยากถึงขนาดนั้นก็ได้ครับ แค่ขอให้คุณหฤษรพาผมไปพบเขาก็พอแล้วครับ”

“เอ๋…” ระหว่างที่บรรดาพี่ชายหน้าตึง ปาราวตีมีสีหน้าแปลกใจจริงๆ แต่ยังมีสติพอที่จะไม่โพล่งถามไปตรงๆ ว่า พี่ฉันจะไปรู้จักน้องชายคุณได้ยังไง…

แต่ถึงมหาเทพีจะไม่เอ่ยถามตามใจคิด นาคหนุ่มก็ตอบให้เองว่า

“น้องชายผมเลือกคุณหฤษรเป็นคู่ครอง เขาย่อมจะต้องเกรงใจคุณ ถ้าคุณหฤษรช่วยนำทางรับรองว่าทุกอย่างต้องราบรื่นแน่นอน”

“อะไรนะ!” สองอสูรร้องเสียงลั่นออกมาพร้อมกัน รุทรที่เพิ่งเสียน้องสาวคนโปรดให้พวกเทพไปหัน มามองน้องสาวอีกคนตาเขียว  

คู่ครอง! นาค!  

อะไรกัน นี่มัน… มันแย่ยิ่งกว่าพวกเทพอีก!  

แต่โชคดีที่รุทรได้รับฝึกมาดีจากกรณีของปาราวตีจึงไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรมาก แค่มองน้องสาวเหมือนจะบอก หลังจากนี้เธอต้องตอบคำถามพี่แน่นอน!

คราวนี้หฤษรเทวีอยากถอนใจยาวๆ ดังๆ ออกมาจริงๆ ในใจนั้นอยากจะถอนเกล็ดนาคออกให้หมดตัว แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตัวไหนก่อน นาคแฝดน้องหรือนาคแฝดพี่ดี!

“ฉันไม่รู้จะช่วยคุณได้มากแค่ไหนนะคะ เพราะฉันก็เจอเขาเพียงแค่สองครั้งเท่านั้น และไม่รู้เลยว่าเขาอยู่ที่ไหน บอกตามตรงนะคะ ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับน้องชายของคุณเลย คุณยังให้ข้อมูลเขาได้มากกว่าที่ฉันรู้เสียอีก” อสุรีเทวีตอบอย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น

อุรเคนทร์ไม่เอ่ยอะไร แต่นาคผู้ติดตามของเขาไม่เก็บสีหน้าไม่เชื่อถือไว้เลย ทั้งคู่มองมายังหมอสาวด้วยสีหน้าและแววตากล่าวหาชัดแจ้ง… อสุรีโกหก!

การชักสีหน้าตรงๆ นั้นควรจะทำให้หฤษรไม่พอใจ แต่หล่อนกลับยังนั่งได้อย่างนิ่งสงบ ไม่แสดงอะไรออกทางสีหน้าแม้แต่นิดเดียว และนั่นทำให้อุรเคนทร์นึกนิยมอยู่ในใจ

เจ้าน้องชาย… นี่ใช่ไหมผู้หญิงที่นายเลือก ไม่เลวเลย… ไม่เลวจริง ๆ

“น่าเสียดาย” เขามองอสุรีเทวีด้วยสายตาเหมือนอ้อนวอน “แต่ผมเชื่อว่าอีกไม่นานเขาจะต้องติดต่อหรือมาหาคุณแน่ เมื่อนาคประทับตราคู่ครองแล้ว จะไม่มีวันห่างจากคู่ครองไปไกล เขาจะต้องมา และถึงตอนนั้นผมหวังไว้ว่าคุณหฤษรคงจะเมตตา การพบเขาอีกครั้งไม่ได้ดีต่อผมเท่านั้น แต่ท่านพ่อและท่านแม่คงจะยินดีมาก มากๆ ทีเดียว”

การเลี้ยงรับรองที่ปราสาทอสูรจบลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากไม่ได้พักที่ปราสาท บรเทพจึงอาสาไปส่งแขกพิเศษยังเรือนรับรองหรูของสภาเทพอสูรที่ตั้งอยู่ด้านหนึ่งของสระอโนดาตจำลอง  มหาเทพีพิรี้พิไรไม่อยากกลับ ถึงกับเอ่ยปากบ่นว่าคิดถึงบ้านอยากจะขอค้างคืนที่ปราสาทอสูร แต่ถูกสวามีขึงตาใส่ เจ้าหล่อนจึงจำต้องยอมกลับปราสาทเทพอย่างหมดอาลัยตายอยาก หากก่อนขึ้นรถยังมิวายแอบกระซิบกับพี่สะใภ้ว่า

“เก็บให้หมดนะฟ้า เดี๋ยววตีจะโทร.มาถาม”

ทิพย์อาภายิ้มหวานตามเคย

เมื่อแขกกลับไปแล้ว พ่อหมอคนธรรพ์ที่สนุกสนานกับอาหารพิเศษมื้อนี้มากก็รีบหลบไปหาน้ำโสมดื่มให้สำราญใจ ภวัคค์รู้หน้าที่ดีจึงขอถอยไม่เข้าไปในห้องทำงานเล็กของปราสาท ปล่อยให้สองพี่ชายตั้งตัวเป็นศาลซักถามจำเลยสาวเพียงลำพัง ส่วนทิพย์อาภานั้นเป็นของแถม… สวามีพยายามบอกให้หล่อนขึ้นไปพักผ่อน แต่มหาเทวีกลับทำไม่รู้ไม่ชี้ นั่งลงตรงมุมหนึ่งของห้องอย่างสงบ

รุทรได้แต่ถอนใจกับการดื้อดึงนั้น และแก้ต่างให้กับการยอมแพ้ของตัวเองว่าเพราะหญิงสาวตั้งครรภ์ เขาจึงไม่อยากขัดใจ สุดท้ายได้แต่หันมาเอ่ยกับน้องสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าสั้นๆ ว่า

“อธิบายมา”  

นี่ถ้าเป็นปาราวตีผู้ขยันก่อเรื่อง บรอสูรคงเล่นบทโหดกว่านี้ ทว่ากับหฤษรเทวีนั้นต่างกัน น้องสาวคนนี้ไม่เคยก่อเรื่องไม่เคยสร้างปัญหา ไม่เคยทำให้พวกพี่ชายกุมขมับมาก่อน ตลอดมาหฤษรสุขุมรอบคอบ คิดก่อนลงมือกระทำ นับว่าเป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ… อาจจะน่านับถือมากกว่าพิทยาธรหลายเท่าเสียด้วยซ้ำไป อสูรหนุ่มวางใจและเชื่อมั่นในตัวน้องสาวคนนี้มาตลอด

จนถึงตอนนี้…

“ตัวดำเคยรู้จักกับษรตอนษรยังเด็ก เขาเคยเผลอกัดษรแต่ก็ช่วยรักษาษรไว้ เราเคยให้สัญญากันไว้ว่าจะไม่บอกใครเรื่องกันและกัน”

“นั่นมันสัญญาในตอนเด็ก และเขาก่อเรื่องสังหารคนธรรพ์…”

“ตัวดำบอกว่าไม่ใช่ฝีมือเขา” หฤษรเอ่ยอย่างสงบ

“และษรก็เชื่อเขางั้นหรือ”

“ค่ะ”

“หฤษร น้องไม่ใช่เด็กแล้วนะ” พิทยาธรคร่ำครวญ “น่าจะรู้ว่าผู้ชายเชื่อใจไม่ได้!”

บรอสูรมองน้องชายอย่างอิดหนาระอาใจ อีกฝ่ายจึงรีบยกมือบอก

“ก็ได้ๆ เปลี่ยนใหม่ ษรน่าจะรู้ว่าคำพูดของฆาตกรเชื่อถือไม่ได้”

“พี่รุทรกับพี่พิทยาธรเชื่อใจษรไหมคะ” อสุรีเทวีถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวลตามวิสัย “จะเชื่อษรไหมถ้าษรจะบอกว่าษรมั่นใจว่าตัวดำไม่ได้ทำ ส่วนเรื่องที่ทำไมปกปิดพี่ทั้งสอง ษรผิดเองค่ะ ตอนแรกผิดที่ไม่เอ่ยปาก จากนั้นก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดี อีกอย่างษรคิดว่าอาจจะพูดให้ตัวดำมาพบกับพวกพี่เพื่อช่วยคลี่คลายการตายของคนธรรพ์ทั้งสองได้จึงยังไม่ได้บอกอะไร”

พี่ชายทั้งสองถอนใจ คิดตรงกันว่าถ้าเป็นปาราวตีคงรับมือง่ายกว่านี้ แต่กับหฤษร… น้องสาวคนนี้เยือกเย็นและเชื่อมั่นในตัวเองจนไม่อาจจะรับมือได้ง่ายๆ

อีกอย่างเป็นเช่นที่หฤษรเอ่ยมา น้องสาวคนนี้เป็นผู้ใหญ่และมีความรับผิดชอบมีความน่าเชื่อถือมากจนไม่อาจคิดขัดแย้งได้

“พี่เชื่อษร แต่ยังเสียใจที่ษรไม่เคยบอกพี่เรื่องที่มีนาคอยู่ในนวหิมพานต์”

“ษรทราบค่ะ และษรต้องขออภัยแก่สักกะด้วยที่ปิดบังเรื่องสำคัญแบบนี้ไว้” หมอสาวค้อมตัวทำความเคารพพี่ชายที่อยู่ในฐานะบรอสูรด้วยอย่างขออภัย  

“วตีก็ราย ษรก็ราย พอดื้อดึงก็ทำตัวเหินห่างเรียกสักกะเสียงเย็นขึ้นมาทันที” รุทรบ่น

“นาคอะไรชื่อตัวดำ” พิทยาธรสงสัย

หฤษรเทวีนิ่งไปเล็กน้อย วินาทีนั้นความรู้สึกสองอย่างประดังขึ้นมา อย่างแรกคือขายหน้าที่มานึกๆ ดูแล้วหล่อนยังไม่รู้ชื่อตัวดำเลย ส่วนอย่างที่สอง… เพชรนาคีในกายหล่อนส่งเสียงฮึมเหมือนบอก… ตัวต้นเรื่องอยู่แถวนี้นี่เอง อาจจะอยู่ด้านนอก…

“ษรไม่รู้ชื่อเขา สมัยเด็กษรเรียกเขาว่าตัวดำ มาเจอกันครั้งหลังนี้เราคุยกันแต่เรื่องคนธรรพ์ ษรไม่ได้ถามชื่อเขา”

“แล้วไอ้เรื่องคู่ครองนี่มันอะไรกัน” พี่ชายใหญ่ถามเคร่งเครียด ขนาดชื่อเสียงเรียงนามยังไม่รู้ จะมาตู่น้องสาวเขาเป็นคู่ได้อย่างไร เหลวไหลที่สุด!
“ษรยังไม่ได้รับปากอะไรกับใครหรือผู้ใดทั้งนั้น” อสุรีเทวีตอบอย่างหนักแน่น

สองพี่ชายค่อยหายใจคล่อง มีเพียงมหาเทวีที่นั่งอมยิ้มน้อยๆ พวกผู้ชายไม่ช่างสังเกตสังกาอะไร ดังนั้น จึงไม่ทันคิดว่าหฤษรนั้นใช้คำว่า ‘ยัง’ วันนี้ยัง แต่พรุ่งนี้มะรืนนี้อาจไม่แน่…  

“ในนวหิมพานต์มีนาคกี่ตน” รุทรถาม

“ตัวดำบอกว่ามากกว่าที่ใครจะคาด”

คำตอบนั้นทำให้อสูรทั้งสองสบตากันอย่างหนักใจ ก่อนบรอสูรจะเอ่ยอย่างไตร่ตรอง

“ถ้าเป็นอย่างที่ษรบอก นาคพวกนี้น่าจะมาอยู่ในนวหิมพานต์นานแล้ว อย่างน้อยก็ห้าสิบหกสิบปีขึ้นไป แต่พวกนี้ซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบ ไม่เคยก่อเรื่องให้เป็นจุดสนใจมาก่อน แล้วทำไมจู่ๆ ถึงได้ลงมือสังหารคนธรรพ์สองรายติดๆ กัน”

“ษรไม่ทราบค่ะ ตัวดำเองก็เหมือนกำลังค้นหาคำตอบอยู่เช่นกัน” หฤษรว่า ในกายหล่อน… เจ้าเพชรนั่นเหมือนส่งเสียงสะท้อนเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ

“ฟ้าล่ะ เห็นอะไรบ้างไหม”

มหาเทวีที่นั่งสงบเสงี่ยมอยู่ส่ายหน้า

“ไม่ค่ะ ฟ้ารู้แค่ว่าคนธรรพ์ทั้งสองไม่ใช่เหยื่อสองรายแรก พี่รุทรให้อสูรรักษาเมืองลองค้นหาดูนะคะ ว่ามีหมองูหายตัวไปในระยะนี้กี่ราย อีกอย่างฟ้าเชื่อคุณษรนะคะ การละสังขารของพวกคนธรรพ์ไม่ใช่ฝีมือเขา แต่… ต้องเกี่ยวพันกับเขาแน่นอน”

“ษร…”  

“ษรทราบค่ะพี่รุทร ถ้าเจอตัวดำเมื่อไร…” คงจะเร็วๆ นี้นี่แหละ “ษรจะบอกให้เขามาพบพวกพี่ และพบพี่ชายแฝดของเขา”

“พี่แค่อยากบอกว่าให้ษรห่างๆ พวกนาคเอาไว้หน่อย ไม่จำเป็นไม่ต้องเจอหรอกตัวดำตัวขาวอะไรนี่ พี่หาตัวเขาเองได้” พี่ชายขี้หวงสำทับ
หฤษรเทวีไม่ตอบอะไร ทิพย์อาภาแอบส่งยิ้มมาให้อย่างเข้าใจ อสุรีสาวจึงแค่ก้มศีรษะนิดหนึ่งก่อนบอก

“พี่รุทร พี่พิทยาธรคะ ษรขอตัวไปพักก่อนนะคะ”  

บรอสูรมองน้องสาวที่ออกจากห้องไปด้วยสายตากังวล พิทยาธรก็ส่ายหน้าบ่นว่า

“นึกว่ากรณียายวตีจะแย่สุดแล้ว แต่นาค… นาคเนี่ยนะ ไว้ใจได้แค่ไหนนักเชียว”

แม้ไม่เอ่ยสนับสนุน แต่รุทรก็นิ่วหน้าไปกับคำพูดของน้องชายเช่นกัน เห็นอย่างนี้มหาเทวีจึงลุกขึ้นช้าๆ เพื่อมาเกาะแขนสวามีอย่างเอาใจ หล่อนตอบอสูรขี้หวงทั้งคู่ว่า

“รายนี้ไว้ใจได้ค่ะ ฟ้ามั่นใจว่าเขาไม่มีทางทำร้ายคุณษรแน่ แต่นาคตนอื่นนั้น… ฟ้าไม่มั่นใจ เรื่องที่อุรเคนทร์เล่ามาคืนนี้มีทั้งจริงและเท็จ ความจริงและความเท็จที่ฟ้าเชื่อว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้!”

 

หฤษรเทวีก้าวเท้าเร็วๆ ออกจากห้องทำงานเล็กมุ่งตรงสู่สวนใหญ่ด้านหลังปราสาท ค่ำคืนนี้อากาศเย็นสบายและพระจันทร์ดวงแหว่งส่งแสงประกายนวลตา บรรดาดอกไม้ราตรีที่ปาราวตีปลูกไว้ส่งกลิ่นหอมตลบไปทั่ว แต่น่าแปลกที่บรรยากาศแสนรื่นรมย์แต่ในสวนกลับปราศจากสุ้มเสียงใดๆ ไม่มีเสียงนกกลางคืน ไม่มีเสียงสัตว์น้อยใหญ่ ทุกอย่างเงียบสงัดอย่างน่าแปลกใจ… ไม่… ไม่น่าแปลกใจ เพราะที่ใดมีพญางู สัตว์เล็กสัตว์น้อยหน้าไหนจะกล้าส่งเสียงเรียกร้องความตายกัน

เทวีสาวก้าวฉับๆ ตรงไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัวปราสาท… ใกล้หน้าต่างห้องนอนของหล่อนมากที่สุด ก่อนเงยหน้าขึ้นมองที่คาคบไม้ที่เตี้ยที่สุด    

ดวงตาลูกแก้วคู่งามที่ส่องประกายเหมือนสายรุ้งมองกลับลงมา  

แม้เตรียมใจไว้บ้าง แต่อสุรีสาวยังนิ่งตะลึงไปเล็กน้อย ตรงหน้าหล่อนคือนาคสีขาวขนาดใหญ่ เกล็ดเป็นประกายราวกากเพชร หงอนใหญ่แผ่กว้างสีแดงสดประหนึ่งทับทิมที่นำมาร้อยแผ่เป็นแผงกว้างวางพาดกันอย่างซับซ้อนจนเกิดลวดลายแปลกตา ทั่วร่างมีเพียงตำหนิสีดำแต้มเป็นลายประหลาดรอยหนึ่งเท่านั้น

“นายตัวดำ!”

หางที่เป็นแผงหนาเหมือนพัดจีบมีสีขาวราวน้ำนมสะบัดโบกรับราวกับธงที่ยกขึ้นรับเสียงสั่งของแม่ทัพ  

แม้กายนาคไม่อาจแสดงสีหน้าให้เห็นได้ แต่หฤษรเทวีมั่นใจว่าตัวดำกำลังยิ้มยั่วเย้าหล่อนอยู่

แรงกดดัน… ความอึดอัดใจสารพัดในค่ำคืนนี้เปลี่ยนเป็นความไม่พอใจ… หงุดหงิดใจ อสุรีเทวีที่เคยเยือกเย็นเสมอมาก็หลุดอารมณ์เหมือนทุกครั้งที่หลุดยามอยู่ใกล้นาคตัวร้าย หล่อนใช้สองมือคว้าหางที่โบกแกว่งตรงหน้าเหมือนท้าทายไว้มั่น แล้วดึงนาคหนุ่มลงจากคบไม้

ด้วยคาดว่าอีกฝ่ายคงจะฝืนตัวไว้ หฤษรเทวีจึงออกแรงดึงเต็มที่ แต่ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม ตัวดำไม่ฝืนเลยแม้แต่น้อย เขากลับปล่อยกายให้ลื่นไหลนุ่มนวลลงตามแรงอสุรี ร่วงลงมาโถมใส่พัวพันกับหมอสาวทั้งร่าง

น้ำหนักที่ร่วงมาทับกระทันหันทำให้หฤษรทรงตัวไม่อยู่ หล่อนผงะหงายไปด้านหลังล้มลงบนพื้น ทว่าไม่เจ็บตัวแม้แต่น้อยเพราะโอบพันรับแรงกระแทกไว้ให้อย่างนุ่มนวล

กว่าจะรู้อีกทีอสุรีเทวีก็กำลังจ้องมองลูกแก้วที่เปลี่ยนจากสีรุ้งกลายเป็นสีน้ำเงินท้องฟ้าได้อย่างประหลาดในระยะใกล้ ตัวดำใช้เวลาเพียงแค่กะพริบตาเปลี่ยนจากนาคเป็นมนุษย์ เขายิ้มแย้มยั่วเย้า บ่นว่า

“รู้ว่าคิดถึงมาก แต่อยากจะกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับฉันบอกกันตรงๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องดึงหางเร่งกันเลย เธอนี่ช่างใจร้อนน่าดู!”

Don`t copy text!