เปลวกนก บทที่ 3 : เหตุร้ายในร้าน

เปลวกนก บทที่ 3 : เหตุร้ายในร้าน

โดย : พงศกร

เปลวกนก เรื่องราวของ มรว.เปลวกนก ที่ตัดสินใจหนีความวุ่นวายจากพระนครมาหาความสงบด้วยการทำฟาร์มถึงบางเบิด แต่แล้วเมื่อเพื่อนสนิทถูกฆาตกรรม เธอกลายเป็นผู้ต้องสงสัย ขณะเดียวกันก็มีเรื่องของหัวใจให้ต้องหนักใจอีก มาช่วยเธอตามหาความจริงและคำตอบของหัวใจได้ใน “เปลวกนก” โดย พงศกร นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

……………………………………………………………….

-3-

 

ดวงตาของคุณหญิงเปลวกนกเบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความตระหนก ต่อให้แก่นกล้าเพียงใด หากคุณหญิงไม่เคยเห็นคนมานอนตายต่อหน้าต่อตาเช่นนี้มาก่อน

ร่างที่นอนเหยียดยาวอยู่หลังเคาน์เตอร์ เป็นร่างของวิทิศน์ ผู้เป็นเจ้าของร้านอาหารสุดหรูของตลาดบางเบิด

วิทิศน์ บุตรชายคนเล็กของนายทรัพย์ และสหายเพียงคนเดียวของเธอที่ตำบลอันแสนห่างไกล

เขานอนอยู่ตรงนั้น

…อย่างไร้วิญญาณ และปราศจากลมหายใจ…

“วิทิศน์” คุณหญิงเปลวกนกร้องเสียงลั่น เธอตรงเข้าไปยังร่างที่ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิต เอื้อมมือไปเขย่า เพียงเพื่อจะพบว่าชายหนุ่มผู้นั้นนอนแข็งค้างในลักษณาการอันน่าสยดสยอง “ลุกขึ้นมา อย่าแกล้งกันเล่นแบบนี้ ฉันไม่ชอบ”

ไม่มีประโยชน์…คนตายย่อมไม่อาจโต้ตอบอะไรได้

เนื้อตัวของเขายังอุ่นๆ วิทิศน์น่าจะเพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน ดวงตาของเขาเบิกโพลง แข็งค้าง ปากอ้าเหมือนจะส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

คุณหญิงเปลวกนกเพิ่งเห็นในตอนนั้นเองว่ารอบลำคอของวิทิศน์มีเชือกเส้นใหญ่รัดอยู่ เธอพยายามจะแกะเชือกเส้นนั้นออก หวังว่าอาจจะช่วยทำให้วิทิศน์ฟื้นขึ้นมาได้ ก็พอดีกับที่ใครบางคนผลักประตูร้านอาหารเข้ามา พร้อมกับกรีดร้องเสียงแหลม

“ตายแล้ว…นั่นแกทำอะไรน่ะ”

“เปล่า…ฉันไม่ได้ทำอะไร” คุณหญิงเปลวกนกปล่อยเชือกในมือทิ้งในทันทีนั้น เธอเพิ่งตระหนักว่าวิทิศน์ตายไปแล้ว และเธอไม่ควรแตะต้องศพ

“ไม่ได้ทำอะไรยังไง เห็นอยู่ชัดๆ ว่าแกฆ่าคนตาย” ผู้หญิงคนนั้นยังร้องเสียงแหลม”ดูสิ มือยังถือเชือกที่รัดคอเจ้าของร้านอาหารอยู่เลย”

“ฉันไม่รู้เรื่อง ฉันเข้ามาก็เห็นเป็นแบบนี้แล้ว” คุณหญิงเปลวกนกพยายามอธิบาย หากอีกฝ่ายเหมือนจะไม่สนใจ

“มีคนตาย…ช่วยด้วยค่ะ ผู้ร้ายฆ่าคนตาย” หญิงสาวหน้าตาสวยจัดยังร้องโวยวาย ขณะที่ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่เดินตามเข้ามาข้างหลังได้แต่เบิกตากว้าง จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความตระหนกไม่แพ้กัน

“ท่านชายระวังตัวด้วยนะเพคะ” หล่อนรีบร้องบอก

“เกิดอะไรขึ้น” เขาพึมพำเสียงแผ่วต่ำ

คุณหญิงเปลวกนกกวาดสายตามองดวงหน้าเข้มคมสัน พลันนึกขึ้นได้ว่า ชายหญิงทั้งสองคือเจ้าของรถที่จอดเสียอยู่กลางทางเมื่อวานนี้นั่นเอง!

“มันมีอาวุธหรือเปล่าก็ไม่รู้” คุณหญิงเจิดนภางค์ถอยไปแอบข้างหลังเรือนร่างสูงล่ำสัน

“พวกคุณเป็นบ้าไปแล้ว ฉันไม่ใช่คนร้าย” คุณหญิงเปลวกนกส่ายหน้า

“เอ๊ะ…ท่านชายเพคะ…ประเดี๋ยวก่อน นี่มันไอ้เปลว บ้านบางเบิดนี่เพคะ”

ม.ร.ว.เจิดนภางค์จำเปลวกนกได้แล้วเช่นกัน เธอชี้นิ้วมายังร่างผอมสูงที่คุกเข่าอยู่ข้างศพ ก่อนจะหันไปทางท่านชายดำรงชาติ แล้วว่า

“นี่มันคือเด็กอันธพาลที่ทิ้งพวกเราไว้กลางทางเมื่อวานนี้…เห็นไหมคะ หญิงบอกแล้วว่าพวกมันเป็นโจร”

“ฉันเปล่า…อย่ามาใส่ร้ายกันนะ” คุณหญิงเปลวกนกหน้าซีด ไม่ทันได้สังเกตว่าอีกฝ่ายเรียกเธอว่า ‘ไอ้เปลว บ้านบางเบิด’ สมญานามที่คนแถวนี้เรียกขาน

ทั้งที่เป็นคนแก่นกล้าสารพัด ไม่เคยกลัวใครหน้าไหน หากคราวนี้คุณหญิงตกใจจริงๆ ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เธอล้วงกระเป๋ากางเกง ตั้งใจจะหยิบยาดมออกมาสูดสักหน่อย หากคนตัวใหญ่ส่งเสียงดังออกมาเสียก่อน

“หยุดนะ” หม่อมเจ้าดำรงชาติตรัสห้าม หัตถ์ข้างหนึ่งแตะปืนกระบอกสั้นที่พกอยู่ข้างเข็มขัด ดวงเนตรคู่คมยังคงจ้องมองมือของคุณหญิงเปลวกนกด้วยความระแวดระวัง “เอามือออกมาจากกระเป๋า ยกขึ้นเหนือศีรษะ แล้วถอยออกมาเดี๋ยวนี้”

คุณหญิงเปลวกนกถอนใจดังๆ โดยไม่พยายามปิดบัง เมื่อเห็นอีกฝ่ายท่าทางเอาจริง เธอก็รีบยกมือขึ้นเหนือศีรษะ แล้วถอยห่างจากศพตามคำสั่งของชายหนุ่ม

“ฉันไม่ได้ฆ่าวิทิศน์” คุณหญิงเปลวกนกสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อตั้งสติ แล้วบอกกับชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์เสียงหนักแน่น

“เรื่องเป็นอย่างไร…เล่ามา” หม่อมเจ้าดำรงชาติรับสั่ง

“ฉันเอาน้ำผึ้งมาส่ง วิทิศน์สั่งซื้อน้ำผึ้งจากฟาร์มของฉัน” คุณหญิงเปลวกนกอธิบาย “พอมาถึง…ก็เป็นแบบนี้แล้ว”

“เป็นแบบนี้ คือยังไง” หม่อมเจ้าชายผู้ทรงศักดิ์ขมวดขนงมุ่น

“ฉันมาถึงเห็นประตูร้านเปิดอยู่ เข้ามาก็ไม่เห็นมีใคร” คุณหญิงเปลวกนกพยายามทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ฉันกำลังจะกลับอยู่แล้ว ก็เห็น…เอ้อ…เห็นวิทิศน์นอนเสียชีวิต มีเชือกคล้องคอ  ฉันไม่แน่ใจ คิดว่าอาจจะช่วยเขาได้ ก็พอดีพวกคุณเข้ามาเสียก่อน”

“ไม่จริง” คุณหญิงเจิดนภางค์แย้ง “เห็นชัดๆ ว่าแกรัดคอเขา”

“ฉันไม่ได้รัดคอวิทิศน์” คุณหญิงเปลวกนกแย้ง “ฉันจะช่วยเขาต่างหาก”

“ยังจะมีหน้ามาเถียงอีก” คุณหญิงเจิดนภางค์ได้ที “แกมันฆาตกร…แก…”

“พอได้แล้วหญิงเจิด” หม่อมเจ้าดำรงชาติทำสุรเสียงดุ เจิดนภางค์เห็นท่านชายเอาจริงเลยยอมเงียบ

ดวงเนตรคู่คมของเขากวาดดูไปรอบๆ บริเวณราวจะสำรวจตรวจตรา ประสบการณ์หลายปีที่ทำงานอยู่ในหน่วยสกอตแลนด์ยาร์ด ทำให้หม่อมเจ้าดำรงชาติคุ้นเคยกับคดีฆาตกรรมในรูปแบบต่างๆ เป็นอย่างดี

มือของเด็กหนุ่มคนนั้นเรียวเล็ก ขณะที่เชือกซึ่งคล้องอยู่รอบคอคนตายมีขนาดใหญ่ เขารู้สึกว่าเชือกเส้นนั้นใหญ่เกินกว่าที่เด็กหนุ่มตัวเล็กๆ คนหนึ่ง จะสามารถใช้รัดคอสังหารเหยื่อได้ หม่อมเจ้าดำรงชาติยังเห็นอีกด้วยว่าปลายเชือกข้างหนึ่งคล้องหลวมๆ กับลิ้นชักที่เคาน์เตอร์ มีความเป็นไปได้ว่าผู้ชายคนนี้อาจจะฆ่าตัวตาย

เขาอาจจะผูกคอตัวเองเข้ากับที่จับลิ้นชัก จากนั้นก็ทิ้งตัวลงมาจนคอหักและเสียชีวิตในที่สุด

“เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ จะกล่าวหากันลอยๆ ไม่ได้”

“ท่านชายเป็นถึงตำรวจสกอตแลนด์ยาร์ด จับตัวเด็กนั่นไปสอบสวนเลยสิเพคะ คาดคั้นให้มันยอมรับสารภาพ”

คุณหญิงเจิดนภางค์ทำเสียงเยาะหยัน ดวงตาที่ทอดมองมายังคุณหญิงเปลวกนกเต็มไปด้วยความดูถูกดูแคลน

“เด็กบ้านนอกอย่างแก คงไม่รู้จักละสิว่าสกอตแลนด์ยาร์ดคืออะไร บอกให้รู้เอาบุญว่าท่านชายดำรงชาติได้ทุนเล่าเรียนหลวงไปเรียนวิชาตำรวจลับถึงที่ประเทศอังกฤษ เพิ่งกลับมาถึงพระนครได้ไม่นาน กำลังเตรียมตัวจะเข้ารับราชการเป็นนายตำรวจใหญ่ ระหว่างรอเราก็เลยแวะมาดูที่ดินซื้อใหม่ที่บางเบิด ที่ดินสวยมาก ติดทั้งเขา ติดทั้งทะเล และยังติดกับฟาร์มของท่านสิทธิพรอีกด้วย”

ที่ดินซื้อใหม่…สวย ติดเขา ติดทะเล ติดกับฟาร์มของท่านสิทธิพร

คุณหญิงเปลวกนกพยักหน้ากับตัวเอง

อ้อ…นี่สินะ…เจ้าของที่ดินที่นายทรัพย์ขายให้

“ว่าไง อึ้งไปเลยสิแก” คุณหญิงเจิดนภางค์หัวเราะชอบใจ ขณะที่คุณหญิงเปลวกนกได้แต่นึกปลง

ยัยคุณหญิงคนนี้ประหลาดดีนะ…เจอหน้ากันก็เที่ยวมาดูถูกคนอื่น ทั้งที่ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน เปลวกนกเม้มริมฝีปากแน่น  ดวงหน้าเชิดขึ้นด้วยความหยิ่งทระนงโดยไม่ทันรู้ตัว และทั้งหมดก็อยู่ในสายตาของหม่อมดำรงชาติ

“มิน่าล่ะ” คุณหญิงเปลวกนกแกล้งทำเสียงล้ออีกฝ่าย “มาจากเมืองนอก เลยไม่รู้ว่าบ้านนอกแบบนี้ ใครเขาขับรถกัน แค่หม้อน้ำเดือด ยางไม่ระเบิดก็บุญนักหนาแล้ว”

“ทำเป็นพูดดีไป อย่างแกน่ะ ไม่มีวาสนาได้ขับรถคันโตแบบท่านชายหรอก” คุณหญิงเจิดนภางค์ลอยหน้าลอยตา “รู้หรือเปล่าว่ารถคันนี้น่ะ ท่านชายส่งลงเรือมาจากเยอรมนีเลยเชียวนะ มาถึงพระนคร ก็ให้คนขับลงมารอที่ประจวบ พอเราลงรถไฟก็ขับมาชมที่ดิน”

นี่ถ้าไม่ใช่ยามหน้าสิ่วหน้าขวาน คุณหญิงคงจะหัวเราะเสียงดังกับความช่างพูดช่างเจรจาของคุณหญิงเจิดนภางค์ไปแล้ว คนอะไรปากไม่มีหูรูดเอาเสียเลย เจอหน้ากันไม่ถึงห้านาที บรรยายสรรพคุณของอีกฝ่ายจนคนฟังรู้หมดว่าท่านชายผู้นี้เป็นใคร มาจากไหน และมาทำอะไรที่นี่ หากมีเวลาต่ออีกสักหน่อยละก็ หม่อมราชวงศ์หญิงคนสวยคงจะเล่าไปถึงสาแหรกตระกูลของท่านชาย ให้รู้ว่าเป็นโอรสของใคร สืบตระกูลมาทางสายไหนเป็นแน่

“หญิงเจิด”

ท่านชายยังสุรเสียงเข้ม ไม่ชอบใจที่อีกฝ่ายพูดจาดูถูกผู้อื่น แต่ที่ไม่พอพระทัยมากที่สุดคือการอวดอ้างสรรพคุณของเขานั่นละ เวลาไปไหนมาไหน หม่อมเจ้าดำรงชาติไม่นิยมเปิดเผยตัวเองว่าเป็นตำรวจลับ ด้วยทรงรู้สึกว่าเป็นการไม่ฉลาดเอาเสียเลยที่ไปเที่ยวป่าวประกาศให้ใครต่อใครรู้ว่าตัวเองคือใคร

แต่เด็กนี่ก็แปลก

ดูไม่ได้จะมีท่าทางหวาดกลัวหรือแม้แต่สนใจว่าเขาเป็นตำรวจใหญ่

หน่วยตากลมโตที่จ้องมองตอบกลับมานั้นกะพริบพราว ท่าทางเอาเรื่องอยู่ไม่น้อย เขานึกรำคาญหมวกแก๊ปที่หลุบลงต่ำ ทำให้มองเห็นดวงหน้าได้ไม่ถนัด และนั่นทำให้เขาออกจะหงุดหงิด

“ตกลงเธอยืนยันว่าไม่ได้ฆ่าผู้ชายคนนี้” ท่านชายยังคงตรัสถามด้วยสุรเสียงแผ่วต่ำ

“เขาชื่อวิทิศน์ เป็นเจ้าของร้านอาหารแห่งนี้” คุณหญิงเปลวกนกถอนใจเบาๆ ไม่ตอบคำถามของท่านชาย หากแต่เล่าถึงคนตายให้เขาฟัง

“ลูกเต้าเหล่าใคร” ท่านชายตรัสถามต่อ

“พ่อชื่อนายทรัพย์” คุณหญิงเปลวกนกตอบสั้นๆ

“นายทรัพย์” ดวงเนตรของท่านชายเบิกกว้าง “ฉันเพิ่งซื้อที่ดินมาจากเขา”

“คนนั้นนั่นละ วิทิศน์เป็นลูกชายคนเล็กของนายทรัพย์” คุณหญิงเปลวกนกยกมือขึ้นจับหมวกแก๊ป ดวงตาจ้องมองไปยังร่างไร้วิญญาณบนพื้น

ท่านชายดำรงชาติดำเนินตรงไปยังร่างของผู้ตาย ลงมือตรวจดูศพด้วยความชำนาญ คอของวิทิศน์หัก หมุนได้โดยรอบ รอบลำคอนั้นมีร่องรอยที่เกิดจากเชือก แขนและขาเท่าที่เห็นด้วยตาเปล่า ไม่มีบาดแผลหรือร่องรอยผิดปกติอื่นใด ดูเผินๆ แล้วนายวิทิศน์น่าจะฆ่าตัวตายอย่างที่สันนิษฐาน

“ดูจากรูปการณ์แล้ว เหมือนนายวิทิศน์จะฆ่าตัวตาย” ทรงสรุป

“เป็นไปไม่ได้” คุณหญิงเปลวกนกไม่เชื่อ “ถ้าคิดจะฆ่าตัวตาย แล้ววิทิศน์จะสั่งซื้อน้ำผึ้งทำไม เขาสั่งให้ฉันเอาน้ำผึ้งมาส่ง บอกว่าวันนี้จะอบขนมปังให้กินกับแยมและน้ำผึ้ง…คนแบบนี้ไม่ฆ่าตัวตายแน่”

“เธอเชื่อแบบนั้น…” ท่านชายเลิกขนง

“ถึงวิทิศน์จะมีปัญหามากมายไปหมด แต่เขาก็ไม่น่าจะคิดสั้น” คุณหญิงเปลวกนกนึกทบทวน ก่อนจะพึมพำเสียงแผ่วว่า “แต่…”

“แต่อะไร” ท่านชายจ้องดวงหน้าของอีกฝ่ายด้วยความอยากรู้

“แต่เขาอาจจะถูกฆาตกรรม…” ดวงตาของคุณหญิงเปลวกนกเบิกกว้าง

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

แม้ไม่รู้จักสนิทสนมกันมากมายนัก หากนับได้ว่าวิทิศน์เป็นเพื่อนที่บางเบิด ที่คุณหยิงเปลวกนกสนิทด้วยมากที่สุดแล้ว ทุกครั้งที่พบกัน วิทิศน์จะเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟังเสมอ ถึงแม้ส่วนมากแล้วเรื่องที่วิทิศน์เล่าจะเป็นเรื่องตัวเอง หากคุณหญิงก็ชอบฟัง เพราะทำให้เธอรู้จักผู้คนที่บางเบิดได้ดีขึ้น

แต่เดิมบางเบิดเป็นเพียงตำบลชายทะเลเล็กๆ ที่แทบจะไม่มีคนรู้จัก

จนกระทั่งหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร และหม่อมศรีพรหมาผู้เป็นชายา ย้ายมาทำฟาร์มที่นี่ บางเบิดจึงเป็นที่รู้จักของผู้คนมากขึ้น พร้อมๆ กับความเจริญที่ตามมาดุจเงาติดตามตัว

ฟาร์มของหม่อมเจ้าสิทธิพรมีคนงานร้อยกว่าคน เกือบทั้งหมดเป็นคนในพื้นที่ พระองค์ท่านสอนให้คนงานของท่านรู้จักกับการทำเกษตรแนวใหม่ หม่อมศรีพรหมาก็สอนคนงานผู้หญิงให้รู้จักกับวิธีถนอมอาหาร คนงานที่ฟาร์มบางเบิดจึงไม่ใช่แค่ลูกจ้างเพียงอย่างเดียว หากเป็นเสมือนกับนักศึกษาที่มาเรียนรู้ถึงวิทยาการอันทันสมัยต่างๆ อีกด้วย

พวกเขาทุกคนต่างก็มีที่ดินและสวนเป็นของตัวเอง ยามว่างจากการทำงานที่ฟาร์มบางเบิดก็นำความรู้กลับไปทำฟาร์มของตัวเอง ได้ผลผลิตต่างๆ ก็นำมาขายในตลาด ทำให้มีรายได้เสริม มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นอย่างมาก

ตลาดบางเบิดขยายใหญ่ขึ้น มีร้านค้ามากขึ้น สินค้าหลายอย่างซื้อได้ที่นี่ ไม่จำเป็นต้องไปถึงตลาดบางสะพานหรือหัวหิน ร้านอาหารของวิทิศน์ถือเป็นความแปลกใหม่ของคนพื้นที่ หรือหากจะพูดว่าผิดที่ผิดทางก็ย่อมได้ เพราะคนที่นี่ไม่นิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน ยิ่งอาหารในร้านของวิทิศน์เป็นอาหารฝรั่งเสียส่วนมาก จึงไม่ถูกปากคนท้องถิ่น ลูกค้าหลักของร้านจึงมักจะเป็นข้าราชการในเมืองหรือแขกที่มาจากพระนคร

เมื่อชาวบ้านรู้สึกว่าร้านของวิทิศน์แปลกประหลาด ก็ย่อมมีคนเอาไปพูดนินทา และทุกครั้งที่วิทิศน์ได้ยินเขาจะต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ขนาดเปลวกนกที่ขึ้นชื่อว่าใจร้อนแล้วยังใจร้อนไม่เท่าบุตรชายคนเล็กของนายทรัพย์

วิทิศน์เล่าให้คุณหญิงเปลวกนกฟังว่า เขาเคยตามไปด่าชาวบ้านคนหนึ่งถึงที่บ้าน เพียงเพราะคนพวกนั้นจับกลุ่มนินทาเขาในตลาด จะว่าไปวิทิศน์มีคนไม่ชอบเกินกว่าครึ่งตำบล เพียงแต่ว่าไม่มีใครลุกขึ้นมาโวยวาย เพราะเกรงใจนายทรัพย์ที่เป็นคนเก่าแก่ในพื้นที่ อีกทั้งยังมีฐานะดี ให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนกู้หนี้ยืมสินอยู่เป็นประจำ

นอกจากมีปากมีเสียงกับชาวตลาดจำนวนมากแล้ว วิทิศน์ยังเคยมีเรื่องวิวาทกับลูกเรือชาวประมงกลุ่มหนึ่ง ที่นึกอยากมาลองรับประทานอาหารฝรั่งแล้วไม่มีเงินจ่าย อีกทั้งยังแสดงกิริยามารยาทไม่ดีอีกด้วย

วิทิศน์เจอแบบนี้เข้าก็ทนไม่ไหว ถึงกับออกมาจากครัว ชี้หน้าด่ากราดด้วยถ้อยคำหยาบคาย ลืมนึกไปว่าตัวเองคนเดียวย่อมสู้กับชายฉกรรจ์จำนวนนับสิบไม่ได้ คราวนั้นหากไม่ได้วิธูรผู้เป็นพี่ชายช่วยเอาไว้ วิทิศน์คงจะบาดเจ็บถึงกับต้องไปหาหมอเพื่อรักษาตัวไปแล้ว

แต่วิทิศน์ก็ยังไม่ยอมจบ เขาหมายหัวชาวประมงพวกนั้นไว้ว่าเป็นศัตรู ถึงกับทำประกาศห้ามเข้ามาในร้านอาหารของเขาโดยเด็ดขาด สร้างความแค้นเคืองให้กับคนเหล่านั้นเป็นอย่างมาก

ยังไม่นับรวมถึงเรื่องราวซุบซิบที่เปลวกนกได้ยินมาว่า วิทิศน์มีคู่ขาเป็นลูกเรือประมงคนหนึ่ง แต่จะเป็นใครอย่างไรนั้น คุณหญิงเปลวกนกไม่ได้สนใจจะซอกแซกถาม เพราะถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของเพื่อน ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง

ยิ่งคิด คุณหญิงเปลวกนกก็ยิ่งเห็นว่า หากความตายของวิทิศน์เป็นฆาตกรรมละก็…คดีนี้มีผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องมากมาย

“อะไรที่ทำให้เธอคิดเช่นนั้น” ร่างสูงใหญ่ผินพักตร์ไปจากเด็กหนุ่มตรงหน้า ทรงจ้องมองศพวิทิศน์ราวจะสังเกตดูความผิดปกติที่อาจจะหลุดรอดสายพระเนตรไปในตอนแรก

“วิทิศน์มีศัตรูอยู่หลายคน” คุณหญิงเปลวกนกถอนใจ “เขาอาจจะถูกคนพวกนั้น…คนใดคนหนึ่งฆ่าก็เป็นได้…”  

 

***

สั่งซื้อ Remember Wrinks

เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นมาสก์ได้ในหนึ่งเดียว

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

สั่งซื้อ 1 หลอดราคา 2,090 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2UT2G40   

สั่งซื้อเซ็ตประหยัดสุดคุ้ม 3 หลอดราคา 2,940 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2QFzcY9

อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้ คลิกที่นี่ >>>>>>>>>>> http://anowl.co/anowlsabai/remember-wrinks/

Don`t copy text!