นิลนาคินทร์ บทที่ 9 : ไร้ความเคารพ

นิลนาคินทร์ บทที่ 9 : ไร้ความเคารพ

โดย : อลินา

นิลนาคินทร์ หนึ่งในนิยายชุด นวหิมพานต์ นิยายออนไลน์ แนวแฟนตาซีเหนือจริง ภายใต้นามปากกา อลินา เรื่องราวสุดจินตนาการที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

การถูกถามกลับตรงๆ แบบนี้ ทำให้นาคสองในสามตนชะงักไปเล็กน้อย ทั้งคู่ระมัดระวังตนอยู่แล้ว และฉลาดพอที่จะรู้ว่าคำถามนั้นแม้ผู้เอ่ยจะยิ้มแย้มเหมือนจะใคร่รู้ ทว่าแท้จริงมีนัยยะประชดประชันไม่น้อย ทว่าผู้จุดประเด็นยังหน้าตาขึงขังเอ่ยรับว่า

“ทุกอย่างชี้ไปเช่นนั้นไม่ใช่หรือ”

“ศิราพันธ์!”  

อุรเคนทร์เตือนคนของเขาเสียงเข้มก่อนหัวเราะเสียงพร่าแต่นุ่มละมุนแก้เกี้ยว เขาว่า

“ศิราพันธ์คงไม่ได้มีเจตนาหมายความเช่นนั้น เพียงแค่เอ่ยไปตามความเป็นจริงที่ปรากฏเท่านั้น อัคคิมุขะนาคีถึงจะมีจำนวนไม่มาก แต่ถ้าในนวหิมพานต์มีนาคอาศัยอยู่ ย่อมเป็นไปได้ว่าอาจจะมีอัคคิมุขะนาคีมากกว่าหนึ่งตนอาศัยอยู่ที่นี่ เพียงแค่จำนวนต้องน้อยมาก ดังนั้น การตายของคนธรรพ์ทั้งสามอาจจะไม่เกี่ยวอะไรกับน้องชายของผมเลยก็ได้ ท่านอสูรอย่าเพิ่งเข้าใจผิดไป”

คำของเขาฟังขึ้นอยู่บ้าง แต่ลูกธนูที่ยิงออกไปแล้วไม่อาจดึงคืนได้ฉันใด คำพูดก็เช่นกัน วาจาที่ศิราพันธ์เอ่ยออกมาทำให้รู้ว่าแม้พวกนาคอ้างว่าจะมาตามหาคู่แฝดของอุรเคนทร์เพื่อพากลับหิมพานต์ ทว่าคงเป็นการตามหาตามหน้าที่เท่านั้น ไม่ได้รู้สึกเคารพหรือให้ความนับถือในการเป็นทายาทของผู้นำเผ่านาคีเหมือนที่ให้กับอุรเคนทร์แม้แต่น้อย ขนาดภวัคค์ที่หัวไม่ค่อยไวเท่าไรนักยังรู้สึกได้ถึงความประหลาด

นรสิงห์ขนทองนิ่วหน้าด้วยความแปลกใจ… พวกนาคีในหิมพานต์ค่อนข้างจะนับถือลำดับชั้นอย่างเข้มงวด ผู้นำเผ่าพันธุ์ประหนึ่งราชา ทายาทของเขากับรานีคือนาคีชั้นสูงที่ต้องให้ความเคารพ แต่ผู้ติดตามที่ต่ำชั้นกว่ากลับพูดจาเหมือนใส่ความนาคที่สูงศักดิ์กว่าตนเองได้ นี่เป็นเรื่องที่ประหลาดไม่น้อย

ว่าไปแล้วคงมีหฤษรเทวีที่ไม่แปลกใจเท่าไรนัก เพราะปฏิกิริยาของอรุษต่อข่าวที่พี่ชายคู่แฝดออกจากหิมพานต์มาตามหาเขาก็ประหลาดไม่น้อยเช่นกัน หล่อนเล่าให้นาคหนุ่มฟังถึงเรื่องพี่ชายคู่แฝดที่มาตามหาเขา เรื่องท่านพ่อท่านแม่ และการลักพาตัวที่ทำให้เขาต้องพลัดพรากจากครอบครัว ตัวดำแค่ยิ้มหยันเอ่ยว่า

‘เรื่องบางเรื่องย้ำบ่อยเข้าคนพูดก็พลอยคิดว่าเป็นเรื่องจริง น่าสมเพชยิ่งนัก!’

‘ฉันก็ไม่รู้ว่าพี่ชายนายพูดความจริงมากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ คือท่านพ่อท่านแม่ของนายต้องเสียใจมากแน่นอนที่สูญเสียนายไปแบบนั้น’

ซือ… เขาทำเสียงตอบเหมือนไม่ใส่ใจอะไรนัก

‘นายนัดพบกับพี่ชายหน่อยดีไหม เข้าไปหิมพานต์ไปพบท่านพ่อท่านแม่นายสักครั้ง’

ซือ… นาคหนุ่มทอดตัวลงนอนกับพื้นหญ้าหนานุ่ม ใช้แขนข้างหนึ่งต่างหมอนหนุน หันหน้ามาทางหล่อนจ้องมองมาเหมือนไม่กะพริบตา

ราวกับงูจ้องมองเหยื่อ…

‘ท่านพ่อท่านแม่ต้องห่วงและคิดถึงนายมากๆ นายจะไม่เห็นแก่ท่านหน่อยหรือตัว… อรุษ’

‘ตัวดำ ไม่ว่าฉันจะเป็นใครที่ไหนกับคนอื่น กับเธอฉันคือตัวดำเสมอ’ เขามองหล่อนตากระจ่างใสเมื่อเอ่ยว่า ‘เด็กทุกคนไม่ได้โชคดีเหมือนกันหมดหรอกนะ หลายคนเกิดในครอบครัวที่ดี ที่รักใคร่กลมเกลียว แต่หลายคนไม่ได้โชคดีเท่านั้น เธออยู่ฝั่งแรก ฉันอยู่ฝั่งหลัง’

หฤษรเทวีนิ่งไปนิด ก่อนจะพยายามว่า

‘อาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด พวกเขาไม่ได้คิดจะทอดทิ้งนาย แต่พวกเขาคิดว่านายละสังขารแล้วจึงไม่ได้ออกตามหา’

ซือ… เขาแค่ทำเสียงในลำคอตอบ

อสุรีสาวไม่ใช่คนโง่ แค่เสียงอ่อนเบานั้นหล่อนก็พอเดาได้ทันที

‘นายเคยตามหาครอบครัวตัวเอง’

อรุษไม่ใช่ตัวดำเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน ทุกวันนี้เขาคือนักธุรกิจใหญ่ ถ้าตลาดเกาะเมืองใต้ในนวหิมพานต์เป็นแค่ที่หาเงินค่าขนมหวานของเขา กิจการที่เกาะเมืองใต้เองคงจะใหญ่โตไม่น้อย และดังคติของโลกเก่า… เงินคือศาสดา คนมีเงินถึงจะไม่มีอำนาจมากล้นเหมือนบรทั้งสอง แต่ก็สามารถใช้เงินซื้อในสิ่งที่ตนปรารถนาได้ไม่ยากเย็นนัก ต่อให้หิมพานต์มีกำแพงมนตร์กางกั้น ทว่ากำแพงย่อมมีประตูหรือรอยแตกเสมอ

ดังนั้น เรื่องติดตามค้นหาที่มาของตัวเองคงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรสำหรับนาคหนุ่ม

‘แค่สืบความอะไรนิดหน่อย พอรู้ว่าถ้าฉันเป็นที่ต้องการจริง… คงไม่มีตัวดำที่เธอพบเจอในวันนั้น’

‘ตัวดำ….’ น้ำเสียงหล่อนอ่อนลง อยากจะปลอบว่าอาจจะเป็นความเข้าใจผิด แต่อีกฝ่ายกลับยิ้มอย่างไม่ใส่ใจนัก ถ้าไม่ได้นอนอยู่เขาคงยักไหล่ไปแล้ว

‘ฉันไม่รู้สึกอะไร พวกเขาต่างหากที่เป็นฝ่ายสูญเสีย ไม่ใช่ฉัน’

น้ำเสียงเขาไม่ยี่หระแท้จริง และไม่ทันที่หมอสาวจะเอ่ยอะไรอรุษก็ถาม

‘ตัวยุ่ง คืนนี้ดาวสวยไหม’

หือ… หล่อนเงยหน้ามองท้องฟ้า

‘สวย’ หล่อนรับตามจริง

‘สวยแล้วจะพูดถึงเรื่องคนอื่นทำไม’

หฤษรเทวีก้มลงมองผู้พูด กำลังจะเอ่ยว่าคนอื่นที่ว่านั้นคือผู้ให้กำเนิดเขา แต่อสุรีกลับแทบสะดุ้งเมื่อเห็นฝ่ายนั้น ‘เลื้อย’ มาจนแทบจะเอาหน้าเกยตักหล่อนแล้ว มือเขาไล้ชายเสื้อสีฟ้าน้ำทะเลอย่างนุ่มนวล แถมยังมีหน้าชักชวนด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ว่า

‘ดาวสวยๆ แบบนี้เรามาพลอดรักกันดีกว่า…’

ในราตรีที่เย็นสบายอวลตลบด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ แต่ปราศจากเสียงสัตว์ราตรี… ไม่มีแม้แต่เสียงจักจั่นเรไร ทันใดกลับมีเสียงร้องเบาๆ ดังขึ้นอย่างเกรงอกเกรงใจ

โอยยยย…..

จากการบอกเป็นนัยของอรุษ ทำให้หฤษรเทวีไม่แปลกใจมากนักกับการแสดงออกของพวกนาคหิมพานต์ในเช้าวันนี้ หมอสาวไม่แปลกใจแต่รู้สึกเศร้าใจแทนอรุษ หล่อนยังจดจำตัวดำยามครั้งแรกที่พบเจอได้ เด็กชายตัวผอมสกปรกมอมแมม ดวงตามีแต่ความหวาดระแวงและเจ็บปวด อย่าว่าแต่ทายาทสายตรงของราชานาคีเลย เด็กที่ไหนก็ไม่ควรตกอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาแบบนั้น…

“อ้อ…” พิทยาธรพยักหน้า “งั้นปัญหาของเขาตอนนี้คงต้องหาแล้วว่าในนวหิมพานต์มีอัคคิมุขะอยู่กี่ตน”

“เราคงต้องตามหาน้องชายผมให้ได้ก่อน คำตอบข้อนี้ถึงจะกระจ่าง” อุรเคนทร์หันมาทางหฤษร พร้อมเอ่ย “คงต้องรบกวนคุณหฤษรแล้วล่ะครับ”

อสุรีสาวไม่ตอบอะไร

พวกนาคให้ข้อมูลเกี่ยวกับพิษนาคีอยู่อีกครู่ก่อนจากไป ภวัคค์ถอนใจยาว เขายังมีหน้าที่ต้องรับรองแขกจากหิมพานต์ทั้งสามตนจนกว่าทั้งหมดจะกลับ และทั้งสองฝ่ายล้วนแต่ไม่ปลื้มกันและกัน ดังนั้น นรสิงห์ผมทองจึงจากไกรลาสคีรีไปอย่างไม่มีความสุขเท่าไรนัก

เมื่อเหลือกันตามลำพัง พิทยาธรก็เอ่ยเสียงขึงขังก่อนจากไปอีกคนว่า

“คนธรรพ์หมองูรายที่สามแล้วนะษร พี่ว่าเรื่องนี้ซับซ้อนกว่าที่เห็น พวกนาคเหมือนจะเต็มใจช่วยเหลือแต่กลับมีอะไรซ่อนอยู่ พวกงูนี่ไว้ใจไม่ได้จริงๆ ฆาตกรอาจจะใช่หรือไม่ใช่คู่แฝดอุรเคนทร์ก็ได้ ฉะนั้น ทางที่ดีษรอยู่ห่างๆ นายตัวดำตัวแดงอะไรนั่นไว้จะดีกว่า”

หฤษรเทวีอยากจะถอนใจยาวๆ หล่อนก็อยากห่างอยู่นะ แต่อีกฝ่ายเหมือนจะป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ห่าง ขนาดเมื่อเช้าบนโต๊ะทำงานของหล่อนยังมีสัตตบงกชดอกหนึ่งวางอยู่ บัวสีชมพูกลีบซ้อนหนากลิ่นหอมละมุนแต่ปราศจากผู้แสดงตัวเป็นเจ้าของ ถามใครก็ไม่มีผู้ใดรู้เห็นว่าบัวงามมาอยู่บนโต๊ะได้อย่างไร

อสุรีสาวเลยได้แต่อ่อนใจ แต่จะให้ทิ้งลงถังขยะเลยหล่อนก็ใจไม่แข็งพอ ดังนั้น บัวงามจึงปักในแจกันบนโต๊ะตั้งแต่เช้า ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ชวนสบายใจไปตลอดทั้งวัน

ออกจากโรงพยาบาลไกรลาสคีรี อุรเคนทร์ขอให้ภวัคค์พาเขาและผู้ติดตามไปยังจุดที่พบศพของหมองูรายที่สาม บริเวณนั้นอยู่ริมสระอโนดาตจำลองห่างที่พักของนาคจากหิมพานต์ไม่ไกลนัก เป็นสวนสาธารณะขนาดเล็กที่ร่มรื่นและเปิดให้ใครก็เข้ามาพักผ่อนหย่อนใจได้

“นาคตนนี้ลงมือสังหารเหยื่อใกล้พวกเรามาก” อุรเคนทร์ประเมินก่อนหลับตาลงหยุดสูดดมอากาศรอบตัวอย่างตั้งใจ นาทีนั้นเขาเหมือนรูปสลักที่งดงามด้วยใบหน้าได้รูป สมส่วนไปหมดทั้งตั้งแต่หน้าผาก คิ้วจรดริมฝีปากอิ่มหนา ลมอ่อนๆ พัดขึ้นจากทะเลสาบทำให้เรือนผมดำยาวปลิวน้อยๆ รับกับชายเสื้อแบบโบราณนิยมสีน้ำเงินเข้มที่เขาสวมใส่
แต่แล้วความงามอันน่าหลงใหลก็จบสิ้นลงเมื่อภวัคค์เอ่ยอย่างนรสิงห์ใจร้อนว่า

“มีเบาะแสอะไรบ้างไหม ได้กลิ่นอะไรบ้างหรือเปล่า”

ผู้ติดตามทั้งสองของนาคหนุ่มมองมาอย่างไม่ค่อยพอใจนัก ทั้งคู่จัดให้นรสิงห์เป็นพวกต่ำชั้นกว่าตน และผู้ที่ต่ำชั้นกว่าไม่ควรถามท่านอุรเคนทร์ด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเสมอตนแบบนั้น

หากเจ้าตัวกลับแสดงท่าทีไม่ถือสาอะไร ตอบกลับอย่างนุ่มนวลว่า

“ไม่มีร่องรอยอะไรเลย แถวนี้มีอสูรและผู้คนมากเกินไป” รอบที่เกิดเหตุมีการปิดกั้นบริเวณก็จริง แต่บรรดาอสูรรักษาเมืองพากันปูพรมค้นหาเบาะแสเผื่อคนร้ายจะทิ้งหลักฐานอะไรไว้ ทำให้ริมทะเลสาบอโนดาตจำลองเต็มไปด้วยอสูรไม่น้อยกว่าสิบ ในอากาศล้วนมีแต่กลิ่นของอสุรา “ร่องรอยของนาคตนนั้น

ถูกกลบจนแทบไม่มีเหลือ”

ภวัคค์พยักหน้าไม่ได้ซักถามอะไรอีก และเมื่ออุรเคนทร์ตรวจตราพื้นที่จนพอใจแล้ว เขาก็ขอให้นรสิงห์ขนทองพาทั้งสามกลับไปยังที่พัก ฝ่ายเจ้าบ้านอาสาพาทั้งสามไปเที่ยวชมนวหิมพานต์ แต่อุรเคนทร์ปฏิเสธอย่างสุภาพ

ภวัคค์เลยแค่พยักหน้าอีกครั้ง ในเรือนพักรับรองพิเศษมีอสูรบริการหลายราย ทุกรายได้รับการฝึกมาดีเรื่องการรับรองดูแลแขก ดังนั้น เขาจึงแค่ทิ้งเบอร์โทรศัพท์เคลื่อนที่ของเขาให้ไว้ บอกเพียงแค่ว่า
“ถ้าท่านอุรเคนทร์มีปัญหาอะไรหรือต้องการอะไรพิเศษ ก็ใช้โทรศัพท์ที่สักกะมอบให้ โทร.หาผมแล้วกัน”

นาคหนุ่มรอกระทั่งมั่นใจว่าอยู่ตามลำพังแล้ว หน้ากากสุภาพและอ่อนโยนที่สวมใส่มาตลอดก็ถูกถอดออก จากทายาทผู้นำที่นุ่มนวลราวนักการทูตกลายเป็นนักรบที่ดุดัน
ศิราพันธ์เบ้ปากติเตียนนรสิงห์หนุ่มที่เพิ่งจากไปว่า

“เกิดในหิมพานต์โตในหิมพานต์ พอออกมาอาศัยในนวหิมพานต์ก็นึกว่าวิเศษวิโสเสียเต็มประดา วางท่ายโส พูดจาเป็นชาวนวหิมพานต์ไร้ความเคารพให้เผ่าพันธุ์ที่สูงกว่า ลืมรากเหง้าดั้งเดิมตนจนสิ้น!”

คำพูดนั้นแทนที่จะได้รับการสนับสนุน อุรเคนทร์กลับมองผู้ติดตามที่ไม่เคยรักษาอารมณ์วาจาของตนด้วยด้วยสายตาเย็นชาและติเตียน เอ่ยด้วยภาษาหิมพานต์ว่า

“เขาจะหลงลืมตนหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องของเจ้า ศิราพันธ์ อีกอย่างอย่าเอ่ยถึงน้องชายข้าต่อหน้าธารกำนัลอีก อย่าได้ลืมอีกว่าไม่ว่าเขาจะเป็นนาคแบบไหน แต่ในร่างเขามีสายเลือดท่านพ่ออยู่ ถ้าคิดว่าควบคุมอารมณ์คุมปากของตัวเองไม่ได้ เจ้าจงกลับหิมพานต์ไป และไม่ต้องมาให้ข้าเห็นหน้าอีก”  

ศิราพันธ์หน้าสลดลง เขาก้มศีรษะต่ำ

“ท่านอุรเคนทร์ข้าขออภัย เพียงแต่ข้านึกว่านาคตนนั้น… ไม่คู่ควรกับสิ่งที่จะได้รับ…”

“นั่นไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะตัดสิน ไปซะ สำนึกตนใหม่ และถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างวันนี้ขึ้นอีก อย่าหวังว่าข้าจะใจดีเหมือนวันนี้”

ผู้ติดตามทั้งสองค้อมศีรษะลงอย่างให้ความเคารพก่อนถอยห่างไป
อุรเคนทร์มองนาคทั้งคู่ มือที่กำแน่นคลายออกแล้วกำแน่นใหม่อย่างหนักหน่วงใจ

เมื่อครู่ที่ริมทะเลสาบจำลองอันน่าสังเวชของพวกชาวนวหิมพานต์ เขาโกหก ในอากาศนั้นมีร่องรอยกลิ่นของนาคตนอื่นอยู่ และไม่ใช่มีแค่หนึ่ง… มีนาคอย่างน้อยสามตนเคยมายังจุดนั้น และน่าแปลกที่กลิ่นนั้นมีหนึ่งกลิ่นที่เขาคุ้นเคย อีกกลิ่นฝังลึกแน่นในความทรงจำ… ที่เนิ่นนาน

กลิ่นที่คุ้นเคยทำให้เขาแปลกใจ แม้ยังจำแนกไม่ได้ว่าเป็นกลิ่นของผู้ใด แต่เขาไม่ใส่ใจมากนัก อาจจะเพราะอิทธิพลของกลิ่นหลังที่เข้มข้นกว่า ดึงดูดความสนใจกว่า

คู่แฝดเคยเป็นเพียงความฝันที่เลือนราง เป็นสิ่งต้องห้ามที่ไม่เคยมีผู้ใดกล้าเอ่ยถึง แต่เช้านี้เขาสัมผัสถึงสิ่งต้องห้ามที่พยายามลืมเลือนมาหลายสิบปี

น้องชายผู้อ่อนด้อยกว่าทุกอย่าง แถมยังมีสายเลือดต้องคำสาป…

แต่กลิ่นที่เขาสัมผัสได้ในวินาทีนั้นช่างเข้มข้น ช่างสับสน… จากความฝันที่เลือนรางกลับเป็นตัวตนที่ชัดเจน
ความรู้สึกของอุรเคนทร์ยากจะแยกแยะ เขาไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะยินดี หวาดหวั่น หรือเกลียดชัง…

 

หฤษรรอการปรากฏตัวของอรุษ แต่นาคหนุ่มกลับหายตัวไม่มาเยี่ยมเยือนห้องดับจิตของไกรลาสคีรีเหมือนสองศพแรก อสุรีแปลกใจเล็กน้อยแต่เผอิญในช่วงบ่ายมีคนป่วยหนักถูกนำส่งเข้ามาเป็นกรณีที่ต้องผ่าตัดเร่งด่วน หมอสาวต้องเข้าเป็นหนึ่งในหน่วยผ่าตัด ดังนั้น ช่วงบ่ายจนถึงหัวค่ำจึงผ่านไปอย่างวุ่นวายและไม่มีเวลาให้คิดอะไรมากนัก

เมื่อออกจากห้องผ่าตัด เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของหล่อนรายงานว่า

“คุณหมอคะ สักกะโทร.มาทิ้งข้อความไว้ว่าถ้าเสร็จจากการผ่าตัดแล้ว ให้คุณหมอรีบกลับบ้านด้วยค่ะ”

เทวีสาวพยักหน้ารับ ตอนแรกนึกอยากจะโทรศัพท์ไปหาพี่ชาย แต่คิดว่ากำลังจะกลับปราสาทอสูรแล้วจึงตัดสินใจไม่โทร. แต่รีบขับรถกลับไปแทน
เมื่อถึงปราสาทอสูร สิ่งแรกที่หฤษรสังเกตเห็นคือขบวนรถยนต์ของศิวนฤบดี ข้างๆ มีรถคันใหญ่อีกสองคัน คนรถและองค์รักษ์ของบรเทพพักอยู่ในห้องพักด้านข้างของลานจอดรถ แต่คนขับของรถแปลกหน้ากับชายอีกคนนั่งอยู่ด้านนอกห้องพัก ตรงหน้ามีเครื่องดื่มและอาหารรองรับ ทั้งสองลุกขึ้นยืนเพื่อต้อนรับอสุรีสาวตามธรรมเนียม

หฤษรคงจะเลยผ่านไปถ้าไม่สังเกตเห็นถึงการมองอย่างใคร่รู้ ความนอบน้อมเป็นพิเศษของทั้งคู่ หนำซ้ำ… หนึ่งในสองนั้นแอบแลบลิ้นออกมาเล็กน้อยเพื่อทดสอบกลิ่น

พวกนาค!

นาคที่ดูไม่แตกต่างจากชาวนวหิมพานต์ทั่วไป ไม่สิ… ผิวที่เข้มกว่าเล็กน้อยแสดงให้เห็นว่าคน… นาคทั้งสองมาจากดินแดนที่แสงอาทิตย์แรงเป็นพิเศษ… อย่างเกาะเมืองใต้…

อสุรีสาวเร่งฝีเท้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว และเพราะเดาได้จากนาคสองตนด้านนอก หมอสาวจึงไม่แปลกใจเท่าไรที่เห็นอรุษนั่งยิ้มแย้มเจ้าเล่ห์อยู่ท่ามกลางครอบครัวของหล่อน
บรรดาพี่ชายและน้องเขยนั่งหน้าขึงขัง ผิดกับบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ทั้งเทวีและเทพีที่ห้อมล้อมนาคหนุ่มหน้าตาสดใส หัวเราะกันคิกคักครื้นเครง ขนาดเทพีแสงสุรีย์ที่เคยต่อต้าน ‘พวกนาคยโส’ ยังยืนไพล่หลังมองอรุษด้วยดวงตาเป็นประกายอย่างทึ่งแกมชื่นชม
นี่ตัวดำทำอะไรอีกล่ะ!

Don`t copy text!