นิลนาคินทร์ บทที่ 15 :  เพียงอ้อมกอดของเธอ

นิลนาคินทร์ บทที่ 15 :  เพียงอ้อมกอดของเธอ

โดย : อลินา

นิลนาคินทร์ หนึ่งในนิยายชุด นวหิมพานต์ นิยายออนไลน์ แนวแฟนตาซีเหนือจริง ภายใต้นามปากกา อลินา เรื่องราวสุดจินตนาการที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

หฤษรเทวีใช้เวลาสองชั่วโมงเศษในการอ่านเอกสาร ดูภาพถ่ายและตรวจดูเนื้อเยื่อของนาคผู้เคราะห์ร้าย อันที่จริงหล่อนไม่ต้องทำอะไรมากก็ได้เพราะผลชันสูตรที่นายแพทย์ต่อพงศ์ทำไว้ค่อนข้างละเอียดไม่มีอะไรตกหล่น แต่หมอสาวก็ยังอยากวิเคราะห์ทุกอย่างอย่างละเอียดและสอบถามหลายๆ เรื่องที่หล่อนไม่รู้จากนายแพทย์นาคผู้นี้

หล่อนยอมรับว่าทึ่งกับภาพร่างกายของนาค หนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่ไม่มีการบันทึกไว้ในการศึกษาสรีรศาสตร์ของแพทย์นวหิมพานต์ แม้จะเสียดายที่ไม่ได้สัมผัสร่างที่แท้จริง แต่หมอสาวสามารถถามสิ่งที่ต้องการรู้จากต่อพงศ์ได้

หมอนาคผู้นั้นก็ดี ถามอะไรก็ตอบอย่างละเอียดไม่ปิดบัง หฤษรเทวีจึงได้ความรู้ใหม่ๆ มากมาย  หล่อนได้รู้ข้อมูลใหม่ๆ ว่าแม้ร่างจำแลงของนาคจะเป็นมนุษย์ แต่ยามละสังขารก็จะกลับไปเป็นนาคเหมือนยามที่ฟักจากไข่ ได้รู้ว่าสรีระและอวัยวะภายในของนาคนั้นแตกต่างจากเผ่าพันธุ์อื่น และนั่นเป็นเหตุผลที่ในโรงพยาบาลของมนุษย์จะมีแพทย์หรือพยาบาลตนหนึ่งเป็นนาค เพื่อจะได้รักษาและกลบเกลื่อนการมีตัวตนของนาคในนวหิมพานต์

พอถึงตอนเย็นใกล้เวลานัดหมายกับพิทยาธร นายแพทย์ต่อพงศ์ก็ขอตัวแยกไป  

อสูรหมายเลขสองมารับน้องสาวพร้อมกับพวกนาคหิมพานต์ ระหว่างนั่งรถไปร้านอาหารที่พวกอสูรรักษาเมืองจัดการจองไว้ต้อนรับ ช่วงที่อยู่ในรถพิทยาธรโอ่ว่า

“มื้อนี้กินกันแค่พวกเรากับพวกนาคหิมพานต์นะ พวกนาคนวหิมพานต์พี่เตะโด่งไปแล้ว ตื๊อน้องมากพี่รำคาญ”

ภวัคค์กลอกตามองบนแต่พูดอะไรไม่ได้เพราะอสูรหมายเลขสอง ‘ซักซ้อม’ ให้พูดตรงกันมาพักใหญ่แล้ว ถ้าไม่เล่นไปตามน้ำด้วยมีหวังหูชาไปอีกนาน อสูรอะไรไม่รู้ขี้บ่นเหมือนกินรีสูงวัยนมยานโทงเทงเป็นที่สุด!

หฤษรเทวีเองก็ยิ้มนิดๆ เอ่ยกลับว่า

“ไม่ใช่ว่าค่ำนี้เขาต้องทำพิธีกรรมให้กับผู้ละสังขารหรือคะ เลยอยู่ร่วมกินอาหารกับเผ่าพันธุ์อื่นไม่ได้”

พิทยาธรหลอกใครไม่ได้ ทำหน้างอ บ่นว่า

“รู้ได้ไง”

“คุณหมอต่อพงศ์บอกค่ะ”

“แล้วหมอนาคนั่นบอกอะไรอีก” อสูรหนุ่มเสเรื่องเสียหน้ามาล้วงความลับเอาดื้อๆ

“บอกว่านาคที่ละสังขารผู้นั้น…เป็นลูกพี่ลูกน้องของนาคเวหน หนึ่งในผู้ที่ช่วยเลี้ยงดูอรุษมา จะเรียกว่าเป็นญาติผู้ใหญ่อีกตนหนึ่งก็ได้”

“มิน่า หมอนั่นถึงได้เลือดขึ้นหน้าขนาดนั้น” พิทยาธรยอมรับ  

“แล้วไปดูสถานที่เกิดเหตุมาเป็นไงบ้างคะ ได้เรื่องอะไรบ้างไหม”

อสูรหมายเลขสองส่ายหน้า ภวัคค์เลยตอบสั้นๆ ว่า

“ฝนตกตอนพบสังขารงูใหญ่ ไม่เหลือกลิ่นหรือร่องรอยอะไรไว้เลย”

“พบร่างใกล้บึงมรกตใช่ไหมคะ ศพแรกของคนธรรพ์หมองูก็พบลอยในบึงมรกตเช่นกัน…” หฤษรเทวีเปรย

“นาคฆาตกรมาจากหิมพานต์และกำลังจะกลับหิมพานต์” พิทยาธรสรุป “แต่นาคที่ษรเห็นอีกตนเมื่อบ่าย…รายนั้นชื่อพิษณุ เป็นพวกคงแก่เรียนคล้ายๆ กับกินรานรากร…เขาบอกว่ารอยแยกของกำแพงมนตร์ยังปิดอยู่แต่คงจะเปิดขึ้นเร็วๆ นี้”

“พวกเขารู้จุดรอยแยกที่ชัดเจนไหมคะ”

“รู้สิ นาคทุกตนที่หลบเข้านวหิมพานต์ก็มากันทางนี้แหละ แอบกันเข้ามาสองร้อยกว่าปีได้แล้วมั้ง  แถมยังไม่มีการรายงานตัวต่อสภาเทพอสูรเลยแม้แต่รายเดียว มันน่านัก!” อสูรขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

“เกล็ดนาคีมีค่า เพชรนาคีเป็นที่ต้องการ พิษนาคียิ่งเป็นสุดยอดปรารถนาเพราะเป็นได้ทั้งพิษและยาถอนพิษ ส่วนมนุษย์และเผ่าพันธุ์โลกใหม่ล้วนแต่โลภโมโทสัน ถ้าประกาศตัวว่ามีนาคอยู่ในนวหิมพานต์คงได้ถูกตามไล่ล่าตั้งแต่วันแรกที่เลื้อยออกจากหิมพานต์” ภวัคค์ที่ถึงจะคิดมากขี้ใจน้อยหากไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ จึงมีใจเป็นกลางเอ่ยขึ้น

“สภาเทพอสูรปกป้องได้” พิทยาธรแย้ง

“คงปกป้องได้เหมือนที่ปกป้องพวกกินนรมังคะ บันทึกบอกว่าตอนแรกๆ ที่ตั้งนวหิมพานต์  พวกกินรีถูกลักพาตัว ถูกพรากไปเป็นสาวสนมและไปเป็นสัตว์เลี้ยงในคฤหาสน์พวกเทพพวกเศรษฐีมีเงินไม่รู้มากมายเท่าไหร่ จนพวกกินนรต้องสร้างป้อมปราการให้ตัวเองปิดอุดรพนาไม่ให้ผู้ใดก้าวย่างเข้าไปจนถึงทุกวันนี้” หฤษรเทวีท้วงยิ้มๆ

ทำเอาพี่ชายที่ขับรถอยู่ค้อนควักส่งให้ทางกระจกมองหลัง

“นั่นมันเมื่อหลายร้อยปีก่อน สภาเทพอสูรยังไม่เข้มแข็งและทรงอำนาจเท่าทุกวันนี้ ตอนนั้นเพื่อเอาตัวรอดมันก็ต้องเอาหูไปนาเอาตาไปไร่บ้าง แต่ตอนนี้พี่รุทรและนายศิวะกำราบสภาจนอยู่หมัด รับรองว่าปกป้องพวกนาคไม่กี่พันตนได้แน่นอน”

“พวกนาคเข้ามาสองสามร้อยปีก่อน พี่รุทรกับคุณศิวะเพิ่งรับตำแหน่งได้ไม่ถึงยี่สิบปี” อสุรีชี้ให้เห็น

 คราวนี้ดวงตาพี่ชายแทบปะหลับปะเหลือกเลยทีเดียว

“เข้าข้างกันจริง ทั้งน้องฉันทั้งนรสิงห์เห็นนาคตัวขาวชื่อดำดีกว่าพี่ดีกว่าครอบครัว ปล่อยให้เราเป็นหมาหัวเน่าตัวเดียว ฮึ!”

จากนั้นก็บ่นกระปอดกระแปดตามประสาไปเรื่อย หฤษรเทวีสบตากับภวัคค์แล้วต่างฝ่ายต่างถอนใจ ฝ่ายแรกกระซิบปลอบทั้งตัวเองและนรสิงห์ว่า

“ช่วงนี้สารเคมีในร่างอาจจะไม่สมดุล ทนเอาหน่อยแล้วกัน”

นรสิงห์ขนทองเบ้ปาก อยากจะบอกว่าอาการแบบนี้ของอสูรหมายเลขสองเขาเห็นตั้งแต่ออกมาจากหิมพานต์แล้ว ตอนแรกก็คิดว่าหลังวิวาห์แล้วอาการจะดีขึ้น แต่ก็เปล่า…ยังเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน  ดังนั้นน่าจะไม่ใช่เฉพาะ ‘ช่วงนี้’ หรอก คงจะเป็นแบบตลอดชีวิตมากกว่า!

มื้อเย็นแรกในพายัพมณฑลแม้อาหารจะอร่อยแต่บรรยากาศไม่ครื้นเครง พวกนาคจากหิมพานต์ค่อนข้างเงียบเหมือนครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา แว่วมาว่ารอยแยกกำแพงมนตร์นี้พวกนาคชั้นสูงผู้ปกครองรู้อยู่ว่ามี แต่ไม่ได้ใส่ใจและไม่คิดว่าจะเป็นช่องทางให้นาคศักดิ์ต่ำหลบออกมาใช้ชีวิตในนวหิมพานต์จำนวนมากขนาดนี้

ทางฝั่งเจ้าบ้านก็กินอาหารกันเงียบๆ ไม่ได้คุยหรือปรึกษาอะไรเหมือนอย่างที่คุยกันในรถ  

อิ่มแล้วก็แยกย้ายกันกลับที่พัก อสูรรักษาเมืองจัดที่พักรับรองนาคหิมพานต์ให้อยู่ใกล้กับบึงมรกต จัดรถและคนขับรถรอรับส่งตลอดวันและคืน ในเรือนพักมีอสูรบริการคอยดูแลไม่ให้ขาดตกบกพร่อง

ส่วนพิทยาธร หฤษรและภวัคค์นั้นพักที่เรือนพักเดิมที่เทวีสาวเคยอาศัยอยู่ตอนยังเด็ก  

หมอสาวพักในห้องนอนเดิม เตียงตู้และโต๊ะเครื่องแป้งล้วนเป็นของเดิมที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดี จะมีต่างไปก็คือยามนี้พิทยาธรครอบครองห้องพักใหญ่ของท่านลุงท่านป้า ส่วนภวัคค์ที่ตามมาด้วยพักอยู่ในห้องรับรองแขกอีกด้านของเรือน คนทำงานในเรือนก็เปลี่ยนไปหมด พี่เลี้ยงเก่าแก่ของหฤษรเทวีละสังขารอย่างสงบไปหลายปีแล้ว พวกพี่เลี้ยงอายุน้อยต่างก็ออกเรือนไปจนเกือบหมด และถ้าไม่แยกครอบครัวก็ติดตามท่านลุงท่านป้าไปอยู่ใกล้เมืองหลัก ไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่

ดังนั้นเมื่อกลุ่มของอสูรชั้นสูงเดินทางมาถึง ทางอสูรรักษาเมืองที่คอยดูแลรักษาเรือนพักหลังนี้จึงต้องจัดอสูรบริการและพวกลูกครึ่งมนุษย์ให้ใหม่ทั้งหมด

หญิงสาวที่ได้รับหน้าที่ดูแลหฤษรเทวีอายุประมาณยี่สิบต้นๆ หน้าตาหมดจด กิริยาสุภาพอ่อนน้อม มองครั้งแรกอสุรีสาวคิดว่านาลินเป็นลูกครึ่งมนุษย์และอสูรเหมือนคนอื่นๆ แต่วินาทีที่หญิงสาวคิดว่าไม่มีใครมอง…หล่อนก็แลบลิ้นออกมานิดหนึ่ง…เพื่อจับกลิ่น…

หฤษรรอกระทั่งอยู่ตามลำพังในห้องพัก และฝ่ายนั้นถามอย่างเคารพว่า

“คุณหฤษรต้องการอะไรอีกขอให้บอกนาลินนะคะ”

“ไม่ต้องการอะไร ขอแค่คำถามเดียว อรุษส่งเธอมาใช่ไหม” อสุรีเทวีถามเรียบๆ

แทนที่จะตกใจที่ถูกจับได้ นาลินกลับยิ้มกว้างจนดวงตายิบหยี เจ้าหล่อนบอกว่า

“นาคินทร์บอกแล้วว่านายหญิงเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาดมาก ไม่มีทางปิดเรื่องที่นาลินเป็นลูกครึ่งนาคได้แน่ แล้วนาคินทร์ก็ถูกจริงๆ นาคินทร์พูดถูกเสมอ”

หฤษรฟังแล้วอยากจะส่ายหัวอย่างอ่อนใจ ฟังแล้วเหมือนจะยกย่องหล่อนนะ แต่สุดท้ายความชื่นชมทั้งหมดก็ลงที่ตัวดำอยู่ดี

“ว่าแต่นายหญิงทราบได้ยังไงคะ หรือว่านายหญิงจะสื่อถึงเผ่าพันธุ์นาคได้” น้ำเสียงคนถามเปี่ยมด้วยความคาดหวัง

และหมอสาวจำต้องดับความคาดหวังด้วยการบอกสั้นๆ ว่า

“เธอแลบลิ้น”

“โอ้…” นาลินครางกับข้อบกพร่องของตัวเองก่อนจะออกตัวว่า “แหม…ใครๆ ก็อยากประทับกลิ่นของนายหญิงทั้งนั้น ก็นาคินทร์เคยหลุดปากมาว่าตัวนายหญิงหอมมาก หอมเหมือนดอกบัว พวกเราก็เลย…”

เจ้าหล่อนแลบลิ้นเล็กๆ ตบท้ายออกมาเหมือนไหนๆ ก็ถูกจับได้แล้ว ขอสัมผัสกลิ่นนายหญิงให้เต็มที่ไปเลย

‘นายหญิง’ หน้าร้อนผ่าว นาคบ้าบอ…กล้าเอาหล่อนไปพูดกับผู้คนของเขาหรือ น่าเล่นงานนัก!

นาลินขอตัวไปแล้วอย่างรื่นรมย์ ท่าทางผึ่งผายที่ได้มาดูแลนายหญิงและคงมีเรื่องเล่าอวดโอ้ให้ญาติพี่น้องที่ส่วนใหญ่พำนักในเกาะเมืองใต้ได้รับรู้

หฤษรเทวีได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจก่อนเข้าห้องน้ำ อสุรีสาวอาบน้ำเปลี่ยนชุดนอน จากนั้นก็เริ่มหวีผม

หมอสาวต่างจากอสุรีรายอื่น ๆ ที่มักไว้ผมยาวตามโบราณนิยม  เนื่องจากหฤษรทำงานที่ต้องใช้วินัย ความคล่องตัวและความปลอดภัยสูง  ดังนั้นหล่อนจึงตัดผมสั้น  แถมใบหน้าที่งดงามยังปล่อยตามธรรมชาติแต่งแต้มน้อยมาก นั่นทำให้หล่อนดูดุ  เคร่งเครียดจนบรรดาสื่อหรือผู้คนที่อยู่ห่างออกไปมองผ่านความงดงามเป็นเอกของอสุรีเทวีไปอย่างน่าเสียดาย

หมอสาวหวีผมดำสนิทจนเรียบตรงเป็นมันวาวงดงาม หล่อนวางหวีในมือลงพร้อมกับได้ยินเสียงก๊อกๆ แก๊กๆ ดังมาจากห้องนอน อสุรีสาวคิดว่าเป็นนาลินที่อาจจะแวะนำอะไรมาให้ แต่เมื่อเปิดประตูห้องน้ำออกมาจึงเห็นว่าไม่ใช่…

งูใหญ่ตนหนึ่งหงอนแดงดั่งทับทิม เกล็ดกายขาวกระจ่างมีรอยเปื้อนดำรูปร่างประหลาดด้านข้างกำลังบิดไปบิดมาพยายามเอาตัวอันใหญ่โตผ่านช่องลมขนาดเล็ก พอเห็นว่ามีผู้ชม นาคินทร์…พญางูของบรรดานาคนวหิมพานต์ทั้งหลายก็มองมาด้วยสายตาเว้าวอน

หฤษรเทวีมองซี่ลูกกรงเหล็กของช่องลมที่ถูกถ่างออกเป็นวงกลมๆ แล้วถอนใจ บ่นว่า

“ลูกกรงโบราณ หาช่างแต่งซี่กรงให้เป็นลายเดิมยากมากเลยนะ นายจะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย”

ซือ…

เสียงซือเบาๆ ดวงตาที่งดงามประหนึ่งลูกแก้วหลากสีนั้นพุ่งตรงมาเหมือนจะตัดพ้อ

อสุรีเทวียังกอดอกมองเฉยเมย

นาคหนุ่มจึงต้องขยับตัวยึกยักอยู่อีกครู่ก่อนร่วงตุ้บลงกองกับพื้นอย่างไม่มีท่า วินาทีหนึ่งยังเป็นนาคขาวตัวใหญ่ยาว วินาทีถัดมากลับกลายเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เนรมิตเสื้อไหมตัวดำคลุมกาย…นอนแผ่กางแขนกางขาอยู่บนพื้น

เขาพ่นลมหายใจยาว ซือ…ก่อนบ่น

“ฉันลืมไปว่าช่องลมมันเล็กขนาดไหน เคยจำได้ว่าลอดได้สบายๆ” มือไม้เปลี่ยนมานวดเอวป้อยๆ “ดีนะเมื่อเย็นไม่ได้กินดื่มอะไร ไม่งั้นลอดเข้ามาไม่ได้แน่”

“ก็ใครใช้ให้นายมุดช่องลมล่ะ” หฤษรถามอย่างเย้ยหยัน สมน้ำหน้า ตัวใหญ่เป็นท่อนซุงยังไม่เจียมกาย นึกว่าตัวเล็กเป็นลำไผ่เหมือนดังแต่ก่อนหรือไร

“ฮื่อ หัวใจใช้มา” ผู้ที่ยังนอนยาวเหยียดบนพื้นตอบ ก่อนชูมือขึ้นเอ่ยหน้าตายว่า “เจ็บจัง คุณหมอกอดปลอบหน่อย”  

ใบหน้าของเทวีสาวแดงเรื่อขึ้น ดวงตาเป็นประกาย หมอสาวเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ๆ เนื้อตัวยังกรุ่นด้วยกลิ่นหอมของสบู่ที่ผสมด้วยน้ำมันหอมของเกสรดอกบัวที่เขาสั่งให้คนของเขาจัดไว้ให้หล่อนได้ใช้  กลิ่นหอมของกายสาวที่อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นกับกลิ่นหอมของเกสรดอกบัวผสมผสานหยอกเย้าลิ้นรับกลิ่นของเขา จนอยากจะไล้เลียลิ้มรสกลิ่นหอมทั้งสองให้เต็มที่

อรุษไม่รู้หรอกว่าสีหน้าสีตาของเขาเผยอะไรไปบ้างหรือเปล่า รู้ก็แต่หัวใจของตัวเองที่เต้นแรงเป็นจังหวะเดียวกับหฤษรเทวียามที่หล่อนคุกเข่าลงข้างๆ

นาคหนุ่มมองหล่อนด้วยสายตาสะกด วงแขนเปิดกว้างขึ้น ส่งใจเหมือนเป็นสื่อสั่ง…กอดหน่อย…กอดฉันถ้าอสุรีเทวีจะเมตตา

อสุรีเทวีโน้มตัวลงมา…ยิ้มหวานละมุน…แล้วจิ้มสีข้างเขาแรงๆ อย่างทดสอบ

สีข้างชายที่นอนชูมือร่อนตรงหน้าแข็งราวหิน เนื้อเขาแน่นหนังหนาเหมือนเกราะ ขนาดร่างจำแลงมนุษย์ยังแน่น เนื้อกล้ามใต้เสื้อไหมสีดำเป็นมัดแน่นขนาดนี้ ยิ่งยามเป็นนาคเกล็ดยิ่งแข็งแกร่งราวเพชรหากข้อต่อแต่ละเกล็ดทำให้เกิดการยืดหดเพื่อการเคลื่อนไหว ความแข็งแกร่งของกายานั้นขนาดที่ว่าเหล็กแข็งยังถูกเบียดจนโค้งงอ มีหรือจะบาดเจ็บจนนอนแน่นิ่งแบบนี้ได้  

“เจ็บแล้วทำไมไม่ร้อง” หล่อนว่าเสียงเขียว

“โอย…” นาคหนุ่มร้อง…ตามใจไม่มีขัด

คราวนี้หล่อนกำหมัดต่อยไปที่สีข้างเขาเต็มแรง

“รู้ไหมว่าการแอบเข้ามาในห้องของผู้หญิงแบบนี้มันไม่ดี มันเสียมารยาท”

“อะไรกัน เมื่อก่อนก็เข้ามาบ่อยๆ เธอไม่เห็นว่าอะไรสักคำ” น้ำเสียงของเขากระเง้ากระงอดชวนให้ต่อยลงอีกสักหมัด

“ตอนนั้นเรายังเด็ก แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ลุกตัวดำ กลับออกไปได้แล้ว”

“พื้นห้องเธอเรียบสบายดี ยังไม่อยากจะลุก”  

“ไม่ลุกใช่ไหม งั้นฉันไปเอง…” หฤษรเทวีดันตัวลุกขึ้น แต่นาคนั้นขยับตัวได้ไวกว่า  พริบตาเดียวก็ลุกขึ้นคว้าแขนหล่อนดึงไว้

อสูรนั้นเรี่ยวแรงมากมาย ถึงจะเป็นอสุรีแรงนั้นมากพอๆ กับมนุษย์ คนธรรพ์หรือวิทยาธรชายเลยทีเดียว แต่กับนาคนั้นกลับสามารถต้านทานการต่อต้านของอสุรีได้ เขาดึงหมอสาวลงไปนอนทับบนตัวเขา  

หฤษรดิ้นขลุกขลักร้องว่า

“ปล่อยนะตัวดำ ถ้าใครมาเห็นเข้ามันไม่ดี”

“ดึกแล้วนอกจากฉันและเธอใครจะมาเห็น กอดปลอบหน่อยแล้วจะปล่อยไปดีๆ นะๆ”

“ไม่!” หล่อนใช้มือที่ว่างอยู่บิดหูเขา

“โอ๊ยๆ” อรุษร้องลั่น…อย่างเสแสร้ง

“บ้าจริง จะร้องทำไม…” อสุรีสาวกังวล ถ้าพี่พิทยาธรได้ยินเสียงแล้ววิ่งมา หล่อนจะเอาหน้าไปไว้ไหนกัน

“คู่ครองประทุษร้ายจะให้ฉันหัวเราะหรือตัวยุ่ง โอย…”

ประตูห้องนอนเปิดออก หนึ่งอสุรีหนึ่งนาคที่พัวพันอยู่บนพื้นหยุดชะงัก หันไปมอง  

นาลินที่ถือแก้วนมสดอยู่หน้าแดงก่ำเหมือนแอปเปิลที่เจ้ากัญจน์โปรดปราน นาคสาวที่อายุยังน้อยมากมือไม้สั่นรีบวางแก้วนมลงพร้อมบอก

“นาลินเคาะประตูแล้วนะคะ นึกว่าคุณ…เอ่อ…นายหญิงอยู่ในห้องน้ำเลยไม่ได้ยิน กะว่าวางแก้วนมไว้แล้วออกไปเงียบๆ คือ…นาลินไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ไม่เห็นนาคินทร์…”

“ไม่เห็นก็ออกไปสิ ยืนอยู่ทำไม” ผู้ที่นาลินไม่เห็นสั่งการ ก่อนกำชับ “ปิดประตูให้ดีด้วย”

หฤษรเทวีอาศัยช่วงที่อรุษสั่งการกับนาลินรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากอกเขา  

“ตาบ้า!” หล่อนอดหงุดหงิดและเขินอายไม่ได้  

“ไม่เป็นไร นาลินไม่พูดกับใคร” นาคหนุ่มปลอบ คราวนี้ยอมลุกขึ้นนั่งเองไม่มีอิดออด “อย่างมากก็แค่คุยกันในหมู่พวกนาคนวหิมพานต์เท่านั้นว่าเตียงก็มีทำไมต้องกลิ้งกันบนพื้น”

หฤษรหน้าแดงก่ำ เอ็ดตะโรลั่นว่า

“ใครกลิ้งกันบนพื้น!”

“เมื่อกี้ใคร ก็อสูรกับนาคนั่นแหละ”

“บ้า! นาคหน้าหนา นาคหน้าทน ห้องนอนฉันไม่ใช่สวนสาธารณะนะถึงคิดจะมาก็มา…”

“ก็คิดถึงเลยมาหา ไม่ได้พบเธอตั้งนาน” เขาออดเสียงซือๆ

“เราเพิ่งเจอกันเมื่อกลางวันนี้”

“เจอได้ไม่กี่นาทีแถมคุยกันแค่ห้าประโยค” เขายกมือกางห้านิ้วประกอบ “เลยอยากมาหา มาเจอเธอให้อุ่นใจ”

อสุรีสาวมองนาคหนุ่มด้วยสายตาอ่อนใจ ยามนี้อรุษนั่งอยู่บนพื้นเอนตัวพิงขอบเตียงไว้ด้วยท่าทางผ่อนคลาย ภาพในอดีตของตัวดำน้อยเหมือนซ้อนทับขึ้นมา เมื่อก่อนทุกครั้งที่เขาแอบมาหาเพื่อนอสุรีก็มักจะนั่งตรงนี้ท่านี้ เด็กชายไม่ยอมนั่งหรือนอนบนเตียงเพราะไม่คุ้นเคย ชีวิตเขานอนกับพื้นดินหรือพื้นตะกร้าแข็งๆ จนชิน มาเจอฟูกเตียงก็บ่นว่ามัน ‘ยวบยาบ’ ไม่กล้านั่งหรือนอนบนนั้น

สุดท้ายสองสหายวัยเยาว์จึงนั่งคุยกันข้างเตียง สุมหัวกระซิบกระซาบเพราะกลัวพี่เลี้ยงที่นอนอยู่ในห้องถัดไปจะได้ยิน

ความคุ้นเคยเก่าๆ ทำให้หัวใจของหฤษรที่อ่อนแออยู่แล้วยิ่งอ่อนโยนลง อสุรีสาวหยิบแก้วนมอุ่นขนาดใหญ่ส่งให้เพื่อนยามเยาว์ของหล่อนเหมือนเมื่อครั้งในอดีต  

นาคอื่นเป็นอย่างไรหล่อนไม่รู้ แต่นาคตรงหน้านี้ชอบดื่มนม ยามนั้นพวกพี่เลี้ยงพากันแปลกใจที่เมื่อเริ่มหายดีจากการถูกพิษประหลาด คุณหนูหฤษรก็เริ่มขอนมแก้วใหญ่ๆ ก่อนนอน แต่รับมาจะไม่ดื่มเลย บอกให้ตั้งทิ้งไว้ที่หัวเตียงก่อน พี่เลี้ยงเคยแอบดูเห็นมีขนมหลายอย่างห่อซ่อนไว้ในลิ้นชักด้วย  ทุกคนได้แต่นึกห่วง หลังหายเจ็บหายไข้ร่างกายคงเยียวยาตัวเองด้วยความต้องการอาหารบำรุงกำลังยามดึก ดังนั้นขนมที่แอบซ่อนไว้จึงเพิ่มขึ้นมากโดยที่เจ้าตัวคนซ่อนก็นึกแปลกใจ

งูน้อยที่แวะมาหาเพื่อนคนแรกและคนเดียวของเขาเลยพลอยสบาย พุงกางหลามยามเลื้อยออกจากห้องไปแทบทุกคืน  

อรุษที่รู้ว่าหฤษรเทวีไม่ได้ชื่นชอบการดื่มนมสดเท่าไหร่นักรับแก้วมายกดื่มอย่างว่าง่ายรวดเดียวหมด เมื่อหมดเขาก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้อสุรีสาว ดวงตาคู่งามของเขาเป็นประกายหลากสีงดงาม รอยยิ้มอ่อนหวานขอบคุณชื่นชมและเหมือนมีเพียงหล่อนผู้เดียวเท่านั้นในโลกนี้ทำให้เทวีสาวพ่ายแพ้

หฤษรเทวีทรุดตัวลงนั่งพิงข้างเตียงเคียงข้างเขา รายนั้นรีบซบศีรษะใหญ่โตกับบ่าหล่อนอย่างอ่อนโยนทันที มือหนึ่งเอื้อมมากุมมือหล่อนประสานไว้

“ตัวดำ ถ้าเป็นเพราะเธอคิดว่าติดหนี้บุญคุณฉัน…”

อรุษบีบมือหล่อนแน่นขึ้นเหมือนเป็นการทำโทษ เขาว่า

“ตัวยุ่ง เธอเห็นฉันโง่หรือถึงแยกบุญคุณ มิตรภาพ และความรักไม่ออก จะบอกให้นะ…”  น้ำเสียงเขาโอ้อวด “ฉันเป็นหนี้บุญคุณอสุรีน้อยน่ารักคนหนึ่ง มิตรภาพที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นฉันไม่เคยลืม  แต่ห้าสิบปีถัดมา…ในตลาดเกาะเมืองใต้ ฉันมองผ่านหน้าต่างออกมาเห็นอสุรีน้อยเติบโตเป็นเทวีผู้งดงาม และเมื่อเธอยิ้ม ฉันตกหลุมรัก…”

นาคหนุ่มยกศีรษะขึ้นเพื่อชื่นชมดวงตาสีดำสนิท ดำและเปล่งประกายงดงามยิ่งกว่านิลน้ำหนึ่งคู่นั้น เขาเสริมอย่างมุ่งมั่นว่า

“ฉันถือว่าฉันได้รับพรจากนวหิมพานต์ที่อสุรีน้อยที่ฉันเป็นหนี้ชีวิต เป็นเจ้าของมิตรภาพแรกในชีวิต เติบโตเป็นเทวีผู้กุมหัวใจฉันไว้ ฉันเป็นนาคที่โชคดีที่สุดในนวหิมพานต์ เธอว่าไหม…”

หฤษรเทวีไม่เอ่ยอะไร            

อสุรีเทวีเพียงดึงมือตัวเองออกจากการเกาะกุม แล้วโอบกอดนาคหนุ่มของหล่อนไว้อย่างนุ่มนวล

 

นาลินหัวเราะคิกคักตลอดทางจากเรือนใหญ่มายังห้องพักด้านหลังของพวกอสูรบริการ ที่พักนี้อสูรรักษาเมืองจัดให้พวกอสูรบริการได้พัก แต่เนื่องจากการเกณฑ์คนกะทันหันทำให้พวกที่มาทำงานทั้งที่เรือนนี้กับเรือนรับรองของแขกจากหิมพานต์จึงรับทำงานแบบเช้าไปเย็นกลับเป็นส่วนใหญ่ เรือนเล็กจึงมีเพียงนาลินกับอสุรีบริการอีกรายหนึ่ง ซึ่งรายนั้นคงเข้าห้องพักเพื่อพักผ่อนหรือชมละครภาพภาคดึกไปเรียบร้อยแล้ว

นาคสาวเองก็เตรียมตัวเข้าห้องพักแต่ตั้งใจจะโทรศัพท์ไปคุยกับเพื่อนสนิทสองสามรายที่เกาะเมืองใต้ คันปากคันใจอยากเล่าถึงเรื่องนายหญิงและนาคินทร์เต็มแก่

ใครจะนึกว่านาคินทร์ที่วางตัวดีกับนาคสาวทั้งหลายมาตลอด ไม่เคยมีสาวในดวงใจ ไม่เคยมีเรื่องราวกับนาคสาวตนใด ยามนี้กลับทุ่มเททุกอย่างให้นายหญิง ขนาดว่ากอดกันกลมอยู่บนพื้น…

นาลินคิดแล้วอดหัวเราะคิกคักอีกไม่ได้ เจ้าหล่อนหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่ออกจากกระเป๋า แต่ยังไม่ทันได้กดหมายเลขก็มีเสียงเรียกแผ่วเบามาจากด้านหลัง

“นี่เธอ…”

ตอนแรกนาคสาวสะดุ้งด้วยความตกใจ หล่อนเผลอตัวไปเพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องนาคินทร์กับนายหญิง รู้ตัวอีกทีฝ่ายนั้นก็เข้ามาใกล้ตัวแล้ว…ใกล้มาก

แต่พอเห็นถนัดตา ความหวาดระแวงและระมัดระวังตัวก็ลดลง หล่อนถามด้วยน้ำเสียงเหมือนตะลึงเล็กน้อยว่า

“คุณเป็นใคร ทำไม…ทำไม…”

ฝ่ายนั้นยิ้มแย้มงดงาม ดวงตาหลากสีที่เหมือนลูกแก้วนั้นดูคล้ายเจิดจ้ายิ่งท่ามกลางแสงสลัวของไฟแรงเทียนอ่อน

สัญชาตญาณในตัวนาลินกรีดร้องว่าผู้ที่มาประชิดตัวหล่อนรายนี้เป็นนาค นาคชั้นสูงเสียด้วย  นาคินทร์สั่งแล้วว่าให้ระวังนาคแปลกหน้า ห้ามเข้าใกล้ ห้ามเสวนา ให้หนีห่างให้เร็วสุด

หนี ต้องหนี!

ทว่าช้าไปเสียแล้ว เพียงสบสายตาคู่งาม ในหัวหล่อนเริ่มว่างเปล่า ทุกอย่างรอบข้างเหมือนเลือนหาย มีเพียงนาคตรงหน้าที่แลคล้ายอ่อนโยนเหลือแสนยามขยับริมฝีปากราวกับท่องมนตร์

“ฟัง นาคสาวตัวน้อยจงฟังข้า เชื่อในวาจาที่ข้าจะเอ่ย จงเชื่อข้า ทำในสิ่งที่ข้าประสงค์”

ในใจนาคสาวอยากต่อต้าน อยากขัดขืน อยากกรีดร้องขอความช่วยเหลือแต่เนื้อตัวหล่อนไม่อาจขยับเขยื้อน มีเพียงริมฝีปากที่เอ่ยรับ

“ค่ะ นาลินจะทำตามที่ท่านสั่งทุกประการ”

 

Don`t copy text!