นิลนาคินทร์ บทที่ 18 : เอ๋…ทำไมมันเล็กลง

นิลนาคินทร์ บทที่ 18 : เอ๋…ทำไมมันเล็กลง

โดย : อลินา

นิลนาคินทร์ หนึ่งในนิยายชุด นวหิมพานต์ นิยายออนไลน์ แนวแฟนตาซีเหนือจริง ภายใต้นามปากกา อลินา เรื่องราวสุดจินตนาการที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

-18 –

 

หลังจากเกิดเรื่อง นอกจากพิทยาธรแล้วพวกนาคนวหิมพานต์ก็พากันโดดตามลงไปในบึงมรกต

อย่างพร้อมเพรียง แต่แทนที่จะช่วยประสาน…มากคนมากเผ่าพันธุ์กลับทำให้ทุกอย่างยิ่งวุ่นวาย ในน้ำมีแต่นาค ทั้งพวกที่พยายามดำดิ่งลงไปเพื่อช่วยหฤษร พวกนาคนวหิมพานต์ที่ลอยคอรออยู่แต่แรกและช่วยกันประคองพานาลินที่บาดเจ็บขึ้นจากน้ำ นรสิงห์เท้ากรงเล็บที่ว่ายน้ำได้แต่กายภาพไม่เหมาะกับการปักหัวดำดิ่ง หากเจ้าตัวพยายามดำน้ำผลก็คือตัวลอยชนคนไปทั่ว

พิทยาธรเองถึงว่ายน้ำได้ดำน้ำได้ แต่เขามีขาไม่มีครีบไม่มีหาง ดำน้ำลึกได้ไม่เท่านาค ดังนั้นพอดำตามหฤษรที่เห็นน้ำวนดูดลงไปสักพักก็ไล่ตามไม่ทัน เห็นเพียงกำแพงน้ำหมุนติ้ว ในความเลือนรางและสับสนของจราจรวุ่นวายในน้ำ เขาเห็นหางขาวๆ เกล็ดแวววาวกับครีบเป็นแผงกว้างของอรุษพุ่งเข้าใส่กำแพงน้ำก่อนถูกกลืนหายไป จากนั้นก็เป็นหางของนาคตัวอื่นๆ ที่ว่ายแซงเขาไปทีละตน ทีละตน

สุดท้ายเมื่ออากาศหมดปอด อสูรหมายเลขสองต้องยอมแพ้ พลิกกายกลับถีบเท้าขึ้นสู่ผิวน้ำ

พอศีรษะพ้นน้ำ มือหลายมือก็ช่วยดึงเขาขึ้นไปบนแพ พิทยาธรนั่งหอบรับอากาศเย็นยามค่ำคืนเข้าปอด เนื้อตัวยิ่งสั่นสะท้าน นาคีบริการรายหนึ่งรีบส่งผ้าขนหนูผืนใหญ่ให้เขาเช็ดหน้าเช็ดผมห่อตัว ข้างๆ อสูรหนุ่มคือภวัคค์ที่มีสภาพเหมือนแมวตกน้ำห่อตัวด้วยผ้าขนหนูสีขาวจนเป็นก้อนกลม นั่งคำรามฟันกระทบว่า

“นรสิงห์…กึกกึก…ไม่ชอบ…กึกกึก…น้ำเย็น!”

“ฉันก็ไม่เคยเห็นนายชอบอะไรสักอย่าง” พิทยาธรตอบกลับอย่างพาลๆ ตอนดำน้ำไปเขาถูกตีนโตๆ ของอีกฝ่ายปาดหน้าไปครั้ง ถึงจะหลบทันแต่ก็ทำให้ช้าไปหลายวินาทีทำเอาตามใครๆ ไม่ทัน แค้นใจยังไม่หาย

ถัดจากภวัคค์คือนาลินที่จำแลงร่างเป็นมนุษย์แล้ว นาคสาวสะอึกสะอื้นด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลถูกกัดที่คอและบ่า เสียใจกับสิ่งที่ตนทำลงไปแต่ก็บอกไม่ได้ว่าทำไมถึงทำเช่นนั้น หล่อนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไปว่าทำไมถึงมาอยู่ที่แพมนตร์ได้

หมอต่อพงศ์รักษาแผลให้หล่อนพร้อมกับปลอบใจ เขาเชื่อว่านาลินถูกมนตร์สะกดของนาคฆาตกร ดวงตาของนาคนั้นมีพลังสะกด เพียงมองนิ่งๆ ก็สามารถตรึงเหยื่อให้ไม่อาจเคลื่อนไหวได้ แต่

นาคชั้นสูงนั้นพลังสะกดเพิ่มพูนด้วยมนตร์กำกับจนสามารถสะกดได้แม้กระทั่งนาคชั้นต่ำศักดิ์ลงมา  

นาคฆาตกรเป็นอัคคิมุขะ และน่าจะมีมนตร์กำกับ นาลินเป็นแค่ปูติมุขะแถมยังเป็นลูกเสี้ยวอสูร

…ไม่มีทางต่อกรกับการสะกดของนาคชั้นสูงได้อย่างแน่นอน

มีการสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นาลินเอาแต่สะอื้นบอกว่าจำอะไรไม่ได้เลย จำไม่ได้จริงๆ และหล่อนไม่เคยมีความคิดที่จะทรยศนาคินทร์หรือทำร้ายนายหญิง

สุดท้ายหมอนาคหนุ่มก็ขอให้หยุดการซักถามเพราะสภาพของนาลินนั้นเหมือนไม่ไหวแล้วจริงๆ

พิทยาธรไม่สนใจนาลิน นาคที่นอนหมดสภาพแบบนั้นยังไงก็หนีไปไหนไม่ได้ ตอนนี้เขาห่วงแต่น้องสาว เทพและอสูรเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งก็จริง แต่มิใช่เจ้าแห่งวารี เทพีมารดาของสาวิณีก็ละสังขารเพราะเรือล่ม ดังนั้นเทพ อสูร น้ำ เป็นสมการที่ไปด้วยกันไม่ได้จริงๆ

ความวิตกของอสูรหมายเลขสองยิ่งทวีมากขึ้นเมื่อเห็นบรรดานาคทั้งจากหิมพานต์และนาคนวหิมพานต์พากันขึ้นจากบึงด้วยท่าทางผิดหวัง เขารีบถาม

“หฤษรล่ะ แล้วนาคฆาตกรจับตัวมันได้ไหม” ส่วนอรุษเขาไม่สนใจหรอก หนังหนาหน้าทนว่ายน้ำคล่องขนาดนั้นคงเอาตัวรอดได้แน่นอน  

“ข้ามรอยแยกเข้าไปในหิมพานต์แล้ว” อุรเคนทร์ตอบ เขาไม่ต้องการผ้าขนหนู แค่ร่ายมนตร์

เบาๆ ผมที่เหยียดยาวก็แห้งสนิท เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เช่นกัน ส่วนผู้ติดตามทั้งสองใช้เวลามากกว่านาคหนุ่มเล็กน้อยในการดูแลตัวเอง “ฆาตกรก็เช่นกัน”

“งั้นทำไมไม่มีใครตามไปเอาตัวกลับมา” พิทยาธรร้อนใจจนลืมเรื่องมารยาทไปหมด  

“รอยแยกปิดแล้ว ตอนนี้ไม่ว่าใครก็ตามไปไม่ได้จนกว่ารอยแยกจะเปิดอีกครั้ง” นาคหนุ่มแจ้งข่าวอย่างหนักใจ

คู่แฝดข้ามไปหิมพานต์ เขาไม่อาจส่งข่าว ไม่รู้จะเป็นเช่นใด…

“ไหนว่ารอยแยกจะเปิดอย่างต่ำสิบห้าชั่วโมง นานสุดยี่สิบสี่ชั่วโมง นี่ยังแค่สิบสองสิบสามชั่วโมง”  อสูรหมายเลขสองหันรีหันขวาง ถ้าไม่รู้ว่าถ้าไม่ใช่นาคต่อให้สวมเครื่องช่วยดำน้ำก็ไม่มีทางดำลงสู่สะดือบึงได้ เขาคงเรียกหามาสวมใส่แล้วดำลงไปดูเองแล้ว
“ฆาตกรที่ข้ามฝั่งไปหิมพานต์ก่อนคงเคลื่อนย้ายของบางอย่างที่รอยแยก ทำให้เกิดการไม่สมดุลและปิดรอยแยกลงก่อนเวลา” พิษณุที่ศึกษาเรื่องรอยแยกกำแพงมนตร์อย่างเชี่ยวชาญพยายามหาคำตอบ

“แล้วรอยแยกบ้ามันจะเปิดอีกเมื่อไหร่”

“อย่างช้าอีกห้าถึงเจ็ดวัน แต่ถ้านาคฆาตกรทำให้เสียสมดุลอย่างหนัก รอยแยกอาจจะปิดไปอีกหลายปี” พิษณุตอบอสูรหนุ่มตามตรง

พิทยาธรสบถเป็นชุดอย่างมีสีสัน เขาพยายามคิดก่อนตัดสินใจ

“ไปอุดรพนา เข้าหิมพานต์ทางฝั่งกินนร” อสูรหนุ่มประกาศ เขาเข้าออกอุดรพนาได้โดยไม่ต้องทำเรื่องขอ และไม่ต้องหวั่นเกรงดอกไม้พิษหรือพวกกินนรที่ปกป้องอาณาเขตอย่างดุดัน พิทยาธรเป็นพ่อบุญธรรมของราชขนทองที่ 13 พวกกินนรล้วนเกรงใจเขา ไม่มีใครกล้าขัดขืนหรือขัดใจแน่นอน

ตนใดกล้าหือกล้าอือ เดี๋ยวเขาส่งเจ้ากัญจน์ไปกระทืบอกมันให้ยุบ…

“กึกกึก…อัคราเพิ่งส่งข่าว รอยแยกทางอุดรพนาเพิ่งปิด กว่าจะเปิด…กึกกึก…คงอีกห้าถึงเจ็ดวันเหมือนกัน” นรสิงห์ตัวสั่นฟันกระทบบอก

อสูรหมายเลขสองฟังแล้วแทบจะตีอกชกหัวตัวเองเลยทีเดียว

“ตายๆ ตั้งห้าวันเจ็ดวันเชียวหรือ ยายษรจะอยู่ได้ยังไง”

“ผมว่าคุณพิทยาธรไม่ต้องห่วงหรอกครับ นายหญิงไม่ได้เข้าหิมพานต์ตามลำพัง มีนาคินทร์ไปด้วยนายหญิงต้องปลอดภัยแน่นอน” พิษณุที่เห็นท่าจะเป็นจะตายของเขาแล้วอดไม่ได้ต้องเข้ามาปลอบ

ที่ไหนได้ อีกฝ่ายนอกจากจะไม่อุ่นใจขึ้นยังหันมาค้อนขวับใส่เขาอย่างขุ่นเคือง

“ปลอดภัยอะไร ฉันน่ะไม่ห่วงยายษรหรอก แค่หิมพานต์…ขอให้หาทางไปพบท่านเทพกับคุณน้ามณีทิพย์ได้ก็สบายแล้ว แต่ที่ฉันห่วงจะเป็นบ้าอยู่นี่ก็เพราะยายษรดันไปกับไอ้นาคหัวหงอนนั่นแหละ!”

 

เสียงจามฟุดอย่างแรงแบบอดกลั้นไม่อยู่ทำให้หฤษรเทวีรู้สึกตัว หล่อนกะพริบตาอย่างมึนงงในคราวแรกก่อนความจำจะวิ่งเข้าสู่สมอง ทำให้ลุกนั่งพรวดขึ้นร้องว่า

“ฆาตกรล่ะ นาคตนนั้น…”

เหลียวมองรอบตัวเหมือนอยู่ในถ้ำตื้นๆ มองเห็นความมืดภายนอกและสายลมเย็นๆ ที่พัดเอื่อยเฉื่อยเข้ามา ข้างกายมีกองไฟที่เพิ่งก่อทว่าไฟกลับแรงลุกโชน อรุษที่เพิ่งจามหันมายิ้มเห็นฟันขาวยามตอบ

“หนีไปแล้ว แถมก่อนไปยังป่วนทางเข้ารอยแยกฝั่งนี้เสียจนรอยแยกปิดตัวลง”

“ฝั่งนี้…หมายความว่าเราอยู่ในหิมพานต์หรือตัวดำ”

“ยินดีต้อนรับสู่บ้านเกิดของฉัน เราคงต้องติดอยู่ในหิมพานต์สักพักจนกว่ารอยแยกจะเปิดออกอีกครั้ง”

“เมื่อไหร่รอยแยกจะเปิดอีก” หฤษรที่เผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ได้อย่างใจเย็นถาม หล่อนไม่ตื่นตระหนกที่พลัดเข้าในโลกเก่า แต่หงุดหงิดเล็กน้อยที่ฆาตกรหนีไปได้และหล่อนต้องมาหิมพานต์อย่างกะทันหันโดยไม่ได้วางแผนไว้ก่อนเท่านั้น

“อาจจะห้าวันเจ็ดวันหรือนานกว่านั้น”    

อสุรีเทวีพยักหน้ารับรู้ มือยกเสยผมที่เปียกชุ่มของตัวเอง เนื้อตัวหล่อนเปียกปอน ขนาดผมตัดสั้นยังยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง แต่ทำไม…หล่อนหรี่ตามองนาคข้างตัว…นายตัวดำถึงได้แห้งสนิท ผมสีน้ำตาลแกมแดงที่ตัดสั้นแค่ประบ่าตามความนิยมของชาวเกาะเมืองใต้แห้งสนิทและเป็นทรงมากกว่าผมดำสนิทของหล่อน

“ทำไมนายตัวแห้งแล้วฉันยังเปียกซ่กล่ะ”  

“เพราะฉันเป็นนาค และเธอเป็นตัวยุ่งขี้สงสัยไง” อรุษตอบก่อนบอก “ถอดเสื้อผ้าเถอะ สวมเสื้อเปียกๆ ถึงอสูรจะไม่ป่วยไข้เพราะความเย็นชื้นแต่มันคงไม่สบายตัวเท่าไหร่”

“ไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยน และฉันไม่ใช่พวกโยคีโบราณที่นุ่งลมห่มฟ้าได้” หมอสาวบอกเรียบๆ

อรุษไม่แกล้งแหย่อะไรเพราะไม่อยากปล่อยให้หมอสาวนั่งตัวเปียกปอนนานกว่านี้ เขาจึงแค่ปลดห่วงเสื้อตัวยาวของตนออกเพื่อถอดส่งให้  

เสื้อแทบทุกตัวของนาคหนุ่มเป็นแบบเสื้อเข้ารูปตัวยาวแบบโบราณนิยม ตัดจากไหมที่ผสมด้วยเกล็ดนาคหรือไม่ก็เป็นเกล็ดปลาน้ำลึกที่มีสีสันเหลือบพรายเหมือนรุ้ง สีเสื้อมีทั้งม่วงแกมแดง ดำ ส่วนตัวที่เขาสวมวันนี้เป็นสีเขียวเข้ม

ส่วนเสื้อตัวในของเขาเป็นเสื้อไม่มีแขนสีขาวเนื้อผ้าเบาบาง  

หฤษรรับเสื้อเขามาโดยไม่เกี่ยงงอนอะไร ไม่ห่วงว่าอรุษจะหนาวเพราะความรู้ที่แลกเปลี่ยนกับหมอต่อพงศ์ทำให้มั่นใจว่านาคชอบอยู่ในที่เย็นมากกว่าที่ร้อน บ้านของพวกเขาที่เกาะเมืองใต้ส่วนใหญ่จะมีส่วนที่อยู่บนดินสำหรับหลอกตาคนทั่วไป กับส่วนที่ขุดลึกลงในดินสร้างเป็นถ้ำมีทั้งเครื่องปรับอุณหภูมิและเครื่องสร้างไอน้ำเพื่ออยู่ได้อย่างเย็นชื้น

หล่อนกวาดตามองในถ้ำรอบตัว เห็นมีหินใหญ่พอจะบังสายตาได้จึงหยิบไม้ติดไฟท่อนหนึ่งเดิน

ลึกเข้าไป จริงๆ สายตาของอสูรนั้นดีมาก สามารถมองเห็นในความมืดได้ดี แต่ที่เอาไม้ติดไฟไปก็

เพื่อให้อุ่นใจเท่านั้น ส่วนเรื่องนกหนูแมลงนั้นหล่อนไม่หวั่นเกรงเลย อิทธิพลของเพชรนาคีในร่างกับรังสีนาคของคนหน้าถ้ำเหมือนเกราะชั้นดีที่ทำให้สัตว์เหล่านี้ไม่กล้าโผล่หน้ามากวนใจอยู่แล้ว

ครู่หนึ่งหฤษรที่สวมเสื้อยาวสีเขียวเป็นมันละเลื่อมก็ออกมาจากหลังก้อนหินพร้อมเสื้อผ้าเปียกๆ ในมือ เสื้อตัวยาวนี้ตอนอยู่บนร่างของอรุษความยาวของมันประมาณเข่าของเขา แต่พอหมอสาวสวมใส่ตัวเสื้อยาวลงคลุมเข่าลงมาประมาณหนึ่งคืบจนคล้ายกระโปรงชุดขนาดสั้น แถมผ้าไหมพิเศษนั้นแม้สวมแล้วจะอุ่นสบายยามอากาศหนาว เย็นสบายยามอากาศร้อน ข้อเสียอย่างเดียวเห็นจะเป็นเนื้อผ้านั้นบางเบาและแนบร่างผู้สวมราวกับเป็นผิวหนังชั้นที่สอง อสุรีเทวีสวมแล้วจึงเข้าใจว่าทำไมเจ้าของเสื้อถึงต้องสวมเสื้อตัวในอีกชั้น…

อรุษมองหล่อนตาปรอย เปรยว่า

“อยากเป็นเสื้อ”

“นาคลามก!” หมอสาวยกมือกอดอกทันที

“อะไร แค่อยากเป็นเสื้อเพื่อจะได้ให้ความอบอุ่นกับเธอทำไมต้องด่ากันด้วย” นาคหนุ่มทำหน้าตาเจ็บปวด

หฤษรถอนใจ รู้ว่ายิ่งพูดยิ่งเข้าเนื้อเสียเปล่าๆ จึงตัดสินใจนั่งลงข้างๆ กองไฟพร้อมเหลียวหาไม้ที่พอจะไว้ปักตากผ้าอิงไฟอุ่นๆ คาดไม่ถึงว่าจู่ๆ อรุษก็เอื้อมมือมาดึงเสื้อผ้าเปียกๆ จากมือหล่อน

“มาฉันจัดการเอง”

“ฉันทำได้…” หมอสาวค้านพร้อมจะยื้อเอาผ้าคืน  

ตอนแรกนึกว่าเขาจะหาทางตากเสื้อกับกางเกงหล่อนไว้ใกล้กองไฟ แต่ที่ไหนได้แย่งผ้าไปเขาเริ่มทำปากพองกลม อสุรีเทวีเบิกตากว้างรีบห้าม

“อย่านะตัวดำ”

อรุษฟังเสียที่ไหน เขาพ่นลมออกจากปากแรงๆ ความร้อนนั้น…ทำให้หฤษรที่นั่งห่างออกไปถึงกับร้อนวูบราวมีลมร้อนจัดกลางแดดจ้าพัดผ่านไป

เสื้อกางเกงงดงามตัวละหลายอัฐของหล่อนแห้งสนิทในพริบตา

แห้ง…และหด…หดเหลือตัวนิดเดียว

“เอ๋” เครื่องอบผ้ากะพริบตาปริบๆ “ทำไมมันเล็กลง”  

เขามองเสื้อย่อขนาดในมือก่อนปรายตามอง ‘ขนาด’ ของเจ้าของเสื้อที่หน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธไปแล้ว

“ถ้าเอาไปแช่น้ำมันจะขยายขึ้นเท่าเดิมไหม”

“ไม่!” อสุรีสาวตอบเสียงเหี้ยม “ผ้าพวกนี้หดแล้วหดเลย เขาถึงมีป้ายเขียนเตือนไม่ให้ใช้ความร้อน ไม่ให้ใส่ในเครื่องอบผ้าร้อนจัด ไม่ให้รีด ถ้าจะรีดต้องใช้ไอน้ำ”

นาคหนุ่มพยายามดึงๆ ขอบเสื้อให้ขยายขึ้น ปากก็ว่า

“ไหนป้าย ไม่เห็นป้าย เมื่อไม่เห็นไม่รู้ย่อมไม่ผิด”

หฤษรเทวีหูอื้อตาลาย คว้าเสื้อกางเกงที่หดลงจากขนาดเดิมประมาณหนึ่งในสามส่วนจากมือเครื่องอบผ้า กัดฟันเอ่ยว่า

“ฉันจะห้ามแล้ว แต่นายไม่ฟังเลย ยุ่งจริงๆ”

นาคินทร์แห่งนวหิมพานต์ทำหน้าสลดเจื่อน เทวีสาวจึงถอนใจแล้วบ่นว่า

“ต่อไปฉันจะใส่อะไรกัน…” ดีหน่อยที่หล่อนเอาชุดชั้นในแอบถือไว้ทางหนึ่ง ตอนเขาฉวยไปช่วยอบแห้งให้ ผ้าสองชิ้นน้อยจึงรอดปากนาคไปได้  

เขาเอียงคอมองอย่างพิจารณา

“เธอสวมเสื้อตัวนี้ก็สวยดี สวยกว่าตอนฉันใส่เสียอีก นี่ถ้าใส่สร้อยยาวๆ สักหน่อยหรือติดเข็มกลัดสวยๆ สักอัน…” อรุษพยักหน้าหงึกๆ กับความคิดของตัวเอง “ไว้กลับไปนวหิมพานต์ฉันจะหามาให้ ที่เกาะเมืองใต้มีเครื่องประดับโบราณจากโลกเก่า ฉันงมมาเก็บไว้เล่นๆ หลายหีบเหมือนกัน เดี๋ยวฉันยกให้เธอหมดเลย”

“ไม่ต้อง” หฤษรตัดบทอย่างไม่แยแส “ฉันไม่ต้องการเครื่องประดับอะไรทั้งนั้น ฉันต้องการแค่เสื้อผ้าดีๆ ที่จะใส่ไปพบท่านเทพแห่งหิมพานต์กับคุณน้ามณีทิพย์ได้เท่านั้น”    

“ไปพบท่านเทพทำไม”

“ให้ท่านพ่อของพี่สะใภ้ฉันส่งเรากลับนวหิมพานต์ไง”

“ฉันพาเธอกลับเองได้ ไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากทางนั้นหรอก อีกอย่างปราสาทหิมพานต์ไกลไป วังบาดาลใกล้กว่า”

อสุรีเทวีชะงักถามว่า

“นายจะไปวังบาดาล”

“ผิด ท่านอุรเคนทร์จะกลับบ้านต่างหาก” อรุษยิ้มเจ้าเล่ห์ เขายกมือขึ้นดีดนิ้วเบาๆ รูปลักษณ์ภายนอกของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ผมที่ตัดสั้นประบ่าตามเกาะเมืองใต้นิยมกลายเป็นผมยาวที่รวบไว้ด้านหลัง เสื้อตัวในสีขาวเนื้อเนียนละเอียดก็เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าชุดโบราณนิยมสีฟ้าอ่อนที่อุรเคนทร์เคยสวมใส่

“มนตร์ลวงตา เหมือนไหม” นาคหนุ่มถาม แม้แต่ลักษณะการพูดและท่าทางเขาก็เปลี่ยนไปราวกับว่านาคตนนี้คืออุรเคนทร์ไม่ใช่อรุษ

“อสุราประทานพร!” หฤษรอุทานด้วยความแปลกใจจริงๆ หล่อนรู้ว่ามีผู้สามารถใช้มนตร์ลวงตาจำนวนหนึ่งในนวหิมพานต์ แต่จำนวนนั้นน้อยมาก และส่วนใหญ่หลอกได้เพียงมนุษย์ คนธรรพ์หรือวิทยาธรเท่านั้น แต่มนตร์นี้ยากจะลวงตาเทพหรืออสูรชั้นสูงได้

หมอสาวเอื้อมมือไปสัมผัสเรือนผมของชายตรงหน้า ความรู้สึกยังคงเหมือนสัมผัสผมที่ยาวระเพียงบ่า แต่ภาพที่เห็นคือมือของหล่อนแตะลงบนผมที่รวบไว้หลวมๆ ด้านหลัง

“ไม่น่าเชื่อเลย นายทำได้ยังไง”

อุรเคนทร์…ไม่ใช่สิ…อรุษเลิกคิ้วข้างหนึ่งอย่างอวดโอ้

“ของง่ายๆ แค่พ่อเวหนสอนครั้งเดียวฉันก็ทำได้แล้ว เขาเรียกว่ามีทั้งอำนาจและพรสวรรค์”

“นาคขี้โม้” หล่อนว่าอย่างอดไม่ได้

อรุษหัวเราะอย่างเบิกบาน เขาคืนรูปลักษณ์เดิมพร้อมกับดึงตัวอสุรีเทวีมานั่งลงตรงหน้าโดยให้หันหลังให้

“นายจะทำอะไร”

“ผมเธอยังชื้นอยู่ ในถ้ำนี้ชื้นมาก ถ้าปล่อยให้ผมเปียกๆ ทั้งคืน ต่อให้เป็นอสูรตื่นเช้ามาถ้าไม่ปวดหัวผมก็ต้องชี้ไปคนละทิศละทางแน่”

หฤษรเทวีนึกถึงเสื้อกางเกงที่หดจนเหลือตัวนิดเดียวแล้วร้องลั่น

“อย่านะ ฉันชอบหัวฉันแบบนี้อยู่แล้ว ถ้านายทำผมฉันหงิกหรือไหม้ไฟละก็…”

“ไม่ต้องห่วงน่า คราวนี้ไม่พลาดแล้ว”  

พูดไม่พูดเปล่า มือเรียวที่นุ่มนวลอย่างไม่น่าเชื่อเสยเข้ามาในเรือนผมสีดำสนิทของหล่อน ลมร้อนๆ ที่แผ่วเบาไล่หลังสัมผัสมา อรุษเสยผมหล่อนทีละส่วนอย่างตั้งใจ ค่อยๆ เป่าอย่างแผ่วเบาจนอสุรีที่หวาดหวั่นกลัวผมเกรียมเป็นตอตะโกเริ่มถอนใจยาวอย่างผ่อนคลาย  

หมอสาวครางอย่างเสียดายด้วยซ้ำ ผมของหล่อนแห้งสนิทดี แม้ผมจะไม่เข้าทรงเท่าไหร่นักแต่ก็ถือว่าดีผิดกับตอนแรกมาก

“ชอบไหม” อรุษถามอย่างนุ่มนวล

“อืม ดีมากเลย ดูเหมือนคุณสมบัติเป็นเครื่องอบผ้าได้เป็นเครื่องเป่าผมได้ แถมมีฝีมือทำผมนิดหน่อยจะดีกว่าคฤหาสน์ ตลาดและเครื่องประดับอยู่นิดหนึ่ง” หล่อนจีบนิ้วเล็กๆ ให้เห็นว่านิดหนึ่งจริงๆ

นาคหนุ่มหัวเราะ ยอมรับว่า

“อะไรก็ได้ที่ทำให้เธอพอใจตัวยุ่ง ว่าแต่หิวไหม เดี๋ยวฉันออกไปหาอะไรให้เธอกิน” เขาถาม ขยับตัวไปด้านหน้าเพื่อชื่นชมผลงานของตัวเองชัดๆ

“เพิ่งกินมาก่อนเล่นน้ำ ยังไม่หิว ถ้านายหิว…”

“ไม่ และไม่ต้องห่วงฉัน นาคอดอาหารได้นาน”

“พูดถึงเรื่องนี้ นาลิน…ฉันเห็นแววตานาลิน มั่นใจว่าเธอต้องถูกมนตร์อะไรสักอย่าง อาจจะถูกสะกด ถ้ากลับไปได้นายก็…อย่าเอาเรื่องอะไรเธอเลยนะ”

อรุษยิ้มพราย บ่นว่า

“ห่วงตัวเองก่อนเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงคนอื่น”

“นาลินเป็นเด็กดี”

“ฉันรู้ จริงๆ เด็กคนนี้ระวังตัวใช้ได้ ไม่เคยยอมปล่อยให้ผู้ชายแปลกหน้าคนไหนเข้าใกล้ ฉันถึงได้ส่งไปดูแลเธอ แต่ทำไมถึงได้พลาด เหมือนอาวี…” นาคหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย

หฤษรรอว่าเขาจะเอ่ยอะไรต่อ แต่อรุษกลับนิ่งเฉยไปเสียอย่างนั้น หล่อนจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นเองว่า

“เรื่องจะปลอมตัวเป็นคุณอุรเคนทร์เข้าวังบาดาลนายมั่นใจแล้วหรือ นาคฆาตกรรู้ว่าเราตามเข้ามา  เขาต้องเดาได้แน่ว่าคนที่ปรากฏตัวขึ้นตอนนี้คือนาย ไม่ใช่คุณอุรเคนทร์”

“ที่เข้าไปเพราะรู้ว่ามันรู้” น้ำเสียงของนาคหนุ่มติดจะหยัน

อสุรีเทวีจึงเข้าใจ

“นายจะเอาตัวเป็นเหยื่อล่อฆาตกร!” 

  

Don`t copy text!