นิลนาคินทร์ บทที่ 11 : ไม่ใช่อัคคิมุขะ

นิลนาคินทร์ บทที่ 11 : ไม่ใช่อัคคิมุขะ

โดย : อลินา

นิลนาคินทร์ หนึ่งในนิยายชุด นวหิมพานต์ นิยายออนไลน์ แนวแฟนตาซีเหนือจริง ภายใต้นามปากกา อลินา เรื่องราวสุดจินตนาการที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

อุรเคนทร์และผู้ติดตามของเขามาถึงปราสาทอสูรรวดเร็วประหนึ่งวิทยาธรเสกกระต่ายออกจากหมวก ตามปกติผู้มาเยือนไม่ว่าจะเป็นบรเทพหรือแม้แต่อรุษเองมักทิ้งองครักษ์และผู้ติดตามไว้ด้านนอกปราสาท หากนาคหนุ่มจากหิมพานต์รายนี้กลับมีนาคประกบติดอย่างแยกไม่ออกตั้งแต่การเลี้ยงต้อนรับเมื่อวานกระทั่งถึงค่ำคืนนี้ ไม่รู้ว่าไม่รู้ธรรมเนียมหรือว่าต้องการกำลังเสริมกันแน่

แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือนาคจากหิมพานต์ทั้งสามนิ่งงันไปเล็กน้อยเมื่อเห็นอรุษนั่งอยู่ท่ามกลางเจ้าของบ้านฝ่ายหญิง

เหมือนเหลือเกิน…

ทั้งรูปร่างหน้าตา ทุกอย่างไม่มีความผิดเพี้ยน

ไม่สิ แม้รูปร่างหน้าตาจะเหมือนกัน ลักษณะจะงามสง่าสมเป็นผู้นำในอนาคตเหมือนกัน แต่นาคเชื้อสายราชันที่เติบโตนอกหิมพานต์ตนนี้มีกลิ่นอายบางอย่างที่ผิดไปจากคู่แฝด บางทีอาจจะเป็นรัศมีของอำนาจที่สั่งสมมาเนิ่นนาน บางทีอาจจะเป็นดวงตาคู่สวยที่นิ่งลึกหากแฝงถึงเรื่องราวชีวิตแสดงออกถึงประสบการณ์มากมายเกินหน้าคู่แฝดไปหลายเท่านักที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างแฝดจากไข่ลูกยอดทั้งสอง

ระหว่างที่พวกนาคกำลังประเมินอรุษ หฤษรเทวีสัมผัสได้ทันทีถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวดำ เมื่อไม่กี่นาทีก่อนเขายังเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ หูตาแพรวพราว ริมฝีปากโค้งเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่เลย แต่เพียงแค่พี่ชายคู่แฝดปรากฏตัว อรุษแม้จะยังคงยิ้มแย้มแต่ก็เหมือนสวมหน้ากากแห่งความเหินห่างและหวาดระแวงเข้ากับใบหน้าทันที

เหมือนราวกับย้อนไปวันนั้นที่ทั้งคู่พบกันวันแรกในถ้ำเล็กๆ เด็กชายมอมแมมสวมเสื้อผ้าเก่าขาด ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและระวังภัย…

หฤษรคิดว่าเวลาหลายสิบปี ประสบการณ์และความสำเร็จขั้นสูงสุดทำให้ตัวดำเปลี่ยนเป็นอรุษที่เจ้าเล่ห์แต่เปี่ยมเสน่ห์อย่างปัจจุบันโดยไม่หลงเหลือร่องรอยของ ‘ตัวดำ’ ที่เคยบอบช้ำนอกเสียจากความทรงจำ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ตัวดำน้อยยังคงแฝงอยู่ในตัวอรุษอยู่ตลอดเวลา เพียงแค่เขาไม่ได้เปิดเผยมันออกมาเท่านั้น

หากเพียงชั่วกะพริบตา เงาของตัวดำน้อยก็หายวับไป คงเหลือเพียงอรุษที่ยิ้มแย้มเจ้าเล่ห์ ดวงตาเป็นประกายอย่างผู้ที่เหนือกว่าเท่านั้น และเพราะประสบการณ์ชีวิตที่เหนือกว่า ควบคุมตัวเองได้ดีกว่า ตัวดำจึงเป็นฝ่ายเริ่มต้นทักทายก่อนว่า

“พี่ชาย…” น้ำเสียงแหบพร่านั้นลากยาวเล็กน้อยเหมือนขบขัน “ในที่สุดเราก็ได้พบกัน”

“ใช่ ในที่สุด…” อุรเคนทร์ตอบเหมือนยังมึนงงเล็กน้อย ความจริงเขาไม่ใช่หรือที่เป็นผู้ติดตามหาน้องชายที่สูญหาย เป็นผู้เอ่ยปากขอให้หฤษรเทวีช่วยประสานงานให้ แล้วทำไมจู่ๆ กลับให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ตามหา กลับกันเสียอย่างนั้น

แต่นาคหนุ่มจากหิมพานต์ไม่คิดอะไรมาก เขายิ้มแล้วเอ่ยว่า

“ท่านพ่อท่านแม่ต้องดีใจมากแน่ๆ ที่พบตัวน้อง หลายปีที่ผ่านมาท่านแม่ไม่เคยคลายความโศกเศร้าจากการสูญเสียได้เลย ถ้าท่านแม่รู้ว่าน้องยังมีชีวิตอยู่ ท่านต้องทำทุกวิถีทางที่จะนำตัวน้องกลับบ้านแน่นอน”

“อืม” อรุษแค่ทำเสียงรับรู้ ไม่ได้มีทีท่าตื่นเต้นยินดีแต่อย่างใด

อุรเคนทร์ชะงักไปเล็กน้อย น้ำเสียงที่กระตือรือล้นเปลี่ยนเป็นจนใจเมื่อเสริม

“ถ้าอรุษจะโกรธเคืองว่าตลอดหลายสิบปีนี้มิมีผู้ใดติดตามหา ขอให้เข้าใจว่าพวกเรานึกว่าน้องละสังขารไปแล้ว…”

“ผมไม่ได้สนใจตรงนั้น ไม่เคยใส่ใจอะไรมานานแล้ว” นาคหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงติดจะเย็นชา “และไม่ต้องห่วง… ผมไม่เคยคิดจะกลับไปหิมพานต์”

เจอคำพูดที่ตรงๆ แบบนี้ บรรดาเจ้าของบ้านเริ่มขยับตัวกันอย่างอึดอัด พิทยาธรเหล่มองพี่ชายก่อนสะกิดยิก

สักกะ… สักกะ… ทำอะไรรับผิดชอบด้วย

ส่วนตัวเขาในฐานะที่เป็นแค่หมายเลขสอง… เรื่องนี้จะไม่ขอยุ่ง…

รุทรตวัดสายตามองอสูรหมายเลขสองนิดหนึ่งก่อนเสนออย่างประนีประนอมว่า

“พี่น้องเพิ่งพบหน้าอาจจะมีเรื่องส่วนตัวสนทนา ผมจะจัดห้องรับรองเล็กให้พวกคุณ…”

“ขอบคุณครับสักกะ แต่ไม่มีความจำเป็นอะไร ความลับเรื่องการพลัดพรากอย่างน่าเวทนาของผมพวกคุณก็ทราบกันหมดแล้ว คงไม่มีอะไรต้องปิดบังกันอีก”  อรุษตอบหน้าตาเฉย

“ถ้าน้องรู้ถึงเหตุของการพลัดพราก ยังจะมีสาเหตุอะไรที่จะไม่กลับไปหิมพานต์ ท่านพ่อท่านแม่และบรรดาญาติพี่น้องของเรารอน้องอยู่นะ” อุรเคนทร์ถามตรงๆ

นาค ‘น้องชาย’ ยิ้มพราย เปรยว่า

“แน่หรือที่ทุกตนรอผมอยู่”

“แน่นอนสิ ท่านพ่อท่านแม่มีบุตรธิดาไม่มาก แถมละสังขารไปก็ไม่น้อย น้องกลับไปอีกตนย่อมสร้างความยินดีให้เผ่าพันธุ์นาคอย่างแน่นอน”

“ผมมีความสำคัญถึงขนาดนั้นเชียว” อรุษถามยิ้มๆ

ผู้ติดตามทั้งสองของอุรเคนทร์พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่กลอกตาอย่างหงุดหงิด ทายาททุกตนของท่านอุกฤตล้วนสง่างาม การพูดการจามีอำนาจ ตรงไปตรงมา ทายาทของท่านอุกฤตรายนี้ถึงจะมีท่วงท่างามสง่า ดวงตามีอำนาจ แต่กลับเล่นลิ้นยั่วเย้ากับเจตนาของผู้อื่นจนน่าหงุดหงิดใจ

หากอุรเคนทร์มั่นคงราวแผ่นศิลาไม่คล้อยไปตามแรงยั่วแหย่ของคู่แฝดตน เขาย้ำหนักแน่นว่า

“เจ้ามีความสำคัญมาก”

“ขอบคุณ” น้ำเสียงของอีกฝ่ายดีขึ้นเล็กน้อย ทว่าวินาทีถัดมากลับยิ้มหยอกตามเดิมพร้อมเอ่ย “แต่คงไม่สะดวกไปในยามนี้”

“ทำไม”

“รับปากสักกะแห่งฝั่งอสูรไว้แล้วว่าจะช่วยคลี่คลายคดีฆาตกรรมคนธรรพ์หมองูให้” อรุษโยนเรื่องให้รุทรหน้าตาเฉย “คู่แฝดของผมคงไม่ใจร้ายทำให้ผมผิดคำพูดหรอกนะ”

“พี่ก็ถูกส่งออกมาเพื่อช่วยเหลือคุณรุทรเรื่องนี้เช่นกัน ดังนั้น เรารอจนกระทั่งคลี่คลายคดีนี้ได้แล้วกลับไปหิมพานต์กันเถอะ” อุรเคนทร์สรุปอย่างรวบรัด

อรุษไม่เอ่ยอะไรในตอนแรก เขาแค่มองไปทางหฤษร

เทวีสาวอยากจะถอนใจ มองทำไม ทำเหมือนนักเรียนที่ต้องการคำอนุมัติจากครูก่อน แล้วนั่น… เขายังทำตาละห้อยใส่หล่อนเหมือนลูกหมาของเจ้าแสงอีก นี่… เขาเป็นนาคแน่หรือ…

และไม่ใช่แค่อรุษ ยามนี้ทุกเผ่าพันธุ์ในห้องล้วนมองมาที่หล่อนเป็นตาเดียว หมอสาวที่เยือกเย็นและมีสติตั้งรับได้ทุกสถานการณ์กลับรู้สึกอึดอัด

นาคผีบ้า เมื่อคืนบอกปัดอย่างไม่ยี่หระว่าไม่สนใจจะกลับไปหิมพานต์อยู่แท้ๆ คืนนี้กลับมามอง

เหมือนวางการตัดสินใจทั้งหมดให้อยู่ในมือหล่อนเสียนี่

เทวีสาวหน้าร้อนขึ้นเล็กน้อย หากในวินาทีที่เป็นเป้าสายตาทุกคู่ในห้องอย่างนี้หล่อนจะทำอะไรได้

จำต้องรีบพยักหน้านิดหนึ่งเร็วๆ

นาคหนุ่มฉีกยิ้มเหมือนงูใหญ่ไร้สมอง ยอมรับเหมือนได้รับการอนุมัติแล้วว่า

“กลับก็ได้ แต่…” รอยยิ้มนั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อยจนแทบจับสังเกตไม่ได้ “พี่ชายไม่ต้องเป็นห่วง ผมไม่คิดจะอยู่นาน”

อุรเคนทร์นิ่งไปเล็กน้อย แต่ไม่เอ่ยอะไร ไม่ทั้งรับและปฏิเสธกับคำพูดที่เหมือนจะท้าทายนั้น

เมื่อเห็นว่าคู่แฝดตกลงกันได้… ผลประโยชน์ลงถึงนวหิมพานต์ก่อน อสูรหมายเลขสองก็ยิ้มร่า รีบเอาหน้าแทนพี่ชายบรอสูรทันทีว่า

“เยี่ยมมาก พี่น้องกลับมาพบหน้า ช่างน่าตื้นตันใจจริง ๆ”

สายตามากกว่าหนึ่งคู่เบือนไปถามเขาเหมือนจะถาม

ตื้นตันใจ… ตรงไหน หนังหนาความรู้สึกช้าหรือไงถึงไม่รับรู้การอึดอัดคับข้องใจของสองนาคหนุ่มที่เหมือนเงาสะท้อนในกระจกของกันและกัน

หากอสูรหน้าหนายังไม่รู้ไม่ชี้ กลับบอกว่า

“อย่างนี้ต้องฉลองกันหน่อย ในครัวมีขนมและเครื่องดื่มอะไรบ้าง…”

“มีน้ำสมุนไพรของวตี วตีทำมาให้ห้าขวดใหญ่เพิ่งหมดไปสองขวดเท่านั้น” ปาราวตีรีบบอก “ดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น ขมนิดหนึ่งแต่ดีกับสุขภาพ เหมาะสำหรับการเฉลิมฉลอง”

สมาชิกในครอบครัวพากันนิ่ง ไม่มีใครกล้าเอ่ยว่านอกจากแก้วในมือของ ‘พี่ศิวะ’ ที่ถูกดื่มจนหมดแล้ว เครื่องดื่มที่ว่าหมดไปขวดเศษๆ นั้นบางส่วนลงไปเป็นปุ๋ยในกระถางต้นไม้เรียบร้อย ผู้ที่ชวนฉลองเป็นผู้นำรายแรก ส่วนรายอื่นๆ นั้นหัวไว เรียนรู้และทำตามได้อย่างคล่องแคล่วสมกับศิษย์ที่มีครูดี

และตอนนี้ครูดีก็ว่า

“อาจจะไม่เหมาะมั้ง…” ลดระดับเสียงลงนิดหนึ่ง แต่บอกอย่างขึงขัง “พวกนาคอาจจะแพ้สมุนไพรบางชนิด เราจะทำให้แขกเจ็บป่วยไม่ได้เด็ดขาดนะวตี”

“อ้อ” มหาเทพีเสียงอ่อนลง

สรุปว่านอกจากจะขายน้ำสมุนไพรไม่ออกแล้ว พี่สะใภ้ทั้งสองยังหาเรื่องหลบออกจากห้องรับรองแขกอย่างรวดเร็ว ปาราวตีหน้ามุ่ย แต่พอพี่สะใภ้รองชวนไปดูกัญจน์ อสุรีเทวีก็นึกถึงผลไม้แห้งห่อนั้น

ขึ้นมาได้ เลยกระวีกระวาดขอตัวไปหาทางกล่อมหลานชายคนโปรดทันที พ่อหมอคนธรรพ์ที่ฉลาดเฉลียวมากประสบการณ์แต่ขี้เกียจยุ่งเรื่องของพวกงูใหญ่ได้ทีรีบกอดไหน้ำโสมหลบลี้ไปอีกราย และเพราะผู้เฒ่าเจ้าเล่ห์แสนรอบรู้หลบออกไปจากห้องแล้ว นาคเจ้าเล่ห์รองลงมาจึงแสดงเหลี่ยมคมเต็มที่โดยไม่มีผู้ใดสงสัย

บรรยากาศที่เหลือในห้องรับรองกลับมาอึมครึมเหมือนเดิม ถ้าแม่นมเนตรดาวกินรีที่ติดละครภาพภาคดึกงอมแงมอยู่ด้วยคงอุทานอย่างแปลกใจว่า ทำไมไม่เห็นเหมือนในละคร…

พี่ชายน้องชายคู่แฝดไม่ได้ปรีดา ไม่ได้กอดคอกันร่ำไห้ไต่ถามทุกข์สุขที่ผ่านมาชั่วชีวิต ทว่ากลับคุมเชิงกันอยู่ห่างๆ ส่วนใหญ่อุรเคนทร์จะถามถึงชีวิตนอกหิมพานต์ของน้องชาย ฝ่ายหลังตอบเหมือนไม่อยากใส่ใจเท่าไรว่า

“ผมจำอะไรไม่ได้ ตั้งแต่รู้ความก็รู้ว่าถูกรับเลี้ยงโดยหมองูคนหนึ่ง…”

“หมองูหรือ” แฝดพี่จากหิมพานต์เอ่ยอย่างตกใจ “ทำไมน้องไปอยู่กับหมองูได้”

“คำถามนี้คงต้องถามสาวสนมของท่านพ่อของเรามากกว่า แต่เดี๋ยว… ได้ข่าวว่านางละสังขารไปแล้วอย่างน่าเวทนา คำตอบนี้คงยากจะรู้”

“เขาดูแลน้องดีหรือไม่”

“ไม่ต่างจากหมองูดูแลงูเลี้ยง รีดนาทาเร้นขอดเกล็ดรีดพิษจนหยาดสุดท้าย” คำตอบของอรุษเรื่อยเฉื่อยเหมือนบอกเล่าว่า ตื่นเช้าขึ้นมาล้างหน้ากินข้าวกิจวัตรจำเจไม่มีอะไรแปลกประหลาด

และเพราะน้ำเสียงที่เหมือนไม่ขมขื่นทุกข์ร้อน ผู้อื่นจึงไม่แน่ใจว่านาคหนุ่มพูดเรื่องจริงหรือแค่พูดให้เกินจริง จะมีเพียงหฤษรเท่านั้นที่ยังจดจำ ‘ตัวดำ’ ที่ผอมโซหิวโหยเนื้อตัวมอมแมม มีร่องรอยบาดแผลทั่วร่าง ดวงตางามแปลกคู่นั้นมีแต่ความเจ็บปวด หวาดระแวงไม่ไว้ใจ ย้ำแต่เพียง

อย่าบอกใคร…

ระหว่างที่ผู้รับฟังทั่วไปนิ่งไปอย่างตรองไม่ตกว่าจะเอ่ยอะไร อรุษก็เล่าต่อด้วยน้ำเสียงเหมือนเดิม

“โชคดีหนีมาได้ เจอพ่อบุญธรรมรับเลี้ยงไว้ พ่อพาไปเกาะเมืองใต้ ผมเลยเติบโตลงหลักปักฐานที่นั่น…”

“พ่อบุญธรรมเป็นนาคหรือเผ่าพันธุ์อื่น” อุรเคนทร์ใคร่รู้

“พ่อเวหนเป็นนาค” น้ำเสียงที่เขาเอ่ยถึงบิดาบุญธรรมนั้นเปี่ยมด้วยความเคารพและใยดีอย่างแท้จริง และเพื่อหลีกเลี่ยงคำถามร้อยแปดที่จะตามมา นาคหนุ่มจึงสรุปให้เลยว่า “พ่อเวหนของผมเป็นเพียงปูติมุขะ*…พิษน้อยนิดไม่สู้นาคอื่นใด เกิดในหิมพานต์แต่ไร้ยศศักดิ์ จึงหาทางสู่นวหิมพานต์เพื่อแสวงโชค”

“เขาพบรอยแยกประตูมนตร์” รุทรสนใจทันที

“ย่อมต้องเจอแน่นอน”

“มีนาคหรือเผ่าพันธุ์อื่นออกจากหิมพานต์ทางรอยแยกมากน้อยเพียงใด” คำถามนี้คาใจสองผู้ปกครองร่วมแห่งนวหิมพานต์มาตลอด
อรุษยิ้มนิดหนึ่งก่อนยอมตอบตามตรงว่า

“ไม่มากนัก หลายสิบปีก่อนรอยแยกนี้เล็กและไม่ต่างจากรอยแยกประตูมนตร์อื่นๆ มันเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ แถมยังไม่ได้เปิดตลอดเวลา ต้องอาศัยการคำนวณและโชคถึงจะเล็ดลอดออกมาได้อย่างปลอดภัย จำนวนที่มากขึ้นของนาคในนวหิมพานต์ หรือพูดให้ถูกคือในเกาะเมืองใต้ เกิดจากการวิวาห์ทั้งระหว่างนาคด้วยกันและกับเผ่าพันธุ์อื่น”

หนึ่งในสองผู้ติดตามของอุรเคนทร์อดกลั้นอย่างยิ่งที่จะไม่บิดริมฝีปากหรือแสดงความเห็นออกมาตรงๆ ว่า เด็กที่เกิดจากการผสมข้ามเผ่าพันธุ์มิอาจเรียกเป็นนาคได้ ลูกครึ่งเหล่านั้น… ไม่คู่ควร!

หากอุรเคนทร์ไม่สนใจเรื่องนาคในเกาะเมืองใต้ เขาต้องการรู้เพียงว่า

“ทำไมนาคตนนี้… เวหน… ถึงไม่พาน้องกลับหิมพานต์ ทั้งๆ ที่รู้ว่านาคที่เป็นอัคคิมุขะมีแต่เชื้อสายของราชันและพวกชั้นสูงเท่านั้น…”

อรุษชูนิ้วเรียวยาวของเขาขึ้นสองนิ้ว ตอบว่า

“พ่อเวหนไม่นำผมกลับไปเพราะหนึ่ง พ่อเชื่อว่าการส่งกลับเท่ากลับการส่งผมไปสู่ความตาย”

“เหลวไหล…”

“ถ้าคิดว่าเหลวไหล พี่ชายผู้สูงศักดิ์ของผมตอบได้ไหมว่าทำไมรังของลูกนาคที่ได้รับการดูแลขั้นสูงสุดถึงมีช่องโหว่ให้สาวสนมต่ำช้านางหนึ่งเข้าไปลักตัวนาคน้อยที่ฟักจากไข่ลูกยอดของท่านอุกฤตออกมาได้”

“นี่…” แฝดผู้พี่ขมวดคิ้ว เขาไม่เคยคิดในแง่นี้มาก่อนเลย

“แถมยังการตายที่น่าเวทนาของสาวสนมนางนั้น ช่างเหมาะเจาะที่หนีออกจากวังบาดาลไปพบเจอครุฑผู้หิวโหยพอดี” น้ำเสียงผู้ถามนั้นเย้ยหยัน

อุรเคนทร์ถอนใจ เรื่องนี้เขาก็ฟังมาจากท่านแม่ เนื่องจากเวลาผ่านไปนานเท่าอายุ เขาจึงไม่เคยเก็บมาวิเคราะห์อย่างจริงจัง ทำให้สรุปได้เพียงว่า

“นั่น… น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญที่น่าเศร้า”

“งั้นหรือ…”

“ท่านอรุษ… ซักไซ้ท่านอุรเคนทร์ไปย่อมไม่เกิดประโยชน์อะไร ยามนั้นทั้งท่านและท่านอุรเคนทร์เพิ่งฟักจากไข่พร้อมกัน ซ้ายไม่รู้มีหรือขวาจะรู้” ผู้ติดตามรายหนึ่งของอุรเคนทร์เอ่ยขัดขึ้น

“พูดแบบนี้หมายความว่าคุณ…” อรุษเลิกคิ้วนิดหนึ่งเป็นเชิงถาม

“สินธุ” นาคที่สูงวัยกว่าก้มศีรษะทำความเคารพตามศักดิ์ของอีกฝ่ายที่เหนือกว่า

“คุณสินธุรู้ใช่ไหมว่าเหตุการณ์ตอนนั้นเป็นอย่างไร”

“ยามนั้นข้าเพิ่งมีอายุได้สิบปี ย่อมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เพียงแค่ได้ยินนาคผู้ใหญ่เล่ากันต่อๆ มาเท่านั้น และข้าเชื่อว่าถ้าพ่อบุญธรรมของท่าน… ถ้าเป็นเพียงปูติมุขะจริงย่อมไม่ได้เข้าใกล้ชิดองค์ราชันและรานี สิ่งที่เขารู้คงเป็นคำบอกเล่าและการคาดการณ์เท่านั้นเช่นกัน ดังนั้น ความเชื่อของพ่อบุญธรรมท่านอาจจะเป็นความคิดความเชื่อที่ผิดพลาดได้” สินธุชี้แจงอย่างมีเหตุผล “ถ้าท่านอรุษต้องการจะรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นคงต้องกลับสู่วังบาดาลเพื่อถามจากผู้รู้จริง”

“คุณสินธุช่างเข้าใจพูด” อรุษพยักหน้านิดหนึ่งอย่างชื่นชม อย่างน้อยหนึ่งในสองของผู้ติดตาม ‘พี่ชาย’ เขาก็เหมือนมีสมองอยู่บ้าง แต่เขายังมีอีกนิ้วที่ยกค้างไว้ นาคหนุ่มยิ้มเยือกเย็นเมื่อเอ่ยต่อว่า “ยังมีอีกข้อที่ทำให้พ่อเวหนไม่ส่งผมกลับหิมพานต์”

อรุษหยุดนิดหนึ่งอย่างรู้จังหวะ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดจะขบขัน เหมือนเขาเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุกไปเสียหมด แม้แต่เรื่องสำคัญที่ว่า…

“ผมไม่ใช่อัคคิมุขะ”                

——————————————————
*ปูติมุขะ นาคที่กัดผู้ใดแล้วแผลจะเน่าเปื่อย เลือดและน้ำเหลืองไหล บาดแผลลามจนผู้ถูกกัดถึงแก่ความตายในที่สุด

 

Don`t copy text!