พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 2 : ความทรงจำหลังบานประตู

พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 2 : ความทรงจำหลังบานประตู

โดย :

พราวจันทร์ตะวันฉาย เรื่องราวของพราวจันทร์ ผู้หญิงเชยๆ ที่มีฝันอยากเป็นคิวเรเตอร์มือหนึ่งแต่ไม่กล้าไขว้คว้าจนตะวันฉาย น้องสาวต่างมารดาเข้ามาในชีวิต…พระจันทร์กับดวงตะวันไม่เคยอยู่คู่ฟ้าในเวลาเดียวกัน แล้วทั้งคู่จะอยู่ร่วมกันได้ไหม นวนิยายแนวโรแมนติกคอเมดี้ โดย แพรณัฐ…นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-2-

เธอเกลียดวันพ่อ!

วันที่ทุกคนตอกย้ำให้นึกถึงคุณความดีของผู้ชายที่ให้กำเนิด ไม่มีใครสนใจว่าเขาอาจทอดทิ้ง หรือ…ลืมไปแล้วว่ามีลูกคนนี้อยู่ในโลก

ตอนที่พราวจันทร์อายุห้าขวบเศษ เป็นปีสุดท้ายที่เธอได้ร่วมฉลองวันพ่อกับผู้ชายคนนั้น…นานจนเธอแทบลืมไปแล้วว่าการมี ‘พ่อ’ ให้ความรู้สึกเช่นไร

ณ วันนี้เธออายุสิบเอ็ดปี เขาคงจำเธอไม่ได้ แต่ไม่มีวันไหนที่พราวจันทร์ไม่นึกถึงเขา

เด็กหญิงขบริมฝีปากจนเจ็บ เธอยกมือขึ้นขยับขาแว่นซึ่งมีฝ้าขาวที่เกิดจากความชื้นของน้ำตามาบดบังจนแทบไม่เห็นหนทางเบื้องหน้า หากกระนั้นเธอก็ไม่ยอมแวะพักริมทาง แต่ปั่นจักรยานไปบนถนนขรุขระให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในวันนี้ของทุกปี พราวจันทร์ปรารถนาให้ทุกคนร่วมกันแสดงความจงรักภักดีเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย โดยไม่มีการเชื่อมโยงถึงบุคคลทั่วไปที่เป็นพ่อ

วันพ่อจะมีความหมายได้อย่างไร สำหรับคนไม่มีพ่อ

เสียงเพลงจากงานเฉลิมฉลองของตำบลดังแว่วมา แม้เด็กหญิงจะขี่จักรยานออกมาไกลแล้ว เธอไม่เคยอยากไปร่วมงาน แต่ทางสถานศึกษาได้เกณฑ์นักเรียนให้ไปทำบุญตักบาตรและร่วมพิธีต่างๆ ซึ่งนอกจากจะมีการแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 แล้ว ยังมีการมอบรางวัลพ่อดีเด่นและมีพิธีกตัญญุตาต่อบิดา โดยให้ลูกๆ ได้ร่วมกันกราบพ่อ แม้แต่ตาณซึ่งมีความสัมพันธ์ลุ่มๆ ดอนๆ กับบิดาของเขาก็ยังอยู่ร่วมงานด้วยความเต็มใจ

พราวจันทร์หลบออกมาตั้งแต่ตอนที่ตาณปลีกตัวเข้าไปหาบิดาแล้ว พยายามไม่นึกว่าจะเป็นอย่างไรหากเธอได้กราบบนตักของ ‘พ่อ’ เหมือนที่คนอื่นทำ

เด็กหญิงกะพริบตาไล่หยดน้ำที่รื้นขึ้นมาบดบังหนทาง เสียงเข้มงวดของมารดาดังขึ้นในโสตประสาท ห้ามไม่ให้เธอร้องไห้

พราวจันทร์ดึงแว่นตาออก จับแฮนด์จักรยานด้วยมือเพียงข้างเดียว เธอใช้แขนเสื้อปาดน้ำตา เช็ดแว่นกับชายเสื้ออย่างลวกๆ แล้วสวมมันกลับไปใหม่ สะกดกลั้นความอ่อนแอให้ไหลลงไปในซอกลึกสุดของหัวใจ ซึ่งมีเพียงพราวจันทร์เท่านั้นที่รู้ว่ามีแผลขาดริ้ว เลือดไหลซิบ เพราะไม่ได้รับการรักษา และอาจไม่มีวันหาย

ฝ้าขาวผุดขึ้นตรงกระจกของแว่นตาอีกครั้ง ใกล้ถึงบ้านมากแล้ว พราวจันทร์จึงไม่อยากใส่ใจ เธอหักเลี้ยวเข้าไปในซอกซอยของหมู่บ้านตามความเคยชิน

ทันใดนั้น ร่างเล็กๆ ในชุดกระโปรงบานสีชมพูฟูฟ่องก็วิ่งเข้ามาตัดหน้า!

พราวจันทร์หักหลบไม่ให้ชนเด็กน้อย แต่จักรยานของเธอกลับเสียหลักล้มลงบนพื้นดิน

เสียงอุทานดังขึ้น ตามด้วยเสียงฝีเท้า แต่พราวจันทร์เจ็บจนต้องหลับตาปี๋ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนยกจักรยานคันโตที่ล้มทับเธอออกไป ตามด้วยมืออบอุ่นที่มาเขย่าร่าง

“พี่…พี่จ๋า” เด็กน้อยเจ้าของกระโปรงฟูฟ่องจ้องมาตาแป๋ว

พราวจันทร์กะพริบตาปริบๆ ด้วยความงงงวย คุ้นๆ ว่าเคยเห็นเธอในโทรทัศน์ หรือไม่ก็ตามหน้าโฆษณาสินค้าเด็กในหนังสือ

“พี่เจ็บมั้ย”

“เจ็บ” พราวจันทร์ขมวดคิ้ว ยังคงนอนอยู่กับพื้นอย่างลุกไม่ขึ้น

“หนูเป่าให้” เด็กน้อยยื่นหน้าเข้ามาพร้อมทำปากจู๋ การขยับตัวทำให้มือเล็กๆ กดขาของพราวจันทร์จนเธอเจ็บ

“ถอยไปก่อนซันไชน์ ดูสิ พี่เขาเจ็บแย่แล้ว” ใครบางคนที่ยกจักรยานออกไปทรุดกายลงบนพื้น

พราวจันทร์เบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าของผู้หญิงที่สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา หากมีนางฟ้าอยู่ในชีวิตจริง เธอผู้นี้คงเป็นนางฟ้า วงหน้างดงามชะโงกมองมาท่ามกลางผืนนภาซึ่งมีแสงอาทิตย์ทอประกายอบอุ่น ผมดำขลับซึ่งดัดเป็นลอนหลวมๆ ยาวสยายราวกับเส้นไหม ตัดกับชุดเดรสสีเหลืองอ่อน ขาดก็เพียงปีกของนางฟ้าเท่านั้น

“เจ็บมากมั้ยลูก”

พราวจันทร์ย่นหัวคิ้ว นอกจากคนในครอบครัวแล้ว ไม่มีใครเคยเรียกเธอว่า ‘ลูก’

“แม่ พี่เจ็บ เป่าๆ” เด็กหญิงในชุดสีชมพูเดาสีหน้าครุ่นคิดของพราวจันทร์ไปอีกทาง

“ตายจริง มีอะไรหักบ้างรึเปล่าเนี่ย” นางฟ้าคนสวยกวาดตามองไปรอบๆ ตัวของพราวจันทร์อย่างร้อนรน

“เลือด!”

ได้ยินเด็กน้อยบอก พราวจันทร์จึงยันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความทุลักทุเล เธอเพิ่งเห็นว่ามีแผลถลอกตามแขนขา

“อูย ต้องรีบทำแผลแล้วละ ซันไชน์อยู่นิ่งๆ อย่าเพิ่งยุ่งกับพี่เขา มาช่วยแม่หยิบปลาสเตอร์ยาเร็ว” ‘นางฟ้า’ สั่งการพร้อมเปิดกระเป๋าสะพายใบโต คุ้ยค้นอุปกรณ์ปฐมพยาบาลซึ่งมีครบครันอย่างน่าทึ่ง เธอใช้สำลีชุบน้ำเกลือล้างแผลให้พราวจันทร์ด้วยความแคล่วคล่อง

“พี่เบลล์…พี่ซินเดอเรลลา…พี่สโนไวท์…พี่แอเรียล…” เด็กน้อยเจ้าของชื่อ ‘ซันไชน์’ เพ่งมองซองใส่ปลาสเตอร์ยาลายเจ้าหญิงในการ์ตูนของวอลต์ดิสนีย์ ซึ่งพราวจันทร์ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีของสวยงามเช่นนี้อยู่ในโลก

“เร็วๆ สิคะลูก อันไหนก็ได้เลือกมา”

“หนูให้พี่แอเรียล” ‘ซันไชน์’ ยิ้มกว้างพลางยื่นปลาสเตอร์ยาลายเงือกน้อยผมสีส้มแดงสดใส มารดาของเจ้าหล่อนกล่าวขอบคุณ ก่อนจะติดปลาสเตอร์ยาบนแผลที่เรียวขาของพราวจันทร์  

“เดี๋ยวพอลูกเข้าไปในบ้านก็ต้องล้างแผลอีกทีนะคะ บอกคุณแม่ด้วย” นางฟ้ายิ้มอ่อนโยน พราวจันทร์อดยิ้มตอบไม่ได้

“ขอบคุณค่ะ”

“พี่ไม่เจ็บแล้วเหรอ” ‘ซันไชน์’ ถาม

พราวจันทร์ส่ายหน้า และได้รับรอยยิ้มสว่างไสวของแม่หนูน้อยตอบกลับมา

“ดีจัง พี่เบลล์ช่วยให้พี่ไม่เจ็บแล้วแม่”

“แต่ลูกเป็นคนทำให้พี่เจ็บนะ ถ้าหนูเชื่อฟังแม่ ไม่วิ่งออกไปตัดหน้ารถ จักรยานของพี่ก็จะไม่ล้ม

“พี่ไม่เจ็บแล้ว” พราวจันทร์เอ่ยปากเพราะแม่หนูน้อยหน้าเสียจนเธอสงสาร

“ถึงยังไงหนูก็ต้องขอโทษพี่ค่ะลูก ว่าไงคะซันไชน์…ตะวัน” ผู้เป็นมารดาใช้ปลายนิ้วเกลี่ยลูกผมที่ตกลงมาระแก้มกลมๆ ของบุตรสาวออกไปทัดหู

หนูน้อยก้มหน้างุด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาพราวจันทร์อย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วกระพุ่มมือไหว้

“ขอโทษค่ะ”

“ไม่เป็นไรจ้ะ” พราวจันทร์คลี่ยิ้ม

เสียงแผดกร้าวของใครบางคนดังแหวกอากาศ ตามด้วยเสียงปืนดังปัง!

พราวจันทร์สะดุ้งสุดตัว ‘ซันไชน์’ หวีดร้อง โผกอดมารดาซึ่งโอบแขนรอบร่างลูกน้อยทันที

คนกลุ่มหนึ่งวิ่งกรูออกจากรั้วบ้านของพราวจันทร์ที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร เด็กหญิงเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่านอกจากจะมีมารดาของตน และตา ยาย ยังมีผู้ชายซึ่งเธอจำได้ไม่มีวันลืม…

ผู้ชายที่พราวจันทร์เรียกว่า พ่อ!

“ออกไป อย่ามาเหยียบบ้านกูอีก!”  ผู้เป็นตาตะโกนกร้าว

“ฟังผมก่อนเถอะครับคุณพ่อ ได้โปรด”

พราวจันทร์ไม่อยากเชื่อว่า ‘พ่อ’ มาอยู่ที่นี่ และอ้อนวอนขอร้องตาด้วยท่าทางน่าสงสาร เขาต้องการอะไร และทำไมตาจึงตวาดกลับไปทันที

“กูไม่ใช่พ่อมึง!”

“คุณพ่อ…พิมพ์…” เขาเปลี่ยนไปอ้อนวอนมารดาของพราวจันทร์ที่มีสีหน้าแข็งกร้าวไม่แพ้ตายาย

“อย่ามาเรียกชื่อฉัน ไปได้แล้ว อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก!” พิมพ์ใจแหวใส่

“แต่พี่คิดถึงลูก ขอให้พี่ได้เจอลูกสักครั้งเถอะ”

หัวใจของพราวจันทร์กระตุกวาบ เธอได้ยินไม่ผิดใช่ไหม ‘พ่อ’ อยากเจอเธอ?!

“ฝันไปเหอะ ลูกเป็นของฉันคนเดียว คุณไม่เกี่ยว”

“แต่พิมพ์ก็รู้ว่าเกี่ยว ลูกต้องมีพ่อนะ แล้วนี่ก็วันพ่อ พี่อยากมาทำหน้าที่พ่ออีกสักครั้ง”

“ถุย! พ่ออย่างมึงไม่ต้องมีซะดีกว่าไอ้เจตน์ กูนี่แหละจะเป็นพ่อให้หลานกูเอง” ตาตะคอก

“ผมรู้ว่าเป็นพ่อที่ชั่วมาก แต่ผมก็ปรับปรุงตัวแล้ว” เจตน์แย้ง

“สันดานคนมันเปลี่ยนกันไม่ได้หรอก โดยเฉพาะคนอย่างคุณ” พิมพ์ใจสวนกลับไปทันที

“ก็ได้…” เจตน์ถอนหายใจ “ต่อให้ทุกคนไม่เชื่อ ผมก็ยังเป็นพ่อของจันทร์อยู่ดี และผมก็ควรจะได้เจอลูก”

“ไม่มีทาง ลูกฉันกำลังไปได้ดีตั้งแต่ไม่มีคุณ”

“แน่ใจได้ยังไง พิมพ์เคยถามลูกบ้างมั้ยว่าต้องการพ่อรึเปล่า”

“ไม่ต้องถาม ฉันก็รู้!”

ไม่นะ…พวกเขาทะเลาะกันอีกแล้วหรือ พราวจันทร์กำมือแน่น เธอรู้สึกว่ามันสั่น และตัวก็สั่นเช่นกัน เด็กหญิงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าก้าวเข้าไปหาพวกเขาช้าๆ และนั่นก็ทำให้บิดาหันมาเห็น

“จันทร์…จันทร์ลูกพ่อ!” เขายิ้มกว้าง ทรุดกายลง อ้าแขนรอรับ แสงตะวันยามสายส่องสะท้อนให้เห็นประกายแวววาวคล้ายกับมีน้ำตาคลอหน่วย

“พ่อ” พราวจันทร์หลุดปากเรียก แต่ที่เสียงที่ดังออกมาก็ยังไม่เท่าเสียงของเด็กหญิงอีกคน

ก่อนที่พราวจันทร์จะไปถึงตัวบิดา ร่างน้อยในชุดสีชมพูก็สลัดตัวออกจากมารดา และวิ่งแซงเธอเข้าไปในอ้อมกอดของเจตน์เสียแล้ว!

“พ่อจ๋า!” แม่หนูน้อยโอบรัดร่างเขา

เจตน์กอดตอบ อุ้มร่างเล็กๆ ขึ้นมาเหมือนกับที่เคยอุ้มพราวจันทร์เมื่อตอนเธออายุพอๆ กับเด็กคนนี้!

“ตะวัน…”

“พ่อจ๋า หนูกลัว ทำไมเขาต้องดุพ่อด้วย แม่คะแม่ มาช่วยพ่อเร็ว”

หัวใจของพราวจันทร์เย็นเยียบราวกับจะจับตัวกันเป็นน้ำแข็ง เธอตะลึงมอง ‘นางฟ้าผู้งดงาม’ ก้าวเข้าไปสมทบกับพ่อลูกทั้งสอง!

“อ้อ นี่สินะ เมียใหม่ลูกใหม่ของคุณ เด็กไซด์ไลน์ที่ไหนอีกล่ะ” พิมพ์ใจแขวะ

“คุณรวิวรรณไม่ใช่ผู้หญิงแบบนั้น พี่เจอเธอหลังเราหย่ากันแล้วตั้งเป็นปี เธอไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องของเรา” น้ำเสียงของเจตน์แข็งกร้าวเป็นครั้งแรก

“หึ ปกป้องกันเสียจริง” พิมพ์ใจแดกดัน ความโกรธแสดงให้เห็นชัดแจ้งจากทรวงอกที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ “เธอนับถอยหลังเอาไว้เลยนะ ไอ้หัวงูนี่มันไม่มีวันทิ้งนิสัยชั่วๆ ของมันหรอก อีกหน่อยมันก็ถีบหัวเธอส่งเหมือนที่เคยทิ้งฉันนั่นแหละ แล้วเธอกับอีเด็กนี่ก็จะกลายเป็นหมาหัวเน่า”

“พิมพ์!” เจตน์เรียกเสียงเข้ม

“ทำไม ฉันพูดแทงใจดำละสิ” พิมพ์ใจแสยะยิ้ม แต่นัยน์ตาหาได้ยิ้มไม่

พราวจันทร์ส่ายหน้า มือที่เคยกำกันแน่นคลายออก เปลี่ยนเป็นกัดเล็บหักๆ จนเจ็บจี๊ดตรงปลายนิ้ว บิดามารดายังคงตะโกนเถียงกัน ไม่มีใครเห็นว่าเด็กหญิงร่ำไห้อยู่ในใจ รู้สึกถึงรสชาติของโลหิตซึ่งซึมเข้าไปในปาก

“หยุดเถอะค่ะทั้งสองคน!” รวิวรรณตะโกน

เจตน์และอดีตภรรยาพร้อมใจกันหันขวับ

“ทำไมยะ ทนฟังความจริงไม่ได้รึไง” พิมพ์ใจแหวใส่

“ฉันไม่สนเรื่องนั้นหรอกค่ะ ฉันสนแต่หนูจันทร์ต่างหาก”

การโต้กลับของรวิวรรณทำให้สายตาทุกคู่พุ่งมายังพราวจันทร์

“พวกคุณไม่เห็นเหรอว่าแกกำลังกลัว พ่อแม่ไม่ควรทะเลาะกันต่อหน้าลูก หนูจันทร์ หนูโอเคมั้ยคะลูก”

ประโยคท้ายสุดรวิวรรณถามด้วยเสียงอ่อนลง ดวงตาคู่งามที่จ้องมองมาเต็มไปด้วยความห่วงใยจริงจัง ส่งผ่านความอบอุ่นไม่ต่างจากสัมผัสของมือนุ่มซึ่งเพิ่งทำแผลให้พราวจันทร์เมื่อครู่

แม้รวิวรรณจะยืนอยู่ห่างออกไป เด็กหญิงกลับรู้สึกว่าเธอเข้ามายืนอยู่กลางใจของตนมากกว่าผู้ใด

“อย่ามายุ่งกับลูกฉัน!”

พิมพ์ใจปราดเข้ามากอดบุตรสาวไว้แน่นเสียจนพราวจันทร์รู้สึกเจ็บ การขยับไหวของทรวงอกและไหปลาร้าที่เคลื่อนขึ้นลงอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจของมารดาทำให้เด็กหญิงนิ่วหน้า

“แม่…”

“อย่าไปฟังมัน อีนังนี่กับลูกมันแย่งความรักไปจากพ่อแก เขาไม่ได้ต้องการแกหรอก มีแต่แม่กับตายายเท่านั้นที่รักแกจริง”

“เหลวไหล ไม่มีใครแย่งความรักไปจากใครได้หรอก” เจตน์ขัดขึ้น

“มีสิ ก็อีผู้หญิงที่คุณทำมันท้องไง มันไปอยู่ที่ไหนแล้วล่ะ หรือคุณทิ้งมันไปอีกแล้ว หา!”

“พี่เลิกกับเขามาตั้งนานแล้ว และเขาไม่ได้ท้องจริงๆ เขาแค่อยากให้เราเลิกกัน”

“แต่คุณก็ไม่ต้องการฉันกับลูกอยู่ดี คุณบอกฉันเองว่าไม่รักฉันแล้ว คุณต้องการอิสรภาพ จะได้มั่วกับผู้หญิงคนไหนในโลกก็ได้”

“พี่ขอโทษที่ไม่ได้รักเธออย่างสามีภรรยาอีกแล้ว แต่พี่ก็ยังหวังดีต่อพิมพ์ในฐานะพี่ชายกับน้องสาว และที่สำคัญพี่ไม่เคยไม่ต้องการลูก มีแต่เธอเท่านั้นแหละที่เอาแต่กีดกันไม่ยอมให้พี่ได้เจอลูกเลย”

เจตน์จ้องมองบุตรสาวคนโต

“พ่อรักลูกนะจันทร์ ไม่มีวันไหนที่พ่อไม่รักลูก”

“อย่าไปฟังมัน! ถ้าเขารักแก เขาก็ต้องต่อสู้เพื่อแกมากกว่านี้ แต่นี่เขาไม่เคยมาหาแกเลย”

“พี่มา แต่ทุกคนไม่ยอมให้พี่ได้เจอลูก!”

พราวจันทร์มองมารดาสลับกับบิดาอย่างสับสน

“คุณมาแค่ปีแรกๆ แล้วก็หายหัวไปตั้งแต่มีอีเมียใหม่กับลูกใหม่นี่แหละ แกดูสิจันทร์ เขามีครอบครัวใหม่แล้ว เขาจะต้องการแกไปทำไม” พิมพ์ใจชี้กราดไปยังแม่หนูน้อยที่กอดเจตน์แน่นด้วยความตื่นตระหนก ตลอดจนรวิวรรณซึ่งจับมือเจตน์ไว้แน่น

“จันทร์เป็นคนในครอบครัวของพ่อเสมอนะลูก”

“ไม่จริง! ต่อให้แกเข้าไปอยู่ในครอบครัวมัน แกก็เป็นได้แค่ส่วนเกินเท่านั้นแหละ แกจำข่าวเรื่องอีแม่เลี้ยงที่เอาน้ำร้อนมาราดเด็กไม่ได้เหรอ พ่อแท้ๆ ของมันก็รู้ แต่ไม่สนใจจะช่วย เพราะกลัวอีเมียใหม่ ถ้าแกไปอยู่กับพวกมัน แกก็จะโดนอย่างนั้นแหละ”

“นี่มันจะมากไปแล้วนะคุณ ฉันไม่ทำอะไรบ้าๆ อย่างนั้นกับหนูจันทร์หรอก” รวิวรรณแย้งขึ้นมาทันที

“ตอนนี้แกก็พูดได้ แต่เอาเข้าจริงๆ แกอาจทำกับลูกฉันยิ่งกว่านั้น” พิมพ์ใจจับคางของบุตรสาวให้หันไปมองเธอ “จันทร์ ฟังแม่นะ อย่าไว้ใจใครทั้งนั้น ไม่มีใครรักลูกเท่ากับแม่และตายายอีกแล้ว ถ้าลูกไม่เชื่อแม่ วันหนึ่งน้ำตาก็จะเช็ดหัวเข่าอย่างที่แม่เคยเจอ”

พราวจันทร์ขมวดคิ้ว ความเจ็บปวดที่มารดาต้องเผชิญตลอดชีวิตการแต่งงานกับบิดาสะท้อนอยู่ในดวงตา เด็กหญิงจำได้ทุกการทุ่มเถียงระหว่างพวกเขา ทุกการกระทำของบิดา และทุกเสียงสะอื้นไห้ของมารดาที่กอดเธอร้องไห้คืนแล้วคืนเล่า

“แม่…”

“ลูกรู้แล้วใช่มั้ยว่าควรจะเชื่อใคร” พิมพ์ใจแย้มยิ้ม

“ไม่นะจันทร์ ลูกต้องฟังพ่อ พ่อไม่ใช่ผู้ชายเลวๆ คนเดิมอีกแล้วนะ” เจตน์ขัด

“อย่าไปเชื่อมัน มันตอแหลจะตาย มันเคยบอกแม่มาไม่รู้กี่พันครั้งว่าจะรักแม่คนเดียวจนตายจากกัน จะเลิกเจ้าชู้ จะปรับปรุงตัวเพื่อลูก แต่มันก็ไม่เคยทำได้”

“นั่นมันเป็นอดีตไปแล้ว!” เจตน์ตะโกน

“อย่าฟังเขา การกระทำสำคัญกว่าคำพูดเสมอ” พิมพ์ใจย้ำถ้อยคำที่สอนบุตรสาวบ่อยๆ

“พิมพ์ก็ให้โอกาสพี่ได้ใช้การกระทำพิสูจน์ให้ลูกเห็นสิ พี่ขอแค่ได้มาเยี่ยมลูกบ้างเป็นครั้งคราว คุยโทรศัพท์กับแกบ้าง เขียนจดหมายหากัน พาแกไปเที่ยว อย่างน้อยๆ ก็ในวันพ่อ…เท่านั้นเอง”

“กูเป็นทั้งตาทั้งพ่อของหลานแล้วโว้ย ไม่จำเป็นต้องมีมึง” ตาตะโกน

“เห็นมั้ยจันทร์ เขาขอแกแค่นี้ แสดงว่าเขาไม่ได้ต้องการให้แกกลับไปอยู่ในชีวิตเขาจริงๆ เสียหน่อย แกเป็นส่วนเกินของครอบครัวเขา”

“พี่ขอแค่นี้เพราะเกรงใจเธอต่างหากพิมพ์ ถ้าพี่บอกว่าขอพาลูกกลับไปอยู่ด้วยบ้างในช่วงปิดเทอม เธอก็ได้ด่าพี่น่ะสิ”

“ฉันไม่ให้โว้ย!”

“ก็รู้ไงว่าไม่ให้ ถึงได้ไม่ขอ หรือเธอจะให้พี่ฟ้องศาล ขอเป็นผู้ดูแลลูกอีกคน ฮึ” เจตน์ขึ้นเสียงกลับ หนูน้อยในอ้อมแขนของเขาแบะปากและเริ่มร้องไห้

“อย่าเอากฎหมายมาขู่ฉันนะ เราตกลงกันแล้วว่าลูกต้องอยู่กับฉัน เพราะคุณเป็นคนผิด”

“พี่รู้ แต่ไม่คิดว่าเธอจะกีดกันพี่อย่างนี้นี่”

“หยุดทะเลาะกันซะทีเถอะค่ะ เห็นไหมว่าเด็กๆ กลัวจนร้องไห้แล้ว!” รวิวรรณตะโกนห้าม เธอกอดลูกตนเองในอ้อมอกของสามีพร้อมกับจ้องมองมายังพราวจันทร์

เด็กหญิงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าน้ำตาไหล

“หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้นะจันทร์” พิมพ์ใจดุ

“พ่อขอโทษ” เจตน์เอ่ยกับพราวจันทร์พร้อมกับกอดปลอบบุตรสาวคนเล็กไปด้วย

“เห็นรึยังว่าไม่มีที่ว่างสำหรับแก ไล่เขาไปซะ อย่าให้เขามายุ่งกับแกอีก” พิมพ์ใจกระซิบเสียงต่ำและกอดพราวจันทร์ไว้อย่างหวงแหน

เด็กหญิงรู้สึกถึงความสั่นสะท้านซึ่งไม่รู้ว่ามาจากร่างของตนเองหรือมารดา แต่ที่แน่ๆ มารดาหายใจหอบมากขึ้นอย่างหวั่นใจ

“เร็วสิจันทร์ ไล่เขาไป”

“เอาอีกแล้ว คุณสอนเด็กแบบนี้ไม่ได้ เขาเป็นพ่อลูกกันนะ” รวิวรรณตำหนิ

“บอกเขาว่าแกไม่ต้องการเขาแล้ว ให้เขาออกไปจากชีวิตของเราซะ” พิมพ์ใจไม่ฟัง

“แม่…” พราวจันทร์อึกอัก หัวใจบีบรัดรุนแรง

เธอจะพูดได้อย่างไรในเมื่อเธอคิดถึงพ่อทุกวันทุกคืน และเขาก็มาหาเธอในวันพ่อ เขาไม่ได้ลืมเธอ

“เขาหลอกแก” ราวกับพิมพ์ใจเดาความคิดของบุตรสาวออก “เขามีอีสองคนนั่นแล้ว เขาไม่ต้องการแกไปเป็นส่วนเกินหรอก”

มือของมารดาจิกแน่นบนต้นแขนของบุตรสาว แต่ไม่น่ากลัวเท่ากับการหายใจหอบถี่ซึ่งน่าหวั่นวิตกว่าพิมพ์ใจอาจขาดใจตายได้ทุกเมื่อ

“เฮ้ย! ยาย หยิบยาพ่นให้พิมพ์เร็ว” ตาตะโกนสั่ง ก่อนจะปราดมาประคองพิมพ์ใจไว้

“พิมพ์…” เจตน์เอ่ยเสียงเครียด

พราวจันทร์ละล้าละลัง

“ไล่เขา…ไป…ไล่เขา…เร็ว!” มารดาอ้าปากพะงาบๆ ราวกับปลาที่อ้าปากงับลมหายใจเมื่อถูกโยนขึ้นมาอยู่บนบก นัยน์ตาที่จ้องมองบุตรสาวเหลือกถลน

พราวจันทร์คราง น้ำตาไหลคลอ เธอได้ยินเสียงร้องไห้อย่างหวาดกลัว ทั้งที่ข่มใจไม่ให้มีเสียงสะอื้นหลุดรอดออกมา

“อย่าร้องไห้สิลูก พ่ออยู่นี่”

พราวจันทร์เหลือบมองบิดา เขาไม่ได้ปลอบเธอ แต่พูดกับบุตรสาวคนใหม่ที่อยู่ในอ้อมกอดต่างหาก!

‘ซันไชน์’ กอดบิดาแน่น และเจตน์เองก็ลูบศีรษะพร้อมกับจุมพิตเด็กน้อยด้วยความอ่อนโยนอย่างที่เขาไม่เคยทำกับพราวจันทร์มานานนักหนาแล้ว!

“บอก…เขา…ว่า…แกเกลียดเขา” เสียงสั่นเครือแต่เด็ดขาดของมารดาดังขึ้น

พราวจันทร์สบตาผู้หญิงที่กอดร่างตนไว้โดยไม่เคยทิ้งไป เธอขบกรามแน่น สูดลมหายใจ แล้วหันไปเผชิญหน้าบิดา

“หนู-เกลียด-พ่อ!”

“จันทร์!” บิดาตกตะลึง เช่นเดียวกับรวิวรรณที่อุทานด้วยความตกใจ

“หนูไม่อยากเห็นหน้าพ่ออีก พ่อไปเถอะค่ะ อย่ามายุ่งกับเรา” พราวจันทร์กล่าว ทุกๆ คำให้ความรู้สึกไม่ต่างจากหวดแส้ใส่ตนเองทีละแผล

“ลูกไม่ได้คิดอย่างนี้จริงๆ หรอก” เจตน์ส่ายหน้า

“หนูคิด พ่อไปได้แล้ว” เธอเบือนหน้ากลับมามองมารดาเพื่อเรียกความมั่นใจ มารดายิ้มตอบ ขณะที่บิดาเงียบงันอยู่นาน

“พ่อจ๋า พี่โกรธเหรอ” ‘ซันไชน์’ ในอ้อมกอดเจตน์ถามเสียงสะอื้น

“พี่ไม่ได้โกรธหรอกจ้ะ แต่เอาไว้วันหลังเราค่อยมาหาพี่เขาใหม่ จันทร์ วันหลังพ่อจะมาใหม่นะลูก”

“ไม่!” พิมพ์ใจปฏิเสธแทนบุตรสาว

พราวจันทร์ไม่กล้าหันกลับไปมองบิดา เธอได้ยินเสียงเขาและครอบครัวใหม่เดินจากไป น้ำตาที่เธอเก็บกักไว้หยดเผาะลงมาบนร่างของมารดา

“ดีมากลูก อย่าร้องไห้ให้ศัตรูเห็น น้ำตามีไว้สำหรับคนอ่อนแอเท่านั้น” พิมพ์ใจใช้ปลายนิ้วปาดน้ำตาบนแก้มของเธอให้

พราวจันทร์พยักหน้า เธอกล้ำกลืนน้ำตากลับไป แต่อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองผู้ชายที่เธอคิดถึงทุกคืนวันเป็นครั้งสุดท้าย

เขาเดินไปไกลแล้วก็จริง แต่หันหลังกลับมามองเธอราวกับรู้ ใบหน้าของบิดาเศร้าสร้อยพอๆ กับรวิวรรณ มีเพียง ‘ซันไชน์’ หรือ ‘ตะวัน’ เท่านั้นที่ยังยิ้มได้ ทั้งยังโบกมือมาให้อีกด้วย

พราวจันทร์กำมือแน่น เมินหน้าหนี ทั้งที่ไม่อยากละสายตาจากพวกเขา

นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตที่เธอได้เจอน้องสาว…และเธอกำลังจะได้เจอตะวันฉายอีกครั้ง!

Don`t copy text!