เปลวกนก บทที่ 1 : ขาใหญ่แห่งบ้านบางเบิด

เปลวกนก บทที่ 1 : ขาใหญ่แห่งบ้านบางเบิด

โดย : พงศกร

เปลวกนก เรื่องราวของ มรว.เปลวกนก ที่ตัดสินใจหนีความวุ่นวายจากพระนครมาหาความสงบด้วยการทำฟาร์มถึงบางเบิด แต่แล้วเมื่อเพื่อนสนิทถูกฆาตกรรม เธอกลายเป็นผู้ต้องสงสัย ขณะเดียวกันก็มีเรื่องของหัวใจให้ต้องหนักใจอีก มาช่วยเธอตามหาความจริงและคำตอบของหัวใจได้ใน “เปลวกนก” โดย พงศกร นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอา

และหากติดใจอยากอ่านต่อ สามารถหาซื้อ #เปลวกนก ฉบับรวมเล่มได้แล้ววันนี้ ในรูปแบบหนังสือที่ร้านนายอินทร์ และร้านหนังสือชั้นน้ำทั่วไป หรือสั่งซื้อกับสำนักพิมพ์ กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง ได้โดยตรงที่ www.groovebooks.com  และในรูปแบบอีบุ๊ก สามารถดาวนโหลดได้ที่ Meb > http://bit.ly/2J0rAK7

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

……………………………………………………………….

-1-

 

พุทธศักราช 2467

ปีที่ 14 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

เสียงเครื่องยนต์ของรถคันหรู ดังสะท้อนก้องกลับไปกลับมาท่ามกลางความสงบเงียบของท้องทุ่งกว้าง แสงแดดลำสุดท้ายของยามบ่ายสะท้อนข้าวที่กำลังออกรวง เกิดเป็นประกายสีทองอร่ามสมกับคำว่า ‘ทุ่งรวงทอง’ ต้นไม้สูงใหญ่สองข้างทางประสานกิ่งเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นอุโมงค์อันร่มรื่น

สองข้างทางนั้นมีแต่ท้องทุ่ง ถนนที่ทอดยาวมุ่งหน้าสู่ฟาร์มขนาดใหญ่ เป็นถนนส่วนบุคคลที่ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรผ่านไปมามากนัก

ถัดจากทุ่งนาไปเป็นแนวป่าทึบและขุนเขาสูงใหญ่ หากไม่มีใครมาบุกป่าฝ่าดง พลิกฟื้นผืนดินจนเกิดเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ พื้นที่แถวนี้ก็ยังคงจะเป็นป่ารกชัฏดุจเดิม

จู่ๆ เสียงรถยนต์ที่วิ่งมาเรียบเรื่อยก็ส่งเสียงสำลักดังครืดคราด ก่อนจะกระตุกสองสามหนและหยุดนิ่งไปในที่สุด

เจ้าของพยายามจะสตาร์ตอีกหลายหน หากไม่ประสบผลสำเร็จ รถคันยาวยังนิ่งสนิทเหมือนคนวิ่งมาเป็นระยะทางไกลจนหมดแรง

ใครบางคนที่นอนอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ จับตามองความเป็นไปเบื้องล่างด้วยความสนใจ เห็นชายหนุ่มร่างสูงก้าวลงมาด้วยท่าทางหัวเสีย เขาเปิดกระโปรงรถขึ้นตรวจสอบอาการของเครื่องยนต์ มีควันสีขาวลอยคละคลุ้ง และนั่นทำให้คนข้างบนอดหัวเราะออกมามิได้

“หม้อน้ำเดือดละสิ” เสียงนั้นแผ่วต่ำในลำคอ

“หม้อน้ำเดือด แล้วต้องทำยังไงล่ะลูกพี่” เสียงใครอีกคนดังมาจากกิ่งไม้ที่อยู่ต่ำลงไปเต็มไปด้วยความสงสัย หน้าดำๆ ของมันแหวกใบไม้หนาทึบขึ้นมา ลูกตาใสแจ๋วจ้องมองหัวหน้าเขม็ง

“ก็ต้องหาน้ำมาเติม” คนเป็นลูกพี่ยังเคี้ยวมะขามป้อมอย่างเอร็ดอร่อย

“อ้อ” ลูกสมุนหมายเลขหนึ่งพยักหน้า

“แต่ต้องใช้น้ำจืดนะ” คนพูดเหลือบมองกระติกน้ำสังกะสีที่สะพายติดตัวไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา “แถวนี้มีแต่น้ำกร่อย ใช้ไม่ได้ เดี๋ยวเครื่องพัง”

“ลูกพี่ฉลาดจัง” เสียงนั้นเต็มไปด้วยความชื่นชม

“อ้ะ” คนเป็นลูกพี่หัวเราะชอบใจ “ฉันเป็นใคร ไม่รู้เรอะ”

“ลงไปช่วยไหม” ลูกสมุนคนเดิมเหลือบมองไปยังหนองน้ำที่อยู่ห่างออกไปราวหนึ่งกิโลเมตร น้ำในหนองแห่งนั้นเป็นน้ำกร่อยจริงดังที่ลูกพี่ว่า

“พวกเอ็งว่าไง” คนเป็นหัวหน้าขยับหมวกไปมา ดวงตาคู่ใสแจ๋วนั้นยังจับจ้องมองผู้ชายคนนั้นอยู่อย่างสนใจ

“ช่วยก็ดีนะลูกพี่” เสียงของสมุนหมายเลขสองสนับสนุน มันเป็นเด็กผู้ชายตัวผอมแกร็น กำลังห้อยโหนอยู่บนกิ่งไม้กิ่งถัดไป “จวนจะค่ำแล้ว สงสารเขา”

“นั่นสิขอรับ เดี๋ยวโดนเสือลากไปกิน…หมดกัน” อีกคนว่า

เห็นสองเสียงเห็นพ้องต้องกัน สนับสนุนให้ลงไปช่วยคนแปลกหน้าที่ผ่านทางมา ลูกพี่เลยพ่นเม็ดมะขามป้อมในปากทิ้งไป ขยับตัวลุกขึ้นอย่างคล่องแคล่ว เหนี่ยวตัวเองไต่กิ่งไม้นำหน้าลูกสมุนทั้งสองลงไปรวดเร็ว

“เอ๊ะ”

ชายหนุ่มเจ้าของรถอุทานตกใจ เขาหันมาทางคนแปลกหน้าทั้งสามรวดเร็ว ไม่คิดว่าบนต้นไม้ใหญ่ที่รถจอดเสียจะมีคนแฝงอยู่

“หม้อน้ำเดือดเหรอ” คนตัวผอมสูงถาม

อากาศในตอนนั้นกำลังเย็นสบาย หากชายหนุ่มพยายามซ่อมรถจนเหงื่อออกชุ่มกาย เขาปลดกระดุมเสื้อต่ำลง จนเผยให้เห็นแผงอกแข็งแกร่งและไรขนอ่อนจาง กางเกงขายาวที่เขาสวมสีน้ำตาลเข้มเหมือนกับรองเท้าหนังที่ขัดจนขึ้นเงา

“ใช่” ชายหนุ่มพยักหน้า

“ให้ช่วยไหม” คนเป็นหัวหน้าถาม ดวงตายังจ้องมองควันสีขาวขุ่นที่ยังคงพวยพุ่งออกมาอย่างต่อเนื่อง

“ดีเหมือนกัน” เขาเหลือบมองไปรอบๆ ก่อนจะหันกลับมาที่เด็กหนุ่มผิวขาว หมวกแก๊ปที่สวมอยู่หลุบลงมาจนต่ำ ทำให้เห็นหน้าของอีกฝ่ายไม่ชัด “รถของฉันหม้อน้ำเดือด…คงต้องหาน้ำมาเติม แถวนี้ดูเหมือนจะไม่มีน้ำเลย”

“โอ้โห…ลูกพี่เก่งจัง” สมุนร่างผอมยืนฟังผู้ใหญ่คุยกันแล้วถึงกับดีดนิ้ว “เหมือนที่บอกพวกเราไม่มีผิด”

“แถวนี้มีแต่น้ำกร่อย บ่อน้ำจืดที่อยู่ใกล้ที่สุด ต้องเดินไปอีกสองสามกิโล” คนเป็นหัวหน้าบอกเสียงราบเรียบ มือเรียวยาวตบกระติกน้ำที่สะพายอยู่ข้างเอวเบาๆ “ฉันมีน้ำจืดติดมาด้วยพอดี…เอาไหม”

“ขอบใจมาก” เขายื่นมือออกมาข้างหน้า หากเด็กหนุ่มเจ้าของกระติกน้ำขยับถอยหลังไปนิดหนึ่ง

“ฉันจะให้น้ำ แต่มีข้อแลกเปลี่ยนนิดหนึ่ง” หัวหน้าแก๊งทำหน้าเจ้าเล่ห์

“อยากได้อะไรแลกเปลี่ยน” ชายหนุ่มเอียงคอ แม้เห็นดวงหน้าของอีกฝ่ายไม่ถนัดนัก หากพอบอกได้ว่าผิวพรรณขาวละเอียดของเด็กหนุ่มคนนั้นดูแตกต่างไปจากชาวบ้านแถวนี้ ยังจะกิริยาวาจาที่ดูไม่ธรรมดานั่นด้วย

“บอกมาก่อนว่าตกลงหรือเปล่าล่ะ” เด็กหนุ่มยังไม่ยอมบอกสิ่งที่ปรารถนา

“เอ้อ…” เขาลังเลนิดหนึ่ง เกรงว่าอีกฝ่ายจะเรียกร้องอะไรที่เขาให้ไม่ได้

“ว่ายังไง ถ้าไม่ตกลงฉันกลับละนะ” เด็กหนุ่มคาดคั้น พร้อมทั้งทำท่าจะหันหลังกลับ

“เดี๋ยวก่อน”

ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้ตอบตกลงหรือปฏิเสธ เสียงแหลมๆ ของใครคนหนึ่งก็ดังมาจากในรถเสียก่อน

“ท่านชายเพคะ มัวคุยอะไรกันอยู่ได้ แล้วเด็กพวกนั้นเป็นใคร ท่าทางไม่น่าไว้ใจเลย”

คนเป็นหัวหน้าหันไปทางที่มาของเสียงโวยวายนั้น ก็เห็นว่าเป็นหญิงสาวหน้าตาสวยจัดคนหนึ่ง เครื่องแต่งกายหรูหราเหมือนจะไปเดินเที่ยวมากกว่าจะมายังเมืองเล็กๆ ที่ชายทะเลแห่งนี้ หญิงสาวสวมหมวกปีกกว้างทั้งๆ ที่นั่งอยู่ในรถ ริมฝีปากแต้มลิปสติกสีแดงสด ดวงตาที่จ้องมองมานั้นท่าทางเอาเรื่อง

“เขาจะมาช่วยพวกเรา” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่า ‘ท่านชาย’ หันไปหาหญิงสาวคนนั้น

“ช่วยพวกเราหรือเพคะ…ช่วยยังไง” เธอคนนั้นเปิดประตูรถก้าวลงมา

สามคนที่เพิ่งปีนลงมาจากต้นไม้ ถอยหลังไปสองสามก้าวราวจะตั้งหลักเตรียมรับมือกับหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งคนนั้น

“หน้าตาท่าทางบ้านนอกแบบนี้ จะมีปัญญาอะไรมาช่วยพวกเราได้”

“หญิงเจิด” ฝ่ายชายทำเสียงเอ็ด

“ก็จริงนี่เพคะ” ม.ร.ว.เจิดนภางค์จ้องมองเด็กหนุ่มสามคนตรงหน้าด้วยสายตาไม่ไว้ใจ เสื้อผ้าของทั้งสามแลดูขะมุกขะมอม หน้าตาก็มอมแมมเหมือนเด็กกะโปโล ท่าทางแบบนี้จะช่วยอะไรได้ “หญิงได้ยินมันเรียกร้องจะขออะไรจากท่านชายสักอย่าง เป็นพวกมิจฉาชีพหรือเปล่าก็ไม่รู้”

“อ้าว คุณ” คราวนี้เด็กหนุ่มคนเป็นหัวหน้ายกมือขึ้นเท้าเอว ถลึงตามองหญิงสาวคนนั้นด้วยท่าทางเอาเรื่อง “พูดแบบนี้หาเรื่องกันนี่นา”

“หรือไม่จริง” คุณหญิงเจิดนภางค์ลอยหน้าลอยตา

“ไม่จริง” เด็กหนุ่มร่างสูงเถียง

“จริง” เพื่อนร่วมทางของเขาไม่ยอมแพ้

“พูดแบบนี้ ดูถูกกันชัดๆ” เด็กหนุ่มยังทำหน้าบึ้ง

“พอแล้วๆ อย่าทะเลาะกันเลย…เอาเป็นว่า ฉันขอโทษแทนเพื่อนก็แล้วกัน เพื่อนฉันไม่ได้ตั้งใจจะว่าพวกเธอแบบนั้นหรอก” ชายหนุ่มหน้าตาคมสันผู้นั้นรีบห้ามก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปใหญ่โต

“ท่านชายไปขอโทษพวกมันทำไม” คุณหญิงเจิดนภางค์นิ่วหน้า “อีกอย่าง…ใครว่าไม่ตั้งใจ หญิงตั้งใจอย่างที่พูดนั่นละค่ะ คนพวกนี้ไม่น่าไว้ใจ เห็นเราแต่งตัวดีๆ ขับรถดีๆ อาจจะอยากมาหลอกเอาเงินก็ได้”

“หญิงเจิด…ถ้าไม่คิดจะช่วยอะไรก็อยู่เฉยๆ” ‘ท่านชาย’ เอ็ดราชนิกุลสาวสวย เขาหันไปทางเด็กทั้งสามแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอดทน “ฉันขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้น…ขอน้ำในกระติกนั่นให้ฉันเถอะ แล้วพวกเธออยากได้อะไรเป็นการแลกเปลี่ยนก็บอกมา”

“ท่านชาย” คุณหญิงเจิดนภางค์ยังไม่เงียบเสียง “ท่านชายจะไปยอมพวกมันแบบนั้นไม่ได้นะเพคะ”

“เรื่องมากแบบนี้ ถ้างั้นก็เชิญพวกคุณแก้ไขปัญหากันเองก็แล้วกัน” เด็กหนุ่มยักไหล่ แล้วกวักมือให้เด็กชายร่างผอมแกร็นทั้งสองเดินตามไป

“เดี๋ยวก่อน…จะดีเหรอลูกพี่” สมุนหนึ่งในสองส่งเสียงอ้อมแอ้ม “วันก่อนลุงจอนบอกว่าเห็นเสือแถวนี้…เสือลายพาดกลอนตัวโต๊โต ท่าทางกำลังหิวเสียด้วย”

“ดีออก…ตัวขาวๆ ปากแดงๆ แบบนี้ เนื้อคงหวาน เสือคงจะชอบ” เด็กหนุ่มคนเป็นหัวหน้า หัวเราะชอบใจ

“ว้าย…เสือ” หญิงสาวร้องเสียงตกใจ เธอกระโดดไปเกาะแขนแข็งแรงของชายหนุ่มที่มาด้วยกันแน่น “จะทำยังไงดีเพคะท่านชาย หญิงกลัว”

ดวงตาคู่คมของท่านชายจ้องมองเด็กหนุ่มร่างผอมสูงอย่างสนใจ ขณะที่เจ้าตัวหันไปทางสมุนทั้งสอง โบกมือแล้วสั่งว่า

“เฮ้ย…กลับ”

อาจจะเป็นเพราะอุปาทานหรือบรรยากาศเป็นใจก็สุดจะรู้ได้ เขาได้ยินเหมือนเสียงเสือคำรามดังโฮกแว่วมาจากชายป่า พระอาทิตย์กำลังจะลับเหลี่ยมเขา และสนธยากำลังย่างกรายเข้ามา ขืนชักช้าร่ำไรจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ ชายหนุ่มไม่สนใจหญิงสาวที่ยืนทำหน้าไม่พอใจ เขารีบเรียกเด็กทั้งสามเอาไว้

“เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไป” ท่านชายพยายามแกะมือของหม่อมราชวงศ์หญิงเป็นพัลวัน เล็บของเธอจิกต้นแขนจนเป็นรอย เขาร้องบอกกับคนเป็นหัวหน้าว่า “ฉันตกลงทุกเงื่อนไข อยากได้อะไรก็ว่ามา”

“แต่ฉันเปลี่ยนใจแล้ว” เด็กหนุ่มคนนั้นเม้มริมฝีปาก ดวงตาที่จ้องมองมานั้นวาวโรจน์ มือเรียวยาวเปิดฝากระติกน้ำ ยกกระติกขึ้นสูงแล้วเทน้ำทั้งหมดทิ้งลงไป ต่อหน้าต่อตาท่านชายเจ้าของรถ

“อย่า…” ท่านชายร้องห้าม หากไม่ทันเสียแล้ว เขาจ้องมองน้ำจืดทั้งกระติกซึมหายไปในพื้นถนนสีน้ำตาลแดงอย่างรวดเร็ว

“เฮ้ย…กลับเว้ย…”

เด็กหนุ่มคนนั้นหัวเราะเสียงแผ่วในลำคอ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปท่ามกลางความตื่นตะลึงของชายหนุ่มและหญิงสาวในชุดเครื่องแต่งกายงามสง่า และรถคันหรูที่จอดตายอยู่กลางถนน อันรายรอบด้วยความเวิ้งว้างของทุ่งนาและป่าเขาที่แสนจะกันดาร!

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

“ฮะ ฮะ ฮะ”

เสียงชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวนั้นหัวเราะชอบใจดังลั่น หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดจบลง เขาชะโงกหน้าไปหาชายหนุ่มหน้าตาคมสันที่ดูอ่อนระโหยโรยแรง แล้วเอ่ยชัดถ้อยชัดคำว่า

“กระผมคิดว่า…ท่านชายโดนเข้าไปแล้วละขอรับ”

“โดนเข้าไปแล้ว” หม่อมเจ้าดำรงชาติทำหน้าเหลอหลา “โดนอะไรครับคุณหลวง”

“ไอ้เปลว บ้านบางเบิด” หลวงอิงคศรีกสิการ ผู้เป็นเจ้าของเรือนรับรองแห่งนั้นป้องปากกระซิบ

“เด็กนั่นน่ะหรือขอรับ” ดวงเนตรของท่านชายเจ้าของรถหรูเบิกกว้าง

“นั่นละครับไอ้เปลว บ้านบางเบิด…ขาใหญ่แถวนี้” คุณหลวงยังไม่หยุดหัวเราะ

“เห็นไหมเพคะ หญิงบอกแล้วว่าพวกนั้นมันนักเลงหัวไม้” คุณหญิงเจิดนภางค์บ่นกระปอดกระแปด เธอยังไม่หายหงุดหงิดกับการต้องเดินมาเป็นระยะทางเกือบสามกิโล ท่ามกลางความมืดสลัวของบรรยากาศ

“พรุ่งนี้เข้าเมืองไปแจ้งความจับมันเลยเพคะท่านชาย”

“จะไปจับเขาข้อหาอะไร” หม่อมเจ้าดำรงชาติไม่เห็นด้วย

“ไม่รู้ละเพคะ หญิงไม่ถูกชะตา ไม่ชอบหน้าพวกมันเลย” ราชนิกุลสาวเม้มริมฝีปากแน่น มือยังเกาแขนยิกๆ หม่อมเจ้าดำรงชาติเห็นดังนั้นก็อดจะสงสารไม่ได้ เพราะตลอดทางที่เดินฝ่าความมืดมาด้วยกัน ม.ร.ว.เจิดนภางค์ถูกยุงกัดจนแขนเป็นผื่นแดง

“จะแจ้งความจับคนก็ต้องมีเหตุผลนะขอรับคุณหญิง ไม่งั้นอาจจะกลายเป็นแจ้งความเท็จไปได้ เท่าที่ผมฟัง เด็กพวกนั้นยังไม่ทันได้ทำอะไรคุณชายเลย”

หลวงอิงคศรีกสิการเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ความมีอาวุโสของอีกฝ่ายทำให้ ม.ร.ว.เจิดนภางค์เกรงใจ ไม่กล้าส่งเสียงโวยวาย

คุณหลวงวัยกลางคนผู้นี้ เป็นคนสนิทของหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ที่ลาออกจากราชการ มาทำฟาร์มที่บางเบิดกับหม่อมศรีพรหมาผู้เป็นชายา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2463 ท่ามกลางความประหลาดใจของผู้คนในพระนคร เพราะในเวลานั้น การเป็นข้าราชการคืออุดมคติสูงสุด ใครมีลูกมีหลานก็อยากให้รับราชการเป็นเจ้าใหญ่นายโต

กิจการฟาร์มของหม่อมเจ้าสิทธิพรประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง เพราะพระองค์ทรงมีความรู้ด้านวิศวกรรม จึงนำเอาจักรกลจำพวกรถไถ และนวัตกรรมต่างๆ ทางการเกษตรและกสิกรมาใช้ ทำให้ไร่นาได้ผลิตผลดี แตงโมจากฟาร์มบางเบิดมีรสชาติหวานอร่อย ผลขนาดใหญ่รูปทรงรีมีน้ำหนัก 25 – 30 กิโลกรัมต่อผล เมื่อส่งไปขายที่พระนคร มีแต่คนแย่งกันซื้อ ใครมีโอกาสได้รับประทานแตงโมจากฟาร์มบางเบิดถือว่าเป็นคนทันสมัย

มีเจ้านายหลายพระองค์และหลายองค์ แวะเวียนมาเยี่ยมหม่อมเจ้าสิทธิพรถึงฟาร์มบางเบิด การเดินทางหลักๆ มีสองวิธีคือ โดยสารมาทางเรือเดินทะเลของบริษัทอีสต์เอเชียติ๊กแล้วมาขึ้นฝั่งที่ชายหาดบางเบิด หรือนั่งรถไฟสายใต้มาลงที่สถานีห้วยสัก แล้วต่อมายังฟาร์มโดยทางเกวียนหรือเดินเท้า ด้วยในตอนแรกถนนหนทางยังไม่สะดวกนัก

หม่อมเจ้าดำรงชาติเลือกมาด้วยวิธีหลัง เขาลงรถไฟที่สถานีห้วยสัก แล้วก็นั่งเกวียนต่อมาอีกหน่อย จากนั้นจึงค่อยเปลี่ยนมาขับรถคันหรูที่ลูกน้องของเขาเตรียมรอเอาไว้อยู่แล้ว มุ่งหน้ามายังฟาร์มบางเบิด เพื่อเยี่ยมหม่อมเจ้าสิทธิพร รวมถึงมาดูที่ดินซึ่งซื้อเอาไว้สำหรับจะทำฟาร์มของตัวเอง

“แล้วก็แล้วกันไปเถิดหญิงเจิด” ท่านชายเอ่ยเสียงติดจะรำคาญ “อีกอย่าง…ต่อไปก็ต่างคนต่างอยู่ เราคงไม่ได้เจอกับเด็กพวกนั้นอีกแล้ว”

ม.ร.ว.เจิดนภางค์ขยับเหมือนจะพูดอะไรออกมาอีก หากพอเห็นท่าทางหงุดหงิดของท่านชายแล้วเลยเลือกที่จะนิ่งเสีย ขณะที่คุณหลวงอิงคศรีกสิการกลับเป็นฝ่ายขยับกายด้วยความอึดอัดเสียเอง

“คุณหลวงมีอะไรหรือเปล่า” หม่อมเจ้าดำรงชาติสังเกตเห็นท่าทางของคุณหลวงวัยกลางคน “ผมพูดอะไรผิดไปหรือครับ”

“เอ้อ…” คุณหลวงกะพริบตาถี่ๆ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยความลังเล “ที่ท่านชายตรัสว่าต่างคนต่างอยู่กับไอ้เปลวนั่นน่ะ…เห็นจะเป็นไปได้ยากขอรับ”

“หมายความว่าอย่างไร” ท่านชายเลิกคิ้ว

“หมายความว่าไอ้เปลวมันทำงานในฟาร์มที่อยู่ติดกันกับที่ดินของท่านชายเลยน่ะสิขอรับ” คุณหลวงถอนใจ “พูดง่ายๆ ก็คือ…คุณชายกับไอ้เปลวก็คือเพื่อนบ้านกันยังไงเล่าขอรับ”

***

สั่งซื้อ Remember Wrinks

เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นมาสก์ได้ในหนึ่งเดียว

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

สั่งซื้อ 1 หลอดราคา 2,090 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2UT2G40   

สั่งซื้อเซ็ตประหยัดสุดคุ้ม 3 หลอดราคา 2,940 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2QFzcY9

อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้ คลิกที่นี่ >>>>>>>>>>> http://anowl.co/anowlsabai/remember-wrinks/

Don`t copy text!