พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 12 : ลับเฉพาะคนคุ้นเคย

พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 12 : ลับเฉพาะคนคุ้นเคย

โดย :

พราวจันทร์ตะวันฉาย เรื่องราวของพราวจันทร์ ผู้หญิงเชยๆ ที่มีฝันอยากเป็นคิวเรเตอร์มือหนึ่งแต่ไม่กล้าไขว้คว้าจนตะวันฉาย น้องสาวต่างมารดาเข้ามาในชีวิต…พระจันทร์กับดวงตะวันไม่เคยอยู่คู่ฟ้าในเวลาเดียวกัน แล้วทั้งคู่จะอยู่ร่วมกันได้ไหม นวนิยายแนวโรแมนติกคอเมดี้ โดย แพรณัฐ…นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-12-

 

ตุนทรัพย์ยื่นมือมาช่วยดึงพราวจันทร์ให้กลับขึ้นมายืนบนพื้นดิน ชายหนุ่มถือวิสาสะจูงมือเธอออกไปไกลจากปากหลุมหลบภัยเสียหลายเมตร โดยมีมยุเรศมองตามด้วยดวงตาลุกโพลง

สิ่งที่ตะวันฉายคาดการณ์ไว้เกิดขึ้นจริงๆ แต่พราวจันทร์ไม่คิดว่าจะรวดเร็วขนาดนี้

“สวัสดีค่ะพี่ตุลย์ นกยูงตามหาพี่ตุลย์อยู่ตั้งนานแน่ะ ลงไปทำอะไรในนั้นคะ น่ากลัวจะตาย”

“ลงไปรำลึกความหลังครับ นกยูงมาหาพี่ มีธุระอะไรรึเปล่า”

“นกยูงเพิ่งทำเค้กมะตูมเสร็จใหม่ๆ อยากให้พี่ตุลย์กับคุณแม่ได้ชิม จำได้ว่าคุณแม่ชอบเค้กมะตูมมาก กล่องนี้ของท่าน แล้วนี่ของพี่ตุลย์ค่ะ”

มยุเรศยื่นขนมเค้กให้ชายหนุ่ม พราวจันทร์ซึ่งยืนอยู่ติดกันชำเลืองมองโดยอัตโนมัติ เธอย่นหัวคิ้วเมื่อเห็นกล่องฟรอยด์สีเงิน ปิดฝาพลาสติกใส ข้างในมีเค้กที่ตกแต่งด้วยมะตูมเชื่อมซึ่งถูกตัดเป็นรูปดาวห้าดวงอย่างมีเอกลักษณ์ ดูคุ้นๆ เหมือนเค้กซึ่งพราวจันทร์เห็นมยุเรศซื้อมาจากร้านอาหารที่พวกเธอเคยพบกัน ผิดกันตรงที่เค้กในกล่องนี้ไม่มีป้ายชื่อร้านติดอยู่

“นกยูงจำได้ว่าพี่ตุลย์ไม่ชอบของหวาน เลยไม่ทำให้หวานเกินไปค่ะ ทานกับกาแฟดำเข้มๆ รับรองว่าอร่อย”

ถ้าจำไม่ผิด วันนั้นพราวจันทร์ได้ยินสมใจสั่งเค้กมะตูมกลับบ้านสองกล่องไม่ใช่หรือ หญิงสาวปัดความคิดชั่วร้ายในหัวออกไป คงไม่มีใครบ้าซื้อขนมให้คนอื่นโดยโกหกว่าทำเองกับมือหรอกน่า…ภัณฑารักษ์สาวขยับกาย ตั้งใจปลีกตัวออกไปเงียบๆ

“เดี๋ยวสิจันทร์ อยู่กับพี่ก่อน” ตุนทรัพย์จับข้อศอกเธอไว้

“ใครคะเนี่ย นกยูงไม่เคยเห็น” มยุเรศมองความสนิทสนมของทั้งคู่ด้วยดวงตาวาบปลาบ

“พี่กำลังจะแนะนำพอดี นี่คุณพราวจันทร์ครับ พี่สาวของตะวันฉาย เธอเป็นคิวเรเตอร์อีกคนของพิพิธภัณฑ์บ้านนับทรัพย์มหาศาล…จันทร์จ๊ะ นี่คุณนกยูง ลูกค้าของเรา”

“แหม แนะนำเสียเป็นทางการเชียวค่ะ ลูกค้าอะไรกันคะ คนกันเองแท้ๆ สวัสดีค่ะ คุณนกยูงขอเรียกคุณจันทร์ตามพี่ตุลย์ก็แล้วกัน เสียใจเรื่องพ่อของคุณด้วยนะคะ”

“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวขยับแขนออกจากการเกาะกุมของชายหนุ่ม

“คุณนกยูงเคยเจอคุณเจตน์บ่อยๆ เวลามาที่นี่ พี่ตุลย์ชื่นชมแกมาก คุณนกยูงเลยพลอยนับถือไปด้วย เสียดายที่ไปงานศพไม่ได้ ติดที่ต้องไปต่างประเทศพอดีน่ะค่ะ เลยได้แต่ส่งใจฝากพี่ตุลย์ไป พี่ตุลย์บอกซันไชน์ให้แล้วใช่มั้ยคะ” มยุเรศเอียงคอมองชายหนุ่ม

“ครับ” การพูดถึงเจตน์ทำให้ใบหน้าของตุนทรัพย์หม่นลง

“แย่จังนะคะ คนดีๆ ต้องมาด่วนตายไปเสียก่อน แต่แกก็ไปสบายแล้วค่ะ ไม่ต้องทรมานอีกแล้ว” มยุเรศแตะแขนเขาอย่างปลอบโยน

 

“แหวะ! ยายนกยูงผีน่ะเหรอจะมาเสียใจเรื่องพ่อเรา แค่หางตายังไม่แลเลย”

ตะวันฉายกระแทกเสียงตามอารมณ์หงุดหงิด ทว่าปลายนิ้วที่นวดวนบนผิวหน้าของพี่สาวยังนุ่มนวลชวนให้สบายสมกับเป็นมืออาชีพ กลิ่นของโคลนมาสก์หน้าผสมน้ำมันบำรุงผิวหอมระรื่นจนพราวจันทร์รู้สึกผ่อนคลาย เธอเริ่มเห็นด้วยกับตะวันฉายว่าการบำรุงผิวด้วยวิธีนี้เป็นเสมือนการให้รางวัลแก่ร่างกายที่เหนื่อยล้ามาตลอดวัน

น้องสาวต่างบิดาแทบไม่ยอมให้เธออยู่ตามลำพัง เจ้าหล่อนเกาะเธอแจเมื่ออยู่ที่บ้าน เสนอตัวสอนแต่งหน้า คะยั้นคะยอให้ลองเครื่องประทินผิวสารพัดชนิด ดังเช่นในตอนนี้

“พี่จันทร์ทำยังไงต่อคะหลังจากที่ยายนั่นพูดเรื่องพ่อเรา”

“พี่ก็แค่ขอบใจเขา แล้วก็ขอตัวเดินออกไปทำงานต่อน่ะสิ”

“ว้า อย่างนี้พี่ก็ไม่ได้ยินน่ะสิคะว่ายายนั่นออเซาะพี่ตุลย์ว่าอะไรบ้าง”

“ได้ยินนิดหน่อยจ้ะ เพราะพวกเขาเดินตามหลังพี่มา แค่อะไร…แฟชั่นวีกๆ นี่แหละ”

“อ๋อ ยายนั่นคงอวดว่าแบรนด์ที่นางนำเข้าได้โชว์ในแฟชั่นวีกน่ะค่ะ หนูก็ต้องไปแต่งหน้าในงานนั้นเหมือนกัน ที่จริงยายนกยูงผีไม่อยากให้หนูไปแตะต้องโชว์ของนางให้แปดเปื้อนหรอกนะคะ แต่เสียใจด้วยนะ หุ้นส่วนของนางชอบหนู”

ตะวันฉายขยายความอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องว่ามยุเรศกับหุ้นส่วนทางธุรกิจบางรายมีปัญหาขัดแย้งกันเป็นประจำจนเป็นที่กล่าวขานในหมู่ ‘คนวงใน’ พราวจันทร์ทึ่งในความรอบรู้เรื่องคนอื่นของตะวันฉายเสมอมา แต่สิ่งที่หญิงสาวไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้ก็คือเรื่องตัวเธอเอง

พราวจันทร์พยายามหลีกเลี่ยงน้องสาว ขณะที่ตะวันฉายเพียรหาทางสานสัมพันธ์ด้วย ตะวันฉายมักมาหาเรื่องชวนคุย แม้พราวจันทร์ไม่ค่อยพูด เจ้าหล่อนก็เล่าเรื่องตัวเองให้ฟังแทนสลับกับตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของพี่สาว บ้างก็บ่นว่าทำไมตุนทรัพย์จึงงานยุ่งนักจนไม่ค่อยมีเวลาคุยกับเธอเหมือนก่อนบิดาจะเสีย

ตะวันฉายเงียบไปเพราะหันมาละเลงโคลนลาวาบนผิวตัวเองบ้าง พราวจันทร์กลั้นยิ้มเมื่อเห็นใบหน้าดำๆ ของน้องสาว จังหวะเดียวกับที่อีกฝ่ายหันมาพอดี

“พี่ขำหน้าดำๆ ของเราสองคนใช่มั้ยคะ พี่จันทร์รู้มั้ยว่าหนูฝันอยากทำอย่างนี้กับพี่มาตลอดเลย” คนเป็นน้องลงมานอนบนที่นอนข้างๆ พร้อมกับเอากระจกมาส่องใบหน้าของเธอทั้งคู่

“ทาหน้าดำไปด้วยกันเนี่ยเหรอ”

“ใช่ค่ะ จะพอกโคลนหรือมาสก์หน้าด้วยวิธีไหนก็ได้ หนูว่ามันเป็นสิ่งที่เราควรทำเฉพาะกับคนที่สนิทมากๆ เท่านั้น ในชีวิตหนูอาจจะเคยมาสก์หน้าออกสื่ออยู่บ้าง แต่ก็น้อยกว่าคนอื่นๆ เพราะหนูว่าโคลนกับหน้ากากทำให้เราดูไม่สวย หนูขอเลือกไม่สวยต่อหน้าคนแค่ไม่กี่คนที่หนูสบายใจจะให้เขาเห็นทุกมุมของเราก็พอ พี่ก็เป็นหนึ่งในนั้นนะคะ”

“ขอบใจ” พราวจันทร์ยิ้มให้เงาของน้องสาวที่มองตอบมาในกระจก

“พี่เคยมาสก์หน้ากับใครบ้างรึเปล่า” ตะวันฉายวางกระจกลง ผินหน้ามามองพี่สาวตรงๆ

“ที่จริงก็เคยนะ…กับตาณ…หลังแม่พี่เสียได้สักพัก ตาณอยากให้พี่ออกไปเปิดหูเปิดตาให้สบายใจขึ้นบ้างก็เลยพาไปแม่ฮ่องสอน เราไปเที่ยวบ่อน้ำพุร้อน เขาชวนพี่ให้ลองพอกหน้าด้วยโคลนด้วยกัน เราขำกันจะตาย ถ่ายรูปเอาไว้ด้วย” พราวจันทร์อมยิ้ม นั่นเป็นรูปคู่หนึ่งในไม่กี่รูปที่มี

“ดีจังที่พี่จันทร์มีเพื่อนให้ทำกิจกรรมลับๆ ด้วยกันได้อย่างนี้ หนูอยากเจอพี่ตาลบ้างแล้วละ”

“พูดถึงตาณ…พี่มีเรื่องจะบอกตะวันพอดี ตาณจะกลับเมืองไทยแล้วละ”

“ว้าว! ดีจังเลยค่ะ หนูได้เจอเขามั้ยคะ”

“ได้เจอแน่ เขาจะมาทำงานที่กรุงเทพฯ นี่แหละ ตะวันจะว่าอะไรมั้ยถ้าพี่จะขอให้เขามาค้างที่บ้านเราสักสองสามวันจนกว่าเขาจะหาที่พักของตัวเองได้”

“โธ่ หนูจะว่าพี่ได้ยังไงล่ะคะ หนูอยากเจอเขาจะตาย เราสามคนจะได้มานอนมาสก์หน้าด้วยกันตามประสาสาวสวยโสด ถ้าพี่ลูกตาลยังหาบ้านไม่ได้ พี่จันทร์ก็ให้เขาอยู่ที่นี่ไปเลยก็ได้นะ มันเป็นบ้านพี่เหมือนกัน พี่อยากทำอะไรก็เชิญตามสบายเลย”

“แต่ว่าตาณเป็นผู้ชายนะตะวัน ไม่ใช่ผู้หญิง”

“ผู้ชาย! นี่หนูเข้าใจผิดมาตลอดเลยเหรอคะ เขาเป็นเพื่อนหรือแฟนกันแน่คะพี่”

“เพื่อนสิ” พราวจันทร์เน้นเสียง “พี่กับตาณเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เรียนอนุบาล เราสนิทกันจนรู้ไส้รู้พุงหมดแล้ว”

“แต่เขาจะมาค้างที่นี่เหรอคะ พ่อเคยเตือนว่าผู้ชายหน้าไหนก็ไว้ใจไม่ได้ อย่าพามาค้างอ้างแรมด้วย อันตราย”

“แม่พี่ก็ห้ามจ้ะ แต่ตาณเป็นขอยกเว้น ตอนแม่ตาย เขานี่แหละที่คอยมาอยู่เป็นเพื่อน เอวียังเคยมาค้างบ้านตะวันเลยไม่ใช่เหรอ”

“เอวีไม่เหมือนใครนี่คะ เขาเป็นคนที่เชื่อใจได้ และเป็นคนที่ตะวันไว้ใจที่สุดในชีวิต”

“ตาณก็เหมือนเอวีนั่นแหละ”

“จริงเหรอ เหมือนกันเลยเหรอคะ”

“จ้ะ  เขาเป็นคนที่พี่ไว้ใจที่สุดในชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับตาณคือเพื่อนรักกัน ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”

ตะวันฉายนิ่วหน้าอย่างครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งทีเดียว ก่อนที่เจ้าหล่อนจะสบตาเธอพร้อมกับยิ้มพรายแปลกๆ แล้วพยักหน้า

“อา…หนูเข้าใจแล้ว พี่ลูกตาลเป็นเพื่อนที่พี่จันทร์ยอมพอกโคลนด้วยเหมือนที่หนูกับเอวีมาสก์หน้าด้วยกัน หนูไม่มีปัญหาถ้าพี่เขาจะมาค้างที่นี่ค่ะ หนูจะนับวันรออย่างใจจดใจจ่อเลยละ!”

 

ในระหว่างที่ตาณยังไม่มา พราวจันทร์ก็ได้มาศึกษาดูงานที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทโดยบุคคลซึ่งเธอติดต่อด้วยไม่ใช่เลขานุการของตุนทรัพย์ แต่เป็นตัวเขาเอง

ชายหนุ่มโทร. มาหาเธอ หญิงสาวเกรงว่าตะวันฉายจะเข้าใจผิด เธอจึงบอกน้องสาวไว้ก่อนแม้ตุนทรัพย์ไม่ได้พูดคุยเกินเลยไปกว่าพี่น้องที่เคยสนิทกันในวัยเด็ก ตะวันฉายไม่มีท่าทีว่าไม่พอใจ เจ้าหล่อนสนใจเพียงเรื่องของมยุเรศ

เช้านี้ตะวันฉายส่งพี่สาวขึ้นรถไฟฟ้ามายังสำนักงานใหญ่ของบริษัทเนื่องจากการเดินทางสะดวกกว่าสำหรับคนซึ่งไม่คุ้นชินกับการจราจรอันจอแจในย่านนี้ ตึกสำนักงานอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ตะวันฉายยืนยันว่าหากเป็นตนเองก็จะเลือกการเดินทางด้วยวิธีดังกล่าว

พราวจันทร์เชื่อน้องสาว เธอไม่ชอบรถไฟฟ้าอันแออัดราวกับปลาในอาหารกระป๋อง แต่ก็ดีกว่าการขับรถ ยิ่งเมื่อถึงที่หมายและมองออกไปนอกถนนซึ่งรถแทบไม่ขยับ หญิงสาวก็ยิ่งขอบคุณตะวันฉาย

ผู้เป็นน้องส่งข้อความมาถามพราวจันทร์ระยะ กลัวเธอหลงทาง และบ่นอุบที่ติดงานจนถึงค่ำ ไม่สามารถไปรับพราวจันทร์ที่สถานีรถไฟฟ้าใกล้บ้านตอนขากลับได้

พราวจันทร์เข้ามาในอาคารสูงทันสมัยซึ่งตั้งอยู่ใจกลางความวุ่นวายของเมืองกรุง คนที่มารอรับเธอคือเลขานุการของตุนทรัพย์และพนักงานระดับบริหารซึ่งเล่าว่าเจตน์ช่วยเหลือเขามากมายตอนที่เข้ามาทำงานใหม่ๆ เขาเป็นคนพาพราวจันทร์เดินชมบริษัทและให้ข้อมูล

หญิงสาวเห็นความเจริญเติบโตของบริษัท ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการที่ผู้ก่อตั้งดั้งเดิมอย่างที่บรรพบุรุษของตุนทรัพย์ได้วางแนวทางไว้ เธอเห็นภาพชัดขึ้นว่าจะถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ในพิพิธภัณฑ์อย่างไร

บ้านนับทรัพย์มหาศาลไม่ได้มีคุณค่าเพียงแค่ทางศิลปะวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ และการแพทย์แผนจีนในอดีตเท่านั้น แต่ยังให้ความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจ และแสดงตัวอย่างของการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า

พราวจันทร์จดรายละเอียดลงในสมุด การศึกษาดูงานวันแรกสิ้นสุดลงในเวลาเกือบหกโมงเย็น วิทยากรจำเป็นพาหญิงสาวไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปพบตุนทรัพย์ เลขานุการแจ้งว่าเขาเพิ่งประชุมเสร็จ รอเธออยู่ในห้องทำงาน

ลิฟต์ซึ่งขึ้นไปชั้นบนสุดมีผู้ใช้บริการน้อยกว่าขาลง แต่ก็หยุดรับคนเป็นระยะ พราวจันทร์ยืนอยู่กับวิทยากรกิติมศักดิ์ของเธอ เขาทักผู้เข้ามาใหม่คนล่าสุดซึ่งเป็นชายอายุประมาณสี่สิบเศษ

“พนักงานใหม่เหรอพี่”

“ใช่ คิวเรเตอร์คนใหม่ของพิพิธภัณฑ์ ลูกสาวพี่เจตน์ไง ชื่อคุณจันทร์ รู้จักกันไว้สิ”

“เอ๊ะ! ลูกคุณเจตน์…” เขาคนนั้นขมวดคิ้ว มองหญิงสาวด้วยสายตาแปลกๆ

พราวจันทร์กระพุ่มมือไหว้ แต่ไม่มีเวลาคิดหาคำตอบ เพราะลิฟต์ขึ้นไปถึงจุดหมายปลายทางเสียก่อน ประตูเปิดออก ตุนทรัพย์ยืนรออยู่เบื้องหน้าแล้ว

 

*********

Don`t copy text!