นิลนาคินทร์ บทที่ 10 : นาคเจ้าบุญทุ่ม

โดย : อลินา

นิลนาคินทร์ หนึ่งในนิยายชุด นวหิมพานต์ นิยายออนไลน์ แนวแฟนตาซีเหนือจริง ภายใต้นามปากกา อลินา เรื่องราวสุดจินตนาการที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

ในห้องรับรองแขกที่กว้างใหญ่ อสูร เทพ คนธรรพ์ และนรสิงห์นั่งและยืนกระจัดกระจายกันทั่วทั้งห้อง แต่ผู้ที่สัมผัสถึงการมาของหฤษรได้รายแรกกลับเป็นแขกผู้มาเยือน เหมือนกับว่าเขามองมาทางประตูที่คาดว่าหล่อนจะก้าวเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าดวงตาเขามีไว้มองแต่เทวีสาว ประสาทรับกลิ่นเปิดกว้างเพื่อรอรับกลิ่นกายของหล่อน

อรุษเพียงนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างงดงามและเฝ้ารอ ดวงตาสีอ่อนเป็นประกายราวลูกแก้วที่มองมาราวกับว่าในห้องอันกว้างใหญ่นั้นปราศจากผู้คน มีเพียงเขาและหล่อนเท่านั้น ทำให้หัวใจของอสุรีอุ่นซ่านขึ้นอย่างประหลาด เพชรนาคีในกายเหมือนจะมีชีวิตจิตใจเริงร่าเป็นสุขเมื่อเข้าใกล้ผู้ที่สร้างมันขึ้นมา

และเพราะดวงตาเขามองมาทางหฤษร ริมฝีปากโค้งเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างที่หล่อนเริ่มคุ้นตา เทพีแสงสุรีย์ที่กำลังมองนาคหนุ่มด้วยความชื่นชมจึงเป็นรายแรกที่เหลียวมองตามสายตาของเขาและเห็นเทวีสาว

เจ้าแสงยิ้มกว้างรีบตรงมาหาหมอสาว พร้อมทักทายด้วยน้ำเสียงสดใสมากๆ ว่า

“คุณษรกลับมาแล้ว คืนนี้เรามีแขก… แขกพิเศษ นาคอีกแล้ว” มันลดเสียงลงกระซิบกระซาบ “แต่รายนี้ไม่ใช่รายเดียวกับเมื่อวานนะ เป็นแค่แฝด”

เมื่อคืนตอนที่อุรเคนทร์เล่าถึงเรื่องคู่แฝดนั้นเจ้าแสงหนี ‘นาคยโส’ ที่น่าเบื่อหน่ายกลับห้องพักไปแล้ว เช้าขึ้นก็ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องนี้ให้มันฟัง เจ้าแสบจากเกาะเมืองอกแตกจึงแปลกใจไม่น้อยเมื่อเห็นว่าแขกคืนนี้หน้าตาท่าทางเหมือนแขกเมื่อคืนก่อนอย่างไม่ผิดเพี้ยน

“หน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบเลย แต่นิสัยไม่เหมือนกัน” มันยิ้มย่องพูดแจ้วๆ ก่อนอธิบายความต่างด้วยการดึงมือที่ไพล่หลังออกมาอวดให้เห็นสิ่งที่มันถืออยู่

หุ่นจำลองทหารโบราณตัวใหญ่ที่ทำจากไม้จริงๆ ทาสีสันสดใส ข้อต่อทุกส่วนขยับเคลื่อนไหวได้ แม้จะเป็นของเล่นแบบเก่าและไม่เป็นที่นิยมมาหลายปีแล้ว แต่เจ้าแสงเด็กเกาะเมืองอกแตกกลับชอบมาก หุ่นมากับของตกแต่งแบบโล่ หอก ทวน ดูแล้วเหมือนของเล่นเด็กผู้ชาย ทว่ากลับถูกใจเทพีน้อยแห่งปราสาทอสูรนัก มันวางแผนแล้วว่าจะหาอุปกรณ์ต่างๆ มาทำชุดและอาวุธให้ทหารใหม่ในมืออย่างไร

แต่ก่อนอื่นใด… เหมือนเด็กที่ได้ของเล่นมาใหม่ สิ่งที่เจ้าแสงทำคืออวด…

“ตุ๊กตาเจ้าแสง พี่อรุษเอามาฝาก คุณษรว่าน่ารักไหม ขยับได้ทั้งตัวเลยนะ หมุนเอวไปฟันศัตรูฉับๆ ก็ได้”

พี่อรุษเลยหรือ…

หฤษรมองไปทางนาคหนุ่ม เห็นเขายิ้มกริ่มตาเป็นประกาย

“ดีจ้ะ แต่เจ้าแสงต้องระวังอย่าให้กัญจน์เล่นนะ ของเล่นชิ้นเล็กเดี๋ยวน้องเอาใส่ปากกลืนลงคอจะติดคอเอา” เทวีสาวเตือนตามหน้าที่โดยไม่รู้ตัว

เจ้าแสงยิ้มกว้าง รายงานว่า

“พี่อรุษเตือนแล้ว พี่อรุษไม่มีของเล่นให้กัญจน์ มีแต่ผลไม้อบแห้งให้ ผลไม้จากเกาะเมืองใต้ ไม่มีขายในตลาดเลยนะ กลิ่นฮ้อมหอม เนื้อนุ่มเหนียว คุณวตีงี้ตาโตพยายามจะแงะดูทุกชิ้นว่ามีเมล็ดติดมาบ้างไหม แต่กัญจน์ไม่ยอม เลยหอบผลไม้หลบเข้าห้องไปแล้ว”

หือ… แปลกจริง เมื่อวานตอนอุรเคนทร์และผู้ติดตามเป็นแขกพิเศษของปราสาทอสูร พี่พิทยาธรห่วงลูกชายบุญธรรมว่าธรรมชาติของกินนรและนาคนั้นไม่น่าจะถูกกัน จึงไม่ยอมให้กัญจน์พบแขก ปล่อยให้เล่นอยู่ในสวนและให้แม่นมเนตรดาวดูแลอยู่ในห้องพัก

แต่ทำไมคืนนี้เขากลับยอมให้ ‘นก’ ลูกชายมาพบ ‘งูใหญ่’ ได้กัน

หากหมอสาวไม่มีเวลาคิดอะไรมากเพราะเจ้าแสงลากหล่อนเข้าไปในห้องเสียก่อน หฤษรทำความเคารพรุทรและศิวนฤบดีก่อนตามธรรมเนียม บรอสูรมีสีหน้าเคร่งเครียดไม่น้อยเมื่อเอ่ยว่า

“เรามีแขก แต่พี่คงไม่ต้องแนะนำใช่ไหม” น้ำเสียงเขาไม่ต่างจากสีหน้า จนมหาเทวีต้องเบือนหน้าแอบยิ้มขำ มาดพี่ชายหวงน้องสาวมาอีกแล้ว ทิพย์อาภาวางมือบนหน้าท้องที่ยังแบนราบของตน นึกในใจว่าดีนะที่หล่อนจะมีแต่ลูกชายไม่มีลูกสาว ไม่งั้นหล่อนคงต้องฟังเสียงโอดครวญของลูกสาวเรื่องความหวงของพ่ออสูรจนหูชาเป็นแน่

“ไม่จำเป็นค่ะ”

หล่อนเดินตรงไปหาอรุษ ชายหนุ่มลุกยืนต้อนรับตามมารยาทงามอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

“นายมาที่นี่ได้ยังไง” หฤษรถามตรงๆ

“นั่งรถมา” นาคหนุ่มตอบด้วยสีหน้าใสซื่อ

นี่ถ้าไม่ได้อยู่ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของสมาชิกในครอบครัว หฤษรคงถลึงตาใส่หรือ

ลงไม้ลงมือใส่นาคหนุ่มอย่างดุเดือดไปแล้ว แต่ยามนี้ทำได้เพียงเอ่ยเสียงเย็น

“อ้อ”

บรรดาพี่สะใภ้และน้องสาวจับตามองหล่อนอย่างสนอกสนใจจนออกนอกหน้า แต่ไม่เอ่ยอะไร มีเพียงแสงสุรีย์ที่แปลกใจ
“อ้าว คุณษรรู้จักกับพี่อรุษมาก่อนหรือ”

“มากกว่าคนรู้จัก” อรุษตอบลากเสียงทำให้อสุรีสาวหนาวๆ ร้อนๆ ต้องรีบส่งสัญญาณตักเตือนกลัวเขาจะเอ่ยอะไรประหลาดๆ ออกมา แต่นาคหนุ่มนั้นเอ่ยเพียงว่า “เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก”

“เด็กแค่ไหน” เจ้าแสงอยากรู้ มันเป็นเด็กที่ชอบสอดเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปทั่ว

“น่าจะไล่เลี่ยกับเทพีน้อยตอนนี้”

เจ้าตัวแสบย่นจมูกบ่นว่า

“เรียกเจ้าแสงก็ได้ เทพงเทพีอะไร เจ้าแสงไม่ชอบ ไม่ได้อยากเป็นเสียหน่อย”

อรุษยิ้มให้เทพีแสงสุรีย์อย่างเข้าใจ เขาก็เหมือนเด็กน้อยที่เลือกไม่ได้ ไม่ว่าอยากเป็นหรือไม่… เขาก็เกิดมาเป็นแบบนี้

ทว่าสิ่งที่วิเศษสำหรับชีวิตเขาคือ… ถึงเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้

“ว่าแต่ถ้าพี่อรุษเป็นเพื่อนกับคุณษร ของขวัญก็น่าจะพิเศษสุด ดีกว่าผ้าของพี่ฟ้า ดีกว่าน้ำหอมดอกกล้วยไม้ของคุณสาวิณี ดีกว่าตำราต้นไม้ของคุณวตี ดีกว่ารองเท้าใหญ่ยักษ์ของพี่ภวัคค์ ดีกว่าน้ำโสมจากแดนใต้ของพ่อหมออีกใช่ไหม” แสงสุรีย์ทำท่าอยากรู้อยากเห็น

หฤษรเทวีคิ้วกระตุก เพิ่งเข้าใจว่าทำไมอรุษถึงเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ และเป็นที่เขม่นหน้าของบรรดาหนุ่มๆ นัก

ที่แท้ก็… นาคเจ้าบุญทุ่มนี่เอง!
เทียบระหว่างนาคสองตนแล้ว อุรเคนทร์นั้นมาจากหิมพานต์ที่ยึดความสำคัญของเพศชายเป็นใหญ่ ให้ความสำคัญแต่ผู้นำหรือคนสำคัญ ดังนั้น เขาจึงนำของขวัญล้ำค่ามามอบให้เพียงแค่บรเทพและบรอสูร แต่น้องชายคู่แฝดของเขานั้นเติบโตมาอย่างพ่อค้าในนวหิมพานต์ ดังนั้น อรุษจึงเรียนรู้ที่จะศึกษาก่อนก้าวเข้าบ้านใคร รู้ว่า… ใครคือผู้มีอำนาจแท้จริงในบ้าน และเอาอกเอาใจได้ถูกคน
ของกำนัลของเขาไม่ได้สูงค่าราคาแพงเท่าอาวุธประดับเพชรพลอย แต่ตรงใจผู้รับมากกว่า

ดังนั้น จึงเห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างได้อย่างชัดเจน

หมอสาวได้แต่เวทนาคู่แฝดตัวดำ สงสารพวกพี่ชายและน้องเขยด้วย เข้าใจเลยว่าการมีนาครูปงามมาเยือนที่บ้านนับว่าแย่แล้ว แต่เจอนาคเจ้าบุญทุ่มทั้งรูปงาม ทั้งช่างเอาใจ ทั้งรู้จักจุดอ่อนของสาวๆ แต่ละรายยิ่งหนักหน่วงกว่ามาก จึงไม่น่าแปลกใจเท่าไรที่บรรดาเทพและอสูรผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายจะมีสีหน้าย่ำแย่พอสมควร

ทว่าหฤษรเทวีนั้นมัวแต่สงสารพวกพี่ชายน้องเขย เลยไม่ทันฉุกคิดว่าความคิดอ่านของอรุษนั้นไม่ใช่แค่เอาใจบรรดาหลังบ้านของสองผู้กุมอำนาจสูงสุดในนวหิมพานต์เท่านั้น แต่ยังสร้างคะแนนนิยมในหมู่ผู้ชายด้วย เพราะ… ผ้าที่เขามอบให้มหาเทวีนั้นเป็นผ้าผู้ชาย… ตัวผ้าทำจากไหมชั้นดีทอแล้วเคลือบด้วยเกล็ดปลาทะเลน้ำลึกที่ถูกบดจนละเอียดทำให้ผ้านั้นเรียบลื่นราวสายลม แถมทนเย็นทนร้อนได้ดีเป็นพิเศษ ผ้านี้นอกจากเขาใช้เองแล้วไม่มีใครได้ใช้ ในนวหิมพานต์ถือว่ามีพับเดียวเท่านั้น ดังนั้น ทิพย์อาภาย่อมนำไปตัดเสื้อผ้าให้สวามี

เทพีสาวิณีประพรมน้ำหอม ‘อันธิกา’ กลิ่นเย้ายวนใจในห้องนอน
ตำราพันธุ์ไม้เก่าแก่ก่อนโลกล่มสลายนั้นศิวนฤบดีเป็นผู้ตามหาเพื่อสะสม แถมยังตีพิมพ์เป็นภาษาเก่าแก่ของเกาะเมืองอกแตก ดังนั้น เวลาอ่าน มหาเทพีจึงมักนั่งบนตักของสวามี ให้เขาช่วยแปลเนื้อหาในหนังสือให้หล่อนฟัง

เพียงเท่านี้ความเกลียดขี้หน้านาคเจ้าเสน่ห์ของหนุ่มๆ ก็ลดลงไปมากแล้ว

ระหว่างนั้นอรุษไม่ตอบอะไรเจ้าแสง นาคหนุ่มแค่หยิบกล่องไม้เล็กๆ ที่วางไว้ข้างกายส่งให้หฤษร

หมอสาวไม่อยากเปิด แต่เจ้าแสงรีบยืดคอยาวมาดูอย่างใคร่รู้ สองพี่สะใภ้และน้องสาวแม้จะสงวนท่าที แต่ดวงตาแพรวพราวเป็นประกายไม่ต่างจากเด็กน้อยกันเลยทีเดียว

สุดท้ายเมื่อเปิดกล่องออกมา บรรดาสาวๆ ผิดหวังนิดหน่อยที่ไม่เห็นเครื่องประดับงามหรูหรือของมีค่าอะไร แค่ลูกอมสีเหลืองทองส่งกลิ่นหอมหวานของน้ำผึ้งจำนวนหนึ่งเท่านั้น

“ลูกกวาดๆ ลูกกวาดสีทอง” มีเพียงเด็กน้อยเท่านั้นที่ตาลุกตาวาว แทบจะเต้นระบำไปรอบๆ กล่องลูกกวาด ท่าทางนั้นทำให้พวกผู้ใหญ่ขบขัน

ภวัคค์กลอกตาอย่างอ่อนระอานิดหนึ่ง นึกค่อนในใจ… มันเป็นเทพีนะ เทพีควรจะนิ่งๆ มารยาทงามเหมือนเทพีสาวิณีไม่ใช่หรือ นี่อะไร เห็นของถูกใจนิดเดียวก็กระโดดเหย็งๆ แสดงความอยากได้ให้อับอายขายหน้าแขก แค่ลูกกวาด… เขาซื้อให้มันเองก็ได้…

“ไม่ใช่แค่สีทอง แต่ตัวลูกกวาดแปะด้วยแผ่นทองจริงๆ ขนมนี้ฉันสั่งทำเป็นพิเศษเพื่อระลึกถึงเพื่อนที่มอบลูกกวาดน้ำผึ้งจากอุดรพนาให้ฉันได้กิน ช่วยชีวิตฉันไว้ และฉันอยากรู้ว่า ถึงจะห่างกันไปหลายปี แต่ฉันก็ยังระลึกถึงเพื่อนคนนั้นเสมอ”

อรุษไม่บอกชื่อ แต่สายตาของเขาแสดงชัดว่าเพื่อนที่เขาระลึกถึงก็คือผู้ที่ยืนถือกล่องไม้หอมตรงหน้าเขานี่เอง

ฟังแล้วบรรดาสาวๆ ยิ้มหวาน แต่พวกพี่ชายนิ่วหน้า รุทรกระแอม ในขณะที่เจ้าของลูกกวาดน้ำผึ้งจากอุดรพนาตัวจริงงึมงำ

“บอกไปตรงๆ เลยก็สิ้นเรื่องว่าษรเคยให้กิน ทำเป็นปริศนาเพื่อนคนนั้นคนนี้ไปได้ เฮอะ น่ารำคาญ!”

“พวกพี่ชายขี้หวง” บรเทพเปรยแผ่วเบา แต่ยังมีคนหูดีได้ยิน บรอสูรปรายตามองผู้ที่มาแย่งน้องสาวเขาไปอย่างขุ่นเคือง เห็นรายนั้นแค่ยกน้ำสมุนไพรขึ้นจิบไม่รู้ร้อนรู้หนาว เลยเปรยกลับว่า

“ได้ข่าวว่าใครบางคนจะได้ลูกสาวไม่ใช่หรือ ไว้จะคอยดูหน้าท่านพ่อตาใจดีนะ”

รุทรและพิทยาธรยิ้มกริ่มยามเมื่อได้ยินเทพผู้มารยาทงามเสมอคำรามในลำคอเบาๆ อย่างไร้มารยาทที่สุด!

ระหว่างที่บรรดาพวกผู้นำนวหิมพานต์กำลังสนทนากันอย่าง ‘ถ้อยทีถ้อยอาศัย’ พ่อหมอคนธรรพ์ยิ้มกว้าง ปราสาทอสูรมีกฎห้ามดื่มน้ำโสม เขาจึงทำได้เพียงกอดขวดน้ำโสมบุปผาจากแดนใต้ไว้กับตัวแนบแน่น ส่วนภวัคค์นิ่วหน้าบ่นในใจ… อะไรกัน ลูกกวาดสั่งทำพิเศษ แค่ลูกกวาดก็ต้องสั่งทำด้วยหรือ ไอ้นาคหลงหิมพานต์ตนนี้ช่าง… อวดโอ้เกินไปแล้ว!

หฤษรไม่ได้แสดงปฏิกิริยา หล่อนยื่นกล่องลูกกวาดให้แสงสุรีย์บอกว่า

“ชิมสิจ๊ะ เอาไปหลายเม็ดหน่อยก็ได้ เผื่อกัญจน์ด้วย น้องคงชอบ แต่อย่าลืมให้แม่นมเนตรดาวแปรงฟันให้น้องด้วย”

“ฟันกัญจน์แข็งจะตาย ไม่ผุหรอก” เจ้าแสงออกตัวแทนกินราน้อย ทำความเคารพผลุบเพื่อขอบคุณพร้อมคว้าลูกกวาดน้ำผึ้งไปหลายเม็ด จากนั้นก็ทำความเคารพคนในห้องอย่างรวดเร็วแล้วกระโดดโลดเต้น มือหนึ่งถือตุ๊กตาไม้ อีกมือกำลูกกวาดเอาไปอวดกัญจน์

ภวัคค์ที่หน้าหงิกหน้างอคลายสีหน้าลงเล็กน้อยเมื่อเจ้าตัวแสบเต้นผ่านหน้าเขา มันแอบยัดลูกกวาดเม็ดหนึ่งใส่มือให้ ก่อนเต้นอย่างร่าเริงออกจากห้องไป

เมื่อในห้องไม่มีเด็ก หฤษรก็วางกล่องลูกกวาดในมือลงพร้อมถามอย่างเอาจริงเอาจังอีกครั้ง

“นายมาที่ปราสาทอสูรทำไม”

เขายิ้มนิดหนึ่ง

“มาเสนอตัวช่วยสักกะทั้งสองหานาคฆาตกร เพราะใครบางคนบอกว่านี่คือหน้าที่ของชาวนวหิมพานต์ที่ดี”

“นายเป็นนาคจากหิมพานต์”

“เกิดจากหิมพานต์ แต่เติบโตเป็นผู้เป็นคนในนวหิมพานต์ ฉันไม่เคยคิดว่าที่อื่นใดเป็นบ้านนอกจากนวหิมพานต์ ฉันถือเสมอว่าที่ใดที่หัวใจฉันอยู่ที่นั่นคือบ้านของฉัน”

มีเสียงถอนใจแผ่วเบาจากทางฝั่งสาวๆ เสียงกัดฟันกรอดจากทางหนุ่มๆ ส่วนที่เหลือ… ไม่ใส่ใจ

พ่อหมอคนธรรพ์มัวแต่คิดว่าจะหลบออกจากห้องไปฉลองน้ำโสมใหม่ได้อย่างไร ส่วนนรสิงห์เท้ากรงเล็บกำลังอมลูกกวาดแก้มตุ่ยอยู่ข้างหนึ่ง ในใจคิดว่าลูกกวาดน้ำผึ้งก็อร่อยดี แต่ควรจะมีใครสักคนคิดทำลูกกวาดรสเนื้อบ้าง อย่างนั้นน่าจะอร่อยกว่า…

หฤษรเป็นอีกรายที่ใจแข็ง ไม่สนใจคำรำพันของนาคหนุ่ม หล่อนถาม

“นายจะช่วยยังไง พี่รุทรเชิญนาคจากหิมพานต์มาช่วยทางหนึ่งอยู่แล้ว ถ้านายเข้ามาก็ต้องทำงานประสานกับทางนั้น”

“ต่างคนต่างหาเบาะแส ใครเจอฆาตกรก่อนผู้นั้นชนะ” เขาเสนอ

“คดีความและความตายของผู้คนไม่ใช่การแข่งขัน ถ้าจะช่วยก็ต้องร่วมมือกัน” หมอสาวบอกเฉียบขาด

อรุษทำหน้าไม่สบอารมณ์ และนั่นทำให้รุทรที่รออยู่นานได้ทีแทงตรงๆ ว่า

“ผมก็คิดแบบษร เลยถือโอกาสเชิญทางคุณอุรเคนทร์มาคุยกันเพื่อหาแนวทางจับนาคนอกคอกตนนี้” เป็นครั้งแรกของค่ำคืนนี้กระมังที่บรอสูรสามารถยิ้มอย่างอิ่มเอมใจได้เมื่อเสริมว่า

“ตอนนี้คงใกล้มาถึงแล้ว ดีใจไหมคุณอรุษ… พี่น้องจะได้พบหน้ากันแล้ว”

 

Don`t copy text!