พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 13 : เรามองพระจันทร์ดวงเดียวกัน

พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 13 : เรามองพระจันทร์ดวงเดียวกัน

โดย :

พราวจันทร์ตะวันฉาย เรื่องราวของพราวจันทร์ ผู้หญิงเชยๆ ที่มีฝันอยากเป็นคิวเรเตอร์มือหนึ่งแต่ไม่กล้าไขว้คว้าจนตะวันฉาย น้องสาวต่างมารดาเข้ามาในชีวิต…พระจันทร์กับดวงตะวันไม่เคยอยู่คู่ฟ้าในเวลาเดียวกัน แล้วทั้งคู่จะอยู่ร่วมกันได้ไหม นวนิยายแนวโรแมนติกคอเมดี้ โดย แพรณัฐ…นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-13-

 

ตกลงพราวจันทร์ก็ยังไม่รู้ว่าผู้ชายซึ่งเธอเจอในลิฟต์เป็นใคร ไยเขาจึงมีท่าทางประหลาดเมื่อทราบว่าตนเป็นบุตรสาวของเจตน์

เขาคงไม่รู้กระมังว่าบิดาแต่งงานสองหน มีบุตรีสองคนจากการสมรสแต่ละครั้ง เขาอาจรู้จักแค่ตะวันฉายเช่นเดียวกับพนักงานหลายคนซึ่งพราวจันทร์พบในวันนี้ เพียงแค่คนเหล่านั้นมีมารยาทมากพอที่จะไม่แสดงความกังขาออกมาอย่างชัดเจน

หญิงสาวน้อยใจอยู่ลึกๆ เธอเกิดก่อนตะวันฉาย แต่กลับเป็นเสมือนบุตรลับๆ ซึ่งได้รับการเปิดเผยทีหลังจนเหมือนคนนอกที่ไม่มีใครรู้จัก หญิงสาวไม่คิดโทษใคร นอกจากตัวเธอเองที่ปฏิเสธบิดามาตลอด

“เหนื่อยเหรอครับ” ตุนทรัพย์ยิ้มอ่อนโยนมาจากที่นั่งซึ่งอยู่ตรงกันข้าม

ชายหนุ่มลงลิฟต์มาพร้อมพราวจันทร์ พาเธอมารับประทานอาหารเย็นบนดาดฟ้าของร้านอาหารจีนสไตล์โมเดิร์นไชนีส ไม่ไกลจากบริษัท พนักงานเสิร์ฟทุกคนรู้จักเขา แขกในร้านโดยเฉพาะสาวๆ ชม้ายตามองชายหนุ่มอย่างหลงใหล พราวจันทร์โล่งใจที่พนักงานพามาที่โต๊ะตรงมุมระเบียง มีความเป็นส่วนตัว และน่าจะเป็นที่ประจำของตุนทรัพย์

ตะวันฉายเป็นห่วงพี่สาวจึงขอร้องให้ชายหนุ่มไปส่งพราวจันทร์ที่บ้าน แน่นอนว่าหญิงสาวปฏิเสธ ทว่าตุนทรัพย์ไม่ยอม เขายืนยันว่าต้องเลี้ยงอาหารต้อนรับการกลับมาของ ‘บัดดี้’ ในวัยเยาว์ โดยอ้างถึงความผูกพันในวันเก่า ความเคารพนับถือที่มีต่อเจตน์ และความกังวลของตะวันฉาย

“ลองชิมก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้สิ รสคล้ายๆ ที่ม้าทำ แต่ของม้าอร่อยกว่า”

ชายหนุ่มตักก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ผัดแบบจีนในน้ำซอสสีดำที่ปรุงรสเปรี้ยวเค็มกลมกล่อม หอมกลิ่นน้ำมันงา

“หมูของม้านุ่มกว่านี้ ตอนเด็กๆ จันทร์เคยชอบไม่ใช่เหรอ ม้าทำแบบไม่ใส่พริกให้พวกเรา”

“พี่ตุลย์จำเก่งจัง จันทร์ลืมไปแล้วค่ะ” หญิงสาวยิ้มแหย

“ความทรงจำดีๆ จะอยู่ในใจเราเสมอ ต่อให้นานแค่ไหนก็ไม่ลืม”

ดวงตาคมกล้าที่ทอดมองมาทำให้เธอรู้สึกประหม่าอย่างไม่มีเหตุผล หญิงสาวหลุบตาต่ำ ตัดเส้นก๋วยเตี๋ยวกับหมูเป็นชิ้นพอคำแก้เก้อ

“พรุ่งนี้เช้าจันทร์ไปโรงงานเองก็ได้นะคะ พี่ตุลย์ไม่ต้องไปรับหรอกค่ะ”

ตลอดสัปดาห์นี้พราวจันทร์จะได้ไปเยี่ยมชมโรงงานเพื่อดูกระบวนการผลิตสินค้าซึ่งสร้างชื่อเสียงให้แก่ฮงและยังเป็นที่นิยมมาจนถึงทุกวันนี้ ตุนทรัพย์จึงอาสาพาเธอไป

“พี่ต้องเข้าโรงงานอยู่แล้ว เราจะเอารถไปหลายคันทำไม ไปด้วยกันนั่นแหละดีแล้ว”

“จันทร์เกรงใจค่ะ อาจจะต้องใช้เวลาในแต่ละโรงงานนาน รบกวนเวลาทำงานของพี่ตุลย์เปล่าๆ”

“งานของจันทร์ก็คืองานของพี่เหมือนกัน เผื่อว่าจันทร์ดูงานแล้วสงสัยอะไรก็จะได้ถามพี่เลยไงล่ะ ไม่มีใครตอบคำถามได้ดีเท่าซีอีโอหรอก เรานั่งรถกันไป คุยกันไป ทุกทีพี่นั่งคนเดียว เหงาจะตาย”

“เหงา พี่ตุลย์ก็คุยกับคุณเก่งสิคะ” หญิงสาวแกล้งเย้า รู้ดีว่าชายหนุ่มไม่เคยไปไหนโดยปราศจากคนขับรถคู่ใจ

“คุยกับไอ้เก่งจะเหมือนคุยกับจันทร์ได้ยังไง เราไม่ได้เจอกันตั้งยี่สิบกว่าปี มีอะไรให้ต้องอัปเดตกันอีกเยอะแยะ” ชายหนุ่มตักผักกวางตุ้งฮ่องเต้ใส่จานเธอ “น่า…ไปด้วยกันนะ พี่ไปรับจันทร์ที่บ้านสักเจ็ดโมง ตกลงมั้ย”

ใครจะปฏิเสธเจ้านายได้ล่ะ หญิงสาวพยักหน้ารับคำ

“ต้องอย่างนี้สิ อะ เอาหอยไปอีกตัวเป็นรางวัล” ชายหนุ่มพูดพลางตักหอยเชลล์ราดซอสเอ็กซ์โตตัวอวบๆ ใส่จานเธอ

“ขอบคุณค่ะ แต่พอแล้วนะคะ พี่ตุลย์จะขุนจันทร์ให้อ้วนกลมเป็นพระจันทร์วันเพ็ญหรือไง” หญิงสาวโอดครวญกับอาหารที่พูนอยู่ในจาน ชายหนุ่มหัวเราะ

“ตอนเด็กๆ น่ะใช่ แก้มกลมเป็นพระจันทร์เต็มดวงเชียวละ แต่ตอนนี้จันทร์ผอมลงจนเป็นพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวเองมั้ง กินได้อีกเยอะ พี่อยากให้จันทร์ไปลองชิมอาหารฝีมือแม่ครัวที่บ้าน จะได้ช่วยกันเลือกเมนูมาทำในร้านของพิพิธภัณฑ์ เอาอาหารเด่นๆ ประจำบ้านที่สืบทอดกันมาในตระกูลมาจัดเป็นเซ็ต พี่นึกออกหลายเมนูแล้วละครับอย่างเช่นก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ของม้า แล้วก็ซุปสมุนไพรสูตรเหล่ากง แต่เผื่อจันทร์จะมีไอเดียอะไรอีก”

“ได้ค่ะ จันทร์มีเพื่อนเป็นเชฟ ถ้าพี่ตุลย์ยังไม่มีที่ปรึกษาในเรื่องนี้ จันทร์จะติดต่อเขาให้ จันทร์คิดไปถึงขนาดว่าเราน่าจะนำเสนออาหารซึ่งไม่มีที่ไหนในโลก ทุกคนต้องมากินที่นี่เท่านั้น แล้วก็อยากจะเอาคอนเทนต์บางอย่างของพิพิธภัณฑ์มาตั้งเป็นชื่ออาหารด้วยค่ะ หรือไม่ก็หากิมมิก  หรือโลโก้ผลิตภัณฑ์ในบริษัท มาใส่ในอาหาร”

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

 

ทั้งคู่ช่วยกันรำลึกถึงอาหารจานเด็ดต่างๆ ที่เคยรับประทานด้วยกัน และสนทนาเรื่องงานกันอีกครู่ใหญ่ แม้ชายหนุ่มจะมีศักดิ์เป็นเจ้านาย แต่ก็ไม่ทำให้เธออึดอัด ตุนทรัพย์มีความรู้เรื่องพิพิธภัณฑ์มากทีเดียว พราวจันทร์สนุกกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเขา

“เพราะจันทร์ทุ่มหัวใจใส่ไปในงานอย่างนี้ ใครๆ ถึงได้ชมกันทั้งนั้น  คุณยอดกับคุณเดียร์บอกว่านอนหลับตอนกลางคืนได้แล้วตั้งแต่มีจันทร์เข้ามา ส่วนพี่ปลาทูก็บอกว่าเบาใจไปเยอะ เพราะเห็นฝีมือจันทร์มาตั้งแต่ที่ลำพูนแล้ว พี่เองก็ขอชม จันทร์เป็นคนเก่ง พี่ภูมิใจในตัวจันทร์”

“ขอบคุณค่ะ” พราวจันทร์เสยผมขึ้นไปทัดหูแก้เขิน

“ถ้าเจ็กเจตน์กับอาพิมพ์อยู่จะต้องภูมิใจในลูกสาวคนนี้เหมือนกัน”

“จันทร์ก็อยากให้เป็นอย่างนั้นค่ะ เสียดายที่เป็นไปไม่ได้” เธอรวบช้อนส้อมอย่างเซื่องซึม

“ท่านคงมองมาจากที่ไหนสักแห่ง”

ตุนทรัพย์ชี้ไปบนท้องฟ้า แสงไฟจากสิ่งปลูกสร้างในเมืองกรุงสว่างเจิดจ้ากลบดวงดารายามราตรี เหลือเพียงดวงจันทร์สีนวลลอยเด่นอยู่กลางผืนนภา

“อาจเป็นบนดวงจันทร์ก็ได้นะคะ พี่ตุลย์รู้มั้ยว่า ตลอดเวลายี่สิบกว่าปีพ่อชอบดูพระจันทร์ และเขียนจดหมายหาจันทร์ไปด้วย…เขียนจนถึงวันท้ายๆ ที่พ่อใกล้จะไป”

“พี่เคยเห็นอยู่เห็นเหมือนกัน” เขารวบช้อนส้อม

“พ่อเล่าเรื่องพิพิธภัณฑ์มาในจดหมายด้วยค่ะ ละเอียดมากถึงขนาดว่าในแต่ละวันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ใครทำอะไร ประชุมเรื่องไหน มีปัญหาอะไรไหม  แก้ไขกันยังไง จันทร์เคยสงสัยนะคะว่าพ่อตั้งใจเขียนละเอียดยิบขนาดนี้เพราะรู้ว่าตะวันจะเอาจดหมายมาให้จันทร์อ่าน แล้วจันทร์ก็จะได้มาทำหน้าที่นี้แทนพ่อ พี่ตุลย์ว่าจันทร์คิดเข้าข้างตัวเองไปมั้ย”

“เจ็กเจตน์รักจันทร์มาก เขาหวังมาตลอดให้จันทร์กลับมา การเสียจันทร์กับอาพิมพ์ไปเป็นเรื่องที่เขาไม่เคยให้อภัยตัวเองเลย”

“จันทร์ก็เพิ่งรู้จากจดหมายเหมือนกันค่ะ แล้วก็ด่าตัวเองทุกวันว่าทิฐิโง่ๆ ทำให้จันทร์ไม่เชื่อในความรักของพ่อ ไม่ยอมให้อภัยท่านในตอนที่ยังมีโอกาส…ไม่ได้บอกรัก…ไม่ได้ขอโทษที่เคยทำไม่ดี…พ่อเสียไปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจันทร์เองก็ไม่เคยไม่รักพ่อ ไม่มีวันไหนที่จันทร์ไม่คิดถึงท่าน…”

หัวตาอันร้อนผ่าวทำให้พราวจันทร์หงุดชะงักด้วยความแปลกใจ เธอเกือบน้ำตาไหลออกมาแล้ว ซ้ำยังพรั่งพรูทุกความอัดอั้นให้ตุนทรัพย์ฟังอย่างที่ไม่เคยทำกับใคร

“ขอโทษนะคะ จันทร์นี่อ่อนแอจริงๆ แย่ที่สุด” เธอขมวดคิ้วและกะพริบตาไล่หยาดน้ำที่เจียนจะหยาดหยดให้คืนกลับไป

“การคิดถึงพ่อแม่ของเราเองไม่ใช่ความอ่อนแอสักหน่อย ถ้าจันทร์ไม่คิดสิ แปลก” เสียงนุ่มทุ้มเต็มไปด้วยความอ่อนโยน

“ขอบคุณค่ะ พ่อไม่ให้อภัยตัวเองที่ทำให้ต้องเสียจันทร์กับแม่ไป จันทร์ก็ให้อภัยตัวเองไม่ได้เหมือนกันที่ไม่ยอมให้อภัยพ่อในเรื่องนั้น”

“เจ็กเจตน์คงไม่อยากให้จันทร์คิดแบบนั้นหรอก”

“ทั้งที่จันทร์ทำตัวเลวร้ายใส่พ่อน่ะหรือคะ” น้ำตารื้นขึ้นมาใหม่

“คนเป็นพ่อแม่ให้อภัยลูกได้เสมอ ม้าพี่บอก”

หญิงสาวส่ายหน้า เธอจะยกโทษให้ตัวเองได้อย่างไร

“ถ้าจันทร์ยังรู้สึกผิด อยากทำอะไรให้เจ็กสบายใจ ก็มาใช้ชีวิตต่อจากนี้ให้มีความสุขที่สุดดีกว่ามั้ย”

หญิงสาวช้อนตามองเขาอย่างไม่แน่ใจ

“ถ้าจันทร์จมอยู่แต่กับความเสียใจ โทษตัวเองจนไม่มีความสุข เจ็กเจตน์จะรู้สึกผิดยิ่งขึ้นไปอีกที่เป็นต้นเหตุให้จันทร์ต้องทุกข์ไปตลอดชีวิต ถ้าพี่เป็นเจ็กก็คงนอนตายตาไม่หลับ”

“จันทร์จะพยายามเชื่อพี่ตุลย์ค่ะ แต่…มันทำยาก” หญิงสาวถอนหายใจ

“ต่อให้ยากแค่ไหน จันทร์ก็ไม่ต้องเผชิญหน้ากับมันคนเดียว พี่จะอยู่ข้างๆ อย่างนี้” ดวงตาพราวระยับสร้างความปั่นป่วนในหัวใจให้หญิงสาวจนเธอต้องเสมองไปทางอื่น

“ขอบคุณค่ะ จันทร์ตั้งใจแล้วค่ะว่าจะทำงานในพิพิธภัณฑ์ให้ดีที่สุด ไม่ให้พ่อผิดหวัง”

“เยี่ยมมากจ้ะ แค่เริ่มต้นจันทร์ก็ทำได้ดีเสียด้วย จันทร์มีความมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ มาตั้งแต่เด็กแล้ว ดูอย่างหลุมหลบภัยของเราสิ มันสูงและน่ากลัวเมื่อเทียบกับเด็กตัวเล็กๆ ที่ยังปีนป่ายไม่คล่อง แต่จันทร์ก็ยอมลงไปด้วยกัน ตอนนั้นพี่ก็แอบลุ้น  พอจันทร์พลาด พี่ถึงได้รับทันไง” ชายหนุ่มยกแขนข้างที่เคยหักขึ้นมาพร้อมกับยิ้มล้อเลียน พราวจันทร์ทำหน้ามุ่ย เขาจึงหัวเราะชอบใจ

“พี่แค่จะบอกว่า ความมุ่งมั่นจะทำให้จันทร์ประสบความสำเร็จ พิพิธภัณฑ์ของเราจะเป็นพิพิธภัณฑ์ในฝันของพี่และของหลายๆ คนด้วยฝีมือของจันทร์ พี่จะอยู่ข้างๆ จันทร์ตรงนี้ เราจะสู้ไปด้วยกัน”

“ขอบคุณที่ไว้ใจจันทร์นะคะ”  เธอยกมือไหว้

“ไม่ต้องมาทำเป็นพิธีรีตองกับพี่หรอก เราเป็นบัดดี้กันนะ” ตุนทรัพย์กุมปลายนิ้วเรียว แล้วเขย่าเบาๆ เขาปล่อยมือก่อนหญิงสาวจะตั้งตัวทัน ชายหนุ่มแหงนหน้าขึ้นไปบนฟ้า คลี่ยิ้ม

“รู้มั้ย ไม่ใช่แค่เจ็กเจตน์หรอกที่ชอบนั่งมองพระจันทร์ พี่ก็เหมือนกัน คงติดมาจากที่เราเคยมองหากระต่ายบนดวงจันทร์ด้วยกันน่ะ จำได้มั้ย”

“คุ้นๆ ค่ะ”

“ดีใจจังที่จันทร์จำได้ สำหรับพี่ ในบรรดาดาวทุกดวง พระจันทร์ให้ความคุ้นเคยที่สุด ไม่ว่าเวลาจะทำให้มันเปลี่ยนเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรม เราก็รู้ว่าพระจันทร์อยู่บนฟ้า…ข้างบนนั้น สังเกตเห็นได้ง่ายๆ มองนานแค่ไหนก็สบายตา และมีแสงนวลๆ  ที่ทำให้สบายใจ”

ชายหนุ่มละสายตาจากท้องฟ้า มาที่เธอ

“พี่ชอบนั่งมองพระจันทร์เงียบๆ คนเดียว ไม่ชอบให้ใครมายุ่ง แต่วันนี้พอมีจันทร์มานั่งดูด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน พระจันทร์ก็สวยกว่าทุกครั้งที่เคยเห็น”

ไม่รู้ว่าตุนทรัพย์หมายถึงพระจันทร์ดวงไหนกันแน่ นัยน์ตาคมส่องประกายเจิดจ้าจนแก้มนวลของคนถูกมองร้อนซู่ พราวจันทร์หลุบตาต่ำ หัวใจหวามไหว

ทันใดนั้น ดวงอาทิตย์ก็สาดแสงแรงกล้าเข้ามาในสามัญสำนึกของหญิงสาว!

บ้าจริง ประสาทตาของเธอเสื่อมไปแล้วหรือไร ตุนทรัพย์ไม่ได้คิดอะไรกับเธอมากไปกว่าพี่ชายกับน้องสาวสักหน่อย เธอย้ำเตือนตัวเอง แสร้งหัวเราะ แล้วมองนาฬิกาข้อมือ

“พี่ตุลย์ไปปากหวานกับสาวๆ คนอื่นเถอะค่ะ สองทุ่มกว่าแล้ว เรากลับกันดีมั้ย จันทร์บอกตะวันไว้ว่าจะกลับไม่ดึก ป่านนี้เขาคงนั่งรอแล้วละ”

“ก็ได้ แต่พี่ขอบอกจันทร์ไว้อย่างหนึ่ง พี่ไม่ได้ปากหวานพร่ำเพรื่อ แล้วก็ไม่เคยชวนผู้หญิงคนไหนมานั่งชมจันทร์ นอกจากผู้หญิงคนนี้คนเดียว”  ตุนทรัพย์ชี้มาทางเธอพร้อมกระตุกยิ้ม

พราวจันทร์อ้าปากค้าง เรียบเรียงประโยคตอบโต้ไม่ออก ชายหนุ่มไม่ทำให้เธอเสียเวลา เขาหันไปเรียกพนักงานเสิร์ฟให้เก็บเงิน

หญิงสาวไม่กล้าแปลความหมายในสิ่งที่เขาพูด ตุนทรัพย์อาจเห็นเธอเป็น ‘บัดดี้’ ในวัยเด็ก ดังนั้นเธอจะต้องไม่หวั่นไหว เธอเพิ่งอกหักจากรุ่นพี่ซึ่งเป็นอดีตนายจ้าง มาที่นี่เพื่อฝันของบิดา เธอจะไม่เอาหน้าที่การงานไปแลกกับความรัก เพราะมันง่ายที่จะสูญเสียทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน

งานเป็นสิ่งสำคัญสุด ส่วนตุนทรัพย์เป็นของตะวันฉาย…พราวจันทร์ท่องซ้ำๆ ให้ขึ้นใจ

 

ถึงแม้ว่าภัณฑารักษ์สาวจะหักห้ามใจจากตุนทรัพย์ สายตาของผู้ไม่หวังดีก็จ้องจับผิดคนทั้งสองอยู่วันยังค่ำ คนผู้นั้นมองรูปในจอโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งแอบถ่ายไว้ได้ทันแม้ในช่วงสั้นๆ ตอนที่ตุนทรัพย์จับมือหญิงสาว

ตากล้องจำเป็นกดส่งภาพไปให้ใครอีกคน

 

*********

 

Don`t copy text!