พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 15 : คนไม่เคยถูกจีบ

พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 15 : คนไม่เคยถูกจีบ

โดย :

พราวจันทร์ตะวันฉาย เรื่องราวของพราวจันทร์ ผู้หญิงเชยๆ ที่มีฝันอยากเป็นคิวเรเตอร์มือหนึ่งแต่ไม่กล้าไขว้คว้าจนตะวันฉาย น้องสาวต่างมารดาเข้ามาในชีวิต…พระจันทร์กับดวงตะวันไม่เคยอยู่คู่ฟ้าในเวลาเดียวกัน แล้วทั้งคู่จะอยู่ร่วมกันได้ไหม นวนิยายแนวโรแมนติกคอเมดี้ โดย แพรณัฐ…นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

……………………………………………………………….

-15-

 

เพราะพิพิธภัณฑ์จะเปิดในเวลาไม่ถึงหกเดือน พราวจันทร์จึงมีเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ในการทำความรู้จักบริษัทในเครือนับทรัพย์มหาศาลเพื่อหาจุดเชื่อมโยงไปสู่การเล่าเรื่องและการจัดกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์ ภัณฑารักษ์สาวต้องแวะเวียนไปตามโรงงานต่างๆ สังเกตและทดลองฝึกงานในกระบวนการผลิตสินค้าบางชนิด  

ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ตุนทรัพย์คอยดูแลตามรับส่งเธอและพาชมกิจการต่างๆ จนพราวจันทร์เกรงใจ แต่ชายหนุ่มให้เหตุผลว่านี่คืองานของเขาเช่นกัน แน่นอนว่าทั้งหมดนี้อยู่ในการรับรู้ของน้องสาว พราวจันทร์บอกกล่าวเพื่อไม่ให้ตะวันฉายเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างตนกับตุนทรัพย์ผิด เจ้าหล่อนดีใจเสียด้วยซ้ำ ทั้งยังให้สาวใช้เตรียมอาหารเช้ารับรองตุนทรัพย์ที่บ้านเธอตอนเขามารับพราวจันทร์ในทุกๆ วัน พร้อมกับบ่นเสียดายที่ตนไม่สามารถรับประทานอาหารเย็นกับทั้งคู่ได้ เนื่องจากติดงานที่รับไว้ก่อนหน้าแล้ว

นี่เป็นวันสุดท้ายที่พราวจันทร์มาศึกษาดูงาน เธอนั่งอยู่ในรถซึ่งตุนทรัพย์เป็นคนขับเองโดยไม่เอาเก่งกาจมาเหมือนในวันแรกๆ

“ทำไมจันทร์อยากเป็นคิวเรเตอร์ล่ะ” ชายหนุ่มเป็นคนเริ่มเปิดบทสนทนาก่อนเหมือนเช่นทุกวัน

“มันเริ่มจากที่ตากับยายเป็นนักโบราณคดีค่ะ”

“พี่จำได้ว่าตอนเด็กจันทร์ก็อยากเป็นนักโบราณคดี แล้วเลยชวนพี่ขุดดินหาฟอสซิลจนสวนเป็นหลุมเป็นบ่อไปหมด” ตุนทรัพย์คลี่ยิ้ม ดวงตายังจับจ้องท้องถนนเบื้องหน้า

“จันทร์เคยทำอย่างนั้นด้วยเหรอคะ ทำไมพี่ตุลย์จำเก่งจัง จำอะไรได้มากกว่าจันทร์ตั้งเยอะ” หญิงสาวย่นจมูก เอียงคอมองเขา

“มันคงเป็นความทรงจำดีๆ ที่ประทับอยู่ในใจน่ะครับ  ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่เคยลืม” ชายหนุ่มหันมายิ้มให้ “ตกลงว่าทำไมจันทร์ถึงเปลี่ยนใจไม่เป็นนักโบราณคดีละ”

“มันเริ่มมาจากการที่ตายายเคยพาจันทร์ไปออกภาคสนามด้วยในช่วงปิดเทอม มันสนุกดีนะคะ แต่จันทร์คงไม่มีความอดทนมากพอที่จะละเลียดขุดแต่งโบราณคดีอยู่กลางแดดร้อนๆ ตลอดทั้งวัน เป็นเดือน เป็นปีแบบที่ตายายทำ” พราวจันทร์สารภาพเสียงอ่อย

“จันทร์ก็เลยเลิกขุดหาฟอสซิล” ตุนทรัพย์หัวเราะ

“ค่ะ” เธอพยักหน้าเขินๆ “แล้วก็คิดไม่ตกอยู่ตั้งหลายปีว่าอยากเป็นอะไร”

“จันทร์รู้เมื่อไหร่ครับว่าอยากเป็นภัณฑารักษ์”

“มันคงเป็นความชอบที่สะสมมาเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัวน่ะค่ะ ถึงจันทร์ไม่อยากไปขุดแต่งโบราณคดี แต่ก็ชอบฟังตายายกับเพื่อนและลูกศิษย์ถกกันเรื่องประวัติศาสตร์เช่นว่า สมมติฐานเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาค้นพบสอดคล้องหรือขัดแย้งกับข้อสันนิษฐานที่คนอื่นเขียนมาก่อน คนทั่วไปอาจมองโบราณวัตถุแค่ว่าเป็นสิ่งของที่เก่า แตกหัก อาจมีราคาแพง หรือไม่ก็มีอาถรรพ์ แต่สำหรับนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ โบราณวัตถุไม่ได้เป็นแค่สิ่งของ มันคือผลผลิตของมนุษย์ ขณะที่มนุษย์ก็เป็นผลผลิตอันซับซ้อนของประวัติศาสตร์ กว่าจะสร้างวัตถุขึ้นมาชิ้นหนึ่ง มันต้องมีเหตุผลในการใช้งาน  และมีการสั่งสมสืบทอดวิวัฒนาการกันมายาวนาน เป็นหน้าที่ของนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ที่จะหาคำตอบเพื่อเข้าถึงข้อเท็จจริงในอดีต จะได้เข้าใจคนในยุคสมัยนั้น ซึ่งอาจเป็นบทเรียนให้แก่คนในปัจจุบันและอนาคต”

“น่าเสียดายที่น้อยคนจะเห็นความสำคัญของการเข้าถึงประวัติศาสตร์” เขาเปรย เหยียบเบรกรถเบาๆ เพื่อหยุดตามสัญญาณไฟจราจรไปพร้อมกับยานพาหนะคันอื่น

“ค่ะ เขาคงคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว คนส่วนใหญ่ทำงานเพื่อตามหาตัวเองในปัจจุบัน แต่นักโบราณคดีกับประวัติศาสตร์ทำงานเพื่อตามหาอดีต ช่องว่างระหว่างคนทั้งสองกลุ่มกว้างเกินไป จึงต้องมีคนอีกกลุ่มหนึ่งมาเป็นตัวเชื่อม ก็คือคนทำพิพิธภัณฑ์”

“จันทร์ก็เลยอยากเป็นภัณฑารักษ์” เขาเปลี่ยนเกียร์ จอดรถไว้นิ่งๆ เพราะท่าทางรถอาจจะติดไปอีกนาน

“ค่ะ จันทร์รู้ตัวตอนอยู่มัธยมฯ ตายายพาจันทร์กับแม่ขับรถเที่ยวไปเรื่อยๆ จนถึงอยุธยา เป็นครั้งแรกที่จันทร์ได้ไปศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาที่สร้างขึ้นในโอกาสที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา และเพื่อฉลองมิตรภาพระหว่างไทยกับญี่ปุ่นครบรอบ ๖๐๐ ปี พี่ตุลย์เคยไปมั้ยคะ”

“เคยสิ ตั้งแต่ตอนเขาเปิดใหม่ๆ มันเจ๋งมาก ไม่เหมือนพิพิธภัณฑ์ไหนในสมัยนั้น”

“ใช่ค่ะ พิพิธภัณฑ์นั้นเปิดหูเปิดตาให้จันทร์เห็นการนำเสนอประวัติศาสตร์ในรูปแบบที่สนุกและเข้าใจง่าย เขาแทบไม่ได้เอาโบราณวัตถุมาจัดแสดงด้วยซ้ำ แต่จันทร์เพิ่งรู้จักกรุงศรีอยุธยาในอดีตจริงๆ ก็วันนั้นแหละ ตาบอกว่าคนที่ช่วยกันออกแบบเป็นนักวิชาการไทยกับญี่ปุ่น พิพิธภัณฑ์แบบนี้มีอยู่อีกหลายแห่งในโลก และต่อไปในเมืองไทยก็น่าจะสร้างกันเยอะขึ้น  มันน่าสนุก จันทร์ก็เลยอยากทำพิพิธภัณฑ์ แล้วก็อยากเป็นภัณฑารักษ์”

พราวจันทร์ไม่รู้ตัวเลยว่าเธอยิ้มกว้าง เรียกว่ายิ้มทั้งปาก ทั้งตา และน่าจะยิ้มมาตั้งแต่ในหัวใจอย่างที่หาได้น้อยครั้งยิ่ง ชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ ถึงกับตะลึงมองราวกับเขาเป็นนักมวยที่ถูกคู่ต่อสู้ซัดหมัดใส่อย่างจังจนแพ้น็อก เพียงแต่คู่ต่อสู้คนนี้ใช้รอยยิ้มงามเจิดจ้า และหัวใจรักที่มีต่ออาชีพที่เธอทำมาเอาชนะเขา

เสียงบีบแตรที่ดังขึ้นจากรถยนต์คันหลังทำให้ตุนทรัพย์สะดุ้ง เขารีบเปลี่ยนเกียร์ และออกรถ ก่อนจะกระแอมสองสามทีอย่างเก้อๆ ขณะที่พราวจันทร์นั้นไม่รู้ตัวเอาเสียเลยว่าเป็นต้นเหตุ

“พอจันทร์จบปริญญาตรีก็เลยไปทำงานในพิพิธภัณฑ์ที่ลำพูนเหรอครับ” ชายหนุ่มถามต่อหลังจากเงียบขรึมไปนาน

“ค่ะ” วงหน้าที่สดใสมาตลอดพลันหมองหม่น เธอกัดเล็บเหมือนที่เคยทำยามว้าวุ่นในวัยเด็ก

“จันทร์ดูไม่โอเค มีปัญหาอะไรที่นั่นเหรอ” ตุนทรัพย์เดา

“ก็…นิดหน่อยค่ะ ความเห็นไม่ลงรอยกัน แต่มันจบไปแล้วตั้งแต่จันทร์ออกมา พี่ตุลย์ไม่ต้องห่วงนะคะ จันทร์ไม่ได้ทำเรื่องเสียหายที่จะส่งผลกระทบต่องานของเราหรอกค่ะ”

“พี่รู้ พี่เชื่อในตัวจันทร์เสมอแหละ จันทร์ออกมาจากที่นั่นก็ดีแล้ว กลับมาอยู่ด้วยกันที่บ้านเรา จันทร์อยากทำอะไรในพิพิธภัณฑ์ พี่จะสนับสนุนทุกอย่าง”

“ขอบคุณค่ะ”

“วันหยุดนี้จันทร์มีแพลนจะทำอะไรครับ ไปตระเวนรอบกรุงเทพฯ กันมั้ยเผื่อเป็นไอเดียในการทำงาน”

“ขอโทษค่ะพี่ตุลย์ เสาร์อาทิตย์นี้จันทร์ติดธุระเสียแล้ว เพื่อนจันทร์จะกลับมาจากเมืองนอกค่ะ”

“อ๋อ” เขานิ่งไป ก่อนจะซักต่อ “เพื่อนผู้ชายหรือผู้หญิงครับ”

“ผู้ชายค่ะ” พราวจันทร์อมยิ้ม ในที่สุดเพื่อนรักก็จะกลับมาเสียที

“แฟนแน่เลย” เธอได้ยินตุนทรัพย์เอ่ยขรึมๆ

“ไม่ใช่ค่ะพี่ตุลย์ ตาณเป็นเพื่อนคนแรกของจันทร์ตั้งแต่ตอนที่จันทร์ย้ายไปอยู่ลำพูนใหม่ๆ เราเรียนด้วยกันตั้งแต่อนุบาลจนจบ ม.๖ เพิ่งจะมาแยกตอนเข้ามหาวิทยาลัย ตาณเป็นเชฟที่จันทร์เคยบอกพี่ตุลย์ว่าเขาน่าจะให้คำปรึกษาเรื่องเมนูอาหารในพิพิธภัณฑ์ได้ไงคะ”  

“เขาคงไม่ใช่มิสเตอร์อี๊ดอี๊ดกุ๊กกุ๊ก ใช่มั้ย”

“เอ๊ะ! พี่ตุลย์ทราบได้ยังไงคะ” หญิงสาวเบิกตากว้าง

“จันทร์เพิ่งแชร์สูตรอาหารของเขาในเฟซบุ๊กเมื่อคืนนี้ มูนออนเดอะมูฟไอศกรีม”

“แค่นั้นพี่ตุลย์ก็รู้แล้วเหรอคะ”

“รู้สิ เพราะพี่ฉลาด” เขาปล่อยมุกหน้าตาย “อันที่จริงพี่เห็นเขาคุยกับจันทร์บ่อยๆ ในเฟซบุ๊กน่ะ”

“พี่ตุลย์อย่าบอกใครนะคะ โดยเฉพาะตะวัน”

“ทำไมครับ”

“ตะวันกับเพื่อนๆ กำลังสงสัยเรื่องนี้อยู่ จันทร์ไม่รู้ว่าน้องๆ เก็บความลับได้มั้ย ตาณไม่อยากให้ใครรู้ เขาอยากให้คนสนใจอาหารที่เขาทำมากกว่า เขาขี้อายค่ะ”

“คนขี้อาย แต่ทำแฟนเพจไว้คุยกับคนแปลกหน้า”

“คนเรามีหลายด้านนี่คะ บางทีเราก็อยากเปิดตัวตนให้คนเห็นแค่ด้านหนึ่ง แต่ไม่อยากเปิดอีกด้าน เป็นเรื่องธรรมดาออก พระจันทร์ยังมีข้างขึ้นข้างแรมเลย หรือต่อให้เป็นพระจันทร์เต็มดวงก็ไม่มีใครเห็นอีกด้านที่อยู่ข้างหลังอยู่ดี”

“แล้วพระจันทร์คนนี้มีด้านไหนซ่อนไว้บ้างรึเปล่าครับ”

ความที่มีชนักติดหลังอยู่แล้วส่งผลให้ใจของหญิงสาวกระตุกวูบ เหตุการณ์น่ากระอักกระอ่วนในงานศพบิดาเป็นเรื่องที่ชวนอับอายทุกครั้งที่เธอนึกถึง พราวจันทร์ไม่กล้าบอกความจริงแก่เขา ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร

“จันทร์ทำเหมือนมีอะไรปิดบังพี่อยู่เลย” เขาหันมา

“มะ…ไม่มีค่ะ จันทร์จะปิดบังอะไรพี่ตุลย์ได้” เธอเสมองออกไปนอกหน้าต่าง

“ก็…เผื่อจันทร์จะปิดบังพี่เรื่องมีแฟนแล้ว”

“ไม่นะคะ จันทร์ไม่เคยมีแฟน!”

เธอปฏิเสธเด็ดขาดพร้อมกับจ้องตาเขาอย่างขึงขัง และตระหนักถึงความจริงที่ว่าชายหนุ่มแค่หยอกเล่น เพราะเขายิ้มร่าจนนัยน์ตาระยิบระยับเลยทีเดียว

“พี่ตุลย์แกล้งจันทร์” หญิงสาวทำหน้าง้ำ

“โอ๋ ล้อเล่นนิดเดียว อย่างอนน่า จันทร์ไม่ใช่คนเดียวสักหน่อยที่ไม่มีแฟน พี่เองก็ไม่มีเหมือนกัน”

ตุนทรัพย์ยิ้มกริ่ม หันไปมองถนน โดยที่รอยยิ้มยังเกลื่อนไปทั่ววงหน้าอีกเนิ่นนาน

 

เย็นวันเดียวกันนั้น พราวจันทร์จบสิ้นการศึกษาดูงานในโรงงานผลิตยาของบริษัทแล้ว เธอรอตุนทรัพย์อยู่ในห้องรับรอง จ้องมองภาพที่แขวนบนฝาผนัง เป็นรูปของสามีภรรยาผู้เป็นจุดกำเนิดของนับทรัพย์มหาศาล ฮงและทองคือชื่อของพวกเขา

ฮงเกิดในเมืองจีน บิดามารดาเสียชีวิตด้วยโรคระบาดขณะที่ฮงมีอายุเพียงห้าปี  เขากลายเป็นเด็กกำพร้า โชคดีที่ลู่ หมอพเนจรซึ่งเดินทางผ่านมาได้ช่วยชีวิตเขาไว้ และรับฮงเป็นเด็กรับใช้คอยติดตามเขาไปทั่วดินแดนมังกร  ฮงจึงเรียนรู้วิชาแพทย์แผนจีน ต่อมาก็ได้รับความไว้วางใจจากลู่ให้รักษาคนไข้แทน

คหบดีชาวจีนซึ่งตั้งรกรากในสยาม เชิญลู่ให้เดินทางมายังถิ่นขวานทอง ลู่ปฏิเสธ แต่เสนอให้ฮงมาแทน เพราะเขายังหนุ่มแน่น น่าจะมีอนาคตที่ดีรออยู่ข้างหน้า

แม้ฮงจะลังเล แต่จิตวิญญาณเสรีของคนรักการผจญภัยทำให้เขายอมจากแผ่นดินเกิดมาเริ่มต้นชีวิตการเป็นแพทย์ให้แก่คหบดีชาวจีนในสยาม และได้พบรักกับทอง สาวลูกครึ่งจีนไทยซึ่งค้าขายอยู่ในเยาวราช

สองสามีภรรยาร่วมกันสร้างครอบครัว ฮงยังคงเป็นแพทย์ที่ได้รับการนับถือในหมู่ชาวจีน ขณะที่ทองเปิดร้านขายยาสมุนไพรและของนำเข้าจากจีน เธอเป็นคนจุดประกายให้ฮงคิดค้นยาสูตรต่างๆ จนเป็นที่นิยม มีผลิตภัณฑ์เกิดขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับคนเป็นหมออย่างฮง เขาเชื่อว่า ต่อให้ยาดีแค่ไหน ก็เป็นเพียงแค่การรักษาภายนอกและอาจไม่ตอบสนองต่อร่างกายของมนุษย์ทุกคน การรักษาที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าคือการรักษาจากภายใน หลักการแพทย์แผนโบราณของจีนเชื่อว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ซึ่งประกอบขึ้นจากธาตุหยินและหยาง หากความสมดุลย์ของทั้งสองธาตุเปลี่ยนแปลงไป ร่างกายจะเจ็บป่วย ฮงจึงให้ความสำคัญต่อการเป็นแพทย์รักษาคนไข้ เขารักษาทั้งคนรวยล้นฟ้า ชนชั้นกลาง ไปจนถึงคนยากไร้ ซึ่งกลุ่มหลังนั้นฮงไม่เก็บค่ารักษา

เมื่อกิจการเฟื่องฟู ร้านเล็กๆ ในเยาวราชก็แคบเกินไป ฮงกับทองจึงคิดถึงการขยายร้าน หนึ่งในคนไข้เสนอขายที่ดินบนถนนเจริญกรุงในราคาถูกกว่าปกติเพื่อตอบแทนการรักษา ฮงจึงสร้างบ้านขึ้น เพื่อใช้เป็นร้านหมอ ร้านขายยา และเมื่อถึงรุ่นลูก พวกเขาก็ช่วยกันขยับขยายกิจการ ก่อตั้งเป็นบริษัท และแตกแขนงจากเพียงการทำผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ไปเป็นสินค้าอุปโภคและบริโภคซึ่งมีใช้กันแทบทุกครัวเรือนมาจนทุกวันนี้

ตุนทรัพย์เป็นรุ่นเหลนของฮง เขาสืบทอดบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ทำให้ใครผิดหวัง ความเอาใจใส่ต่องาน รวมถึงการเข้าถึงจิตใจของผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นเสน่ห์ของตุนทรัพย์ ทุกคนในบริษัทชื่นชมเขา

เสียงกระแอมที่ดังขึ้นเรียกภัณฑารักษ์สาวให้หันหลังไป และเห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินตรงมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นคนซึ่งเธอเคยเจอในลิฟต์ของสำนักงานใหญ่ หญิงสาวจึงยกมือไหว้ และเขาก็รับไหว้เธอ

“สวัสดีครับคุณพราวจันทร์ ผมชื่ออิทธิ เป็นลูกน้องคุณเจตน์ ดีใจที่ได้เจอคุณที่นี่นะครับ”

“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวตอบสั้นๆ ไม่สบายใจกับดวงตาวาวระยับกรุ้มกริ่มนั่น

“คุณสวยขึ้นมากเลยครับ…จากเมื่อก่อน” เขาเอ่ยหลังจากมีท่าทางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

“เมื่อก่อน…เราเคยเจอกันมาก่อนเหรอคะ” เธอขมวดคิ้ว เขาหมายความว่าอย่างไร

อิทธิยิ้มกว้าง แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงเข้มๆ ที่เรียกชื่อเล่นของพราวจันทร์ก็ดังขึ้น ตุนทรัพย์เดินตรงแน่วมาด้วยใบหน้าดุดันชนิดที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ส่งผลให้อิทธิยิ้มเจื่อน

“ผมขอตัวก่อนนะครับ” เขาเดินออกไปเลย

พราวจันทร์มองตามอย่างงงวย ครั้นเธอหันมาทางตุนทรัพย์จึงเห็นว่าชายหนุ่มมองเธออยู่ก่อนแล้ว สีหน้าดุเข้มของเขาหายไป แทนที่ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเหมือนอย่างที่เคยเห็น

“คุณอิทธิบอกว่าเขาเคยเป็นลูกน้องของพ่อค่ะ”

“ทุกคนที่นี่เป็นลูกน้องเจ็กเจตน์กันทั้งนั้นแหละจันทร์”

“เขาพูดเหมือนเคยเจอจันทร์มาก่อน…”

“อย่าไปฟังหมอนั่นเลย”

“พี่ตุลย์…ไม่ชอบเขาเหรอคะ”

“ก็ไม่เชิง เรื่องงานเขาไม่มีปัญหาหรอก แต่เรื่องส่วนตัว ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ จันทร์อยู่ห่างๆ เขาไว้จะดีที่สุด”

“ทำไมคะ”

“เขามีปัญหาเรื่องผู้หญิงอยู่บ่อยๆ อย่าให้พี่เล่าเลย มันจะเหมือนนินทาลูกน้อง เอาเป็นว่าพี่ไม่ไว้ใจเขา”

“เขาคงไม่คิดอะไรกับจันทร์หรอกค่ะพี่ตุลย์”

“อย่าเชื่อใจผู้ชายหน้าไหนทั้งนั้น พี่บอกไว้เลย”

พราวจันทร์อึ้งไป ภาพของบรมแว่บเข้ามา ตุนทรัพย์พูดถูก สีหน้าของหญิงสาวเคร่งขรึมลง

“ค่ะ จันทร์ทราบดี อย่าเชื่อใจผู้ชายหน้าไหนทั้งนั้น”

“มีใครทำอะไรจันทร์เหรอ” เขานิ่วหน้า

“ไม่มีหรอกค่ะ” เธอสั่นศีรษะ ฝืนยิ้มให้ดูสดใสที่สุด ก่อนจะแปลกใจที่จู่ๆ ชายหนุ่มก็มาจับมือเธอไว้

“ไม่ว่าใครจะเคยทำอะไรจันทร์ ขอให้จันทร์รู้ไว้ว่าพี่จะเป็นผู้ชายที่จันทร์จะเชื่อใจได้เสมอนะครับ”

ดวงตาคมทอดมองมาอย่างมั่นคง แทบจะไม่ต่างจากดวงตาของเด็กชายคนเดิมในอดีตที่เป็นเสมือนหลุมหลบภัยให้เธอพึ่งพิงได้เสมอ

…แต่ทำไมพราวจันทร์จึงไม่รู้สึกเหมือนเดิม มีอะไรบางอย่างที่ส่งผ่านมาจากดวงตาคู่นั้น…บางอย่างที่หวานละมุน ส่งผลให้หัวใจเต้นแปลกๆ

หญิงสาวดึงมือออก ก้าวถอยหลัง ไล่ความรู้สึกผิดแผกออกไป

ตุนทรัพย์เป็นของตะวันฉาย เขาไม่ใช่ของเธอ!

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

ทว่าตุนทรัพย์กลับทำให้เธอปั่นป่วนใจต่อไปเมื่อเขาส่งข้อความมาตอนกลางคืน ชายหนุ่มเริ่มบทสนทนาด้วยการส่งสติกเกอร์รูปฮิปโปโปเตมัสยกอุ้งเท้าหน้าทักทาย

เธอย่นหัวคิ้ว ตุนทรัพย์ใช้สติกเกอร์ตลกแบบนี้ด้วยหรือ เจ้าฮิปโปฯ มีรูปร่างลักษณะใกล้เคียงกับตุ๊กตาพี่ปากอ้าซึ่งพราวจันทร์กอดอยู่ในตอนนี้

‘นอนรึยัง’ คราวนี้เขาพิมพ์มาเป็นข้อความ

‘กำลังจะนอนค่ะ’ พราวจันทร์โกหก เธอเพิ่งอ่านจดหมายของบิดาจบไปอีกฉบับ และนั่งมองพระจันทร์อยู่ตรงระเบียงต่างหาก

‘พี่ขอกวนเวลาแป๊บหนึ่งได้มั้ย’

หญิงสาวดันแว่นตาเข้าไปติดดั้งจมูกอันเป็นกิริยาที่ทำบ่อยๆ เวลาเกิดความประหม่า แล้วจึงส่งสติกเกอร์รูปการ์ตูนเขียนว่า

‘O.K.’

‘ตอนนี้จันทร์อยู่ตรงไหนของบ้าน’

‘ห้องนอนค่ะ’ หญิงสาวขมวดคิ้ว พิมพ์คำถามกลับไป ‘ทำไมคะ’

‘ออกไปที่ระเบียงหน่อยได้มั้ย’

พราวจันทร์จ้องจอโทรศัพท์อยู่นาน เธอควรตอบไหมว่าอยู่ตรงระเบียงพอดี แต่ยังไม่ทันได้ตัดสินใจ ตุนทรัพย์ก็ส่งสติกเกอร์รูปฮิปโปฯ คุกเข่า อ้อนวอน

‘พระจันทร์สวยมากเลยครับ อยากให้จันทร์ลองออกไปดู’

ดูพระจันทร์เนี่ยนะ…หญิงสาวอ่านทวนแล้วทวนอีก

‘จันทร์อยู่ที่ระเบียงรึยัง’

เธอเพ่งมองคำถามด้วยความสนเท่ห์ ตุนทรัพย์ส่งข้อความมาชวนดูพระจันทร์เหมือนวันที่อยู่บนดาดฟ้าร้านอาหารน่ะหรือ การกระทำของตุนทรัพย์โรแมนติกเกินไปไหม หรือเธอเองที่คิดมาก  เขาอาจมีเจตนาเพียงแค่อยากรำลึกถึงวันเก่าๆ สมัยที่ยังทั้งคู่ยังเป็นเด็ก และเชื่อว่าบนดวงจันทร์มีกระต่ายอยู่จริง

‘จันทร์ไม่ออกไปดูก็ไม่เป็นไร พี่ดูเผื่อแล้ว นี่ไง’

ตุนทรัพย์ส่งรูปพระจันทร์เต็มดวงกลมเด่นบนท้องฟ้า ดวงเดียวกับที่พราวจันทร์มองอยู่

‘เห็นกระต่ายมั้ยคะ เราน่าจะนั่งดูมันตำข้าวบนพระจันทร์ด้วยกันอีกนะ’

หญิงสาวใคร่อยากเชื่อว่า ตุนทรัพย์คงไม่มีเจตนาอันใดนอกเหนือไปจากการรำลึกความหลัง  แต่หัวใจเธอเต้นแรงเหลือเกิน

‘ฝันดีนะคะพระจันทร์แก้มกลม’

เจ้าฮิปโปฯ ตัวเดิมส่งจูบมาให้ ตุนทรัพย์กินอาหารผิดสำแดงมารึเปล่า มีคำถามอีกสารพัดผุดขึ้นมาในหัว หญิงสาวไม่กล้าคิดต่อ เธอเห็นแต่ภาพตุนทรัพย์ขี่หลังเจ้าฮิปโปฯ ตัวโต โดยมีตะวันฉายนั่งซ้อนท้ายเกาะเอวเขา

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา พราวจันทร์ไม่เคยเผชิญเหตุการณ์เช่นนี้ ไม่เคยมีผู้ชายคนใดทำให้เธอสงสัย แม้แต่บรม ซึ่งอาจทำดีต่อเธอ แต่ก็ไม่เคยส่งข้อความแปลกๆ และมองเธอด้วยดวงตาหวานระยับอย่างตุนทรัพย์มองเธอในวันนี้

พราวจันทร์ไม่มั่นใจว่าเธอคิดเข้าข้างตนเองไปหรือไม่ แต่ด้วยความที่กลัวตะวันฉายจะเข้าใจผิด เธอก็ควรระแวงไว้

ท่ามกลางจิตใจอันสับสน หญิงสาวคิดถึงตาณเพื่อนรักที่เข้าใจเธอมากที่สุด เธอผ่านทุกปัญหาในชีวิตมาได้ก็เพราะเพื่อน ตาณคงจะช่วยให้คำตอบในเรื่องของตุนทรัพย์ได้เช่นกัน

ราวกับใจส่งถึงใจ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ตาณส่งวิดีโอคอลล์มา พราวจันทร์กดรับทันที

 

Don`t copy text!