พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 4 : หัวใจไม่เคยจาก

พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 4 : หัวใจไม่เคยจาก

โดย :

พราวจันทร์ตะวันฉาย เรื่องราวของพราวจันทร์ ผู้หญิงเชยๆ ที่มีฝันอยากเป็นคิวเรเตอร์มือหนึ่งแต่ไม่กล้าไขว้คว้าจนตะวันฉาย น้องสาวต่างมารดาเข้ามาในชีวิต…พระจันทร์กับดวงตะวันไม่เคยอยู่คู่ฟ้าในเวลาเดียวกัน แล้วทั้งคู่จะอยู่ร่วมกันได้ไหม นวนิยายแนวโรแมนติกคอเมดี้ โดย แพรณัฐ…นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-4-

 

โอย…แย่แล้ว…มันต้องเจ็บมากแน่ๆ!

พราวจันทร์หลับตาปี๋ แต่…ไม่เลย นอกจากเธอจะไม่รู้สึกเจ็บแล้ว ยังมีความมั่นคงอันหอมละมุนรองรับอยู่อีกด้วย

หญิงสาวลืมตาโพลง แม้แว่นตาจะเอียงกระเท่เร่อยู่บนดั้งจมูก เธอก็ยังมองเห็นว่าตนซุกหน้าอยู่กับแผงอกกว้างของชายหนุ่มวัยสามสิบเศษ หน้าตาหล่อเหลาราวกับดารา และมีดวงตาแวววาวราวกับจับหมู่ดาวที่พร่างพราวอยู่บนท้องฟ้ามาไว้ในนั้น

หัวใจของพราวจันทร์เต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นกับใคร แม้แต่บรม

นะ…นี่มัน…พี่ตุลย์ของเธอไม่ใช่หรือ!? พี่ตุลย์ในความทรงจำเป็นแค่เด็กซนๆ ไม่สิ ไม่ใช่อีกแล้ว…แต่ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำหล่อเนี้ยบคนนี้คือตุนทรัพย์ นับทรัพย์มหาศาล บุคคลที่เพื่อนของตะวันฉายกล่าวถึงเมื่อครู่ เขาคือผู้กุมบังเหียนบริษัท นับทรัพย์มหาศาล จำกัด (มหาชน) อันยิ่งใหญ่ระดับภูมิภาคเอเชีย ซึ่งสืบทอดกิจการกันมาถึงสี่ชั่วอายุคนแล้วตอนเด็กๆ ยามที่พราวจันทร์คิดถึงบิดา เธอก็นึกถึงตุนทรัพย์ไปด้วย แต่เขาก็ไม่ต่างอะไรกับเจตน์ ไม่คิดถึงเธอ ไม่เคยติดต่อมา และคงจำเธอไม่ได้ มีเพียงเธอเท่านั้นที่เฝ้านึกถึงเขา…พราวจันทร์แอบติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของบิดา รวมถึงเรื่องของบริษัทนับทรัพย์มหาศาลซึ่งเจตน์ทำงานอยู่จนถึงวาระสุดท้าย เธอได้ทราบว่าตุนทรัพย์เข้ามาดำรงตำแหน่งซีอีโอต่อจากเจ้าสัวนับทองตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน มีรูปกับบทสัมภาษณ์ของชายหนุ่มอยู่ในสื่อต่างๆ แม้พราวจันทร์จะน้อยใจ แต่ก็ยินดีในความสำเร็จของตุนทรัพย์

หลายครั้งที่ตะวันฉายลงรูปถ่ายซึ่งมีชายหนุ่มหรือบุคคลในครอบครัวเขาอยู่ด้วยพร้อมกับแท็กชื่อตุนทรัพย์ในโซเชียลมีเดีย พราวจันทร์ตามลิงก์เข้าไปดู ทว่าตุนทรัพย์ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวไว้ จำกัดจำนวนผู้ชมเฉพาะคนที่เป็นเพื่อนในทุกช่องทางของโซเชียลมีเดีย  เธอจึงไม่อาจล่วงล้ำเข้าสู่โลกของเขาได้

นี่เป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบกว่าปีที่พราวจันทร์ได้เข้าใกล้ตุนทรัพย์มากที่สุด ใกล้ขนแทบจะถูกหมู่ดาวระยิบระยับในดวงตาของเขาดึงดูดให้หลงใหล

เรียวปากหยักซึ่งมีไรเคราจางๆ ขยับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มมาให้ พราวจันทร์เกือบจะยิ้มตอบ หากไม่ได้ยินเสียงใครอีกคนถามขึ้นดังๆ

“ป้าๆ เป็นไงมั่ง”

ห้วงอวกาศซึ่งมีดวงดาวสุกสกาวงดงามถูกระเบิดทำลายล้างดังบึ้ม!

พราวจันทร์ทะลึ่งพรวดจากอ้อมแขนแข็งแกร่ง ผลักอกของชายหนุ่มในสูทสีดำหล่อเนี้ยบออกไปอย่างแรง เธอได้ยินเสียงตุนทรัพย์อุทานเบาๆ

หญิงสาวเพิ่งสังเกตเห็นผู้ชายอีกคนซึ่งสวมชุดซาฟารียืนอ้าปากค้างอยู่ ในมือของเขามีกระเป๋าสานที่เจ้าตัวคงเก็บมาให้ ก่อนเขาจะโวยวายเสียงดังลั่น

“เอ้า! ทำไมป้าทำงี้ล่ะ เจ้านายผมอุตส่าห์ช่วย เดี๋ยวก็ล้มลงไปอีกหรอกป้า”

ระเบิดอีกลูกแผดก้องในหัวของพราวจันทร์!

เธอไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบมองตุนทรัพย์ผู้เติบโตขึ้นเป็นหนุ่มหล่อราวกับเจ้าชายในฝัน หญิงสาวคว้ากระเป๋าสานจากมือคนพูด พึมพำขอบคุณ แล้วก้มหน้างุด จ้ำพรวดหนีไปด้วยความอับอาย

 

ตุนทรัพย์ยังอยู่ในงาน ซึ่งมันแน่อยู่แล้ว เขาสนิทกับบิดาของเธอมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ครอบครัวของเขาก็เช่นกัน…เจ้าสัวนับทอง และคุณนายสร้อยเพชร บุพการีของชายหนุ่มอยู่ตรงเก้าอี้ประธาน ถัดไปเป็นตุนทรัพย์ และตะวันฉาย

พราวจันทร์กัดเล็บด้วยความกลุ้มใจ เธอไม่กล้าสู้หน้าชายหนุ่มอีกแล้ว โทษฐานที่ซุ่มซ่าม แล้วยังปล่อยเนื้อปล่อยตัวอยู่ในอ้อมกอดเขาอยู่เป็นนาน แถมยังถูกผู้ติดตามของเขาเรียกว่า ‘ป้า!’

น่าอายชะมัด ใครจะคิดว่าเธอจะกลับมาเจอเขาอีกครั้งในสถานการณ์เช่นนี้ เธอขายหน้าเสียจนไม่กล้าให้ชายหนุ่มเห็นเป็นครั้งที่สอง

เธอคงกลับไปหาตะวันฉายไม่ได้อีกแล้ว!

หญิงสาวลอบมองตุนทรัพย์กับน้องต่างมารดา บทสนทนาระหว่างตะวันฉายกับเพื่อนๆ  ตลอดจนแก้มแดงๆ ที่ไม่น่าจะเกิดจากสีของบรัชออนบนนวลแก้มของตะวันฉายน่าจะบ่งบอกว่า ทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่พิเศษต่อกัน

พราวจันทร์ยิ้มขื่นๆ ระหว่างที่เธอไปมีชีวิตใหม่กับมารดาที่ลำพูน บิดาก็มีภรรยากับบุตรสาวคนใหม่ ตุนทรัพย์จึงได้มีน้องสาวคนใหม่อีกเช่นกัน

เขาคงลืมเธอไปแล้ว เหมือนที่บิดาเธอเองก็ลืม

หลายปีที่ไม่มีเธออยู่ ความแน่นแฟ้นระหว่างพวกเขาคงพัฒนาไปไกลมากกว่าการเป็นพี่น้องกันธรรมดา ตุนทรัพย์กับตะวันฉายช่างเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก ผู้ชายหล่อเนี้ยบราวกับพระเอกหนังย่อมคู่กับสาวน้อยผู้งดงามผ่องใสประดุจดวงอาทิตย์เจิดจ้าซึ่งสะกดสายตาทุกผู้คน

พราวจันทร์เบี่ยงตัวหลบหลังเสาต้นใหญ่ทันทีที่เห็นว่าตุนทรัพย์เหลือบมองมาทางนี้ เป็นธรรมดาของดวงจันทร์ซึ่งต้องเร้นกายอยู่ในความมืด

หญิงสาวหลบเลี่ยงพวกเขาไปจนตลอดพิธีฌาปนกิจศพ แม้จะสังเกตว่าตะวันฉายและเพื่อนรักทั้งสองชะเง้อมองหาตน เธอแฝงตัวเดินตามผู้คนกลุ่มใหญ่ที่ขึ้นไปบนเมรุตอนเผาหลอก เพื่อนำดอกไม้จันทน์ใส่ในเตาเผาศพของบิดา โชคดีที่ไม่มีใครสนใจเธอ

ทว่าในช่วงเวลาแห่งการเผาจริง ตุนทรัพย์กับบุพการีอยู่ร่วมพิธีด้วย พราวจันทร์จึงไม่กล้าขึ้นไปบนเมรุ หญิงสาวเกลียดตนเองที่อับอายเกินกว่าจะเผชิญหน้า จึงได้แต่ยืนส่งบิดาอยู่ไกลๆ

หญิงสาวร่ำไห้อยู่เงียบๆ ปล่อยให้น้ำตาไหล ทั้งที่เธอพยายามควบคุมสุดความสามารถ

กลุ่มควันที่ลอยจากปล่องไฟของเตาเผาศพคือร่องรอยสุดท้ายของบิดา และอีกไม่ช้าร่างของเขาก็จะเหลือเพียงเศษเถ้าธุลี

ไม่มีอีกแล้ว ‘พ่อ’ ที่เธอโหยหา ไม่มีแม้แต่คำร่ำลาระหว่างกัน

ม่านน้ำตาไหลลงมาบดบังจนพราวจันทร์มองไม่เห็นควันที่พลุ่งออกจากปล่องไฟ เธอใช้หลังมือเช็ดน้ำตา แต่ยิ่งเช็ด น้ำตาก็หลั่งไหลมากขึ้น

“ผ้าเช็ดหน้าครับ”

เสียงนุ่มทุ้มเรียกให้หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองคนพูดโดยพลัน ตุนทรัพย์ยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้พร้อมกับยิ้มอ่อนโยน ดวงดาวในดวงตาทอประกายอบอุ่นราวกับต้องการปลอบประโลมเธอ

“เอาไปสิครับ” ชายหนุ่มคะยั้นคะยอ

พราวจันทร์ยื่นมือออกไปอย่างลังเล ทว่ายังไม่ทันรับผ้าเช็ดหน้า ผู้ชายสวมชุดซาฟารีคนเดิมก็วิ่งเหยาะๆ มาพร้อมส่งเสียงโหวกเหวก

“อ้าว เป็นอะไรไปอีกแล้วล่ะป้า!”

พราวจันทร์ชะงักกึก เธอเบิกตากว้างมองตุนทรัพย์ด้วยความอับอายแทบมุดแผ่นดินหนี

“ขอโทษค่ะ”

หญิงสาวพูดเร็วๆ และรีบหนีไป ทิ้งตุนทรัพย์ไว้กับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น

 

พราวจันทร์หลบไปซ่อนตัวเงียบๆ จนกระทั่งแน่ใจว่าตุนทรัพย์กับบุพการีเดินทางกลับไปแล้ว เธอจึงขึ้นไปไหว้ลาบิดาบนเมรุอีกครั้ง

ตะวันฉายยืนนิ่งสงบอยู่หน้าเตาเผา ใบหน้าหวานอาบน้ำตา แต่ยังงดงาม

“หนูคิดว่าพี่จันทร์กลับไปแล้วซะอีก”

“ยังหรอก พี่จะมาลาพ่อก่อน” พราวจันทร์พนมมือไหว้ที่เตาไฟ หลับตากล่าวลาบิดาในใจ แล้วจึงลืมตาขึ้น

“หนูตามหาพี่ตั้งนาน เจ้าสัวกับนายหญิงอยากเจอค่ะ”

“พี่ไม่พร้อมจะเจอใคร ขอโทษด้วย”

เสียงเรียบๆ ของเธอทำให้ตะวันฉายชะงักงัน ก่อนเจ้าตัวจะพยักหน้า

“ค่ะ หนูเข้าใจ”

พราวจันทร์ผงกศีรษะให้น้อง บรรยากาศเคร่งเครียดเสียจนเธอตัดสินใจว่าควรต้องไปจริงๆ หญิงสาวผินมองเตาเผาเป็นครั้งสุดท้าย แต่เท้าทั้งสองไม่ยอมก้าวออกไป

“พรุ่งนี้เรามาเก็บอัฐิพ่อได้ตั้งแต่เช้า ตะวันจะฝากท่านไว้ข้างๆ แม่ในห้องเก็บอัฐิในสุสาน พี่จันทร์…มากับหนู…ได้มั้ยคะ”

คนถามจับมือเธออย่างอ้อนวอน น้ำตาเอ่อคลอ

“นะคะ หนูคงมาคนเดียวไม่ได้ ถ้าไม่มีพี่”

“เพื่อนๆ เธอล่ะ”

“เพื่อนก็ไม่เหมือนพี่ นี่พ่อนะคะ…พ่อของเราสองคน”

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำพูดหรือดวงตาเว้าวอนของน้องสาวกันแน่ที่ทำให้พราวจันทร์จำต้องกลืนคำปฏิเสธลงไป

“ก็ได้ พี่จะมา”

“ขอบคุณค่ะ” ตะวันฉายโผกอดเธอด้วยรอยยิ้มผสมน้ำตา

พราวจันทร์นิ่วหน้าพลางแกะมือนุ่มนิ่มของน้องสาวออก ทว่าตะวันฉายยังคงใช้มือทั้งสองกอดเอวเธอไว้

“พ่อต้องดีใจแน่ๆ ที่พี่จะมาด้วย” ตะวันฉายหันไปสะอึกสะอื้นกับเตาเผาศพ “พ่อขาพรุ่งนี้พี่จันทร์จะมารับพ่อด้วยอีกคนนะคะ เรื่องที่พ่อฝากไว้ ตะวันจะจัดการให้ พ่อไม่ต้องห่วง”

พราวจันทร์ฉุกใจกับคำพูดของน้องสาว เธอนิ่วหน้า มองตะวันฉายด้วยความสงสัย

“พ่อสั่งเอาไว้นานแล้วค่ะ ให้ตะวันบอกพี่จันทร์ให้ได้ ไม่งั้นพ่อคง…นอนตาไม่หลับ”

“พ่อสั่งว่าอะไร”

“พี่จันทร์กลับบ้านกับหนูนะคะ คืนนี้ไปค้างด้วยกัน แล้วหนูจะบอก”

“เธอบอกพี่ที่นี่ก็ได้” มันจะได้จบๆ พราวจันทร์ต่อประโยคเองในใจ

“ไม่ได้หรอกค่ะ มันเป็นคำสั่งเสียที่พ่อเขียนไว้ หนูเก็บไว้ที่บ้าน พี่ต้องอ่านมันเอง…นะคะพี่จันทร์ กลับบ้านเราด้วยกันเถอะนะ” ตะวันฉายเขย่ามือเธออย่างอ้อนๆ

“บ้านของเธอคนเดียว ไม่ใช่ของพี่” พราวจันทร์แก้คำผิด

“ของพี่จันทร์ด้วยค่ะ พ่อทำพินัยกรรมยกบ้านให้พี่กับหนูคนละหลังกัน”

“คนละหลัง…” พราวจันทร์ขมวดคิ้ว

“ค่ะ” ตะวันฉายพยักหน้า “บ้านมีสองหลัง ของเราสองคน ถ้าพี่จันทร์กลับบ้านกับหนู ก็จะเข้าใจเอง”

 

ตอนที่แม่พาพราวจันทร์ออกไปจากบ้านหลังนี้ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไม่ได้กลับมา นั่นคือเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว

บ้านหลังน้อยซึ่งพราวจันทร์จำได้รางๆ ไม่เปลี่ยนไปจากเดิมนัก สีของอาคารที่ยังใหม่บ่งบอกว่าผู้อยู่อาศัยดูแลมันอย่างดี

สิ่งที่เปลี่ยนไปนอกจากต้นไม้ซึ่งเติบโตจนร่มรื่นไปทั่วบริเวณแล้ว พื้นที่ว่างที่เคยเป็นสนาม บัดนี้มีบ้านอีกหลังหนึ่งตั้งอยู่ ขนาดของมันใกล้เคียง หรืออาจเล็กกว่าบ้านหลังเก่าเสียด้วยซ้ำ

“นั่นบ้านตะวันค่ะ พ่อสร้างใหม่ตอนแต่งงานกับแม่ หลังเดิมของพี่จันทร์ พ่อเก็บไว้ให้พี่”

ตะวันฉายเล่าด้วยรอยยิ้มติดจะเศร้าสร้อยหลังจากที่พราวจันทร์ขับรถปิกอัปบุโรทั่งของตามาจอดเคียงข้างรถมินิฯ คันหรูของตะวันฉายในโรงรถ และออกมายืนบนสนามหญ้าด้วยกัน

“ปกติแล้วไม่มีใครอยู่ในบ้านพี่จันทร์หรอกนะคะ แต่เราก็ทำความสะอาดอาทิตย์ละสองครั้ง พ่อมักจะหอบงานไปทำในนั้น ตะวันให้คนมาทำความสะอาดทุกวันตั้งแต่ตอนที่เราคุยโทรศัพท์กันเผื่อพี่จันทร์จะกลับมาค้าง หรือถ้าพี่อยากไปนอนบ้านโน้นด้วยกันก็ได้นะคะ ตะวันให้เขาทำห้องพักแขกไว้แล้วเหมือนกัน”

“ขอบใจจ้ะ ถ้าค้างพี่ก็จะค้างในบ้านหลังนั้นแหละ” พราวจันทร์บุ้ยปากไปยังบ้านเดิมของเธอ “แค่คืนเดียว พรุ่งนี้พี่ก็ไปแล้ว”

เธอตาฝาดไปเองหรือไม่ที่เห็นตะวันฉายมีสีหน้าผิดหวัง

“เราเข้าไปกันเถอะค่ะ” น้องสาวชวนและสั่งแม่บ้านจากประเทศใกล้เคียงให้นำกระเป๋าเดินทางใบน้อยของพราวจันทร์ตามมา

พราวจันทร์หยุดยืนหน้าประตู รอให้ตะวันฉายไขกุญแจ การมองประตูบานเดิมที่เปิดออกอีกครั้งสร้างความตื่นเต้นพอๆ กับทำให้เธอรู้สึกจุกแน่นในอก คัดขึ้นมาถึงจมูก อัดท้นสู่กระบอกตาที่ร้อนผ่าว และพร้อมจะกลั่นน้ำตาให้พรั่งพรู

ภัณฑารักษ์สาวไม่เคยรู้มาก่อนว่าการเข้ามาในบ้านจะให้ความรู้สึกทั้งเต็มตื้นและโหวงเหวงระคนกัน แต่ที่แน่ๆ เธอเพิ่งตระหนักว่าตนคิดถึงบ้านหลังนี้มากเพียงไร

หรือบางที…สิ่งที่เธอคิดถึงอาจไม่ใช่บ้าน ข้าวของเครื่องใช้ หรือบรรยากาศเดิมๆ แต่เป็นบุคคลที่เคยอาศัยอยู่ด้วยกันต่างหาก

หญิงสาวก้าวเข้าไปในบ้านและเห็นจริงดังที่ตะวันฉายบอก…ทุกอย่างยังคงสภาพเดิมเฉกเช่นวันสุดท้ายที่พราวจันทร์จากไป เธอจำไม่ได้ชัดเจนหรอก แต่ความรู้สึกและความทรงจำจางๆ ในหัวบอกเช่นนั้น

พราวจันทร์มองห้องนั่งเล่นซึ่งเป็นส่วนหน้าสุดของบ้าน มีโซฟาที่บิดามักนั่งดูโทรทัศน์ มารดาอ่านหนังสือ แล้วเธออยู่ไหนน่ะหรือ ก็นอนหนุนตัก ‘พ่อ’ อยู่น่ะสิ บางทีก็นั่งบนโต๊ะเล็กๆ ติดประตูกระจกตรงนั้น หันหน้าออกไปชมสวนดอกไม้

หญิงสาวโน้มกายลง ไล้ปลายนิ้วไปบนโต๊ะซึ่งมีตัวอักษร ก. ถึง ฮ. พร้อมภาพการ์ตูนประกอบอย่างที่เด็กในรุ่นเธอคุ้นเคยกันดี ‘พ่อ’ เคยสอนเธอปั้นดินน้ำมัน วาดรูป และเล่นตัวต่อซึ่งกล่องของมันยังคงวางอยู่บนตู้ข้างหน้าต่าง

พราวจันทร์เปิดฝากล่อง หยิบตัวต่อสีสวยออกมาพิศมองด้วยความประหลาดใจที่บิดายังเก็บไว้ เธอกำตัวต่อในมือแน่น ปล่อยให้ปุ่มเล็กๆ กดอุ้งมือ ราวกับต้องการประทับความรู้สึกในวันวานให้ขึ้นใจ

เสียงกระแอมที่ดังขึ้นดึงสติของพราวจันทร์กลับสู่ปัจจุบัน ตะวันฉายมองมาอย่างเกรงใจ

“ขอโทษนะคะพี่ หนูจะขอตัวไปหยิบพินัยกรรมกับของที่พ่อฝากไว้ให้พี่แป๊บหนึ่ง เดี๋ยวจะรีบมา เชิญพี่ตามสบาย” ตะวันฉายก้าวออกไป ก่อนจะหันหลังกลับมาใหม่ “อ้อ กระเป๋าเดินทาง หนูให้เอาขึ้นไปบนห้องนอนแล้วนะคะ แต่ถ้าพี่เปลี่ยนใจไปนอนบ้านโน้นด้วยกันก็ไม่มีปัญหาค่ะ ตามสบายนะคะ นี่คือบ้านของพี่เหมือนกัน”

น้องสาวเดินออกไปแล้ว ทิ้งพราวจันทร์ให้ยืนเคว้งคว้างด้วยความรู้สึกเหมือนเด็กหลงทาง แม้จะอยู่ในบ้านซึ่งเคยอาศัย

เธอมองไปรอบๆ มีทั้งความหดหู่จนอยากวิ่งหนีออกไป หากกระนั้นก็รู้สึกโหยหาจนไม่อยากจากไป หญิงสาวสำรวจไปรอบๆ ชั้นหนึ่งของบ้านด้วยความรู้สึกปั่นป่วน ก่อนจะก้าวขึ้นบันได และตรงเข้าไปตามทิศทางของห้องนอนซึ่งเธอจำได้เลาๆ

ห้องนอนใหญ่ก็ไม่ต่างจากบริเวณอื่นซึ่งแทบไม่เปลี่ยนไปจากเดิม มีเตียงขนาดคิงไซซ์ของบิดามารดาตั้งอยู่กลางห้อง และเตียงเล็กๆ อีกหลังหนึ่งของเธอเอง

พราวจันทร์เปิดผ้าคลุมเตียงลายการ์ตูนออก คลี่ยิ้มเมื่อเห็นดวงตากลมแป๋วคู่หนึ่งจ้องตอบมา

มันคือตุ๊กตาฮิปโปโปเตมัสสีเทาอ่อน ขนฟู นุ่มนิ่ม ท้องป่องอย่างน่าขัน หญิงสาวหยิบมันขึ้นมา เจ้าฮิปโปอ้าปากกว้างราวกับยิ้มทักทายเธอด้วยความยินดี

“หวัดดี พี่ปากอ้า” หญิงสาวกอดเจ้าฮิปโปแนบแน่น ซุกหน้าลงกับศีรษะนุ่มนิ่มของมันพร้อมกับหลับตา

นี่คือเพื่อนที่เธอรักมากที่สุด รักพอๆ กับ ‘คนให้’ และติดมันพอๆ กับที่เธอติดเขา

ตอนที่พราวจันทร์ได้มันมา เธอติดมันมาก พาไปด้วยทุกที่ นอนกอดทุกคืน แต่ยามที่มารดาพาเธอหนีออกจากบ้านหลังจับได้ว่าบิดาทำผู้หญิงอื่นตั้งครรภ์ และผู้หญิงคนนั้นมาอาละวาดทวงสิทธิ์ถึงบ้าน มารดาก็รีบเก็บของเท่าที่จำเป็น แล้วอุ้มเธอขึ้นรถทัวร์ โดยไม่ได้เอาตุ๊กตาสุดที่รักตัวนี้ไปด้วย พราวจันทร์ร้องไห้หามันทุกวัน พอๆ กับที่ร่ำไห้คิดถึงบิดา

ผู้เป็นตาต้องขับรถขึ้นเชียงใหม่ไปหาตุ๊กตาที่คล้ายกันมาทดแทน แม้จะเหมือนกันเป๊ะ แต่ก็ให้ความรู้สึกแตกต่าง พราวจันทร์จึงยังร้องไห้จนมารดาโกรธ เและยื่นคำขาดให้เธอตัดใจจากมัน เช่นเดียวกับที่ต้องตัดใจจากบิดา

ในวัยห้าขวบเศษ พราวจันทร์ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ไยเธอจึงต้องทิ้งทุกคนและทุกสิ่งอันเป็นที่รักเพื่อไปใช้ชีวิตใหม่ในลำพูน แม้จะรับรู้ว่ามารดาสะเทือนใจอย่างหนัก กอดเธอร่ำไห้ทุกวันคืน คร่ำครวญถึงบิดา  สลับกับด่าทอ

พราวจันทร์เพิ่งมาเข้าใจตอนโต ตั้งแต่จำความได้ บิดามารดาก็ทะเลาะเบาะแว้งเสียงดังกันเป็นปกติ ไม่มีวันไหนที่พวกเขาไม่ทุ่มเถียง สร้างความหวาดกลัวให้แก่พราวจันทร์จนเธอเก็บความเครียดของผู้ใหญ่มาใส่ตัว

บิดามารดาอาจเคยรักกันตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา พวกเขาพบกันในงานกีฬามหาวิทยาลัยซึ่งจัดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ ความที่คนหนึ่งอยู่กรุงเทพฯ อีกคนเป็นสาวเหนือ พวกเขาจึงคบกันทางไกล ไม่ได้รู้จักกันมากพอก่อนจะตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน วันที่พวกเขามีพราวจันทร์ ความรักใกล้จบสิ้นลงแล้ว ลูกไม่ใช่โซ่ทองคล้องใจของใครเลย

นึกมาถึงตรงนี้ พราวจันทร์จึงกอดเจ้าปากอ้าแน่นขึ้นอย่างยึดเป็นที่พึ่งเหมือนที่เคยทำในวัยเด็ก

ใบหน้าของเด็กชายซึ่งมอบมันให้หลังจากเขาไปเที่ยวสวนสัตว์เขาดินด้วยกันกับเธอ และรู้ว่าพราวจันทร์ติดใจฮิปโปโปเตมัส เขาทำหน้าแปลกๆ ตอนเธอขอให้เขาตั้งชื่อให้มัน หลังคิดอยู่นานหลายนาที เขาก็สรุปที่ชื่อ ‘ปากอ้า’

ภาพของเด็กชายซึ่งเป็นดั่งผู้พิทักษ์ดูแลเธอ ผุดขึ้นในห้วงความคิด ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยใบหน้าปัจจุบันอันหล่อเหลา

‘พี่ตุลย์’ คงลืมไปแล้วว่าเคยมีเธออยู่ในโลก…พราวจันทร์ค้อนใส่เจ้าปากอ้า เอามันวางลงบนเตียงตามเดิม

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ตะวันฉายเยี่ยมหน้าเข้ามา

“พี่อยู่นี่จริงๆ ด้วย ขออนุญาตนะคะ”

น้องสาวต่างมารดายิ้มพลางเปิดประตูกว้างขึ้น ในอ้อมแขนของตะวันฉายมีกล่องใบโตซึ่งตกแต่งลวดลายด้วยกรรมวิธีเดคูพาจ ขณะที่แม่บ้านซึ่งเดินหอบลังพลาสติกขนาดใหญ่กว่าตามมา

“ของที่พ่อฝากไว้ให้ค่ะ”

ตะวันฉายยิ้มเศร้า เธอวางกล่องใบสวยลงบนเตียงใหญ่ สั่งให้สาวใช้วางลังไว้กับพื้นข้างเตียง และยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้พราวจันทร์

“พินัยกรรม พี่ลองอ่านดูนะคะ หลักๆ ก็คือพ่อยกบ้านหลังนี้ให้พี่ อีกหลังให้ตะวัน แล้วก็มีทรัพย์สินอื่นอีกนิดหน่อย กับเงินในธนาคาร”

“เธอเก็บไว้เถอะ พี่ไม่เอา”

“แต่พ่อตั้งใจให้พี่นะคะ ท่านสั่งเอาไว้ละเอียดยิบเลย แม้แต่เรื่องบ้านทั้งสองหลัง ถ้าพี่จันทร์ไม่สบายใจก็กั้นรั้วระหว่างกันได้ พ่อทำประตูทางออกไว้ให้บ้านแต่ละหลังเรียบร้อยแล้ว จะได้ไม่มีปัญหาทีหลัง ถ้าหากว่าพี่จันทร์…เอ่อ…อยากขาย” วงหน้าของตะวันฉายหมองหม่นลง

“พี่ยังไม่คิดเรื่องนั้นหรอก” พราวจันทร์เอ่ย

“ค่อยยังชั่วหน่อย” ตะวันฉายยิ้มโล่งอก

“พรุ่งนี้หลังเก็บอัฐิของพ่อ พี่ก็จะกลับลำพูน”

“พี่ไม่อยากอยู่กับหนูอีกสักหน่อยเหรอคะ”

พราวจันทร์เกือบถามไปแล้วว่าทำไมเธอจึงต้องอยู่ แต่ใบหน้าเศร้าสลดของน้องสาวทำให้เธอเก็บถ้อยคำไว้

“ไม่เป็นไรค่ะ ตะวันเข้าใจ พี่จันทร์คงต้องรีบกลับไปทำงาน”

หากไม่ใช่เพราะสีหน้าทุกข์ระทมของตะวันฉายที่ไม่น่าเป็นการเล่นละคร พราวจันทร์เกือบต่อว่าไปแล้วว่าน้องสาวต้องการเยาะเย้ยคนตกงานอย่างตนหรือไร

ตะวันฉายไม่น่าจะรู้ว่าเธอไม่มีงานให้ต้องลาอีกแล้ว…ไม่มีที่ให้ไปด้วยซ้ำ…

พราวจันทร์ฝากบ้านไว้กับพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยที่พำนักอยู่ใกล้กัน บอกพวกเขาว่าอีกหลายวันกว่าจะกลับไป เธอตั้งใจจะอยู่กรุงเทพฯ เพื่อจัดการธุระบางอย่างที่ปรารถนาจะทำมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาส หรือจะพูดให้ชัดๆ ก็คือ เธอไม่กล้าที่จะทำ

ณ วันนี้ไม่มีใครหรืออะไรรออยู่ อาจถึงเวลาที่เธอควรเดินออกจากโซนปลอดภัย เพื่อเดินตามความฝันของตัวเองเหมือนที่ตาณพร่ำบอก

ตะวันฉายเห็นพี่สาวเงียบไป จึงมีสีหน้าหมองไหม้ยิ่งขึ้น

“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าพี่จันทร์ต้องรีบกลับ หนูก็เข้าใจ แต่ว่าตอนนี้พี่ลองอ่านพินัยกรรมของพ่อดูอีกทีนะคะ หนูทำก๊อบปี้ไว้ให้แล้ว พี่เอากลับไปได้เลย หนูจะขอไปอาบน้ำแป๊บเดียว เหนียวตัวมาตั้งแต่เช้าแล้ว เดี๋ยวจะรีบกลับมา ไหนๆ เราก็มีเวลาอยู่ด้วยกันแค่คืนเดียว มาใช้ให้คุ้มค่ากันดีกว่า”

ตะวันฉายโอบเอวพี่สาว พราวจันทร์ได้แต่ยืนตัวแข็งตอนที่น้องซบหน้าลงกับต้นแขนของตนอย่างประจบ

“เดี๋ยวหนูมานะ พี่อย่าลืมดูของในนั้นด้วย พ่อกำชับว่าให้พี่เปิดดู”

พราวจันทร์มองประตูที่ปิดลง แล้วจึงผินหน้าไปยังกล่องและลัง ก่อนจะขมวดคิ้ว เธอไม่สนใจพินัยกรรมด้วยซ้ำ แต่เอื้อมมือไปเปิดฝาลังพลาสติกบนพื้นเนื่องจากอยู่ใกล้มือที่สุด

Don`t copy text!