นิลนาคินทร์ บทที่ 19 : ปานที่เปลี่ยนแปลง

นิลนาคินทร์ บทที่ 19 : ปานที่เปลี่ยนแปลง

โดย : อลินา

นิลนาคินทร์ หนึ่งในนิยายชุด นวหิมพานต์ นิยายออนไลน์ แนวแฟนตาซีเหนือจริง ภายใต้นามปากกา อลินา เรื่องราวสุดจินตนาการที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

-19-

 

เมื่อหฤษรเทวีรู้สึกตัวตื่นในยามเช้านั้น กองไฟที่อรุษจุดไว้มอดหมดแล้ว แต่หล่อนยังอุ่นสบายในอ้อมแขนของนาคหนุ่ม หมอสาวรู้ว่าผู้ที่อุทิศแขนขวาให้หล่อนหนุนแทนหมอนนั้นไม่ได้หลับสนิทอย่างแท้จริง เพราะอรุษยังอยู่ร่างมนุษย์ ถ้าเขาหลับสนิทจริงๆ กายเขาจะกลับเป็นนาค

หฤษรเดาว่าชายหนุ่มคงระวังตัวอยู่เพราะเข้ามาในหิมพานต์ที่ไม่รู้เหนือรู้ใต้ อีกทั้งยังกลัวว่าหล่อนอาจจะตระหนกที่ตื่นขึ้นมาเคียงข้างงูใหญ่ ดังนั้นหล่อนจึงขยับตัวลุกอย่างระมัดระวังโดยไม่ละสายตาไปจากนาคหนุ่ม แสงยามเช้าที่ส่องผ่านจากปากถ้ำและปล่องเล็กๆ บนเพดานสัมผัสบนใบหน้าที่งดงามของอรุษ

อสุรีเทวีรู้สึกเหมือนมีอาหารตาแต่เช้า

นาคไม่มีหนวดไม่มีเครา ผิวหน้าเขาเหมือนผ้าแพรที่แม้จะไม่ละเอียดเหมือนไหมแต่ก็ดูเกลี้ยงเกลาสะอาดตา ว่าไปแล้วพวกอสูรต่อให้เป็นอสูรชั้นสูงถึงหน้าตาจะหล่อเหลาแต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่างดงามเหนือใคร พวกเทพโดยเฉพาะบรเทพนั้นจัดได้ว่างามกว่าอสูร แต่ชายที่หลับอยู่ตรงหน้าหล่อนนั้นถือได้ว่างามเสมอเทพ ว่าไปแล้วยกเว้นเพียงศิวนฤบดี…ต้องบอกว่านาคนั้นงามกว่าเทพทั้งมวล  

อรุษเหมือนรูปวาดโบราณของชาวหิมพานต์ยามที่โลกเก่ายังไม่ล่มสลาย ใบหน้าเขาเรียวได้รูป คิ้วโก่งสวย ขนตายาวหนาเป็นแพ จมูกโด่งและปากสีสดโค้งราวกับหลับฝันดีอยู่ตลอดเวลา ยิ่งมองก็ยิ่งชวนให้มึนเมาราวกับดื่มน้ำคันธบาล   

นาคหนุ่มนอนโดยสวมเพียงเสื้อแขนกุดสีขาว ตัวเสื้อนั้นขาวตัดกับสีผิวที่เข้มเพราะบ่มด้วยแสงแดดของเกาะเมืองใต้ ต้นแขนใหญ่และเต็มไปด้วยมัดกล้าม ผิวเขาตึงเรียบ มีตำหนิก็เพียงแค่ปานดำที่ต้นแขนขวาซึ่งบ่งบอกให้รู้ว่าเป็นผู้ที่ถือกำเนิดในหิมพานต์

ปาน…หฤษรเทวีชะงักอย่างไม่แน่ใจ แสงแดดยามเช้าเปลี่ยนมุมส่องกระทบหรืออย่างไร ทำไมหล่อนถึงได้เห็นเหมือนปานนั้นคล้ายจะขยับได้ แต่แค่กะพริบตาทุกอย่างก็กลับมานิ่งสงบเหมือนเดิม  ปานดำคงยังเป็นรูปร่างประหลาด เหมือนเป็นสีดำที่ป้ายลงบนแพรขาวนวลที่เรียบลื่น ทว่ายามนี้เหมือนมันต่างออกไป

หมอสาวจำได้ว่ายามเล็กหล่อนไม่เคยเห็นผู้ที่มีปานติดตัวมาก่อน ไม่รู้ว่าส่วนที่เป็นปานนั้นมีลักษณะต่างจากผิวอื่นของร่างกายอย่างไร อสุรีน้อยแค่แปลกใจกับรอยปื้นดำๆ ที่ขัดไม่ออกนั้น และความที่ยังเด็กไม่รู้จะเรียกเพื่อนว่าอย่างไรจึงตั้งชื่อให้เขาว่าตัวดำตามสีของปานที่ต้นแขนขวา

ปานของ ‘ตัวดำ’ นั้นไม่มีรูปร่างเด่นชัด จำได้ว่าเหมือนหยดหมึกที่กระจายบนกระดาษ แถมผิวตรงนั้นยังหยาบและนูนขึ้นมาราวกับตำหนิแผลเป็นมากกว่าปาน ตอนนี้ปานตรงหน้าเหมือนกับปานจริงๆ ทว่ารูปร่างไม่เหมือนกับหยดหมึกอีกแล้ว รูปทรงนั้นมันเหมือน…เหมือน…

ปานดำขยับอีกครั้ง หฤษรเทวีนิ่วหน้าเพ่งมองแล้วแทบสะดุ้งเมื่อเจ้าของปานเอ่ยทักอย่างเรื่อยเฉื่อยว่า

“รื่นรมย์อรุณตัวยุ่ง”

“รื่นรมย์อรุณตัวดำ” อสุรีสาวตอบกลับอย่างรวดเร็ว

ดวงตาลูกแก้วเป็นประกายคู่นั้นยามนี้เป็นสีฟ้าอ่อนของท้องฟ้ายามไร้เมฆหมอก เขายิ้มอย่างเกียจคร้านแต่ยังแฝงแววเจ้าเล่ห์ยามถาม

“ชอบสิ่งที่เห็นไหม” เขาแกล้งเบ่งกล้ามแขนให้หล่อนทัศนา

ตานาคขี้อวด…

“ชอบ” หมอสาวยอมรับตามตรง “กายวิภาคร่างจำแลงมนุษย์ของนายงามมาก เก็บรักษาไว้ให้เป็นตัวอย่างในการสอนนักเรียนแพทย์ได้เลยนะ แต่ถ้าได้ในร่างนาคจะยิ่งดีกว่า เพราะสถาบันการศึกษาชั้นสูงของแพทย์ยังไม่มีตัวอย่างนาคเลย ถ้าได้ร่างงามๆ ของนาคินทร์ไปศึกษาคงจะดีไม่น้อยเลย”

นาคร่างงามกะพริบตาปริบ

“พูดจริง”

“นายเคยเห็นฉันพูดเล่นหรือ” หฤษรย้อนถาม “อีกอย่างการอุทิศร่างเพื่อการศึกษาแก่ชนรุ่นหลังถือเป็นเกียรตินะตัวดำ”

“อสุรีใจดำ!” ผู้ที่ไม่อยากมีเกียรติฮึดฮัดใส่ “อุตส่าห์อุทิศตนเป็นผ้าห่มให้ทั้งคืน ไม่รักไม่ถนอมไม่ว่า แต่จะเอาเราไปหมักดองไว้ให้นักเรียนศึกษาอีก”

อสุรีใจดำหัวเราะเบาๆ บอกว่า

“มีของดีก็ต้องอวดกันหน่อยสิ ว่าแต่…” หล่อนชี้ไปที่ต้นแขนของเขา “ปานนายแปลกไปนะ  

เมื่อก่อนดูเหมือนแผลเป็น แต่ตอนนี้เหมือนปานทั่วไปเพียงแต่รูปร่างเปลี่ยน”

อรุษมองต้นแขนตัวเอง ยิ้มเหยียดอย่างประหลาดแถมดวงตายังมีสีเข้มขึ้นเล็กน้อยยามเอ่ย

“เมื่อก่อนเป็นแผลเป็นจริงๆ แผลเป็นทับปาน พอรักษาแผลเป็นหาย ปานเดิมก็ปรากฏ…เท่านั้นแหละ”

นาคหนุ่มเอ่ยเหมือนไม่ใช่เรื่องอะไรสลักสำคัญ แต่หฤษรรู้ว่ามีอะไรมากกว่านั้น เพียงแต่ถ้าเขาไม่เล่าหล่อนก็ไม่เซ้าซี้ถาม ยังไม่ถาม…ในเวลานี้

อรุษบิดตัวอีกครั้ง เห็นชัดว่าจงใจอวดปานที่ต้นแขน แต่พอเห็นว่าสาวเจ้าไม่สนใจนาคหัวหงอนของพิทยาธรก็ทำท่าเซื่องซึมนิดหน่อยก่อนเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่

เอาของกินเข้าล่อ…

“หิวหรือยังตัวยุ่ง ไปหาข้าวเช้ากินกันไหม”

หฤษรมองออกไปทางปากถ้ำ หล่อนเห็นพื้นดินกว้างที่ลาดลงสู่บึงน้ำขนาดใหญ่ ในแผ่นดินที่กว้างและดูเงียบเหงาอย่างประหลาดกลับมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นห่างๆ กันอยู่หลายต้น ทุกต้นมีลำต้นเป็นสีดำหงิกงอ แต่ใบกลับเป็นสีเขียวเข้มหมุนเป็นเกลียวยาวลงมากึ่งกลางต้น บางต้นมีดอกสีแดงเจิดจ้า สีดำเขียวและแดงตัดกันจนเรียกว่าสวยก็สวย แต่จะเรียกว่าน่ากลัวก็ไม่ผิดเช่นกัน

อสุรีเทวีมองแล้วตัดสินใจว่า หล่อนคงไม่กล้าเสี่ยงกับลูกไม้ของต้นไม้ที่แปลกประหลาดเหล่านี้แน่นอน

“ในบึงมีปลาไหม”

“เท่าที่ดูเมื่อคืนไม่เห็นนะ ไม่รู้ถูกจับกินหมดหรือว่ากลัวอิทธิฤทธิ์นาค หายตัวไปหมดเลย”

“งั้นจะกินอะไร บึงแบบนี้ไม่น่ามีพวกกบหรือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ…”

อรุษจุปาก เอ่ยว่า

“มาหิมพานต์ทั้งทีจะปล่อยให้เธอกินกบกินเขียดได้ยังไงกัน มาๆ จะพาไปอาบน้ำกินข้าวให้สบาย”  เขาว่าพลางดีดนิ้วดังเป๊าะ กองเถ้าที่เคยเป็นกองไฟเมื่อคืนก็ปลิวหายไปเกือบหมด อรุษหันมาจะฉุดอสุรีสาวให้ออกจากถ้ำแต่เพิ่งสังเกตเห็นปัญหาอย่างหนึ่ง

หฤษรไม่ได้สวมรองเท้า รองเท้าที่สวมบนแพคงจะหลุดหายไประหว่างที่หล่อนตกน้ำ  

แต่ไม่เป็นไร รองเท้าไม่มีไม่เป็นไร  

ยังไม่ทันที่หมอสาวจะร้องห้ามเขาก็เอากางเกงของหล่อนที่ใช้ปูนอนเมื่อคืนฉีกแควกออกเป็นสองส่วน

ระหว่างที่เจ้าของกางเกงราคาแพงลิบอ้าปากค้าง เขาก็ฉีกบางส่วนของกางเกงเป็นริ้วเล็กๆ แล้วคุกเข่าลงยกเท้าของอสุรีสอดเข้าในขากางเกง พับทบแล้วใช้เศษริ้วผ้ามัดเป็นรองเท้า

“เรียบร้อย สุดยอดไหมรองเท้าของฉัน”

หฤษรก้มลงมองรองเท้ายี่ห้อพญานาคแล้วกัดฟันกรอด

“จะฉีกเสื้อผ้าคนอื่นถามเจ้าของเขาหรือยัง”

“ก็…ใช้ไม่ได้แล้ว อีกอย่างถ้าฉีกเสื้อฉัน…” เขามองเสื้อแบบโบราณนิยมสีเขียว ‘ของเขา’ ที่หล่อนสวมอยู่อย่างประเมิน “เธอคงบิดฉันหูขาด”

“หนังนาคหนาเสียขนาดนี้ ฉันคงบิดขาดหรอกนะ” หล่อนประชด

แต่อีกฝ่ายรีบเอ่ยประจบเอาใจ

“ไม่ขาดน่ะดีแล้ว เธอคงไม่อยากได้สวามีหูเดียวหรือไม่มีหูหรอกนะ”  

เทวีสาวไม่ตอบ แค่ทำท่าคิดไตร่ตรองอย่างหนักจนนาคหนังหนาชักเสียวสันหลัง เขาจึงรีบชวน

“ไปหาอะไรกินกันเถอะ ฉันหิวแล้ว”

“ไหนว่านาคอดอาหารได้นาน”

“อดได้ แต่ถ้าไม่จำเป็นจะอดทำไม…จริงไหม”  

บอกแล้วไม่รอฟังคำตอบต่อ รีบจูงแกมดึงอสุรีสาวออกจากถ้ำทันที

หฤษรเดินตาม ขี้เกียจโต้แย้งอะไรกับนาคหน้าหนา ไม่ต้องห่วงด้วยว่าอรุษจะหาอาหารไม่ได้  นาคตนนี้พิสูจน์แล้วว่าเอาตัวรอดได้ทุกอย่าง ดังนั้นหล่อนจึงไม่ต้องห่วงเรื่องปากท้องหรือแม้แต่ความปลอดภัยของตัวเอง และใช้เวลาชมหิมพานต์ให้สบายใจดีกว่า

ถ้าเทียบพื้นที่กันแล้ว หิมพานต์ยามนี้ต้องถือว่าเล็กกว่าโลกอีกฝ่ายที่มีทั้งนวหิมพานต์และเกาะน้อยใหญ่อีกมากมาย แต่ดินแดนของหิมพานต์ยังคงเปี่ยมด้วยมนตร์ ต้นไม้และสัตว์ที่รอดจากมหาอัคคีล้วนแต่แตกต่างจากนวหิมพานต์ แถมพื้นที่แต่ละส่วนยังแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว หิมพานต์ด้านที่ติดกับรอยแยกกำแพงมนตร์ในป่าของพวกเทพเป็นพื้นที่แห้งแล้ง มีแต่พืชและสัตว์ที่เป็นอันตราย ส่วนพื้นที่ตรงรอยแยกอุดรพนาเป็นป่าสมบูรณ์ และสุดท้ายเมื่อรอยแยกเกิดในบึงมรกตพื้นที่ฝั่งนี้ย่อมเป็นบึงขนาด

ใหญ่  

ผิดกันแต่ว่าสีน้ำในบึงมรกตเขียวเข้ม แต่บึงกว้างที่นี่สีฟ้าสดใส ที่เหมือนกันคือยามเช้าหมอกลอยเรี่ยอยู่เหนือผิวน้ำทำให้บรรยากาศทั้งงดงาม เงียบสงบแต่แฝงความน่าหวั่นใจไม่น้อยเช่นกัน

ผู้ที่กุมมือหล่อนอยู่เหมือนรับรู้ความรู้สึกได้ จึงปลอบว่า

“ไม่มีอะไรหรอก บึงไพลินอยู่ในถิ่นของนาคเลยไม่มีสัตว์ร้ายอาศัยอยู่ ขนาดเหราที่ว่าร้ายยังไม่กล้าอาศัยที่นี่ อีกอย่าง…ฉันไม่มีทางปล่อยให้ใครทำร้ายเธออย่างแน่นอนตัวยุ่ง”

“อืม” หฤษรตอบรับ

ในตอนแรกอสุรีสาวเตรียมใจว่าคงต้องเดินไกลพอสมควร แต่ที่ไหนได้เดินยังไม่ทันรู้สึกเหนื่อยผู้นำทางก็หยุดลง

ตรงหน้าทั้งคู่คือปากถ้ำที่มีไม้ล้มลุกแปลกตาขึ้นคลุมอยู่ ไม้นั้นเหมือนจะขึ้นแน่นหนาบังสายตาผู้คน แต่พออรุษเข้าใกล้มันกลับสั่นระริกและเคลื่อนไหวราวมีชีวิต ถึงขนาดเบี่ยงตัวหลบเปิดเป็นช่องให้เห็นทางเข้าไปด้านใน

“ที่นี่คือวังบาดาลหรือ” หฤษรตาโต

นาคหนุ่มหัวเราะ บอกว่า

“แค่ถ้ำอาศัยของนาคธรรมดา ไม่ต้องกลัวนะ วาสุทินเจ้าของถ้ำเป็นคนของพ่อเวหน พ่อเวหนกับฉันเตรียมการไว้ทั้งหมดนานแล้ว”

“คนของพ่อนาย เตรียมการไว้หมดแล้ว” หมอสาวทวนก่อนเอะใจ “จริงๆ ถ้ำนี้อยู่ห่างถ้ำที่เราพักไม่กี่สิบวา ทำไมนายไม่ตรงมาที่นี่เลย ไปค้างคืนในถ้ำร้างทำไม”      

    “ซือ”

“ตอบ ไม่ใช่มาทำเสียงซือๆ ใส่ฉัน”

“ร้องนิดร้องหน่อยไม่ได้หรือ ก็แหม…มาหิมพานต์ทั้งทีก็อยากมีเวลาเป็นส่วนตัวกับเธอบ้าง”

“มีเวลาเป็นส่วนตัวบ้าง…งั้นหรือ พูดก็พูดเถอะ ตั้งแต่มาพายัพมณฑลนี่ฉันเจอหน้านายมากกว่าเจอหน้าพี่ชายฉันเสียอีก แล้วนายยังต้องการเวลาเป็นส่วนตัวอะไรอีก” หล่อนถามเสียงเย็น  

“เวลาแค่นั้นไม่พอหรอก ฉันอยากอยู่กับเธอนานๆ อีกอย่าง…ฉันอุ้มเธอจากบึงแล้วเดินมาที่นี่ไม่ไหว”

“อ้อ หมายความว่าฉันตัวหนักใช่ไหม”

“ไม่นะไม่” เขากลอกตาไปมาอย่างน่าสงสาร “แค่ห่วงว่าอาการเธอจะหนักมาก กลัวหนาว กลัวไม่สบาย เจอที่ไหนก็ต้องพักที่นั่นก่อน”

“ฮึ!”  

นาคหนุ่มเห็นว่ายิ่งพูดจะยิ่งแย่ เลยตัดสินใจหันไปทางปากถ้ำ เปล่งเสียงตะโกนด้วยน้ำเสียงเหมือนข่มขู่มากกว่าร้องขอว่า

“มีใครอยู่บ้างไหม ฉันจะเข้าไปละนะ มีก็จะเข้าไม่มีก็จะเข้า”

“ตาบ้าเอ๊ย” หมอสาวทั้งฉุนทั้งขำ

แต่คำทักทายเจ้าของบ้านแบบนี้กลับได้ผล นาคเกล็ดสีเขียวเข้มตนหนึ่งเลื้อยปราดๆ ออกมาจากถ้ำอย่างมีโทโส แต่พอเห็นชายที่ยืนจังก้าอยู่หน้าปากถ้ำ นาคตนนั้นก็ชะงักแล้วเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ทันที  ร่างมนุษย์ของเขาเป็นชายวัยน่าจะใกล้ร้อยปี ท่าทางแข็งแกร่ง หน้าตาดีสมวัย เสียดายแต่ปานดำของเขาปรากฏอยู่บนใบหน้าแลคล้ายเป็นแถบยาวตั้งแต่หน้าผากจนเกือบจรดดวงตาข้างซ้าย รูปลักษณ์ที่งดงามของเขาจึงถูกบั่นทอนไปอย่างน่าเสียดาย

“วาสุทินใช่ไหม” อรุษทัก

อีกฝ่ายแทบจะทรุดลงนั่งคุกเข่า

“ท่าน…ท่านอรุษ”

นาคจากนวหิมพานต์ยิ้มอย่างอ่อนโยน รับว่า

“ใช่แล้ว นี่…” เขาดึงอสุรีข้างตัวให้เข้ามาชิด “หฤษรเทวี คู่ครองของฉัน”

หฤษรเทวีหยิกที่ข้างเอวเขาเบาๆ เป็นเชิงทักท้วงแต่ไม่ฉีกหน้าอรุษ หมอสาวยิ้มแย้มอย่างงามสง่าแม้จะอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์พร้อม

“รื่นรมย์อรุณค่ะคุณวาสุทิน ขออภัยที่พวกเรามารบกวนแต่เช้านะคะ”

วาสุทินที่ตะลึงกับทั้งท่านอรุษที่ได้ยินชื่อมานาน และได้พบกับอสูรชั้นสูง…อสูรจริงๆ ตัวเป็นๆ

เขาจึงอดเผลอไผลจ้องจนเหม่อลอยไม่ได้ แต่พอได้ยินเสียงหวานไพเราะของนายหญิง นาควาสุทินจึงรู้สึกตัวรีบตอบว่า

“มิเป็นไรขอรับ เชิญขอรับๆ เข้ามาคุยกันในถ้ำของข้าก่อน” เขารีบบอกก่อนเดินนำเข้าไปด้าน

ใน

ถ้ำของวาสุทินมีขนาดใหญ่กว่าถ้ำที่สองหนุ่มสาวพักค้างคืนเล็กน้อย ภายในถ้ำตอนแรกนั้นมืด  แต่พอเจ้าของถ้ำเดินไปเปิดฝาอ่างขนาดเล็กที่วางไว้หลายจุด แสงสีเขียวเรื่อเรืองก็สว่างขึ้นจนในถ้ำสว่างขึ้น หฤษรมองด้วยความสนใจ นาคข้างตัวหล่อนจึงกระซิบ

“พรายน้ำ นาคชั้นสูงใช้อัญมณีสะท้อนแสง พวกนาคระดับต่ำลงมาก็ใช้เลี้ยงสาหร่ายหรือไม่ก็สัตว์น้ำที่ส่องแสงในตัวได้ ในอ่างนั่นคงเป็นสาหร่าย”

อสุรีสาวพยักหน้ารับรู้ด้วยความสนใจ หญิงสาวรู้จากพี่ชายพี่สะใภ้แล้วว่าในหิมพานต์นั้นไม่สามารถใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าใดๆ ได้ ขนาดถ่านไฟฉายหรือถ่านจากกล้องถ่ายภาพยังระเบิดเพราะพลังของหิมพานต์นั้นมากเกินไป จะจุดไฟฟืน ไม้ก็หายาก และต้นไม้หลายพันธุ์ดุร้ายมากเมื่อมีใครเข้าใกล้พวกมัน โชคดีที่ชาวหิมพานต์นั้นมาจากเผ่าพันธุ์ที่สายตาดีมากในความมืด ดังนั้นการที่ไม่มีต้นกำเนิดแสงในความมืดจึงไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เดือดร้อนมากมายอะไรนัก

พวกที่มีต้นกำเนิดแสงไว้ใช้ในยามค่ำคืนจึงมักเป็นพวกชั้นสูงของเผ่าพันธุ์หรือไม่ก็พวกที่ชอบอ่านตำราหรือต้องทำงานในความมืดนานๆ

วาสุทินมีอ่างเลี้ยงสาหร่ายในถ้ำ แสดงว่าเขาเป็นผู้ชอบอ่านตำราหรือไม่ก็พวกที่ทำงานใช้สายตามาก…

อสุรีสาวกวาดตามองแล้วเห็นชั้นตำราที่ทำจากใบไม้นำมาเย็บเป็นเล่มๆ แล้วเข้าใจได้…นาคตนนี้เป็นหนอนตำรา

“ถ้ำข้าค่อนข้างจะคับแคบ” วาสุทินออกตัว  

อันที่จริงถ้ำนี้เทียบได้เท่ากับที่พักขนาดหนึ่งห้องนอนในอาคารชุดดีๆ ของนวหิมพานต์ก็ว่าได้  เพราะในถ้ำมีซอกมีหลืบ มีม่านกั้นที่ทำจากเถาไม้และสาหร่ายถักทอ

“นับว่าอยู่สบายแล้วค่ะ” หฤษรชื่นชม

อรุษไม่เสียเวลาโอภาปราศรัย นอกจากตัวยุ่งแล้วเขาไม่คิดจะเสียเวลาสนทนาด้วยนานๆ นาคหนุ่มจึงบอกความต้องการของตัวเองไป

ไม่นานโต๊ะที่วาสุทินใช้เป็นที่ขีดเขียนตำราก็ถูกเปลี่ยนเป็นโต๊ะอาหาร เนื้อสัตว์ขนาดเล็กที่ปรุงกึ่งดิบกึ่งสุกสำหรับอรุษ และเนื้อที่สุกแล้วกับผลไม้หน้าตาประหลาดสำหรับหฤษร  

อสุรีสาวก้มหน้าก้มตากินโดยไม่แสดงท่าทางลังเลหรือหวาดหวั่น อิ่มแล้วยังเอ่ยขอบคุณและชื่นชม ทำให้ได้สายตาชื่นชมยิ่งกว่ากลับมาจากเจ้าของถ้ำ

จากนั้นระหว่างที่หฤษรหลบไปทำธุระส่วนตัวที่แอ่งน้ำเล็กๆ ด้านหลังถ้ำ วาสุทินก็ไปหาเสื้อผ้าสตรีมาให้อสุรีสาว ลักษณะเสื้อผ้านั้นไม่ต่างจากชุดโบราณนิยมที่ใช้กันอยู่ในนวหิมพานต์ เพียงแค่เนื้อผ้าแข็งหยาบและการลงสีนั้นเห็นชัดว่าไม่สดใสและคงทนเท่าผ้าที่ผลิตในนวหิมพานต์ วาสุทินเล่าว่าในปีที่ผ่านมามหาเทพีมณีทิพย์แห่งหิมพานต์ได้นำวิธีการย้อมผ้าและทอผ้าที่ ‘ทันสมัย’ จากนวหิมพานต์มาสอนแก่ช่างทอผ้าและช่างย้อมผ้าของหิมพานต์ ทำให้ผ้าผ่อนแพรพรรณทั้งหลายมีคุณภาพที่ดีขึ้นมาก แต่ราคาของพวกมันยังสูงเกินกว่าชาวหิมพานต์ธรรมดาๆ จะแลกเปลี่ยนหรือซื้อมาสวมใส่ได้ ดังนั้นเสื้อผ้าที่เขาไปแลกเปลี่ยนมาชุดนี้จึงยังคงมีเนื้อผ้าที่ค่อนข้างหยาบและสีสันไม่งามนัก

ทว่าหฤษรไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก ผ้าแม้จะเนื้อหยาบ สีไม่สวย ทว่าสวมใส่สบาย อีกอย่างอสุรีเทวีรูปร่างสมส่วนงดงาม ถึงเสื้อผ้าจะธรรมดาแต่สวมใส่แล้วกลับคล้ายเป็นเสื้อผ้าที่ตัดเย็บอย่างมีรูปแบบที่โดดเด่น งามแปลกตาไปอีกแบบ

   ส่วนเสื้อผ้าของอรุษนั้นเวหนให้นาคของเขาสำรองรอท่าไว้อยู่แล้ว พออรุษเข้ามาในหิมพานต์จริงๆ ก็หยิบใช้ได้เลยไม่ติดขัด

นอกจากเสื้อผ้าแล้ว วาสุทินยังเตรียมแผนผังของวังบาดาลที่ใหญ่โตและสลับซับซ้อนไว้พร้อมสรรพ รายละเอียดของแผนผังกับข้อมูลนั้นทำเอาหมอสาวขมวดคิ้วด้วยความสงสัย อรุษที่อ่านสีหน้าหล่อนออกจึงอธิบายให้โดยไม่ต้องเอ่ยปากถามว่า

“เตรียมไว้ล่วงหน้า ถ้าเกิดฉันต้องเข้ามาที่นี่…ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะได้รู้เส้นทางหลบหนี”

“หนีผู้ใด”

“นาคใจโหดเมื่อหกสิบปีก่อน นาคฆาตกรในวันนี้”

“หือ คิดว่าเป็นนาคตนเดียวกันหรือ” หฤษรสงสัย

“แนวโน้มสูงที่จะเป็นเช่นนั้น” อรุษตอบเพียงเท่านั้น  

วาสุทินที่ดูแลหาอาหารให้สองหนุ่มสาว จัดเตรียมเสื้อผ้าแผนผังให้ แถมถึงเวลายังออกมาส่งทั้งคู่ที่หน้าถ้ำอย่างนอบน้อม น้ำตาเหมือนจะคลอด้วยความตื้นตันยามที่อรุษเอ่ยขอบคุณและตบบ่าเขาเบาๆ

“วาสุทินรู้ว่านายเป็นสัตถะมุขะ” หฤษรเอ่ยขึ้นเมื่อทั้งคู่เดินไปตามทางที่มุ่งตรงไปยังวังบาดาล

“วาสุทินเป็นนาคผู้ทรงความรู้ ตระกูลของเขาถ้าเทียบกับนวหิมพานต์ต้องบอกว่าเป็นพวกผู้สอนในสถาบันศึกษาชั้นสูง เพียงแค่เขาเกิดเป็นปูติมุขะ…จึงถูกมองข้ามความสำคัญไป อีกอย่างวาสุทินมีเชื้อสายเดียวกับพ่อเวหน”

“งั้นทำไมเขาไม่ออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นวหิมพานต์”

“ง่ายมาก ฉันต้องการนาคที่ไว้ใจได้คอยเป็นหูเป็นตาที่นี่ และรายนี้ไว้ใจได้”

“นี่…ถ้าไม่รู้มาก่อนว่านายไม่ได้คิดกลับหิมพานต์ ฉันต้องนึกว่านายกำลังวางแผนจะเข้ายึดอำนาจ

เผ่านาคในหิมพานต์แน่”

“ไม่เห็นจะสนใจเลย” อรุษว่าก่อนชะงักนิดหนึ่ง “หรือว่าเธออยากเป็นรานีหฤษร ถ้าอยากฉันจะยึดมาให้”

เห็นท่าเอาจริงของเขา หฤษรได้แต่ถอนใจ หล่อนถาม

“ที่นี่ไม่มีโรงพยาบาลใช่ไหม”

“ไม่มี” เขาส่ายหน้า

“พวกนาคแข็งแกร่งไม่เจ็บไม่ป่วยใช่ไหม”

“ใช่” เขาพยักหน้า

“การจราจรไม่มี ไม่มีถนนไม่มีรถ ไม่มีเครื่องจักรกล แน่นอนว่าคงไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรงที่ทำให้ผู้คนละสังขารก่อนวัยอันควรใช่ไหม”

“คงจะไม่”  

“งั้นฉันคงไม่มีงานทำ มาอยู่ที่นี่ก็ไม่รู้จะทำอะไรแล้วจะยึดอำนาจมาทำไม”   

“มันก็จริง ฉันเองก็ยุ่ง แค่งานที่เกาะเมืองใต้กับที่บุกเบิกในนวหิมพานต์ก็แทบจะต้องแยกร่างแล้ว ถ้าต้องมาดูแลกิจการในหิมพานต์เวลาจะจู๋จี๋กับเธอก็ลดลงไปอีก งั้นไม่เอาดีกว่า ไม่ยึดแล้ว” เขาสรุปหน้าตาเฉย

หฤษรฟังแล้วขนาดจะถอนใจยังคร้านที่จะทำ หล่อนเพียงแค่เดินตามเขาไปเงียบๆ เท่านั้น

ตามแผนที่…วังบาดาลนั้นอยู่ใต้ดิน…หรือจะเรียกให้ถูกคือครึ่งหนึ่งอยู่ใต้เขาอีกครึ่งอยู่ใต้ผืนน้ำ  ดังนั้นทางเข้าออกส่วนใหญ่จึงอยู่ในน้ำ มีเพียงทางเข้าสองทางที่อยู่บนดิน ทางหนึ่งเป็นทางนาคลอด เป็นช่องทางยาวๆ เหมือนท่อที่มีเพียงนาคเท่านั้นที่จะเลื้อยผ่านเข้าไปได้

ส่วนอีกทางเป็นทางเข้าจากปากถ้ำขนาดใหญ่ ต้องเดินเข้าไปครู่ใหญ่จึงจะถึงปากประตูที่เข้าสู่วัง

บาดาลจริงๆ

อรุษพาหฤษรมาเส้นทางนี้ เขาเดินจูงมืออสุรีด้วยท่วงท่าสง่างามมั่นคง นาคที่เฝ้าอยู่ปากประตูทักทายอย่างยินดีว่า

“ท่านอุรเคนทร์กลับมาแล้วหรือขอรับ”

นาคหนุ่มพยักหน้ายิ้มแย้มก่อนเดินต่อไปด้วยท่าทางมั่นใจราวกับว่าเพิ่งกลับถึงบ้านตนเองจริงๆ

หฤษรเองก็เดินอย่างสงบ ไม่ใส่ใจแม้จะรู้ว่าตัวหล่อนตกเป็นเป้าสายตาเพียงใด หล่อนแค่มั่นใจในตัวผู้ที่เดินอยู่เคียงข้างและก้าวไปกับเขาโดยไม่ซักถามอะไร

ตลอดเส้นทางที่แคบยาวและเปลี่ยนขยายกว้างขึ้น กว้างขึ้นจนกลายเป็นห้องโถงที่กว้างใหญ่ นาคมากมายในร่างจำแลงมนุษย์ล้วนแต่ทักทายอรุษอย่างนอบน้อมด้วยชื่อของอุรเคนทร์ อรุษผงกศีรษะทักทายกลับแต่ไม่เอ่ยอะไร ไม่แนะนำหญิงที่เขาจูงมากับใคร แค่เดินตรงไปเรื่อยๆ

ห้องโถงใหญ่ของวังบาดาลสว่างไสวด้วยแสงอัญมณีเรืองแสงที่ส่องกระทบกับหินงอกหินย้อยซึ่งเต็มไปด้วยประกายเพชรพร่างพรายด้านบน ในห้องโถงมีเครื่องเรือนขนาดใหญ่หลายชิ้น ที่เด่นชัดคงจะเป็นบัลลังก์หินที่ยกสูงด้านหนึ่งของห้อง ตัวบัลลังก์นั้นประดับประดาด้วยอัญมณีงดงามหลากชนิด เหนือบัลลังก์คือไข่มุกสีแดงที่เหมือนจะเรืองแสงได้ขนาดใหญ่ ใหญ่ที่สุดเท่าที่หฤษรเคยเห็นมา

แสงจากไข่มุกส่องให้บัลลังก์หินนั้นมีชีวิตชีวาและน่าเกรงขาม

อสุรีเทวีมีเวลาชื่นชมกับความงามแปลกตาเพียงสั้นๆ เพราะอรุษจูงหล่อนเดินต่อไปตามทางเดินเล็กที่อยู่ด้านหลังบัลลังก์นั้น ยิ่งเดินแสงสว่างก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้จะอยู่ในถ้ำแต่หฤษรเทวีกลับรู้สึกราวกับว่าหล่อนเดินอยู่ตามทางเดินบนพื้นดินเบื้องบน ทั้งแสงที่ส่องมาทั้งอากาศที่ไม่มีความอับชื้นของถ้ำ  หมอสาวมั่นใจ…หล่อนได้กลิ่นหอมของใบไม้ต้นไม้อวลตลบไปหมด

และไม่นานภาพต้นตอของกลิ่นไม้ดอกไม้ใบก็ปรากฏขึ้น สุดทางเดินเปิดออกเป็นพื้นที่กว้างใหญ่…ตรงหน้าคือสวนกว้างที่เต็มไปด้วยไม้ดอกส่งกลิ่นหอมตลบ ถัดจากสวนคือคูหาหินที่สลับซับซ้อนมากมาย และที่น่าตื่นตากว่านั้นคือเหนือศีรษะหล่อนไม่ใช่แผ่นฟ้าที่กว้างใหญ่ แต่เป็นผืนน้ำสีน้ำเงินสดใส  มนตร์ที่มีพลังกล้าแข็งกางกั้นผืนน้ำไว้ราวกับเป็นกระจกหนา แสงอาทิตย์ส่องผ่านผืนน้ำ…ผ่านหมู่ปลาหน้าตาประหลาดสารพัดขนาดลงสู่วังบาดาล

 ขณะที่หฤษรกำลังตื่นตะลึงกับภาพเหนือศีรษะ ด้านหนึ่งก็มีเสียงทักทายอย่างมีชีวิตชีวาและทรงพลังว่า

“อุรเคนทร์ หลานกลับมาแล้วหรือ”

Don`t copy text!