นิลนาคินทร์ บทที่ 14 : นั่น…หิมพานต์ นี่…นวหิมพานต์

นิลนาคินทร์ บทที่ 14 : นั่น…หิมพานต์ นี่…นวหิมพานต์

โดย : อลินา

นิลนาคินทร์ หนึ่งในนิยายชุด นวหิมพานต์ นิยายออนไลน์ แนวแฟนตาซีเหนือจริง ภายใต้นามปากกา อลินา เรื่องราวสุดจินตนาการที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

งานเลี้ยงจบลงอย่างรวดเร็วด้วยการจากไปราวกับพายุหมุนของเจ้าภาพ หฤษรเทวีที่จู่ๆ ต้องกลายเป็นเจ้าภาพฝ่ายหญิงของคฤหาสน์อย่างงงๆ ต้องเป็นผู้ไปแจ้งต่อบรรดาพี่ชาย แขกจากหิมพานต์และคนอื่นๆ ว่า

“อรุษไปพายัพมณฑลค่ะ…” ก่อนไปเขายังกล้าคว้าหล่อนไปกอดแน่นปานงูรัดเหยื่อ เตือนเสียงแหบพร่าว่าอย่าพยายามข้องเกี่ยวกับพวกนาคหิมพานต์ จากนั้นก็ปุบปับจากไป ทิ้งให้หล่อนรับหน้าอธิบายว่า “พบคนของเขา…เป็นเหยื่อฆาตกรแถวบึงมรกต อรุษฝากขออภัยที่รับรองไม่ดีและบอกว่าถ้าวตีอยากได้ต้นไม้อะไรให้นำกลับได้เลย หรือถ้านำกลับไม่ได้ให้บอกคนสวนไว้ เดี๋ยวจะสั่งจากเกาะเมืองใต้แล้วส่งไปให้”

​ปาราวตีอยากจะดีใจ แต่เห็นสีหน้าของบรรดาคนสวนและนาคบริการที่รู้ข่าวร้ายหน้าตาห่อเหี่ยวแล้วก็พูดอะไรไม่ออก อีกทั้งบรรดาพี่ชายกับสวามียังหน้าตึงเหมือนหนังกลอง

​“ถ้าพบเหยื่อผู้เสียชีวิต เขาควรจะรีบแจ้งอสูรรักษาเมืองหรือแจ้งพี่ ไม่ใช่รีบวิ่งไปพายัพมณฑลตามลำพังแบบนี้” รุทรเอ่ยเสียงเย็น

​“ก็คนของเขา” พิทยาธรยังพอมีใจเป็นกลางบ้าง

“รีบส่งใครไปตามประกบเถอะ อสูรรักษาเมืองกับเนติเทพธรรมดาๆ คงรั้งไว้ไม่อยู่แน่นอน” ศิวนฤบดีรีบบอก

“ผมไปเอง” อสูรหมายเลขสองอาสา เขารู้ว่าถึงไม่อาสาก็คงได้ไปอยู่ดี เพราะบรทั้งสองใช่ว่าจะออกจากตัวเมืองนวหิมพานต์ได้ง่ายๆ ไหนจะงานบริหารที่รัดตัว ไหนจะต้องสู้รบปรบมือกับบรรดาเทพและอสูรอาวุโสหัวโบราณทั้งหลาย จะปลีกตัวออกจากนวหิมพานต์แต่ละครั้งยากลำบากไม่น้อย ดังนั้นอาสาไปเสียเลยสิ้นเรื่องสิ้นราว จะได้ดูมีน้ำใจสร้างภาพพจน์ในสายตาของแขกผู้มาเยือนด้วย

เออ…พอพูดถึงแขก พิทยาธรเหลียวไปมองนาคจากหิมพานต์ทั้งสาม เห็นทั้งสามสีหน้าเครียดเคร่งเป็นกังวล อสูรหนุ่มไม่แปลกใจอะไรมากนักเพราะข่าวที่ได้รับมาค่อนข้างน่าตกใจ คนธรรพ์หมองูละสังขารเพราะพิษนาคีไม่แปลก นาคสังหารนาคด้วยกันนี่…น่าคิด

“ผมไปด้วย เผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง” ภวัคค์อาสาเป็นรายที่สอง

​“พวกเราขอไปพายัพมณฑลด้วย” อุรเคนทร์เอ่ยเป็นรายที่สาม “เผื่อพวกเราจะช่วยอะไรได้บ้าง”

“ขอบคุณครับ เดี๋ยวผมจะจัดหารถกับคนขับให้ไปรับพวกคุณ และจะให้คนรถอยู่กับพวกคุณเลยจะได้เดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวกหน่อย” บรอสูรรับคำดูแลจัดการให้

​“ษรไปด้วย” หฤษรเทวีเอ่ยขึ้น

​“ไม่ได้” พี่ชายทั้งสองประสานเสียงตอบ

ปาราวตีกลอกตารู้สึกเหมือนจะคุ้นๆ กับเสียงประสานแบบนี้อย่างประหลาด ทิพย์อาภามองสวามีที่หน้าดำคล้ำขึ้นทันทีด้วยรอยยิ้ม ส่วนสาวิณีนั้นถือว่าหล่อนเป็นสะใภ้…งานนี้จะไม่ขอยุ่ง…​

“ทำไมจะไม่ได้คะ ษรเป็นผู้ชันสูตรศพของผู้ละสังขารทุกรายมาตั้งแต่แรก ให้ษรจัดการเองดีกว่า อีกอย่างรายนี้เป็นนาค จะให้เคลื่อนย้ายร่างมานวหิมพานต์คงไม่เหมาะ ดีไม่ดีจะกลายเป็นข่าวใหญ่ ษรว่าเราควรปิดเรื่องไว้ให้รู้กันน้อยที่สุด พี่รุทรให้ษรจัดการเองเถอะค่ะ” อสุรีเทวีเอ่ยอย่างมีหลักการ

“ส่งพ่อหมอคนธรรพ์ไป” บรเทพว่า

“คงได้เมากลิ้งตกบึงมรกตแน่” ปาราวตีเปรย

​หฤษรเทวีมองพี่ชายทั้งสองแน่วแน่ ยืนหยัดในหลักการ

​อันที่จริงหมอสาวอาจจะพ่าย ถ้ามหาเทวีจะไม่เข้ามาช่วยไว้ด้วยการสรุปว่า

​“ให้คุณษรไปเถอะค่ะ ถ้าคุณษรไม่ไปพายัพมณฑล ฆาตกรลอยนวลแน่นอนค่ะ”

​เท่านั้นเองการโต้แย้งก็จบลง นาคจากหิมพานต์มองความเชื่อถือที่บรรดาชาวนวหิมพานต์มีต่อมหาเทวีด้วยสายตาครั่นคร้าม พวกเขารู้มาก่อนแล้วว่าธิดาของท่านเทพเป็นเนตรทิพย์…ตรีเนตรทิพย์ ขนาดท่านอุกฤตยังเตือนทั้งบุตรชายและผู้ติดตามให้ระวัง
​ระวังทั้งการกระทำและความคิดยามอยู่ใกล้สตรีผู้นี้

​ทว่าทั้งสามมักลืมตัวเพราะทิพย์อาภาไม่ได้มีท่าทีเหมือนผู้หยั่งรู้ทั่วไป หล่อนงดงาม มีเสน่ห์ แต่ไม่ได้มีท่าทีน่าเกรงขามหรือมีอำนาจชวนให้นึกหวั่น อีกทั้งนาคจากหิมพานต์ยังตั้งข้อสงสัย…

​ถ้าเนตรทิพย์เห็นทุกสรรพสิ่งในนวหิมพานต์จริง แล้วไฉนจึงไม่เห็นว่านาคฆาตกรเป็นใคร ทำไมยังต้องขอความช่วยเหลือนาคจากหิมพานต์ด้วย

​แต่ด้วยมารยาทอันดี ทั้งสามจึงได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ ไม่กล้าเอ่ยถามออกมาตรงๆ

​ระหว่างที่พวกนาคหิมพานต์ตั้งข้อสงสัยในตัวเนตรทิพย์ หฤษรเทวีที่ถือว่าได้ ‘ตั๋วผ่านตลอด’

เรียบร้อยแล้วก็เอ่ยขึ้นว่า

​“ษรจะไปไกรลาสคีรีก่อน ทางโน้นเครื่องไม้เครื่องมือชันสูตรคงไม่พร้อมเท่าไหร่ ติดเผื่อเอาไปให้พร้อมดีกว่า”

​“ไม่ต้องรีบ” บรอสูรกัดฟันบอก “กว่าจะเก็บของจากโรงพยาบาลเก็บเสื้อผ้าที่บ้านคงจะหกโมงทุ่มนึง เย็นขนาดนั้นไม่ควรจะเดินทาง พี่ว่ารอพรุ่งนี้ดีกว่า ออกแต่เช้าคงไปถึงตอนบ่ายๆ ถึงจะเสียเวลาแต่ก็ไม่ได้มากอะไรนัก แต่คนขับรถจะไม่เหนื่อยที่ต้องอดนอนวิ่งรถทั้งคืน”

​เมื่อพี่ชายอนุมัติแล้ว หฤษรเทวีก็ออกจากคฤหาสน์สัตตบงกชไปเก็บเครื่องมือที่โรงพยาบาลก่อนไปเก็บกระเป๋าที่บ้าน เช้าตรู่หล่อนกับพิทยาธรและภวัคค์ก็เดินทางสู่พายัพมณฑลโดยมีรถของพวกนาคจากหิมพานต์ตามหลังไปตลอดทาง

​ระหว่างที่อยู่ในรถ อสูรหมายเลขสองพยายามสอนน้องสาวตลอดว่าให้อยู่ห่างๆ พวกนาคเอาไว้ เพราะ…งูไว้ใจไม่ได้

​หฤษรเทวีได้แต่ยิ้ม ส่วนนรสิงห์เท้ากรงเล็บส่ายหน้า เขาบ่นว่า

​“ทำไมหวงน้องสาวกันจริง อายุหกสิบเจ็ดสิบแบบนี้ถ้าอยู่ในหิมพานต์คงลูกสองลูกสามไปแล้ว”

​“นั่น…มันหิมพานต์” อสูรหมายเลขสองละมือจากพวงมาลัยรถชี้นิ้วไปข้างหน้าไกลๆ “แต่นี่…” เขาชี้นิ้วย้ำๆ ลงพื้น “คือนวหิมพานต์ ถ้าผู้ชายไม่ดีไม่คู่ควรพออสุรีเป็นโสดเสียจะดีกว่า”

“อืม…” ภวัคค์ทำเสียงครุ่นคิด “ดีนะที่ฝั่งเทพไม่ได้ถือคติแบบนี้ ไม่งั้นคุณสาวิณีคงไม่ได้วิวาห์”

​“เอ๊ะ ปากหรือนั่น ยิ่งอยู่นานชักปากเก่ง พูดอย่างนี้อยากปากเจ่อเหมือนครุฑหรือไง” สวามีของเทพีสาวิณีเริ่มท้าตีท้าต่อย

​นรสิงห์ขนทองไม่ตอบอะไร แค่ถอดรองเท้าที่ได้รับจากอรุษออก กางกรงเล็บก่อนเริ่มกรีดพรมวางเท้าอย่างใจเย็น ทำเอาคนขับรถ…เจ้าของรถคันใหม่เอี่ยมที่เพิ่งสั่งมาจากเมืองปัณฑิตาร้องลั่น

​“อย่านะเจ้าแมวยักษ์ หยุดนะ รู้ไหมว่าพรมยางแบบนี้ผืนละเท่าไหร่ หยุดๆ ห้ามทำของเสียหาย ไม่ต่อยแล้ว หยุดเลยนะหยุด”

​ภวัคค์พยักหน้านิดหนึ่งอย่างพอใจ เก็บกรงเล็บสวมรองเท้าเข้าไปใหม่ ปล่อยให้พิทยาธรบ่นกระปอดกระแปดเรื่องงูยักษ์ไว้ใจไม่ได้กับแมวยักษ์จอมทำลายล้างไปพักใหญ่

​หฤษรเทวีอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปรถคันหลัง นี่ถ้าหล่อนจะหลบเสียงบ่นของพี่ชายหนีไปนั่งรถของพวกนาคหิมพานต์จะดีไหมหนอ…

​หลังจากแวะพักและกินอาหารกลางวันง่ายๆ ระหว่างทาง ทั้งหมดก็เดินทางถึงที่หมายในช่วงบ่าย​พายัพมณฑลเปลี่ยนแปลงไปมากในความรู้สึกของเทวีสาว เมืองเล็กๆ เติบโตขึ้นมากภายในเวลาห้าสิบกว่าปีที่หล่อนจากไป ตึกรามบ้านช่องเปลี่ยน ถนนหนทางเปลี่ยน ผู้คนมากหน้าหลายตามากเผ่าพันธุ์ แว่วว่าแต่เดิมก่อนที่จะมีการเปิดรอยแตกกำแพงมนตร์ในอุดรพนา พายัพมณฑลมีผู้มาเยือนและนักท่องเที่ยวมากมายหลั่งไหลเข้ามาเพราะหวังว่าอาจจะหารอยแยกกำแพงมนตร์ที่จะนำไปสู่หิมพานต์ได้

​แต่ยามนี้ผู้คนเริ่มรับรู้แล้วว่าหิมพานต์ไม่ได้เฟื่องฟูร่ำรวยเหมือนเมื่อในอดีต สภาพบ้านเรือนและผู้คนไม่ต่างจากเมืองเล็กล้าหลังในนวหิมพานต์ จริงๆ อาจจะแย่กว่าเสียด้วยซ้ำเพราะหิมพานต์เก่าไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกแต่อย่างใด ดูราวกับว่าหลังเกิดมหาอัคคีครั้งนั้น…หิมพานต์ก็ถูกทำลายย่อยยับจนแทบไม่อาจฟื้นตัวได้

​ความต้องการของผู้ต้องการแสวงโชคในดินแดนเก่าจบสิ้นลง ผู้มาเยือนที่หวังผลก็หดหายเหลือเพียงนักท่องเที่ยวที่ต้องการหลบความวุ่นวายจากเมืองใหญ่มาเที่ยวชมภูเขาใหญ่ แม่น้ำไหลเย็นและบึงมรกตที่ลี้ลับเท่านั้น

​หากหฤษรเทวีที่มีภาพเมืองเล็กๆ เงียบสงบอยู่ในความทรงจำก็ยังอดรู้สึกว่าคนในพายัพมณฑลพลุกพล่านมากอยู่ดี เทวีสาวกวาดตามองและพยายามคิดว่าในหมู่คนมากมายไม่รู้ว่ามีนาคหรือเผ่าพันธุ์ที่หลบออกจากหิมพานต์แต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนแจ้งแก่สภาเทพอสูรปะปนอยู่ด้วยมากน้อยเท่าไหร่

​รถสองคันแล่นเข้าตัวเมืองพายัพมณฑล ตรงไปยังโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุด

​หมอสาวคาดหวังจะได้พบกับสังขารของนาค แต่พอไปถึงกลับเจอนาคเป็นๆ หน้าตาถมึงทึงพร้อมผู้ติดตามซ้ายขวา หนึ่งในสองนั้นดูคุ้นตาหฤษรเทวีอยู่ไม่น้อย

​อรุษยังงดงามในชุดโบราณนิยมผ้าไหมดำสนิทที่มันวาวราวกับนิล ทว่าท่าทางของเขาเปลี่ยนไป ความสง่างามยังคงอยู่ แต่ความขี้เล่นและแววตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์เลือนหายไป ปล่อยให้รัศมีของอำนาจและความเป็นผู้นำเข้ามาแทนที่

​การเปลี่ยนแปลงของนาคหนุ่มนั้นทำให้พิทยาธรที่เดินอาดๆ เข้าไปก่อนถึงกับอึ้ง รู้สึกเหมือน

ตัวเองกำลังเดินเข้าไปอยู่ต่อหน้าผู้กุมอำนาจสูงสุดที่เตรียมพร้อมรบ ขนาดว่าอสูรหมายเลขสองยังอดชำเลืองมอง ‘พี่ชาย’ คู่แฝดของอรุษไม่ได้ อุรเคนทร์ในฐานะทายาทผู้นำเผ่านาคภูมิฐานสง่างาม แต่รัศมีอำนาจปกครองนั้นยามนี้ห่างจาก ‘น้องชาย’ ไกลชนิดกู่ถึงกันไม่ได้ยิน

​เจ้าตัวเองก็คงรู้สึกถึงได้ยืนนิ่งด้วยความแปลกใจ

​แต่ความชื่นชมในการเปลี่ยนแปลงของชายตรงหน้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วภายในนาทีถัดมา พิทยาธรร้องเสียงดังอย่างไม่พอใจว่า
​“หมายความว่ายังไงที่ว่าคุณส่งสังขารของเหยื่อกลับบ้านไปแล้ว”

“ก็หมายความว่าผมห่อศพของวีรวัฒน์ส่งกลับไปทำพิธีที่เกาะเมืองใต้เรียบร้อยแล้ว ป่านนี้…” เขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือนิดหนึ่ง

“เรือคงออกจากท่าเรียบร้อยแล้ว”

​“คุณทำได้ยังไง” พิทยาธรแปลกใจ พายัพมณฑลอยู่เหนือจากนวหิมพานต์ขึ้นมามาก การจะส่งสังขารของนาคตนหนึ่งไปยังเมืองท่าที่อยู่ทางใต้นวหิมพานต์ในเวลาไม่ถึงยี่สิบชั่วโมงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ช่างเถอะ…เรื่องนั้นไม่สลักสำคัญอะไร สิ่งเร่งด่วนคือต้องหยุดเรือนั้นไว้ “ผมจะโทร.ไปนฤจักษ์ให้หยุดเรือทุกลำที่ออกจากท่าตอนสายวันนี้”

​“ผมไม่ได้ใช้ท่าที่เมืองนฤจักษ์ และจะไม่บอกด้วยว่าออกเรือที่เมืองใด” อรุษตอบอย่างท้าทาย

​ท่าทางของเขาเอาเรื่องชวนให้ผู้พบเห็นขุ่นข้องใจ แต่หฤษรเทวีกลับเห็นแววอ่อนล้าและเจ็บปวดในสายตาของเขา ครั้งก่อนยามที่เขาเอ่ยถึงการสูญเสียคนของเขาไป นาคหนุ่มเหมือนสะเทือนใจแต่ไม่ได้เจ็บปวดมากขนาดนี้

​“คุณทำไม่ถูกรู้ไหม เกิดเหตุฆาตกรรมในนวหิมพานต์ กฎนวหิมพานต์มีอยู่ว่าผู้ละสังขารต้องได้รับการชันสูตร ถ้าแพทย์นิติเวชและอสูรรักษาเมืองยังไม่อนุญาต ญาติห้ามรับกลับไปโดยพละการ” อสูรหมายเลขสองเอ่ยอย่างมีอารมณ์

​“กฎมีจริง แต่มีข้อยกเว้นว่าถ้าเผ่าพันธุ์ใดมีข้อห้ามพิเศษ และไม่ขัดต่อการสืบสวนสอบสวน ให้อนุโลมปฏิบัติตามข้อกำหนดของเผ่าพันธุ์ก่อน สำหรับนาค…เรามีกฎสูงสุดเรื่องการทำพิธีกรรมสังขาร ห้ามผู้มิใช่ครอบครัวหรือนาคแตะต้องสังขารผู้วายชนม์ สังขารต้องถูกทำพิธีให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ และต้องทำโดยครอบครัวหรือนาคเท่านั้น”

​“มีกฎแบบนี้จริงๆ หรือ” พิทยาธรสงสัย เขาหันไปมองอุรเคนทร์ ฝ่ายนั้นพยักหน้ารับ ก่อน

ช่วยอธิบายว่า

​“เนื้อหนังนาคีล้วนมีราคา เผ่าพันธุ์อื่นจ้องแต่ประโยชน์ของตน ไร้ความเคารพในสังขารของพวกเรา ดังนั้นผู้เฒ่าผู้แก่จึงตรากฎสูงสุดของเผ่านาคา การทำพิธีปลงสังขารต้องรวดเร็ว และไม่อาจให้ผู้อื่นนอกเผ่าพันธุ์แตะต้องสังขารได้”

​“แต่…นั่นมันหิมพานต์ไม่ใช่หรือ นี่คือนวหิมพานต์” อสูรหมายเลขสองชักเสียงอ่อย เพราะกฎหมายสูงสุดของนวหิมพานต์มีข้อยกเว้นไว้จริงๆ

​“นาคก็คือนาค ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดใต้ฟ้านี้ เราก็ยังเป็นนาค และกฎเรื่องพิธีกรรมสังขารเป็นสิ่งจำเป็น ใช่เฉพาะผู้คนในหิมพานต์ที่โลภโมโทสันในสังขารของพวกเรา ผู้คนที่นี่ก็ไม่ต่าง” อรุษเอ่ยเยือกเย็น

​ “ถึงงั้นก็เถอะ คุณก็น่าจะรู้ว่าเจตนาของเราคือชันสูตรเพื่อหาหลักฐานนำไปหาตัวฆาตกร น่าจะยกเว้นกันบ้าง” อสูรหนุ่มบ่น

​“ผมทราบในเจตนาของอสูรรักษาเมืองดี และไม่คิดจะขัดขวาง ท่านนี้…” อรุษผายมือไปยังผู้ที่ยืนอยู่ทางขวามือของเขา “คือคุณหมอต่อพงศ์จากโรงพยาบาลมานพเวช คุณหมอได้ช่วยชันสูตรสังขารของวีรวัฒน์ให้เรียบร้อยแล้ว”

​หฤษรเทวีนึกออกทันที เหตุที่หล่อนคุ้นหน้าฝ่ายนั้นเพราะต่อพงศ์เป็นแพทย์ใหญ่ของโรงพยาบาลที่รักษามนุษย์เป็นหลักในนวหิมพานต์ เขาเป็นแพทย์ผ่าตัดเฉพาะทางที่มีฝีมือ โรงพยาบาลทั้งของเทพและอสูรพยายามดึงตัวเขาไปร่วมงาน แต่หมอต่อพงศ์กลับปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมด อสุรีสาวเคยได้ยินชื่อเขาบ่อย อ่านงานวิชาการที่เขาเขียนลงในเครือข่ายสาธารณะก็มาก แต่คาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะเป็นนาค ไม่ใช่ลูกครึ่งมนุษย์กับวิทยาธรอย่างที่หลายๆ คนคิด

​ต่อพงศ์ก้าวขึ้นมานิดหนึ่ง เขาค้อมศีรษะเป็นเชิงทำความเคารพให้กับหฤษรเทวี…อย่างตั้งใจเป็นพิเศษ จากนั้นก็หันไปทำความเคารพอีกครั้งให้กับบรรดาอสูร นาคและนรสิงห์ พร้อมกับยื่นเอกสารในมือให้อรุษอย่างนอบน้อม

​“เอกสารทั้งหมดครับนาคินทร์”

​“ใช้คำนาคินทร์กับเขาได้ยังไง” ศิราพันธ์ที่อดทนมานานห้ามปากตัวเองไม่ได้อีกต่อไป เขาตวาดใส่หมอนาคีด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว “มีเพียงราชันนาค…ซึ่งก็คือองค์อุกฤตเท่านั้นที่จะได้รับการเรียกขานว่า

นาคินทร์ได้ เขาไม่ใช่…ไม่ใช่…ราชัน…”

​หมอต่อพงศ์และผู้ติดตามอีกรายของอรุษมองนาคจากหิมพานต์ด้วยสายตาหมิ่นแคลน แต่เป็น

อรุษที่เอ่ยอย่างเปี่ยมพลังว่า

​“ที่นี่คือนวหิมพานต์ ฉันคือผู้ปกครอง คนของฉันจะเรียกยังไงก็เป็นเรื่องของเราชาวนาคนวหิมพานต์ ไว้รอเข้าหิมพานต์เมื่อไหร่ นาคินทร์ย่อมเรียกขานแต่องค์อุกฤตเพียงผู้เดียวแน่นอน”

​ศิราพันธ์หน้าแดงอ้าปากจะแย้ง แต่สินธุกับอุรเคนทร์จ้องมองอย่างห้ามปรามพร้อมๆ กัน

​รายหลังส่งสายตาเหมือนจะเตือนอย่างเฉียบขาด

​มาต่างถิ่น เก่งกล้าเพียงใดก็ยังต้องเกรงใจอันธพาลท้องถิ่นอยู่บ้าง…

​ศิราพันธ์ที่ถูกขนาบเตือนยังฮึดฮัด แต่เคยถูกคาดโทษไว้แล้วจึงไม่กล้าแสดงอะไรมากกว่านี้

​ระหว่างที่พวกนาคหิมพานต์ปรามกัน ผู้นำนาคนวหิมพานต์กลับไม่ใส่ใจผู้ใด เขาส่งเอกสารในมือให้หญิงสาวรายเดียวในกลุ่ม เอ่ยด้วยเสียงแหบพร่านุ่มนวลผิดกับเมื่อครู่ราวกับคนละคนว่า

​“ทุกสิ่งที่เธอต้องการอยู่ในนี้แล้ว อย่าเอาลงเครื่องช่วยอัจฉริยะนะ…มันไม่ปลอดภัย ฉันไว้ใจแต่เธอเท่านั้น และถ้ามีปัญหาสงสัยอะไรถามคุณหมอต่อพงศ์ได้ เขาจะเป็นผู้ช่วยเธอที่นี่”

​ต่อพงศ์ก้มศีรษะอีกครั้งอย่างนอบน้อม

​“ได้ยินชื่อเสียงของคุณหมอมานานมาก เพิ่งมีโอกาสได้พบตัวจริง ยังไงคงต้องรบกวนด้วยนะคะ”

​“ถ้านายหญิง…เอ่อ…คุณหมอหฤษรมีปัญหาติดขัดตรงจุดไหน ถามได้เลยนะครับ ผมยินดีตอบเท่าที่ตอบได้” เขาตอบกลับอย่างสุภาพ “ตัวอย่างเนื้อเยื่อและหลักฐานจากร่างของท่านวีรวัฒน์อยู่ในห้องทดสอบของที่นี่ เชิญคุณหมอไปตรวจสอบได้เลยนะครับ”
​หฤษรเทวีเปิดเอกสารที่ใส่ในซองออกดู ในนั้นมีภาพถ่ายที่ดูคล้ายขดเชือกดำขนาดใหญ่ สภาพ…ไม่ได้เจริญหูเจริญตาเท่าไหร่ อสุรีสาวเลยเข้าใจความต้องการของอรุษ หล่อนปิดภาพลงและเอ่ยกับพิทยาธรว่า

​“ษรขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ พี่พิทยาธรพาทุกคนไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุก่อน แล้วอีกสักสองชั่วโมงค่อยมารับษร”

​พิทยาธรรอจนน้องสาวเดินไปพร้อมกับหมอนาคตนนั้นแล้วจึงหันมาหรี่ตามองอรุษ ถามว่า

​“สถานที่เกิดเหตุยังอยู่ครบสมบูรณ์ดีไหม หรือว่าคุณบรรจุหีบห่อส่งไปเกาะเมืองใต้แล้วเหมือนกัน”

​อรุษยิ้มเย็น นี่ถ้าผู้ถามไม่ใช่พี่ชายที่ตัวยุ่งรักใคร่ และเคยเป็นเจ้าของลูกอมน้ำผึ้งเม็ดนั้น เขาคงตอบกลับแบบจมมิดเขี้ยวไปแล้ว แต่นี่ตำแหน่งพี่ภรรยาคุ้มครองพิทยาธรอยู่ นาคหนุ่มจึงตอบกลับอย่างนอบน้อม

​“ผมหรือจะกล้า ถ้าไม่ขัดแย้งกับกฎสูงสุดของนาคีผมเป็นชายผู้ที่ปฏิบัติตนเคร่งครัดตามกฎหมายของนวหิมพานต์ทุกประการ พี่พิทยาธรอย่าได้กังวลใจ”

​ถ้ามีหนวด หนวดพิทยาธรคงกระตุก อสูรหนุ่มอยากจะถามว่าใครเป็นพี่นายกัน ฉันไม่เคยมีน้องเป็นนาค แต่นั่นดูจะเหมือนเด็กขี้หวงไปหน่อย อสูรหมายเลขสองที่ถือว่าตนนั้นเป็น ‘ผู้ใหญ่เต็มตัว’ จึงทำเพียงเบะปากก่อนสะบัดหน้าออกเดิน ​

Don`t copy text!