นิลนาคินทร์ บทที่ 8 : ปรารถนาเป็นเพียงตัวดำของเธอเท่านั้น

นิลนาคินทร์ บทที่ 8 : ปรารถนาเป็นเพียงตัวดำของเธอเท่านั้น

โดย : อลินา

นิลนาคินทร์ หนึ่งในนิยายชุด นวหิมพานต์ นิยายออนไลน์ แนวแฟนตาซีเหนือจริง ภายใต้นามปากกา อลินา เรื่องราวสุดจินตนาการที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

แสงจันทร์สว่างส่องผ่านใบไม้จับที่ใบหน้าหงายแหงนของอสุรีสาวเกิดเป็นภาพที่งามจับตา กลิ่นหอมรื่นของดอกไม้ราตรีอวลเคล้ากลิ่นสาวชวนให้หลงใหลเมามัว ว่ากันว่าในหมู่เทพีทั้งหลาย เทพีสาวิณีคือผู้งามอันดับหนึ่ง ในหมู่เทวีตำแหน่งนี้ยกให้ปาราวตีที่ก้าวขึ้นเป็นมหาเทพีเมื่อไม่นานมานี้ ส่วนมหาเทวีทิพย์อาภาคือการรวมความโดดเด่นของเทพและอสูรจนกลายเป็นความงามที่เป็นเอกทั้งสองเผ่าพันธุ์

ตัวดำเคยเห็นภาพสตรีทั้งสามจากสื่อต่างๆ ในนวหิมพานต์ ตัวจริงก็เคยผ่านตาจากการลอบเฝ้ามองแล้ว นาคหนุ่มตัดสินใจได้ว่าเทพีและเทวีทั้งสามนั้นสวยเด่นราวดาวและเดือนจริง แต่หฤษรเทวีของเขางามกว่า  ผู้ตัดสินช่างอยุติธรรม คงเห็นอสุรีเทวีสุขุมเยือกเย็นไม่ยิ้มแย้มและดูเหินห่าง เลยมองข้ามความงามที่ยิ่งพิศยิ่งชวนให้หลงใหลไปอย่างน่าเสียดาย

พวกเขาไม่เห็นหรือว่ายามหฤษรวางตัวนิ่งสูงส่งสมกับอาชีพหล่อนเหมือนดอกบัวขาวที่ล้ำค่า หล่อนปฏิบัติตัวกับคนไข้อย่างอ่อนโยนมีเมตตา เหมือนกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ชวนรื่นรมย์ แต่ยามที่หล่อนหัวเราะหรือโกรธจนใบหน้าแดงเรื่อดวงตาเป็นประกายแข่งกับดวงดาว ปากแดงสดเผยอเล็กน้อยให้เห็นเขี้ยวขาวเล็กๆ ดอกบัวขาวก็เปลี่ยนเป็นสัตตบุษย์ที่ไม่เพียงกลีบซับซ้อนงดงามแต่ส่งกลิ่นหอมจัด หอมจนหมู่ภมรปรารถนาคลอเคลีย  

ซือ…

จะว่าไปการที่ผู้เปรียบเทียบความงามเหล่านั้นล้วนแต่ตาบอดต้องถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับเขา เพราะไม่มีผู้ใดเห็นความงามที่ถูกปิดบังจนมิดของอสุรีเทวี เขาที่ห่างหายจากนวหิมพานต์ไปหลายสิบปีจึงเป็นผู้โชคดีได้มีโอกาสตีตราจองดอกบัวงามก่อนใคร

คิดแล้วนาคหนุ่มยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ ตัวดำสุขใจแต่ตัวยุ่งยิ่งฉุนเฉียว ดึงหางเขาร่วงมาทับตัวเองจนหงายหลังแบบนี้เสียหน้าไม่น้อย แถมนาคหนุ่มยังไม่ยอมขยับเขยื้อน แค่ยันศอกกับพื้นยกตัวมองหล่อนด้วยดวงตาลูกแก้วคู่งาม แถมรอบตายังมีรอยจีบยับย่นรับกับริมฝีปากที่ฉีกยิ้มกว้าง หฤษรเทวีหงุดหงิดในหัวใจจนต้องขึงตาใส่เอ่ยเสียงเขียว

“ยิ้มอะไร ลุกเดี๋ยวนี้นะตัวดำ!”

“อะไร ลากหางเขาลงมาย่ำยีแล้วจะสั่งให้ลุกทำไม” น้ำเสียงเขาเหมือนไม่เข้าใจระคนน้อยอกน้อยใจ

“ย่ำยีอะไรกัน ฉันแค่ดึงนายให้ลงมาคุยกันแท้ๆ”

ตัวดำทำท่าครุ่นคิด

“เธอไม่รู้จริงๆ หรือว่าหางฉันเป็นส่วนที่รับความรู้สึกไวเป็นที่สุด เป็นส่วนที่ต่อเชื่อมกับ…” เขายิ้มเจ้าเล่ห์ เลิกคิ้วข้างหนึ่งให้หล่อนอย่างยั่วยวน “ส่วนนั้น…  ดึงหางก็เท่ากับว่าปลุกเร้าให้คึกคัก…”

อสุรีผู้เยือกเย็นยามนี้กลับร้อนผ่าวราวอิงแอบเตาฟืนไฟแรง หล่อนขึ้นเสียงอย่างน้อยครั้งมากที่จะทำ

“บ้าจริง ฉันเป็นอสูรไม่ใช่นาค จะไปรู้ได้ยังไง ไม่ได้คิดจะปลุกเร้าอะไรบ้าบอเสียหน่อย!”  

“หมออะไรใจดำ ลงมือแล้วไม่รับผิดชอบ” เสียงยังบ่นกระปอดกระแปด

“ลุก!”

นาคหนุ่มทำตาปริบๆ ไร้เดียงสา  

“ก็ลุกอยู่นะ…”

“นายตัวดำ! ตาบ้า นาคขี้ตู่ นาคลามก…”

“อะไรกัน แค่ขนลุกเพราะอากาศเย็นหน่อยถึงกับต้องด่ากันเป็นชุดเลยหรือ ตัวยุ่ง” เขาส่ายหน้ามองหล่อนอย่างล้อเลียน

หฤษรเทวีแยกเขี้ยวขาววาววับ ตัวดำคิดว่าเจ้าหล่อนคงกัดเขาจมเขี้ยวแน่ แต่ที่ไหนได้วินาทีถัดมาหล่อนกลับใช้สองมือจับหูเขาบิดเต็มแรง

“ลุกออกไปให้พ้นจากตัวฉันเดี๋ยวนี้นะ” หล่อนส่งเสียงขุ่นเขียว

ซือ…  

เจ็บนิดๆ คันหน่อยๆ ดี แต่ท่าทางตัวยุ่งเอาจริง เขาควรจะต้องมีปฏิกิริยาอะไรสักหน่อยใช่ไหม เพราะการที่ทำให้คู่ครองเสียหน้าคงไม่ดีแน่

“โอย” นาคหนุ่มร้องตาใสเอาใจหล่อน

แต่แทนที่หฤษรเทวีจะพอใจ หล่อนกลับโกรธขึ้นอีก บิดมือหนักขึ้น  

อืม คงต้องแสดงให้มากขึ้นอีกนิดกระมัง

“โอ๊ย โอ๊ย” คราวนี้ขึ้นเสียงสูงหน่อยแถมยังร้องควบสองที น่าจะถูกต้องแล้ว

แต่หมอสาวยิ่งโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง หนอย… ร้องเสียงดังแต่หน้าระรื่นอย่างนี้มีหรือจะเจ็บ นี่หล่อนลืมไปได้อย่างไรว่าขนาดปืนไฟฟ้ายังทำอะไรเขาไม่ได้ สำมะหาอะไรกับนิ้วหล่อนแรงหล่อน

 

นาคตนนี้นอกจากหน้าหนาแล้วยังหนังเหนียวอีก

ฮึ!

หฤษรเปลี่ยนวิธีใหม่ เทวีสาวแค่ละมือจากหูเขามากอดอกไว้ หลับตาเมินไปทางหนึ่งแสดงความไม่ใส่ใจอย่างชัดแจ้ง

ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะหน้าหนาหน้าทน ก้มลงยื่นหน้ามาใกล้ก่อนขบเม้มติ่งหูนุ่มของหล่อนอย่างหยอกเย้า  

อสุรีเทวีเป็นแพทย์ที่ทรงคุณวุฒิ ทำงานกับความเป็นความตายของผู้คนมานานปี ฝึกเรื่องการควบคุมอารมณ์มาอย่างดี แต่… ต่อให้คุมได้ดีแค่ไหน มาเจอเข้าแบบนี้ก็อดสะดุ้งไม่ได้ กระแสบางอย่างที่ร้อนผ่าว หวิววาบชวนให้รู้สึกขบขันและเขินอาย ในขณะเดียวกันแล่นผ่านจากส่วนที่รับสัมผัสได้ดีที่สุดแผ่ซ่านไปทั่วทั้งตัว

หล่อนทั้งอายและโกรธตัวเอง น่าจะรู้นะว่านาคตนนี้หน้าด้าน ใช้วิธีไม่ใส่ใจไม่ได้ ดังนั้น หฤษรจึงเปลี่ยนแผนอีกครั้ง ยันสองมือกับอกตัวดำแล้วผลักออกเต็มแรง  

“นาคบ้าบอ ไปให้พ้นตัวฉันนะ” ลงมือแล้วอสุรีอยากสบถ เพราะตอนแรกเตรียมพร้อมเต็มที่ นึกว่าจะเจอการขัดขืนเหมือนผลักหินผา แต่ที่ไหนได้เขากลับทำคล้ายเป็นนุ่น แค่หล่อนผลักก็กลิ้งไปข้างๆ ทำท่าอ่อนแอเหมือนลูกงูเพิ่งฟักจากไข่ ปากยังโอดครวญ

“คู่ครองดุเหลือเกิน เดี๋ยวก็ดึงหาง เดี๋ยวก็ผลักอก ดุ ดุ ดุ แบบนี้ฉันจะรอดไหมเนี่ย”

“นาย-ตัว-ดำ!” หฤษรเทวีเค้นเสียงทีละคำพร้อมลุกนั่งมองหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง

“ครับ ตัวยุ่ง” เขารับคำสงบเสงี่ยม ลุกนั่งตามหล่อนอย่างเรียบร้อย

หมอสาวได้แต่อ่อนใจ หล่อนคิดว่าตัวเองถอนใจ… ไม่สิ… ถอนใจออกมาเลยจริงๆ และหลังจากสงบสติอารมณ์ได้แล้ว จึงเริ่มคำถาม

“นายชื่ออะไร”

“ตัวดำ” เขาตอบเรียบง่าย “สำหรับเธอ ฉันคือตัวดำเสมอ”

หฤษรเทวีอยากส่ายหน้าเมื่อนึกถึงความไม่ประสาของตัวเอง แค่เนื้อตัวมอมแมมกับปานดำรูปร่างประหลาดที่ต้นแขนอันเดียวก็เหมาเรียกเขาว่าตัวดำเสียแล้ว

“คนอื่นเรียกนายว่ายังไง”

“นาย ท่าน เจ้านาย นาคินทร์…”

“นายชื่อนาคินทร์*”  

“ไม่ใช่ นาคินทร์เป็นคำเรียกแสดงความเคารพเหมือนกับที่ชาวนวหิมพานต์เรียกบรทั้งสองว่าสักกะนั่นแหละ”

หฤษรฟังแล้วนิ่งไป ถ้าเทียบคำนาคินทร์เท่าคำสักกะ นั่นหมายถึงเขาคือผู้นำของนาคในนวหิมพานต์ แต่มีนาคกี่ตนในหิมพานต์  

“ผู้ที่เรียกนายว่านาคินทร์เป็นคนหรือเป็นนาค” หล่อนตัดสินใจถาม

“ส่วนใหญ่เป็นนาค ถ้าเป็นเผ่าพันธุ์อื่น แค่เจ้านายก็เพียงพอแล้ว”

“ในนวหิมพานต์มีนาคจริงๆ กี่ตน ร้อย… พัน หรือมากกว่านั้น”

ตัวดำยิ้มดวงตาเป็นประกายเจิดจ้าในความมืด เขาว่า

“ที่บอกเพราะอนาคตผู้คนของฉันก็คือผู้คนของเธอหรอกนะ จริงๆ ในนวหิมพานต์มีเท่าไหร่ไม่เคยนับหัว คิดว่าไม่มากเท่าไร แต่ในเกาะเมืองใต้ก็… หลายพันอยู่”

“หลายพัน! มีนาคเป็นพันตนนอกหิมพานต์ และสภาเทพอสูรไม่รู้ แล้วนี่เกาะเมืองใต้… นายมาจากเกาะเมืองใต้จริงๆ” อสุรีเทวีเอ่ย นิ่งไปอีกนิดก่อนฉุกใจได้ว่า “ตลาดเกาะเมืองใต้ในนวหิมพานต์ มีข่าวว่าเศรษฐีจากเกาะเมืองใต้เป็นเจ้าของ”

“ลงทุนนิดๆ หน่อยๆ น่ะ เบื่อพวกพ่อค้าคนกลาง กดราคาอยู่เรื่อย ตั้งตลาดเองยังพอได้ค่าขนมหวานนิดหน่อย ลูกค้าก็ได้สินค้าราคาถูกกว่าด้วย”

“ค่าขนมหวาน!” อสุรีเทวีแค่นเสียง “ได้ยินข่าวว่าตลาดขยายขึ้นทุกหกเดือน เงินรายได้ปีก่อนไม่รู้กี่ล้านอัฐ”

“ซึ่ง… เสียภาษีอย่างถูกต้องทุกอัฐทุกเฟื้อง” เจ้าของตลาดยืนยัน

“ฉันเคยได้ยินว่าเกาะเมืองใต้ทุรกันดาร ผู้คนมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก”

“ได้ยินมานานเท่าใดแล้ว หกสิบปีที่แล้วใช่ไหม มันก็เหมือนกับความเชื่อโบร่ำโบราณที่ว่าไม่มีนาคในนวหิมพานต์นั่นแหละ จะว่าไป…” เขาทำเสียงซือในลำคอเหมือนขบขัน “ผู้คนในนวหิมพานต์นี่หัวอ่อนนะตัวยุ่ง เชื่ออะไรง่ายๆ ตำราบอกมายังไงก็เชื่อ เขาพูดต่อๆ กันมายังไงก็เชื่อ อาจจะเพราะการเชื่อเลยโดยไม่ต้องคิดอะไรมันง่ายกว่าการต้องมาพิสูจน์ ช่างเกียจคร้านเสียจริง”

หฤษรมองเขาตาขวาง

“ฉันก็เป็นผู้คนในนวหิมพานต์คนหนึ่งเหมือนกันนะ!”

“เธอไม่เหมือนคนอื่น เธอแตกต่าง” นาคหนุ่มรีบเอาใจ

อสุรีเทวีถอนใจอย่างอ่อนระอา ตัดสินใจไม่ต่อความยาว ถามตรงๆ ว่า

“นายชื่ออะไรกันแน่” และก่อนที่เขาจะโยกโย้ให้คำตอบที่กวนประสาท หมอสาวก็เอ่ยตรงๆ ว่า “ตัวดำ นายรู้ไหม ตอนที่รู้ว่าคุณอุรเคนทร์ไม่ใช่นาย… ฉันรู้สึกเหมือนเป็นตัวตลกที่คิดว่านายช่างกล้าปลอมตัวมาปราสาทอสูร พอตอนที่เขาถามถึงนายกับฉัน ฉันรู้สึกเหมือนเป็นคนทรยศต่อพี่ๆ และนวหิมพานต์ แต่นั่นไม่เลวร้ายสุด สิ่งที่แย่ที่สุดในคืนนี้คือตอนที่พี่รุทรถามถึงชื่อนายและฉันตอบไม่ได้ สายตาพี่ชายของฉันทั้งคู่ทำให้ฉันอายเป็นที่สุด อายที่นายเที่ยวประกาศตัวเป็นคู่ แต่ฉันกลับไม่รู้แม้แต่ชื่อนาย!”

นาคหนุ่มนิ่งเงียบไป เป็นครั้งแรกในค่ำคืนนี้กระมังที่ใบหน้างดงามของเขาไม่ได้ประดับด้วยรอยยิ้มอีกแล้ว

“ตัวยุ่ง ฉันเสียใจ ฉันเขลาเองที่คิดแค่ว่าสำหรับเธอแล้วฉันคือตัวดำเสมอ เธอคือเพื่อนคนแรกและคนเดียวของฉัน คนแรกที่ดีกับฉันอย่างจริงใจ คนแรกที่หยิบยื่นอาหารให้ฉันโดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน ฉันแค่อยากให้เราเป็นแค่ตัวดำและตัวยุ่งอย่างนี้ไปนานแสนนาน”

หฤษรเทวีถอนใจนิดหนึ่ง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าค่ำคืนนี้หล่อนถอนใจบ่อยครั้งกว่าสิบปีรวมกันเสียอีก  

“เราไม่สามารถหยุดเวลาไว้เหมือนตอนที่ยังเด็กได้หรอกนะ” หล่อนนึกถึงวันเวลาในช่วงนั้น หลังจากยัด ‘ยา’ ใส่ปากหล่อนแล้ว ตัวดำยังแอบแวะเวียนมาหาหล่อนอีกหลายครั้ง สุดท้ายเมื่อตัวดำเร่งร้อนต้องหนี หล่อนชวนไปพบท่านลุงท่านป้าอย่างไรเขาก็ไม่ยินยอม เทวีน้อยจึงมอบเงินสะสมที่ตัวเองมีทั้งหมดให้เพื่อนไป หวังเพียงอย่างเดียวว่าตัวดำจะได้ไม่หิวอีก แต่เรื่องทั้งหมดผ่านมานานแล้ว… ทิ้งไว้เพียงความทรงจำที่มีทั้งความเจ็บปวดและมิตรภาพอบอุ่นไว้เท่านั้น  

“ทุกอย่างมันเป็นอดีตไปแล้ว”

“ใช่ ทุกอย่างเป็นอดีตไปหมดแล้ว” ตัวดำยอมรับ  

ใจของหฤษรเทวีไหววูบแปลกๆ แม้จะเป็นความจริงที่ต้องยอมรับ แต่ใจก็อดหายไม่ได้

“แต่เราเริ่มอนาคตใหม่ด้วยกันได้” นาคหนุ่มยื่นหน้ามาใกล้ ดวงตาพราวแพรว ริมฝีปากสีสดยกสูงเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนกระซิบบอก “อรุษ ชื่อของคู่ครองเธอคืออรุษ”

อสุรีสาวพอใจกับคำตอบแรก และให้รางวัลกับคำเอ่ยหลังด้วยการผลักเขาออกไปเต็มแรง

อรุษหงายหลังไปอย่างเจ้าลีลา เสียงหัวเราะเบาๆ ที่แหบพร่าหลุดออกมาก่อน… ก่อนที่เจ้าตัวจะนึกได้ก็เปลี่ยนเป็นร้องโอย พร้อมบ่น

“เขี้ยวไม่ใหญ่ แต่เรี่ยวแรงขนาดนี้ ฉันคงช้ำในตายเข้าสักวัน!”

 

เช้าวันรุ่งขึ้นหฤษรเทวีถูกปลุกเพราะมีศพคนธรรพ์รายใหม่ถูกส่งเข้ามาในห้องดับจิตของโรงพยาบาลไกรลาสคีรี สภาพศพนั้นไม่แตกต่างจากสองรายก่อน ผิดเสียแต่ศพนี้ถูกพบริมสระอโนดาตจำลองในนวหิมพานต์นี่เอง

และเพราะเกิดศพที่ไหม้เกรียมเช่นนี้มาก่อน การสืบหาตัวตนของศพรายนี้จึงไม่ยากเย็นอะไร พวกอสูรรักษาเมืองแค่เสาะหาคนธรรพ์หมองูชื่อดังที่หายตัวไปหรือขาดการติดต่อกับญาติมิตรเท่านั้น เพียงไม่นานชื่อและภาพถ่ายของผู้ละสังขารจากพิษนาคีรายล่าสุดก็ถูกส่งถึงมือรุทรและหฤษรเทวี  

บรอสูรติดประชุมพิเศษสภาเทพอสูรเรื่องเขตการค้าระหว่างดินแดน ดังนั้น จึงต้องส่งให้พิทยาธรรับเรื่องคนธรรพ์ผู้ไหม้เกรียมรายที่สามไปแทน

อสูรหมายเลขสองดูข้อมูลที่ส่งผ่านเครือข่ายโยงใยสาธารณะเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตัวเองแล้วเปรยว่า

“ผู้ละสังขารทั้งหมดเป็นหมองู ตอนนี้เท่าที่รู้มีสาม ยังที่ไม่รู้ไม่แน่ใจว่ามีอีกเท่าไร” อสูรหนุ่มมองน้องสาวคนโตแล้วถามตรงๆ “หมองูหมดนวหิมพานต์หรือยังฮึ ษร”

“ถ้าหมองูทั่วไปคงไม่หมดจากนวหิมพานต์ง่ายๆ หรอกค่ะ แต่เท่าที่ดูประวัติคนธรรพ์หมองูที่ละสังขารล้วนแต่เป็นพวกที่ประกาศว่าตนเหนือกว่าหมองูผู้อื่น เป็นผู้ถ่ายทอดมนตร์กำกับนาคินทร์หรือมนตร์ดลปรารถนาที่ตกทอดมาจากหิมพานต์เก่าทั้งสิ้น ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีชื่อเสียงในนวหิมพานต์อยู่เหมือนกัน” หมอสาวตอบ แม้แทบจะไม่มีความจำเป็นแล้วแต่หฤษรก็ยังลงมือชันสูตรผู้ละสังขารรายใหม่นี้อย่างละเอียด ส่วนแพทย์ชันสูตรหนุ่มอีกสองรายที่เคยช่วยตรวจสอบถูกกันออกไปชั่วคราว

“ตัวจริงเสียงจริงแน่หรือ” พิทยาธรไม่ค่อยอยากปักใจเชื่อนัก “ไอ้มนตร์กำกับนาคินทร์อะไรนี่พี่ไม่รู้ แต่มนตร์ดลปรารถนานายอิทธิกมล** เคยบอกพี่ว่ามนตร์จะมีผลต้องใช้ควบคู่กับขลุ่ยพิเศษที่น่าจะมีเพียงเลาเดียว แล้วตอนนี้ขลุ่ยก็อยู่ในมือของรานีไศลโสภิณอยู่ในอุดรพนาโน่น ไม่มีใครสามารถใช้ได้แน่ ฉะนั้น ไอ้เรื่องเป็นเจ้าของมนตร์ดลปรารถนานี่น่าจะตัดทิ้งไปได้เลย”

“งั้นก็เป็นไปได้ที่คนธรรพ์ทั้งสามไม่ใช่ผู้มีความรู้เรื่องมนตร์วิเศษจริงอย่างกล่าวอ้าง สุดท้ายเลยต้องเดินทางมาที่นี่” อสุรีถอดถุงมือยางทิ้ง จัดเก็บข้าวของเข้าที่โดยทิ้งร่างที่ดำไหม้เกรียมไว้บนโต๊ะชันสูตร

“นาค หมองู พิษนาคี เป็นไปไม่ได้ที่คนธรรพ์พวกนี้จู่ๆ จะนึกอยากลองของวิ่งไปเสนอหน้าให้นาคพ่นพิษใส่เรียงตัวแน่  มันต้องเกิดจากสาเหตุอื่น…”

อสูรหมายเลขสองยังไม่ทันไตร่ตรองถึงความเป็นไปได้มากเท่าไรนัก ภวัคค์ก็พานาคทั้งสามตนเข้ามาในห้องดับจิต  

อุรเคนทร์แต่งกายด้วยชุดโบราณนิยมที่ตัดจากผ้าทอมือสีเขียวคราม มีการปักอัญมณีหลายชนิดแต่งลงที่คอปกเสื้อและชายแขนทำให้เสื้อเรียบๆ นั้นกลายเป็นเสื้อที่งดงามและมีราคาสูงลิ่ว ผู้ติดตามของเขาไม่ได้แต่งกายหรูหราเท่า แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ยังประดับอัญมณีเช่นกัน ผิดเสียแต่สีหน้าผู้ติดตามแสดงความเย็นชาเย่อหยิ่ง กวาดตามองรอบตัวเหมือนประเมิน ไม่เหมือนอุรเคนทร์ที่มองตรงมาด้วยสายตายิ้มแย้มเป็นมิตร

“รื่นรมย์อรุณทุกท่าน” พิทยาธรในฐานะเจ้าบ้านทักทายขึ้นก่อน “เมื่อคืนหลับสบายดีไหมครับ”

“รื่นรมย์อรุณคุณพิทยาธร คุณหฤษร พวกเราหลับสบายดีมากครับ ต้องขอบคุณทางอสูรที่จัดที่พักไว้ใกล้น้ำ ทำให้ไม่รู้สึกแปลกที่แม้แต่น้อย” นาคหนุ่มตอบอย่างสุภาพ

หฤษรเทวีอดคิดไม่ได้ว่า นาคสองตนจากไข่ฟองเดียวกัน หน้าตาก็เหมือนกัน เสียงก็เหมือน แต่ทำไมกลับมีนิสัยแตกต่างกันมากนัก อุรเคนทร์สุภาพนุ่มนวล มารยาทงาม ส่วนอรุษ…

นึกถึงอีกฝ่ายที่เจ้าเล่ห์แสนกล ดวงตาแพรวพราว นิสัยได้คืบก็จะเอาศอก หน้าหนาหน้าทนตอนจะให้อยู่ก็หลบลี้โดยเร็ว ตอนจะให้ไปก็ทำตัวเป็นศิลาไม่ยอมขยับเขยื้อน

เฮ้อ อย่าไปคิดเลยดีกว่า  
“รบกวนพวกคุณแต่เช้า ต้องขออภัยด้วย”

“มิได้ครับ พวกเราออกจากหิมพานต์มาด้วยเหตุนี้ ย่อมให้ความช่วยเหลือท่านอสูรอย่างเต็มที่อยู่แล้ว” อุรเคนทร์ตอบอย่างเต็มใจ

หฤษรเทวีดึงลิ้นชักที่เก็บศพของคนธรรพ์วิวัฒน์ออกมา ภวัคค์ไม่พูดไม่จา ตรงเข้าช่วยเข็นร่างที่ตอนนี้มีสภาพเหมือนกับไม้ดำผุพังจวนสลายกองหนึ่งมาเคียงกับร่างของคนธรรพ์ที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่

นาคทั้งสามนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพของผู้ละสังขารก่อนวัยอันควรทั้งสอง

“ทางเราพยายามรักษาสภาพของคนธรรพ์วิวัฒน์ไว้ แต่ดูเหมือนร่างของเขาจะสลายอย่างรวดเร็วมาก คาดว่าอีกไม่กี่วันก็คงเหลือเพียงเถ้าถ่านกองหนึ่งเท่านั้น” หฤษรเทวีรายงาน

“พิษแห่งนาคีอัคคิมุขะเป็นเช่นนั้น ผู้ถูกพิษเหมือนถูกไฟผลาญ สุดท้ายมอดไหม้ไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน” อุรเคนทร์เอ่ย

“เป็นพิษที่ร้ายแรงมาก”

“อัคคิมุขะเป็นนาคชั้นสูง พิษรุนแรงเป็นรองก็แค่นาคีสัตถะมุขะเท่านั้น”

“แล้วพิษของสัตถะมุขะเป็นอย่างไร” พิทยาธรทวนคำอย่างระมัดระวัง เขาไม่ค่อยถูกจริตกับภาษาโบราณหรือภาษาหิมพานต์ดั้งเดิมเท่าไรนัก ตอนถูกบังคับให้เรียนเป็นวิชาบังคับในสถานบันการศึกษาชั้นสูง เขาก็หนีไปเที่ยวจีบสาวคณะอื่น ไม่เคยเข้าห้องเรียนแม้แต่ชั่วโมงเดียว บรรดาอาจารย์ทั้งหลายเกรงฐานะบุตรชายคนเดียวของบรอสูรในตอนนั้นจึงไม่กล้าจ้ำจี้จ้ำไชอะไรนัก ยอมปล่อยให้เขาผ่านระดับไปโดยง่าย  

ความรู้ด้านภาษาโบราณของเขาจึงเทียบเท่าหางอึ่ง เวลาจะเอ่ยอะไรยากๆ ต้องระวังมากไม่ให้พลาดเหมือนยามที่อยู่เฉพาะสมาชิกในครอบครัว

“รุนแรงที่สุด ผู้ที่ต้องพิษจะละสังขารทันทีประหนึ่งถูกฟ้าผ่าใส่ร่าง”

“หืมม์… แรงขนาดนั้นเชียว” พิทยาธรเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างสนเท่ห์ พิษระดับนั้นถือว่าแรงกว่าปืนไฟเสียอีกนะนั่น

“ใช่ครับ ด้วยพิษและศักดิ์ของสัตถะมุขะ แม้แต่นาคีด้วยกันยังต้องเกรง แต่ผู้ที่กำเนิดมาเป็นอัคคิมุขะถือว่าน้อยแล้ว สัตถะมุขะยิ่งน้อยเสียกว่า ในหลายร้อยปีถึงจะถือกำเนิดขึ้นสักตน สัตถะมุขะยามนี้เห็นทีจะมีเพียงท่านปู่ของผมเท่านั้น”

“แล้วผู้ใช้พิษแบบนี้…” อสูรหมายเลขสองเคาะนิ้วลงกับโต๊ะโลหะที่วางร่างคนธรรพ์ผู้โชคร้ายเบาๆ “ในหิมพานต์มีจำนวนมากไหมครับ”

“รวมแล้วไม่น่าจะเกินห้าสิบตน ส่วนใหญ่เป็นนาคชั้นสูงชนชั้นผู้นำ พี่น้องผมล้วนแต่เป็นอัคคิมุขะทั้งสิ้น”

“และทุกตน… เกือบทุกตนอยู่ในหิมพานต์” ศิราพันธ์ หนึ่งในผู้ติดตามของอุรเคนทร์ย้ำขึ้น

พิทยาธรมองหน้าผู้พูด เลิกคิ้วอีกข้างได้สูงอย่างน่าประหลาดใจ เขายิ้ม…ใบหน้าที่ได้รูปงามยิ่งทวีความน่าดึงดูดใจ ทว่าเป็นการดึงดูดใจแบบชวนให้เสียวสันหลังเล็กน้อย อสูรหมายเลขสองถาม ตรงๆ ไม่กระบิดกระบวนยักท่าแบบอีกฝ่ายว่า

“คุณศิราพันธ์พูดอย่างนี้หมายความว่า คนธรรพ์ทั้งสามล้วนละสังขารด้วยฝีมือคู่แฝดของคุณอุรเคนทร์ใช่หรือไม่ครับ”

 

——————————————

*นาคินทร์สามารถแปลได้ว่า พญางูและพญาช้าง  นาคินทร์ในคำเรียกขานนี้หมายถึงพญางู ส่วนชื่อของเทพไร้เท้าบิดาของทิพย์อาภาจากเรื่องตรีเนตรทิพย์มีความหมายว่าพญาช้าง  

**อิทธิกมลจากเรื่องวิวาห์พิทยาธร

 

Don`t copy text!