นิลนาคินทร์ บทที่ 16 : งูเลือดชั่ว เด็กที่ต้องกำจัด

นิลนาคินทร์ บทที่ 16 : งูเลือดชั่ว เด็กที่ต้องกำจัด

โดย : อลินา

นิลนาคินทร์ หนึ่งในนิยายชุด นวหิมพานต์ นิยายออนไลน์ แนวแฟนตาซีเหนือจริง ภายใต้นามปากกา อลินา เรื่องราวสุดจินตนาการที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

หฤษรเทวีมั่นใจว่าหล่อนแค่โอบกอดอรุษไว้เฉยๆ อาจจะกอดแน่นอยู่สักหน่อยเพราะหล่อนเป็นอสูรเรี่ยวแรงมากกว่าผู้คนทั่วไป เขาเองก็เป็นนาคที่มีนิสัยชอบรัด…อืม…เหยื่ออยู่แล้ว แต่ทำไมกลับเป็นว่าเพียงแค่กะพริบตาอสุรีกลับนั่งบนตักนาค มือไม้เขาไม่ได้ยุ่มย่ามเท่าไหร่นัก แต่ปากนี่สิกลับทั้งเม้มทั้งกัดต้นคอหล่อนอย่างหลงใหล

ท่ามกลางอารมณ์อ่อนหวานวาบหวาม อสุรีเทวียังมีสติที่จะเตือนว่า

“ถ้านายหวังว่าจะสร้างรอยหมายให้พี่พิทยาธรได้เต้นเร่าๆ ในวันพรุ่งนี้ละก็ เลิกหวังได้เลย บาดแผลของอสูรหายเร็ว แค่มีรอยหรือฟกช้ำไม่กี่ชั่วโมงก็หายเป็นปกติหมดแล้ว”

“งั้นกัดให้จมเขี้ยวเลย หายช้าหน่อย” นาคตัวร้ายว่า ลากเขี้ยวคมๆ บนผิวนวลเนียนของหฤษร อย่างมันเขี้ยว

หมอสาวหัวเราะเบาๆ ผลักอรุษออก ดุว่า

“คิดจะฆ่ากันหรือไง สัตถะมุขะพิษร้ายราวฟ้าผ่า ถึงร่างกายอสูรจะรักษาตัวได้ดีแต่เจอพิษของนาคชั้นสูงสุดที่ร้อยปีมีหนึ่งตนเข้าแบบนี้ก็คงทนไม่ไหวหรอกนะ”

สัตถะมุขะทำหน้ามุ่ย แย้งว่า

“ใครว่าร้อยปีมีหนึ่งตน หลายร้อยปีมีหนึ่งตนต่างหาก เพราะท่านปู่อัคนีอายุห่างจากฉันเกือบสองร้อยปี นาคชั้นหนึ่งแบบนี้หายากนะ พิษแรง หงอนงาม เกล็ดสวยแข็งแรง ถ้าเธอรับเลี้ยงไว้รับรองมีแต่ได้ไม่มีเสีย”

หฤษรคิดหนักก่อนถาม

“กินจุไหม เงินเดือนหมอไม่ค่อยมากเกรงจะเลี้ยงไม่ไหว”

“ไม่จุเลย รับเลี้ยงไว้มีของแถมด้วย แถมบ้านแถมรถแถมตลาด แถมเกาะเล็กเกาะน้อยอีกสองสามเกาะ”

เขารีบขายจริงจังจนหล่อนหัวเราะ บ่นว่า

“เยอะไป ดูแลไม่ไหว”

“ก็ไม่ต้องดู เธอรักษาคนหรือทำอะไรอย่างที่อยากทำไป ฉันหาอัฐหาเฟื้องให้เธอใช้สบายๆ เอง”

อสุรีเทวียิ้มอย่างอ่อนหวาน ยอมรับว่า

“ข้อเสนอดีจริงๆ”

“ฮื่อ ดี ดีมากๆ ดีที่สุดในนวหิมพานต์เลยทีเดียว แถมข้อเสียมีเพียงอย่างเดียว” เขาทำหน้าเศร้า

“อะไร มีข้อเสียด้วย” หล่อนแกล้งทำท่าตกใจ

“นาคเป็นพวกขี้หวง คู่ครองของเรา ผู้ใดก็อย่าได้คิดแตะต้อง” อรุษบอกหนักแน่น

“ถ้านี่เป็นข้อเสีย อสูรก็คงมีข้อเสียไม่ต่าง พวกเราก็ช่างหวง ยายวตีเคยเข้าใจผิดอะไรนิดหน่อยกับบรเทพ ห้องที่พักโรงแรมถึงกับพังไปทั้งห้องในชั่วพริบตาเดียว” หฤษรเอ่ยยิ้มๆ หล่อนแค่บอกเล่าไม่ได้ขู่อะไรแม้แต่น้อย “พวกอสูรอารมณ์แรง”

“ฉันชอบสาวอารมณ์แรง” นาคประกาศตนอย่างชื่นมื่น

“ที่เกาะเมืองใต้มีไว้กี่รายแล้วล่ะสาวอารมณ์แรงที่ว่า” หฤษรแกล้งถาม รู้ว่าไม่มีแน่เพราะถ้าอรุษมีภรรยาหรือสาวสนมที่เกาะเมืองใต้ รุทรและพิทยาธรที่คงเร่งสืบประวัติเขาอย่างละเอียดและเร่งด่วนคงรีบบอกหล่อนแล้ว

“ไม่มี ฉันไม่เคยนึกสนใจหญิงคนไหน ไม่ว่านาคหรือมนุษย์หรือบรรดาลูกครึ่งลูกเสี้ยวทั้งหลาย  ฉันเคยคิดว่านวหิมพานต์กำลังสอนฉันว่า เมื่อฉันรับชีวิตอันวิเศษเหนือผู้อื่น ฉันก็ต้องมอบบางสิ่งที่สำคัญคืนให้นวหิมพานต์ไป กระทั่งมาเจอเธออีกครั้ง ฉันถึงได้รู้ว่านวหิมพานต์มีแต่ให้พรแก่ฉัน ให้ฉันได้รอเธอ…” 

  อรุษรู้…ถ้าเขามีภรรยาหรือสาวสนมมาก่อน สองตาของอสุรีเทวีไม่มีทางเหลือบแลเขาแน่

หมอสาวเองก็ยิ้มอ่อนโยน นวหิมพานต์มอบพรให้หล่อนเช่นกัน เพราะชีวิตที่ผ่านมายังไม่เคยมีอสูรหรือชายใดเข้าตาใกล้ใจมาก่อน ตลอดมาหล่อนทุ่มเทชีวิตให้การเรียนและการทำงาน ด้วยความเก่งกาจ ความเยือกเย็นเป็นผู้ใหญ่เกินวัย รวมไปถึงครอบครัวอสูรที่ถือว่าทรงอิทธิพลที่สุดในนวหิมพานต์ทำให้ไม่มีหนุ่มน้อยหรือหนุ่มใหญ่รายใดกล้าเข้ามาเกี้ยวพา หรือถ้ามีหฤษรเองก็แค่ขมวดคิ้วใส่ ไม่นานหนุ่มเหล่านั้นก็ล่าถอยไปเอง

จะมีก็แต่นาคหน้าหนาหน้าทนรายนี้แหละ เอาแต่รุกหน้าด้านๆ ไม่เคยยอมถอย ปากว่ามือถึงเป็นที่สุด ไม่ว่าหล่อนจะเอ็ด จะดุว่า หรือลงมือประทุษร้ายเพียงใด เขาก็ยังไม่ย่อท้อ

และสุดท้ายตอนนี้อสุรีที่เคร่งขรึมจริงจังกลับนั่งอยู่บนตักนาคเจ้าเล่ห์ มีแต่รอยยิ้มบนริมฝีปาก

และดวงดาวเปล่งประกายในดวงตาเหมือนสาวน้อยแรกผลิ 

“พูดได้ดี”

“อย่างนี้ต้องตบรางวัลใช่ไหม ขอกัดที” 

  อรุษอ้าปากกว้าง แต่หฤษรรีบเอามือปิดปากเขาไว้ 

“ไม่เอา กัดคราวก่อนฉันแทบตาย”

“ตอนนี้พิษฉันทำอะไรเธอไม่ได้หรอกถ้ามีนี่อยู่” เขาวางมือแปะลงบนอกข้างหนึ่งของหล่อน 

อสุรีเทวีก้มหน้ามองมือขาวๆ บนอกตัวเองก่อนเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของมือ เขี้ยวเล็กๆ แพลมออกมาทางริมฝีปาก แต่ยังไม่ทันได้อาละวาด นาคเจ้าเล่ห์หน้าหนาหน้าทนก็ทำเหมือนเพิ่งรู้ตัวร้องอุทานอย่างเสแสร้งว่า

“อุ๊บ! นิลนาคินทร์ของฉันไม่ได้อยู่ตรงนี้หรือ” เขารีบเลื่อนมือลงใช้ปลายนิ้วสัมผัสลงตรงจุดที่เพชรนาคีฝังอยู่ตั้งแต่หล่อนยังเป็นเด็กน้อย “อ้อๆ อยู่ตรงนี้เอง”

หฤษรเทวีเสียดายที่เพราะการทำงานทำให้หล่อนต้องตัดเล็บสั้นและดูแลให้สะอาดเสมอ ดังนั้นรอยเล็บบนมือใหญ่หนังหนานั้นจึงเบาหวิวไม่สาแก่ใจแม้แต่น้อย

“นาคลามก”

“ฮื่อ หาความ แค่อยากสัมผัสนิลนาคินทร์ของเขาเท่านั้น ทำไมต้องดุกันด้วย” อรุษบ่น

อสุรีเทวีขยับจะเอ่ยปากว่านาคสัปดน แต่กลางอกหล่อนเพชรนาคีที่ฝังตัวมานานเหมือนรับรู้สัมผัสของผู้สร้าง มันแผ่ซ่านความรู้สึกอบอุ่น อิ่มเอมอย่างประหลาดออกมา หมอสาวจึงหลุดปากถามในสิ่งที่ใคร่รู้มานานหลายสิบปีว่า

“สีอะไร เพชรนาคีของนายสีอะไร”

“แน่นอนว่าต้องดำอยู่แล้ว ฉันใช้เกล็ดที่ดีที่สุดจากใจกลางปานของฉัน พ่อเลี้ยงฉันไม่รู้อะไร  เขานึกว่าเกล็ดขาวเหมือนเพชรคือของดี เกล็ดดำคือไม่ดี เวลาเขาถอดเกล็ดฉันจึงเลือกแต่สีขาว เธอเป็นคนแรกและคนเดียวที่ฉันถอดเกล็ดดำเพื่อสร้างนิลนาคินทร์ให้”

“เจ็บมากไหม” หฤษรถาม 

“มาก” เขาบอกตามตรง ถอดเกล็ดเป็นก็เหมือนดึงกระดูกออกจากตัวนั่นแหละ “แต่เพื่อเธอแค่

นี้ถือว่าเล็กน้อยมาก เธอเจ็บเพราะฉันมากมายกว่าหลายเท่า มีทางไหนที่ทำให้เธอหายเจ็บได้ ฉันยินดี แค่ถอดเกล็ดมาทำเพชรนาคีถือว่าเล็กน้อยจริงๆ”

หฤษรไม่ขอบคุณเขา เพราะตัวดำกัดหล่อน แต่ก็ไม่ถือโทษหรือโกรธเคืองเขาเช่นกัน ตอนนั้นเด็กชายเหมือนสัตว์บาดเจ็บที่มีแต่ความหวาดระแวง พอเข้าใจผิดก็โกรธจนกัดหล่อนเข้าถือว่าไม่ใช่เรื่องเกินคาดคิดแต่อย่างไร

“สรุปว่าต่อไปนี้ต่อให้นายกัดฉัน ฉันก็จะไม่เป็นอะไร”

“ไม่ ตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ เพราะนิลนาคินทร์ของฉันจะดูดพิษเข้าไปเสริมพิษในตัวมัน ทำให้ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ฉะนั้น…” อรุษมองหล่อนด้วยสายตากรุ้มกริ่ม “ต้องกัดบ่อยๆ ถึงจะดีรู้ไหม ดีต่อสุขภาพ ใช้พิษเสริมเพชรนาคีต้านพิษ”

“ถ้านาคตนอื่นกัดหรือพ่นพิษใส่ฉันล่ะ”

“ถ้าเป็นนาคลำดับชั้นต่ำ พิษไม่ระคายเคืองอะไร ถ้าเป็นอัคคิมุขะ คงจะเจ็บๆ คันนิดหน่อย”

“แล้วถ้านาคตนนั้นเป็นสัตถะมุขะล่ะ”

อรุษมองเหมือนเกรงใจนิดหน่อยก่อนยอมรับ

“รักษาชีวิตไว้ได้ แต่คงเกรียมๆ หน่อยกระมัง”

“เกรียมๆ!” หฤษรร้องลั่น

“แหม…ก็พิษของระดับสูงสุดเหมือนฟ้าผ่า จะให้เจ็บจี๊ดๆ เหมือนถูกมดกัดได้ยังไง แต่อย่างที่เธอรู้ ตอนนี้สัตถะมุขะที่มีอยู่ก็แค่ท่านปู่อัคนีในหิมพานต์กับฉันเท่านั้น เท่ากับว่าโอกาสที่เธอจะเกรียมแทบเป็นศูนย์ ไม่จำเป็นต้องไปกลัวอะไรเลย”

“ขอให้จริงเถอะ”

“จริง เพราะขนาดนาคฆาตกรของเรายังเป็นแค่อัคคิมุขะ หมอนั่นทำอะไรเธอไม่ได้อยู่แล้ว ฉันถึงได้วางใจให้เธอมาที่นี่ได้”

“ฉันมากับพี่ชายฉัน ไม่ได้ต้องรอคำอนุญาตจากนายเสียหน่อย”

“นั่นแหละ พี่ชายเธอต้องมั่นใจว่าฉันคุ้มครองเธอได้ถึงได้ยอมให้มา”

หฤษรฟังแล้วได้แต่ถอนใจอย่างอ่อนใจ ยอมรับว่า

“ฉันเพิ่งเข้าใจคำโบราณที่ว่ายกหางตัวเองเป็นยังไงก็วันนี้เอง”

“ฮื่อ พูดความจริงก็ถือว่าคุยโม้โอ้อวดเสียแล้ว” 

“ช่างเถอะ” หฤษรถอดใจก่อนถาม “ว่าแต่เรื่องฆาตกร มีความคืบหน้าอะไรไหม”

“ตอนนี้ยังไม่มี แต่มันยังต้องอยู่ในพายัพมณฑลนี่แหละ เพราะรอยแยกกำแพงมนตร์ยังไม่เปิด  เราคงต้องรอ จากที่คนของฉันคำนวณคงจะอีกในวันหรือสองวันนี้” 

“แล้ว…เรื่องงานพิธีเรียบร้อยดีใช่ไหม”

“ฮื่อ”

“คุณหมอต่อพงศ์บอกว่าผู้ละสังขารเป็นลูกพี่ลูกน้องของพ่อบุญธรรมนาย”

“ใช่” อรุษยอมรับ เขาพิงตัวกับขอบเตียง แม้สีหน้ายังเป็นปกติแต่ดวงตาคู่งามมีรอยหม่นจางๆ “อาวีเป็นน้องที่พ่อเวหนสนิทด้วยมาก เขาค้นพบรอยแยกกำแพงมนตร์เมื่อสักร้อยปีก่อน ความบ้าระห่ำเลยทำให้แอบเข้ามาในนวหิมพานต์ พอเห็นช่องทางที่จะมีชีวิตที่ดีกว่า เขาก็กลับไปชวนญาติพี่น้องออกมา พ่อเวหนเป็นผู้เดียวที่ตามเขาออกมา ทั้งคู่เป็นนาคกลุ่มแรกๆ ที่คิดไปลงหลักปักฐานที่เกาะเมืองใต้ สมัยที่พ่อเวหนรับฉันไปอยู่ที่นั่นด้วยกัน พ่อเป็นพวกจริงจังกับการสร้างเนื้อสร้างตัว ไม่ค่อยมีเวลามาสอนอะไรฉันมากนัก แต่อาวีเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ ไม่ค่อยชอบทำงาน พ่อเวหนเลยให้เขาช่วยดูแลฉัน”

“นายกับอาคงสนิทกันมาก”

“สมัยเด็กสนิทมาก แต่ห่างๆ กันไปหลายปี…หลายสิบปีแล้ว” เขานิ่งไปครู่เหมือนทบทวนความรู้สึกก่อนเอ่ยว่า “อาวีเป็นหนุ่มไม่ยอมโต ชอบมีชีวิตเอ้อระเหยเอาแต่เที่ยวเล่นไม่ค่อยยอมทำงานทำการ เจ้าชู้ เกือบสามสิบปีแล้วที่เขาทำตัวเละเทะ ไม่ใส่ใจครอบครัว ไม่ใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น เอาแต่ใช้เงิน ดื่มกินอย่างหนัก ชอบวิวาทกับผู้อื่น เอาเปรียบผู้ด้อยกว่า ทำตัวเองตกต่ำลงเรื่อยๆ ตอนที่เขาอาสามาช่วยจับตามองรอยแยกกำแพงมนตร์ที่นี่ พ่อเวหนกับฉันนึกดีใจว่าเขาคงอยากทำอะไรที่มีประโยชน์บ้างแล้ว อีกอย่างอาวีเป็นนาคที่เก่ง รู้จักเอาตัวรอดได้ดี เขาฉลาดพอจะวิ่งหนีถ้าเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า แต่ไม่รู้ทำไม…” นาคหนุ่มส่ายหน้าอย่างอับจน “คราวนี้เขากลับไม่หนี”

“ฉันเสียใจด้วย” หฤษรเอ่ยอย่างอ่อนโยน แม้วีรวัฒน์จะทำตัวเหลวไหลมาหลายสิบปี แต่ความผูกพันของความเป็นครอบครัวยังคงมีอยู่ อย่างน้อยในน้ำเสียงของอรุษยังเปี่ยมด้วยความอาดูร

“ฉันทำใจได้ พ่อเวหนก็คงเหมือนกัน แต่เราไม่มีทางให้อภัยเจ้าฆาตกรตนนี้แน่นอน”

“เขามุ่งหวังอะไรกันนะ ทำไมจู่ๆ ก็ออกมาฆ่าคนธรรพ์หมองูแบบนี้”

“ฉันก็ไม่รู้ ไม่มีเหตุผลเลยที่จะมาไล่ฆ่าคนพวกนั้น”

“บางทีฉันก็คิดว่านาคที่ลงมืออาจจะคิดแก้แค้นให้นายที่ถูกพ่อเลี้ยงที่เป็นคนธรรพ์หมองูเหมือนกันทำร้าย”

นาคหนุ่มนิ่งอึ้งก่อนหัวเราะก๊ากอย่างอดไม่อยู่

“นาคจากหิมพานต์…ออกมาฆ่าหมองูในโลกนี้…เพื่อฉันเนี่ยนะ ตัวยุ่งเอ๋ย…เธอเข้าใจอะไรผิดไปแล้ว ฉันไม่ได้สำคัญอะไรกับนาคพวกนั้นถึงขนาดจะต้องมาแก้แค้นให้ พวกนั้นดีใจด้วยซ้ำที่ฉันโตขึ้นมาในตะกร้าไม้ไผ่สานสกปรก ถูกยัดหนูตายเน่าเข้าท้องเป็นอาหารทุกมื้อ!”

แม้จะเหมือนพูดกลั้วหัวเราะ แต่น้ำเสียงประโยคท้ายๆ ของเขาช่าง…ชวนให้คนฟังสะเทือนใจอย่างยิ่ง

“ตัวดำ นายอาจจะเข้าใจผิด คุณอุรเคนทร์บอกว่าพ่อกับแม่นายไม่รู้เรื่องที่นายถูกพาตัวมายังนวหิมพานต์ พวกท่านนึกว่านายละสังขารไปพร้อมกับสาวสนมที่ขโมยนายออกมาจากถ้ำ…” อสุรีเทวีเล่าสิ่งที่รับรู้มาจากอุรเคนทร์ให้อรุษฟัง

แต่นาคหนุ่มฟังแล้วยิ้มหยัน เขาส่ายหน้าก่อนสรุปว่า

“เขารู้…พ่อแม่ฉัน…พวกเขาทั้งคู่หรืออย่างน้อยก็หนึ่งในสองต้องรู้ รู้อยู่เต็มอกทีเดียวละ ไอ้เรื่องสาวสนมขโมยลูกเพราะความอิจฉาน่ะ…มีด้วยหรือ ถ้าอิจฉาหรือริษยาก็ฆ่าเสียให้ตายเสียเลยสิ จะขโมยหนีให้ยุ่งยากทำไม”

  “ขโมยไปให้คนเป็นพ่อเป็นแม่เสียใจไงล่ะ” หฤษรชี้ให้เห็น

เขาถอนใจนิดหนึ่งก่อนบอกสั้นๆ

“นิทานหลอกเด็กทั้งนั้น”

“หือม์”

อรุษส่ายหน้า

“ไม่มีการขโมยลูกนาคที่เกิดจากไข่ลูกยอด สาวสนมผู้นั้นไม่ได้ถูกครุฑจับกินอย่างในนิทานที่คู่แฝดฉันเล่าให้เธอฟัง หล่อนพาฉันออกจากถ้ำเพื่อนำไปทิ้งไว้ให้เป็นอาหารครุฑตามคำสั่ง แต่กลับมารู้ตัวภายหลังว่าถูกป้ายสีว่าเป็นขโมยด้วยความริษยา แถมยังถูกหลอกล่อให้ไปที่รังครุฑเพื่อเป็นอาหารมื้อใหญ่  สาวสนมรายนั้นจึงดิ้นรนหนี คงเป็นโชคดีของฉันกระมังที่ตอนนั้นรอยแยกกำแพงมนตร์เปิดพอดี สาวสนมรายนั้นโดดน้ำหนีตายผ่านรอยแยกมายังนวหิมพานต์ หล่อนไม่คิดพาฉันมาด้วยหรอก แต่บังเอิญฉันติดมาด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น”

หมอสาวพูดอะไรไม่ออก หล่อนอยากจะบอกว่าชีวิตเขาอาจจะเหมือนกัญจน์ที่มารดาที่แท้จริง

จำต้องส่งกินราน้อยออกจากอุดรพนาตามคำทำนายและเพื่อความปลอดภัยของเขา แต่กลับพูดอะไรไม่ออกเสียอย่างนั้น ได้แต่ฟังนาคหนุ่มตรงหน้าเล่าอย่างเรื่อยเฉื่อยเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อว่า

“จากนั้นหล่อนก็เอาฉันที่ยังเป็นลูกงูเล็กๆ ใส่ถุงไว้ ตอนแรกว่าจะทิ้งข้างทางเพราะฉันเป็นตัวถ่วง  แต่หล่อนพบกับพ่อเลี้ยงฉันเสียก่อน เขาเป็นหมองูปลายแถว รับจ้างจับงูและรีดพิษงูขาย แม้จะรู้ว่าฉันจะต้องมีชะตากรรมแบบไหน สาวสนมตนนั้นยังขายฉันให้พ่อเลี้ยงแลกเงินไม่กี่อัฐ เขาให้เงินหล่อนรับตัวฉันมา ฉันโตในตะกร้าต่อมาก็เปลี่ยนเป็นกรงที่สร้างไว้หน้าบ้านเขา พ่อเลี้ยงบังคับให้ฉันเรียกเขาว่าพ่อ แต่เขาเลี้ยงฉันเลวร้ายยิ่งกว่าสัตว์เลี้ยงในบ้าน ครอบครัวเขามองฉันเป็นบ่อเงินบ่อทอง รีดพิษ  ถอดเกล็ด เพื่อนบ้านกลัวฉัน เห็นฉันเป็นตัวอันตรายที่รอวันแหกกรงออกมา เด็กๆ ในหมู่บ้านเห็นฉันเป็นตัวประหลาด คอยเอาไม้แหย่ บางทีก็ขว้างหินใส่ พอฉันร้องด้วยความเจ็บปวด พวกนั้นกลับหาว่าฉันขู่ใส่เด็ก…เด็กๆ วิ่งไปฟ้องพ่อหาว่าฉันพยายามจะหนีออกจากกรงมากัดพวกเขา และฉันถูกตี…”

“ตัวดำ…” หฤษรเทวีจับมือเย็นๆ ของเขาไว้อย่างปลอบประโลม “มันผ่านไปแล้ว นายมีชีวิตใหม่ที่ดีแล้ว ไม่เจ็บปวดอีกแล้ว”

“ใช่” เขายอมรับพร้อมถอนใจยาว “ฉันเหมือนเกิดใหม่ตอนหนีออกมาได้ ได้มาเจอเธอ ได้มาพบพ่อเวหน แม้ฉันจะเกลียดเขาแทบตายตอนที่เขาลากฉันไปเกาะเมืองใต้ด้วยก็ตาม”      

“พ่อเลี้ยงนายยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า”

“ละสังขารไปแล้ว”

“ฝีมือนาย” หมอสาวถามด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ไม่มีร่องรอยการกล่าวหา แค่ถามด้วยความอยากรู้เท่านั้น

“พ่อเวหน ส่วนฉันยืนมองอยู่ข้างๆ ด้วยความประหลาดใจ คิดเพียงแค่ว่าตอนเด็กฉันกลัวเขามากมายขนาดไหน คิดว่าพ่อเลี้ยงคือปีศาจร้ายที่น่ากลัวที่สุดในนวหิมพานต์ ไม่มีผู้ใดแข็งแกร่งและร้ายกาจเท่าเขา แต่ในตอนนั้น ตอนที่ยืนค้ำหัวเขาอยู่ ปีศาจร้ายกลับเป็นเพียงชายแก่ไร้แรงไร้อำนาจ ไม่มีแม้แต่มนตร์จะสะกดอะไรด้วยซ้ำ”

“แล้วสาวสนมตนนั้น”

“ฉันพยายามตามหา แต่สุดท้ายช้าไปไม่กี่ปี หล่อนละสังขารเพราะวิวาทกับชายที่อาศัยอยู่ด้วย  เขาอ้างว่าหล่อนเป็นผีงูสะกดเขา โชคดีที่ก่อนตายสาวสนมรายนี้ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลที่มีนาคเป็นหัวหน้าพยาบาล การตายจึงทั้งถูกกลบเกลื่อนและข่าวถูกส่งไปให้พ่อเวหนกับฉันรู้”

“นายเลยไม่รู้ว่าใครเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังสาวสนมผู้นั้น” 

“ไม่ รู้เพียงแค่ว่าตอนที่สาวสนมตนนั้นส่งฉันให้พ่อเลี้ยง หล่อนบอกว่า ฉันคืองูที่มีเลือดชั่ว พวกเลือดต้องคำสาป ขนาดผู้ให้กำเนิดยังต้องการกำจัดทิ้งเลย รับรองว่าซื้อฉันไว้ไม่มีใครติดตามมาทวงคืนแน่นอน”

“สาวสนมผู้นั้นอาจจะโกหก”

“ไม่ หล่อนพูดจริง เพราะพอรอยแยกเปิดอีกครั้งพ่อเวหนกลับเข้าไปในหิมพานต์เพื่อสืบเรื่องของฉัน พ่อแอบเข้าไปในวังบาดาล และด้วยคำถามถึงคู่แฝดอีกตนของไข่ลูกยอด พ่อแทบเอาชีวิตไม่รอด หลังจากนั้นมีนาคออกมาสืบข่าวและตามล่านาคชั้นสูงที่อายุไล่เลี่ยกับฉันอยู่หลายปี สุดท้ายมีนาควัยเท่าฉันละสังขารด้วยภัยธรรมชาติ พ่อเวหนจึงเผาเขาแล้วทิ้งร่างลงในบึงมรกตปล่อยข่าวว่าฉันละสังขารแล้วเก็บตัวฉันอยู่แต่เกาะเมืองใต้อยู่เป็นสิบปี การออกตามล่านาคจากหิมพานต์จึงจบลง”

หฤษรฟังแล้วไม่รู้จะแก้ต่างอย่างไร อรุษจึงยิ้มอ่อนโยนแล้วถาม

“เข้าใจแล้วใช่ไหมตัวยุ่งว่าทำไมฉันถึงไม่ต้องการกลับเข้าไปในหิมพานต์” ทว่าวินาทีถัดมาดวงตาหลากสีคู่นั้นเริ่มมีเฉดสีแดงเจิดจ้าขึ้น น้ำเสียงก็เปลี่ยนไปยามเอ่ย “แต่ตอนนี้ถ้าจับตัวนาคฆาตกรในนวหิมพานต์ไม่ได้ ฉันคงต้องเข้าไปลุยวังบาดาลสักครั้ง!”  

Don`t copy text!