พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 10 : ความรัก

พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 10 : ความรัก

โดย :

พราวจันทร์ตะวันฉาย เรื่องราวของพราวจันทร์ ผู้หญิงเชยๆ ที่มีฝันอยากเป็นคิวเรเตอร์มือหนึ่งแต่ไม่กล้าไขว้คว้าจนตะวันฉาย น้องสาวต่างมารดาเข้ามาในชีวิต…พระจันทร์กับดวงตะวันไม่เคยอยู่คู่ฟ้าในเวลาเดียวกัน แล้วทั้งคู่จะอยู่ร่วมกันได้ไหม นวนิยายแนวโรแมนติกคอเมดี้ โดย แพรณัฐ…นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-10-

 

“พี่จะยกพิพิธภัณฑ์ให้อยู่ในความดูแลของคิวเรเตอร์ที่มีความรักต่อมันมากพอเท่านั้น”

ตอนที่ตุนทรัพย์กล่าวประโยคนี้ พราวจันทร์เห็น ‘ความรัก’ ฉายฉานอยู่ในดวงตาของเขา หัวใจของหญิงสาววูบไหวราวกับเปลวเทียนซึ่งต้องแรงลม…ทั้งที่เขาพูดเรื่องงานอยู่ไม่ใช่หรือ

“จุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์เกิดจากความรักที่เรามีต่อบรรพบุรุษ และเมื่อย้อนกลับไปตอนที่เหล่ากงเหล่าม่าสร้างที่นี่ขึ้นมาก็เพื่อเป็นร้านหมอและร้านขายยาให้แก่คนที่เจ็บป่วยโดยไม่เลือกฐานะว่ารวยหรือจน นั่นก็คือความรักที่พวกท่านมีต่อเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน พออากงเปลี่ยนที่นี่ให้เป็นบริษัท จนตกมาถึงป๊า แล้วก็มาถึงพี่ มันก็คือการส่งต่อความรักมาสู่ลูกหลานเพื่อให้เราสืบทอดความรักต่อๆ ไป ในเมื่อทุกอย่างเริ่มต้นมาจากความรัก พี่กับป๊าจึงเห็นควรว่าเราน่าจะใช้บ้านให้เป็นประโยชน์แก่คนอื่นเหมือนที่เหล่ากงเหล่าม่าเคยทำให้มันเป็น”

พราวจันทร์รับรู้ถึงความรักจากถ้อยคำและสีหน้าอ่อนโยนของคนพูด ความอบอุ่นอันแสนคุ้นเคยก่อตัวขึ้นอีกครั้งในหัวใจของเธอ

“จันทร์คงรู้ใช่มั้ยครับว่า ในเมืองไทยไม่ค่อยมีพิพิธภัณฑ์ดีๆ ที่เข้าถึงคนทั่วไป แค่พูดคำว่า พิพิธภัณฑ์ คนส่วนใหญ่ก็นึกถึงสถานที่เก็บของเก่าโบราณ มีแต่ตู้กระจก กับข้อมูลจากตำราประวัติศาสตร์ที่ไกลตัว จับต้องยาก น่าเบื่อสำหรับคนไม่สนใจ ทั้งที่ความจริงแล้วประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของเราทุกคน”

การพยักหน้าพร้อมกันของเธอและน้องสาวก่อให้เกิดประกายพราวระยับในดวงตาคมของคนซึ่งนั่งตรงข้าม

“ถ้าเราเอาของเก่าๆ มาวางในตู้ แปะป้ายให้ดู คนก็จะแค่มองแล้วเดินผ่านไป ไม่มีอะไรมากกว่านั้น แต่พิพิธภัณฑ์ที่พี่อยากให้เป็น คือพิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องได้ด้วยตัวของมันเอง คนที่มาเยี่ยมชมจะไม่รู้สึกเกร็ง  แต่เหมือนเขามาเยี่ยมบ้านเพื่อน ได้เห็น ได้ฟัง ได้สัมผัสกลิ่นอายของวันเก่าๆ เหมือนที่ปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่เขาเคยเล่า เราจะเล่ามันซ้ำผ่านมุมมองของครอบครัวเรา พี่เชื่อว่านอกจากวิถีชีวิตที่จะเชื่อมโยงพวกเขากับบรรพบุรุษของเราได้แล้ว ผลิตภัณฑ์ของนับทรัพย์มหาศาลก็เป็นตัวเชื่อมที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะสินค้าในเครือเราอยู่คู่บ้านคนไทยมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ตั้งแต่ยาสมุนไพรของเหล่ากง จนถึงเครื่องอุปโภคบริโภคที่อากงกับป๊าบุกเบิก ไม่ว่าใครทุกยุคสมัยก็ต้องเคยใช้ การเอาจุดเริ่มต้นของพวกมันมาเล่า เอาวิวัฒนาการแต่ละผลิตภัณฑ์มาให้ดู เชื่อมโยงกับยุคสมัยที่พวกเขาเกิด พี่ว่ามันน่าสนุกดีนะ”

“ฟังแล้ว ตะวันอยากมาเที่ยวเองเลยค่ะ มันคงเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีกลิ่นอายของอดีต ลูกหลานอาจจะพาผู้ใหญ่อายุเจ็ดสิบอัปมาย้อนวัยที่นี่ หรือถ้าให้ดี ถนนเจริญกรุงเดี๋ยวนี้เป็นถนนสายอาร์ตไปแล้ว พิพิธภัณฑ์ของเราอาจเป็นแหล่งรวมความอาร์ตแห่งใหม่สำหรับให้พวกศิลปินหรือเหล่าฮิปสเตอร์ทั้งหลายมาหาแรงบันดาลใจก็ได้นะคะ” ตะวันฉายวิเคราะห์

“ถ้าเป็นได้ก็ดีสิ พี่มองไปถึงเด็กๆ ด้วยนะ พวกเขาจะเติบโตเป็นคนรุ่นต่อไป พี่อยากให้มีกิจกรรมให้พวกเขาทำในวันหยุด จะได้เป็นการปลูกฝังให้เด็กไม่กลัวการไปพิพิธภัณฑ์ เหมือนกับที่หลายๆ ประเทศทำ”

นี่เป็นงานในฝันของเธอชัดๆ พราวจันทร์คิดตามด้วยความรู้สึกสนุกไปด้วย แต่จะเป็นงานที่ยากที่สุดด้วยเช่นกัน

“อากงเคยบ่นกับพี่ว่าเสียใจที่ไม่สามารถสืบทอดการเป็นหมอเหมือนเหล่ากง เพราะมาเอาดีทางการค้าขายเหมือนเหล่าม่า อากงเลยชดเชยด้วยการใช้กำลังทรัพย์ช่วยคนอื่นแทน การทำบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ความรู้คนน่าจะเป็นการตอบแทนสังคมได้อีกวิธีหนึ่ง คำสอนถึงลูกหลานและตัวอย่างการใช้ชีวิตของบรรพบุรุษเรา น่าจะมีประโยชน์ต่อคนอื่นๆ พี่หวังว่าคนที่มาชมจะเอากลับไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เหมือนที่ลูกหลานในตระกูลเรายึดถือปฏิบัติมาตลอด ถ้าเป็นไปได้มันคงดีมากถ้าพิพิธภัณฑ์ของเราสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ใครได้ และทำให้เขาอยากกลับมาอีก   เพราะยังมีอะไรหลายอย่างที่เราทิ้งท้ายไว้ให้คิด ให้สงสัย จนต้องมาหาคำตอบ”

“สุดยอดเลยค่ะ หนูคิดว่าพี่จะแค่เปิดบ้านให้คนมาดูของเก่าๆ สวยๆ เสียอีก เอ…แต่การเปิดไปถึงคำสอนที่เป็นเบื้องหลังความสำเร็จของนับทรัพย์มหาศาลเนี่ยฟังดูนามธรรมมากเลยนะคะ” ตะวันฉายออกความเห็น

“นี่แหละหน้าที่ของคิวเรเตอร์ ถ้าจะทำให้พิพิธภัณฑ์ของเราจับต้องได้  คิวเรเตอร์ต้องเป็นคนที่รู้ว่าจะทำยังไงให้พิพิธภัณฑ์มีชีวิตขึ้นมาจริงๆ เขาต้องเป็นผู้สร้างและควบคุมคอนเส็ปต์ของพิพิธภัณฑ์ เป็นคนที่ทำงานร่วมกับคนทุกฝ่ายได้ และเป็นสื่อกลางระหว่างพิพิธภัณฑ์กับคนที่มาเข้าชม โดยใช้ความสามารถในการเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันให้เป็นเรื่องใกล้ตัว รู้ว่าจะเล่าเรื่องยากๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่ายได้ยังไง และแสดงเรื่องนามธรรมออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ รวมถึงเป็นคนที่รู้ว่าจะสร้างแรงบันดาลใจอะไรให้แก่ผู้มาชม หรือจะจุดประกายให้แก่สังคมได้ยังไง”

ชายหนุ่มเว้นจังหวะ ยังคงจ้องแน่วมาที่พราวจันทร์

“ก่อนจะไปถึงจุดนั้น คิวเรเตอร์คนนี้จะต้องเข้าใจธรรมชาติ วิถีชีวิต และความเป็นนับทรัพย์มหาศาลมากพอเสียก่อนถึงจะถ่ายทอดเอกลักษณ์ของเราได้ทั้งหมด ในส่วนนี้เราวางแผนแม่บทพิพิธภัณฑ์ เนื้อหาในการนำเสนอ และออกแบบการเล่าเรื่องไว้หมดแล้ว เราพร้อมสำหรับการเปิดพิพิธภัณฑ์ในอีกหกเดือนข้างหน้า พี่ไม่ห่วงเลยระหว่างที่คุณเดียร์ยังอยู่ แต่เมื่อเธอไปแล้ว พี่ก็อยากได้คิวเรเตอร์ที่มองภาพเดียวกับพวกเรา คนที่เข้าใจนับทรัพย์มหาศาลมากพอที่ช่วยขับเคลื่อนพิพิธภัณฑ์นี้ต่อไป”

ตุนทรัพย์สรุปขั้นตอนการดำเนินงานให้ฟังอย่างคร่าวๆ แผนการสร้างพิพิธภัณฑ์เริ่มมาตั้งแต่สามปีก่อน พวกเขามีคณะทำงานเป็นทีมใหญ่ นอกจากจะมีตุนทรัพย์ เจตน์ ดารินา และยอดธงแล้ว ยังมีมีพธูเป็นที่ปรึกษา รวมถึงมีทีมนักวิจัยมาช่วยค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม การแพทย์ ธุรกิจ ตลอดจนทุกสรรพสิ่งที่เกี่ยวข้องกับบ้าน ผู้อาศัย และชุมชนใกล้เคียง

ในความเป็นนักธุรกิจมืออาชีพ ตุนทรัพย์ให้นักการตลาดของบริษัทมาช่วยวิเคราะห์หาแนวโน้มความสนใจและพฤติกรรมของกลุ่มผู้เข้าชม เพื่อเป็นทิศทางให้แก่การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์

กว่าพิพิธภัณฑ์จะออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้ คณะทำงาน ภัณฑารักษ์ นักวิจัย นักการศึกษา นักการตลาด และนักออกแบบนิทรรศการ ต่างก็ช่วยกันระดมความคิดจนได้ข้อสรุปเป็นหัวข้อหลักที่พิพิธภัณฑ์จะนำเสนอ รวมถึงเนื้อหาต่างๆ และกลวิธีในการนำเสนอเรื่องราว  จากนั้นจึงให้สถาปนิกกับมัณฑนากรออกแบบอาคารสถานที่ให้ตอบรับกับแผนงานที่ทำไว้

ระหว่างที่อาคารสถานที่ยังบูรณะปรับปรุงไม่เสร็จ ดารินาได้เตรียมงานควบคู่ไปฝ่ายต่างๆ จนทุกอย่างเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง หากภัณฑารักษ์คนใหม่มารับช่วงต่อก็จะได้เรียนรู้งานและเข้าใจทุกกระบวนการตั้งแต่ก่อนเปิดพิพิธภัณฑ์

“ถ้าจันทร์มา พี่จะได้สบายใจเสียที เรามีเวลาหกเดือน คงไม่น้อยไปสำหรับให้จันทร์ได้เรียนรู้งาน แต่อาจจะเหนื่อยสักหน่อยนะ”

“ดิฉันไม่กลัวเหนื่อยหรอกค่ะ แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมคุณถึงเลือกดิฉันคะ ถ้าเป็นเพราะความรัก คิวเรเตอร์ที่มีความรักต่องานก็มีตั้งหลายคน อาจจะเก่งกว่าดิฉันด้วยซ้ำ”

“แต่ไม่มีคิวเรเตอร์คนไหนรักบ้านหลังนี้มากพอๆ กับที่พี่รักหรอกครับ ถึงแม้ว่าจันทร์จะจากพวกเราไปนาน ก็น่าจะยังมีความผูกพันอยู่มาก ไม่งั้นจันทร์คงไม่มานั่งอยู่ตรงนี้หรอก จริงมั้ย”

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำถามหรือคนตั้งคำถามกันแน่ที่ทำให้พราวจันทร์หมดข้อโต้แย้ง และเกือบยอมรับไปตามความจริง และดูเหมือนตุนทรัพย์จะอ่านใจเธอออก เขาจึงยิ้มละไม

“ความรักเป็นหัวใจของนับทรัพย์มหาศาล เราไม่ต้องการบุคลากรที่เก่งที่สุด แต่ต้องการคนที่พร้อมจะทำงานด้วยความรัก ทั้งรักตัวเอง รักงาน รักทีมเวิร์ก รักการเรียนรู้  และแน่นอนว่าต้องรักองค์กรด้วย คนที่ทำงานด้วยความรักจะทุ่มเทแรงใจแรงกายให้กับสิ่งที่เขารักอย่างเต็มที่ ถึงเขาจะยังไม่เก่งที่สุดในวันนี้ แต่จะเป็นคนเก่งได้ในวันข้างหน้า”

ชายหนุ่มจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ

“จันทร์จะเป็นคิวเรเตอร์ที่เก่งมากในอนาคต เจ็กเจตน์ อาพิมพ์ และพวกเรานับทรัพย์มหาศาลจะต้องภูมิใจ ตกลงว่าเรามาร่วมงานกันนะครับ”

พราวจันทร์ตอบรับอย่างไม่มีข้อสงสัยอีกต่อไป และได้รับรอยยิ้มกว้างของตุนทรัพย์มาเป็นรางวัล

 

ภัณฑารักษ์สาวนั่งอยู่บนรถยนต์คันน้อยของตะวันฉาย บนตักมีสมุดบันทึกเล่มหนาของเจตน์และแฟ้มเอกสารซึ่งเจ้านายคนใหม่ให้เอากลับมาศึกษาก่อนจะเริ่มทำงานในวันพรุ่งนี้

เธออ่านบันทึกของบิดาอย่างคร่าวๆ คิดถึงเขาสุดหัวใจ เสียดายเวลาที่หายไปพร้อมทิฐิอันโง่เง่า กว่าเธอจะรู้ตัวก็เสียรักแท้จากบิดาไปตลอดกาล

เพื่อจะชดเชยให้บิดาและตนเอง พราวจันทร์ตั้งใจอย่างแรงกล้าว่าจะใช้ความรักของตนสานต่อความรักของเขาโดยมีงานที่บิดาทำค้างไว้เป็นสายใยเชื่อมโยง นี่คืองานในฝัน เธอจะไม่ยอมเสียไป เธอจะเป็นภัณฑารักษ์ที่ดีที่สุดเพื่อให้บิดาภูมิใจ

พราวจันทร์สรุปกับตัวเองขณะที่เสียงหนึ่งดังแว่วมากลบเสียงเพลงจากเครื่องเสียงในรถ

“พี่ตุลย์หล่อเนอะ”

การทอดถอนใจของน้องสาวทำให้พราวจันทร์หันไปมองและเห็นสีหน้าเคลิบเคลิ้มของตะวันฉาย

“ถึงหนูจะรักเฮียหวัง แอบคลั่งพี่มาร์ค ต้วน แต่หนูก็รักพี่ตุลย์ที่สุดค่ะ”

พราวจันทร์แอบติดตามแฟนเพจของตะวันฉายมานานแล้ว รู้ว่าเจ้าตัวคลั่งไคล้นักร้องเชื้อสายจีนทั้งสองในวงบอยแบนด์เกาหลี แต่ไม่คิดว่าเธอจะเป็นไปได้ขนาดนี้

“พี่หายโกรธหนูแล้วใช่มั้ย” น้ำเสียงของตะวันฉายเคร่งขรึมลง

“โกรธอะไร”

“เรื่องเมื่อวานไงคะ…ในร้านอาหาร”

“มันผ่านไปแล้ว ถ้าเธอไม่ทำอีก พี่ก็ไม่โกรธหรอก”

“หนูสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรที่เป็นการทรยศหักหลังพี่จันทร์เด็ดขาด…สาบานเลยก็ได้ค่ะ ถ้าหนูทรยศต่อพี่จันทร์ ขอให้หนู…”

“เดี๋ยวๆ หยุดพูดเลยนะ! เธอไม่ต้องสาบานหรอก แค่สัญญากับพี่ แล้วทำให้ได้ก็พอ”

“จริงเหรอคะ” ตะวันฉายถามอย่างไม่มั่นใจ

“จริงสิ” พราวจันทร์ผงกศีรษะ

“ถ้างั้นหนูสัญญาค่ะว่าจะไม่ทรยศหักหลังพี่จันทร์ หนูจะทำให้ดูว่าหนูเป็นคนที่พี่เชื่อถือและไว้ใจได้เสมอและตลอดไป” ตะวันฉายให้คำมั่นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“อืม พี่เชื่อ”

“ขอบคุณค่ะ พี่จันทร์ของหนูน่ารักที่สุดเลย” ตะวันฉายยิ้มกว้าง โผกอดเธอแรงๆ

“โอ๊ย พอๆ รถคันหน้าเขาไปแล้ว” พราวจันทร์แสร้งบอกทั้งที่ความจริงแล้วรถยังเคลื่อนตัวช้าๆ ไปข้างหน้าแค่ไม่กี่เมตร แล้วหยุดนิ่ง ตะวันฉายเลื่อนรถไปต่อท้ายคันหน้า ก่อนจะหันมาหาพี่สาวอีกครั้ง

“หนูมีเรื่องจะขอร้อง พี่ทำให้หนูได้มั้ย”

“เรื่องอะไร”

“เรื่องพี่ตุลย์ไงคะ พี่ต้องช่วยหนูนะ” ตะวันฉายจับมือเธอ

“เธอบอกมาก่อนสิว่าเรื่องอะไร”

สีเลือดฝาดแดงระเรื่อแผ่ซ่านไปทั่ววงหน้าของน้องสาว ตะวันฉายบิดมือ อายม้วนต้วนพร้อมกับสารภาพเสียงอ้อมแอ้ม

“หนู…ชอบพี่ตุลย์ ชอบมาตั้งแต่เด็กแล้ว เขาเป็นรักแรกของหนู  แล้ว…หนูก็อยากให้เขาเป็นรักสุดท้ายด้วย”

สีหน้าเหวอๆ ของพราวจันทร์คงบอกอะไรน้องสาวมากมาย

“ถ้าพี่ไม่เชื่อก็ดูหลักฐานนี่ค่ะ”

ตะวันฉายหยิบตุ๊กตาสองตัวที่วางอยู่ตรงคอนโซลรถมาอวด พราวจันทร์สังเกตเห็นพวกมันมาตั้งแต่ตอนขึ้นรถใหม่ๆ เพราะรูปร่างหน้าตาช่างน่าขัน มันถูกเย็บจากผ้าสักหลาด ใบหน้าใหญ่กว่าลำตัวป้อมๆ แขนขาสั้น ซ้ำยังไม่เท่ากันอีกต่างหาก ตัวผู้ชายสวมชุดโจรสลัดสีแดงสลับขาว โพกผ้าบนหัวและคาดผ้าปิดตาสีดำ เหลือเพียงดวงตากลมใหญ่เบี้ยวๆ บูดๆ และรอยยิ้มกว้างอวดฟันหลอ ส่วนตัวผู้หญิงนั้นสวมเดรสสีแดง มีปีกนางฟ้า ซึ่งไม่เข้ากับใบหน้าตลกๆ และหางเปียสีส้มสองข้างซึ่งชี้โด่ชี้เด่ ดวงตาทั้งสองใหญ่เกือบครึ่งหน้า ขนาดก็ไม่เท่ากัน จมูกกับปากเดินด้วยเส้นด้ายอย่างหยาบๆ ทั้งยังมีกระเต็มหน้า แต่ตะวันฉายดูภูมิใจมาก

“หลานของพี่จันทร์ค่ะ ไตตั้นกับติ๊ต่าง น่ารักมั้ยคะ สวัสดีคุณป้าสิคะลูก”   ตะวันฉายกดหัวตุ๊กตาลง “ลูกของหนูกับพี่ตุลย์ในอนาคตไง พ่อ ต. เต่า แม่ก็ ต. เต่า ลูกๆ เลยต้องดับเบิ้ลเต่า หนูซ้อมเรียกชื่อมาหลายปีแล้ว”

พราวจันทร์ไม่รู้ว่าควรขบขันหรือน้อยเนื้อต่ำใจที่ถูกตะวันฉายแย่งพี่ชายแสนดีไป

“อุ๊ย รถไปแล้ว ฝากพี่เลี้ยงหลานก่อนนะคะ” น้องสาวยัดตุ๊กตาใส่มือพราวจันทร์ แล้วหันไปขับรถ “พี่จันทร์เข้าใจแล้วใช่มั้ยคะว่าพี่ตุลย์สำคัญต่อหนูมากแค่ไหน พี่ต้องช่วยหนูนะ หลานๆ จะได้เกิดมาลืมตาดูโลก หนูจะไม่ลืมพระคุณนี้เลย จะยกให้พี่เป็นแม่ทูนหัวของหลานๆ”

พราวจันทร์ควรจะขำ แต่ไม่รู้เหตุใดในโพรงอกจึงพลันอึดอัด หญิงสาวปัดความรู้สึกนั้นออกไป

“เธอจะให้พี่ช่วยอะไร”

“ช่วยทำยังไงก็ได้ให้หนูกับพี่ตุลย์ได้แต่งงานกัน”

“คุณตุลย์เขาไม่ได้ชอบเธอเหมือนกันหรอกเหรอ”

“ถ้าเขาชอบก็ดีสิคะ แต่เขาไม่เคยสนใจหนูเลย”

“อ้าว แล้วพี่จะช่วยยังไง ความรักเป็นเรื่องของคนสองคนคือเธอกับเขาไม่ใช่เหรอ”

“มันก็ใช่ แต่หนูไม่รบกวนพี่มากนักหรอกค่ะ แค่เรื่องง่ายๆ พี่ช่วยดูให้หนูหน่อยได้มั้ยคะว่ามีใครมายุ่งกับเขาบ้าง และถ้ามีก็ช่วยกันยายพวกนั้นออกไป หนูจะได้ไม่มีคู่แข่ง”

“นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะ”

“แต่พี่จันทร์จะได้ทำงานใกล้ๆ พี่ตุลย์นะคะ พี่เป็นคนเก่ง สวย ฉลาด พี่ต้องทำได้ หนูเชื่อในตัวพี่จันทร์…นะคะ ช่วยหนูหน่อยเถอะนะคะ” ตะวันฉายออดอ้อน

“พี่ไม่ถนัดเป็นกันชนของใครหรอกนะ อีกอย่าง…พี่ทำงานที่บ้านเจริญกรุง แต่คุณตุลย์ทำงานอยู่สำนักงานใหญ่ไม่ใช่เหรอ พี่จะไปเจอเขาได้ยังไง”

“พ่อเคยบอกว่าพี่ตุลย์ไปที่นั่นเกือบทุกวัน ไม่เช้าก็เย็น บางทีเขาก็ค้างในเรือนเล็กด้านหลัง พี่ตุลย์ทำห้องเอาไว้”

เธอจะต้องเจอตุนทรัพย์บ่อยๆ หรือ…พราวจันทร์ยกมือขึ้นมากัดเล็บ เธอไม่พร้อมจะเผชิญหน้าเขา

“เอาอย่างนี้ก็ได้ค่ะ พี่จันทร์ไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากมาบอกหนูว่ามีใครมายุ่งกับพี่ตุลย์บ้าง ที่เหลือตะวันจะจัดการเอง” ตะวันฉายชูกำปั้นขึ้นมา

“ถึงกับต้องจัดการเลยเหรอ แปลว่าคุณตุนทรัพย์คงเจ้าชู้มากสินะ”

พราวจันทร์ถามเพราะเกลียดผู้ชายหลายใจแบบที่บิดาเคยเป็น สมควรแล้วหรือที่ตะวันฉายจะทุ่มหัวใจให้ผู้ชายซึ่งพร้อมจะทิ้งเธอไปหาหญิงอื่นตลอดเวลา

“เป็นธรรมดาของผู้ชายไม่ใช่เหรอคะ โดยเฉพาะคนที่เพอร์เฟ็กต์อย่างพี่ตุลย์” น้ำเสียงของน้องสาวติดจะลังเล

“ความเจ้าชู้ไม่ควรเป็นเรื่องธรรมดา เพราะมันเล่นกับจิตใจคน” พราวจันทร์แย้งเสียงกร้าว

“หนูขอโทษนะคะที่เอาเรื่ิองความเจ้าชู้มาพูด หนูก็ไม่ชอบที่พ่อเคยเป็นอย่างนั้น พ่อเองก็เสียใจ” ตะวันฉายละสายตาจากท้องถนน วางมือข้างที่ไม่จับพวงมาลัยลงบนแขนของพราวจันทร์

“ไม่เป็นไร” พราวจันทร์พึมพำ เบือนหน้าออกไปนอกถนน

“พี่จันทร์สบายใจได้ พี่ตุลย์ไม่เหมือนพ่อเราหรอกค่ะ มีแต่ผู้หญิงมาทอดสะพานให้ ถ้าเขาจะคบใครเป็นตัวเป็นตนก็คงมีแต่ยายอากิโกะเท่านั้นแหละ แต่ก็เลิกไปนานแล้ว”

“อากิโกะ…” พราวจันทร์หันหน้ากลับมาหาน้อง

“แฟนพี่ตุลย์ตอนอยู่เมืองนอกค่ะ เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นฝรั่งเศส เลิกกันไปนานแล้ว ตอนนี้อยู่ญี่ปุ่นมั้ง เมื่อก่อนเขาเคยมาเมืองไทยบ่อยๆ สองปีที่ผ่านมาไม่เห็นจะมาแฮะ ซึ่งก็ดีแล้วละ” ตะวันฉายย่นจมูก

“คุณตุลย์ทรัพย์อาจจะบินไปหาก็ได้นี่”

“หนูว่าไม่นะ”

“เธอจะรู้ได้ยังไง”

“พ่อบอกค่ะ ตะวันถามแล้วถามอีก พ่อก็ยืนยันเหมือนเดิมว่าเขาเลิกกันแล้วแน่นอน”

“พ่อรู้ได้ยังไง” ปลายเสียงของพราวจันทร์สั่นสะท้านเล็กน้อยเมื่อหญิงสาวตระหนักว่าบิดากับตะวันฉายสนิทสนมกันมากทีเดียว ตรงข้ามกับเธอที่ไม่คุ้นเคยกับบิดา และไม่อาจปรับทุกข์ใดๆ กับมารดา

“พ่อสนิทกับพี่ตุลย์จะตาย หนูได้ยินมาว่าตอนพี่ตุลย์เด็กๆ เขาติดพ่อเรามากกว่าเจ้าสัวอีก เพราะเจ้าสัวท่านดุมาก พวกพ่อกับลูกชายก็มักจะมีปัญหากันอย่างนี้แหละ พี่ตุลย์บอกตะวันในงานของพ่อว่า เขาเองก็รู้สึกเหมือนสูญเสียพ่ออีกคนหนึ่งไป”

คนเล่าเสียงสั่นเครือ คนฟังก็เจ็บร้าวในหัวใจ แต่จู่ๆ คำถามหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว

“ตะวันเคยเห็นรูปของพี่ในอัลบัมพ่อใช่มั้ย รู้มั้ยว่าใครเป็นคนถ่าย คุณตุลย์รึเปล่า”

“เอ…ตะวันก็ไม่แน่ใจ แต่พี่ตุลย์งานยุ่งจะตาย เขาไม่น่ามีเวลาไปลำพูนเพียงเพื่อจะถ่ายรูปมาให้พ่อหรอกนะคะ คงเป็นคนอื่นมากกว่า”

พราวจันทร์ขบปากด้วยความผิดหวัง รถยังแล่นต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งติดไฟแดงอีกครั้ง

“ตกลงว่าพี่จันทร์จะช่วยหนูเรื่องพี่ตุลย์มั้ยคะ” น้องสาวจับมือเธอพร้อมกับกระพือขนตาปริบๆ อย่างเว้าวอน

พราวจันทร์นิ่งงัน ไม่อยากข้องเกี่ยวกับเรื่องไร้สาระเช่นนี้ หัวใจคนบังคับกันได้ด้วยหรือ ที่สำคัญเธอไม่ต้องการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ใดๆ กับตุนทรัพย์ เธอจะตั้งใจเพียงแค่ทำงานให้สุดฝีมือ ไม่มีเวลาช่วยใครอยู่แล้ว

“นะคะพี่จันทร์ หนูขอร้อง”

สีหน้าออดอ้อนของตะวันฉายทำให้พราวจันทร์จำใจพยักหน้าอย่างขอไปที แต่ไม่คิดจะทำอะไรมากไปกว่านั้น

วันหนึ่งตะวันฉายจะรู้เองว่าความรักระหว่างหนุ่มสาวเป็นเรื่องไร้ค่า นำมาแต่ความเสียใจ สู้เอาเวลาอันมีค่าไปทุ่มให้แก่งานจะดีกว่า

แต่ไม่ว่าอย่างไร พราวจันทร์ก็สลักไว้ในใจแล้วว่า ตุนทรัพย์เป็นชายในฝันของตะวันฉาย เขาคือของต้องห้ามสำหรับเธอ

 

*********

Don`t copy text!