พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 6 : ใกล้แค่เอื้อม

พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 6 : ใกล้แค่เอื้อม

โดย :

พราวจันทร์ตะวันฉาย เรื่องราวของพราวจันทร์ ผู้หญิงเชยๆ ที่มีฝันอยากเป็นคิวเรเตอร์มือหนึ่งแต่ไม่กล้าไขว้คว้าจนตะวันฉาย น้องสาวต่างมารดาเข้ามาในชีวิต…พระจันทร์กับดวงตะวันไม่เคยอยู่คู่ฟ้าในเวลาเดียวกัน แล้วทั้งคู่จะอยู่ร่วมกันได้ไหม นวนิยายแนวโรแมนติกคอเมดี้ โดย แพรณัฐ…นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-6-

 

น้องสาวของพราวจันทร์เยี่ยมหน้ามาจากนอกประตู และก้าวขาเข้ามาข้างหนึ่ง

“ตะวันเข้าไปได้มั้ยคะ”

“นั่นเธอก็เข้ามาแล้วไม่ใช่เหรอ”

ท่าทางเย็นชาของพราวจันทร์ทำให้ตะวันฉายหน้าเสีย คนเป็นพี่พราวจันทร์วางรูปภาพฝีมือน้องสาวในวัยเด็กลงบนที่นอน แสร้งถอดแว่นตาออกมาเช็ด และรีบใส่กลับเข้าไปใหม่ หวังว่ามันจะช่วยบังดวงตาแดงก่ำกับเปลือกตาซึ่งบวมช้ำจากการร้องไห้

“ขอโทษที่มารบกวนค่ะ หนูไม่อยากอยู่คนเดียว ไม่มีพ่อแล้ว บ้านเงียบเหลือเกิน แต่ถ้าพี่จันทร์ไม่อยากให้หนูอยู่ หนูก็จะ…”

“พี่ยังไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”

น้ำเสียงสั่นเครือของน้องสาวทำให้เธอทนใจแข็งอยู่อีกไม่ไหว พราวจันทร์เองก็เคยผ่านการสูญเสียยาย ตา และมารดามาแล้ว รู้ดีว่าความเงียบซึ่งอีกฝ่ายเผชิญอยู่ในขณะนี้เป็นอย่างไร

ตะวันฉายยิ้มซาบซึ้ง กลิ่นวานิลลาหอมหวานจากผิวเนียนผ่องกรุ่นกำจายไปทั่วห้อง เธอสวมชุดนอนลายการ์ตูนสีขาวเทา ดูเหมือนเด็กมัธยมฯ มากกว่าหญิงสาวที่เพิ่งจบปริญญาตรีมาหมาดๆ วงหน้าใสปราศจากเครื่องสำอาง ทำให้เห็นตาบวมๆ ที่บ่งบอกว่าก่อนหน้านี้เจ้าตัวคงแอบไปร้องไห้มายกใหญ่

“พี่จันทร์ยังไม่อาบน้ำอีกเหรอคะ หนูเตรียมผ้าเช็ดตัว ชุดนอน แล้วก็ของใช้ส่วนตัวให้พี่แล้ว อยู่ในห้องน้ำ…อุ๊ย! รูปที่หนูวาดนี่ พ่อเก็บไว้นี่เอง ตลกจัง ใครจะฉีกปากกว้างถึงหูได้ขนาดนี้ พี่จันทร์ดูสิคะ ตัวสูงกว่าหลังคาบ้านอีก”

ตะวันฉายหัวเราะ ปราดมานั่งตรงข้ามกับพราวจันทร์บนเตียง และหยิบภาพอื่นๆ กับจดหมายมาอ่านออกเสียงพร้อมกับหัวเราะคิกคัก วิจารณ์ตัวเองเป็นระยะ

“ทำไมตะวันถึงเขียนจดหมายถึงพี่” พราวจันทร์ถามขึ้นในที่สุด

“พ่อยังเขียนถึงพี่จันทร์ได้เลยนี่คะ เรื่องอะไรหนูจะให้พ่อทำคะแนนกับพี่คนเดียวล่ะ ในเมื่อพี่ก็เป็นพี่ของหนูเหมือนกัน”

พวกเธอไม่เคยรู้จักกันสักหน่อย ตะวันฉายจะอยากมานับญาติด้วยทำไม พราวจันทร์หรี่ตามองน้องสาวอย่างไม่เชื่อ

ผู้เป็นน้องหาได้รู้ตัวไม่ว่าถูกจับผิด เจ้าหล่อนเอาแต่หยิบจดหมายขึ้นมาอ่านทีละฉบับ ยิ้ม หัวเราะ สลับกับร่ำไห้

“พี่จันทร์รู้มั้ยว่าตอนเด็ก หนูอิจฉาพี่ที่พ่อเอาแต่เขียนจดหมายหาพี่ทุกวันทุกคืน ไม่ว่าเราจะไปไหนกันพ่อก็ต้องพกกระดาษไปด้วย หนูเคยขอให้พ่อเขียนจดหมายมาหาบ้าง หนูจะได้เขียนตอบ แต่พ่อไม่ยอม เอาแต่บอกว่าเราอยู่ด้วยกันทุกวัน จะต้องเขียนจดหมายหากันไปทำไม ถ้าตะวันอยากเขียนจดหมายก็ให้เขียนหาพี่จันทร์เหมือนกับที่พ่อทำ หนูก็เลยเขียนถึงพี่มาตั้งแต่นั้นแหละค่ะ นี่ไงคะจดหมายฉบับแรกๆ ตอนหนูอยู่อนุบาล หนูวาดรูปครอบครัวของเรา แต่ละคนหัวโตอย่างกับลูกอ๊อดแน่ะ ตาก็กลมโบ๋เชียว ตลกจังเนอะ มันไม่ใช่จดหมายฉบับแรกสุดที่หนูเขียนถึงพี่จันทร์หรอกนะคะ แต่…พี่คงไม่รู้ และก็คงไม่ได้รับจดหมายพวกนั้น…ใช่มั้ย”

พราวจันทร์ส่ายศีรษะ เห็นน้องสาวขบริมฝีปาก

“ว่าแล้วเชียว พ่อเตือนแล้วว่าคุณอาพิมพ์คงไม่ชอบถ้าเห็นจดหมายของพวกเรา”

“ไปรษณีย์คงส่งผิดมากกว่า มันเลยไม่ถึงมือพี่” แม้จะรู้คำตอบอยู่ในใจ พราวจันทร์ก็ไม่อยากยอมรับ

ตะวันฉายยิ้มหม่นหมอง ดวงตาฉายแววรู้ทัน เจ้าตัวมีมารยาทพอที่จะไม่ขัด แต่ไล้ปลายนิ้วไปตามซองจดหมายลายการ์ตูนซึ่งมัดไว้อีกปึกใหญ่

“เยอะเหมือนกันนะเนี่ย ตั้งแต่หนูอยู่อนุบาลจนถึง ม.๒ พ่อเก็บไว้ซะดีเชียว วันหลังหนูขอยืมไปอ่านบ้างได้มั้ยคะ”

“เอาสิ มันเป็นของเธอนี่”

“ของพี่จันทร์ต่างหาก” ตะวันฉายยิ้มเศร้า หยิบซองจดหมายลายมือเจตน์ฉบับซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดขึ้นมา “จดหมายเป็นเครื่องมือส่งผ่านความรักในตอนที่แต่ละคนยังมีชีวิตอยู่ และเมื่อเราจากกันมันก็เป็นเครื่องมือเก็บความทรงจำของความรักนั้นไว้ พี่จันทร์โชคดีที่มีจดหมายของพ่อไว้เป็นตัวแทนเวลาคิดถึง”

“แต่ตะวันก็มีความทรงจำของการได้ใช้ชีวิตอยู่กับพ่อในทุกๆ วัน มีรูปถ่าย มีข้าวของที่ใช้ร่วมกับพ่ออยู่รอบตัว” พราวจันทร์ได้ยินเสียงสะบัดของตนเองอันเป็นสัญญาณของความอิจฉา และเธอไม่ชอบเลย

“จริงด้วย ขอโทษค่ะพี่จันทร์ พี่คงรู้สึกแย่กว่าหนู” ตะวันฉายทำหน้าเจื่อน

“ทำไมพี่ต้องรู้สึกแย่”

“พี่ไม่คิดถึงพ่อเหรอคะ พ่อคิดถึงพี่มากนะ จดหมายกับรูปถ่ายพวกนี้เป็นหลักฐานว่าพ่อรักและเป็นห่วงพี่ ตอนที่พ่อป่วยหนักๆ ตัดปอดไปข้างหนึ่ง แทบไม่มีแรง พ่อก็ยังเขียนจดหมายทุกวัน และตั้งความหวังว่าจะได้ไปหาพี่ แต่ว่า…”

คำพูดของตะวันฉายถูกแทนที่ด้วยการสะอื้นไห้ บาดหัวใจของพราวจันทร์จนเธอต้องกำมือแน่น ข่มใจไม่ให้ดึงอีกฝ่ายมาปลอบ แต่คนที่ร้องไห้กระซิกๆ ยังไม่ยอมหยุด หญิงสาวจึงลุกขึ้นไปหยิบกล่องทิชชูตรงโต๊ะเครื่องแป้ง ยื่นกระดาษให้น้องต่างมารดาแผ่นหนึ่ง

“พ่อตายยังไง”        

“หัวใจวายค่ะ”

“พ่อเป็นโรคหัวใจด้วยเหรอ หรือมีสาเหตุมาจากมะเร็ง”

“ก็ไม่เชิงค่ะ พ่อเป็นไข้เลือดออก”

“ไข้เลือดออก!”

“ค่ะ ทีแรกก็ไม่มีใครรู้หรอก แต่พ่อตัวร้อนจี๋ วัดไข้ออกมาได้ตั้งสามสิบเก้า ตะวันเลยพาไปโรงพยาบาล ปรากฏว่าหมอให้แอดมิต วันแรกๆ หมอยังไม่แน่ใจค่ะ จนวันที่สามหมอสันนิษฐานว่าอาจเป็นไข้เลือดออก โชคร้ายที่โรคนี้ไม่มียารักษาโดยตรง นอกจากรักษาไปตามอาการ แต่การที่พ่อเป็นมะเร็งและตัดปอดไปข้างหนึ่งทำให้ร่างกายพ่ออ่อนแอมากอยู่แล้ว ปอดทำงานหนัก หัวใจก็ทำงานหนักขึ้น ไม่กี่วันหลังจากนั้น…พ่อมีไข้สูงตั้งสี่สิบกว่า เกล็ดเลือดต่ำทำให้มีเลือดออกในกระเพาะ มีภาวะช็อก หัวใจวาย ถึงหมอจะปั๊มหัวใจขึ้นมาได้ แต่ก็โคม่า…แล้วในคืนเดียวกัน พ่อก็…”

ตะวันฉายไม่อาจพูดต่อได้อีกนอกจากมองพราวจันทร์อย่างเจ็บปวด มือที่เคยกำไว้แน่นของผู้เป็นพี่ยื่นออกไปหาน้อง ตะวันฉายโผกอดเธอ ร้องไห้โฮ

“ตลกจังนะคะ พ่อสู้กับมะเร็งมาเป็นปีๆ แต่กลับมาตายเพราะยุงลายแค่ตัวเดียว ส่วนแม่ก็ยังแข็งแรงดีอยู่แท้ๆ ไม่เคยเจ็บป่วย รักษาสุขภาพดีมากเสียจนใครๆ ก็เชื่อว่าแม่จะเป็นสาวสองพันปีตลอดไป แต่เอาเข้าจริงๆ ท่านก็ตายเพราะคนเมาแล้วขับที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคม ทำไมทุกคนถึงทิ้งหนูไปหมดเลย…”

พราวจันทร์พยายามจับใจความจากเสียงคร่ำครวญปนสะอื้นของน้องสาว เธอลูบหลังปลอบอย่างเก้ๆ กังๆ กลั้นน้ำตาไม่อยู่เช่นกัน

“พ่อกับแม่ของเธอคงไม่อยากไปหรอกตะวัน”

“แต่พวกท่านก็ไป…หนูไม่เหลือใครอีกแล้ว”

“ทำไมจะไม่เหลือ เพื่อนเธอไง ตั้งเยอะแยะ”

“แต่หนูอยากอยู่กับพ่อแม่”

“พ่อแม่ก็คงอยู่แถวนี้แหละ เพียงแค่เธอมองไม่เห็น” พราวจันทร์ปลอบตัวเองอยู่เช่นกัน

“แต่หนูอยากกอดพ่อกับแม่อีกสักครั้งนี่คะ…แค่ครั้งเดียว…ครั้งสุดท้ายก็ได้…” ตะวันฉายสะอื้นจนตัวโยนอย่างน่าเวทนา ยิ่งพราวจันทร์ลูบหลังปลอบ แรงสะอื้นก็หนักขึ้น

“ตะวัน…เอ่อ…กอดพี่ไปก่อนได้มั้ย” พราวจันทร์กระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น และได้รับการกอดรัดตอบมาจากน้องสาวทันที

พราวจันทร์หลับตา ซึมซับความอบอุ่นจากสายสัมพันธ์ที่เธอมองไม่เห็น ไม่เคยคิดว่ามีอยู่ ทว่าการกอดเป็นหลักฐานอันทรงอานุภาพว่า สายสัมพันธ์นี้มีอยู่จริง และกำลังถักทอเป็นเส้นสายที่แน่นหนาขึ้น

“พี่จันทร์ หนูเจ็บ…เจ็บที่หัวใจนี่เลย”

“พี่รู้ มันเจ็บยิ่งกว่าตอนอกหักเสียอีก”

พราวจันทร์เพิ่งนึกได้ว่าลืมบรมไปเลย การสูญเสียบิดาทำให้การอกหักจากเขากลายเป็นปัญหาเล็กน้อยแค่เศษธุลี

“ทนหน่อยนะตะวัน พอถึงจุดหนึ่งเราก็จะเริ่มรับมือกับความเจ็บปวดได้มากขึ้นเอง และก็เริ่มยอมรับว่าตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ ก็ต้องอยู่ต่อไปให้ได้ แล้วมันก็จะชินไปเองแหละ”

“หนูไม่แน่ใจว่าจะทนได้อีก”

“แต่พี่แน่ใจ เธอเป็นคนเก่ง” เป็นครั้งแรกที่พราวจันทร์ยอมเอ่ยชมน้องสาว

“ไม่เลยค่ะ พี่รู้มั้ยว่าตอนแม่ตาย หนูร้องไห้เป็นปีๆ จนคิดว่าตัวเองเป็นบ้า แต่พ่อบอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะพ่อเองก็คิดถึงแม่ทุกวันเหมือนกัน บางครั้งพ่อก็แอบร้องไห้แต่ไม่ยอมบอก เราต่างก็สูญเสียด้วยกัน หนูยังพออุ่นใจว่าอย่างน้อยก็ยังมีพ่อ แต่ตอนนี้…พ่อก็ไม่อยู่แล้ว”

“เธอได้ฝึกซ้อมที่จะรับมือกับการสูญเสียไปแล้วไง มีพ่อเป็นโค้ช โชคดีกว่าพี่ตั้งเยอะ”

น้องสาวเงยหน้าขึ้นมาจากอ้อมอก ขมวดคิ้ว

“ตอนที่แม่ของพี่ตาย พี่ไม่มีใครเลย นอกจากเพื่อนสนิทแค่คนเดียว แต่ก็ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน”

“โอ…นั่นต้องแย่มากเลยนะคะ” ตะวันฉายจับมือเธอ สีหน้าแสดงความสงสารทำให้พราวจันทร์เมินไปทางอื่น

“ไม่เท่าไหร่หรอก”

“ไม่เท่าไหร่ของพี่ก็น่าจะแปลว่าหนักเอาการสำหรับหนูอยู่ดี พี่ร้องไห้เยอะมั้ย”

“ไม่ น้ำตามีไว้สำหรับคนอ่อนแอเท่านั้นแหละ”

“หนูกลับคิดว่าน้ำตาเป็นการล้างความเศร้าออกจากใจ ถ้าเราไม่ร้องไห้ เราอาจจะเป็นบ้า พี่เก่งกว่าหนูเยอะเลย”

พราวจันทร์หลุบตาต่ำลง ไม่ได้บอกน้องสาวว่าคนเราร้องไห้อยู่ในใจได้ และอาจหนักกว่าการกลั่นน้ำตาออกมาด้วยซ้ำ…

“พี่อยู่คนเดียว ไม่เหงาเหรอคะ”

“ไม่ พี่ชินแล้ว” เธอโกหก แต่ชีวิตคนเราก็ไม่มีทางเลือกไม่ใช่หรือ

“พี่เป็นคนเข้มแข็ง แต่พี่ไม่จำเป็นต้องอยู่คนเดียวอีกแล้วนะคะ เพราะพี่มีหนู พ่อฝากพี่จันทร์ไว้กับหนูค่ะ” น้องสาวรวบมือทั้งสองของเธอไว้

“ฝากพี่กับเธอเนี่ยนะ…จะฝากทำไม”

“พ่อเป็นห่วงพี่ค่ะ พ่อรักพี่มากนะคะ พ่อพูดถึงพี่ให้หนูฟังตั้งแต่เด็ก ตลอดเวลาที่ป่วย มีบางทีที่พ่อไม่ยอมกินยา ไม่อยากทำคีโม แต่เพียงแค่หนูเอาชื่อพี่มาอ้างว่าถ้าพ่อไม่แข็งแรงก็จะไปหาพี่จันทร์ไม่ได้ พ่อก็หายงอแงขึ้นมาทันทีเลยค่ะ”

พราวจันทร์หาเหตุผลมาแย้งว่าสีหน้าจริงจังของคนพูดเป็นเพียงการแสดง ตะวันฉายเรียนจบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ คงผ่านวิชาการแสดงมาถึงได้ตีบทแตก

“ถ้าพี่ยังไม่เชื่อก็ลองอ่านจดหมายของพ่อไปเรื่อยๆ สิคะ พี่จะเห็นเองว่าพี่คือความหวังที่ทำให้พ่อยอมสู้กับมะเร็งเพื่อจะได้หายดีและไปหาพี่ พ่อรู้สึกผิดต่อพี่กับคุณอาพิมพ์ อยากชดเชยให้ พ่อสั่งหนูไว้ตั้งแต่เด็กเลยด้วยว่าให้รัก ให้ดูแลพี่จันทร์ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็อย่าทิ้งพี่ เพราะเรามีกันอยู่สองคนพี่น้อง”

ตะวันฉายคลี่ยิ้ม จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของพี่สาว

“แปลกนะคะที่หนูรักพี่ขึ้นมาจริงๆ รู้สึกผูกพันทั้งที่เราเจอกันแค่หนเดียว สงสัยจะเป็นเพราะพ่อพูดถึงพี่บ่อยๆ เอารูปใหม่ๆ ของพี่มาอวด เวลาเหงาๆ หนูมักจะคิดถึงพี่ แล้วหนูก็จะยิ้ม เพราะรู้ว่าไม่ได้อยู่คนเดียว หนูมีพี่จันทร์”

“เธอคงเป็นเด็กช่างจินตนาการ เลยสร้างพี่ที่ไม่มีอยู่จริงขึ้นมา”

“ถ้าพี่เป็นแค่คนในจินตนาการ แล้วคนที่กอดปลอบหนูตอนร้องไห้ กับคนที่นั่งอยู่ตรงนี้เป็นใครล่ะคะ”

พราวจันทร์สั่นศีรษะ แม้ในใจลึกๆ เจียนจะพ่ายแพ้ต่อดวงตาแน่วแน่ของอีกฝ่าย

“เราอาจเป็นพี่น้องกัน แต่ก็แค่ครึ่งหนึ่งของเลือดในตัวเท่านั้นแหละ ที่เหลือนอกจากนั้นเราไม่มีอะไรร่วมกันเลย แม่ก็คนละคนด้วยซ้ำ”

“แต่เรามีพ่อคนเดียวกัน นั่นก็น่าจะพอแล้วไม่ใช่เหรอ”

ภายในใจของพราวจันทร์เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย

“พี่จันทร์เคยสนิทกับใครบ้างมั้ย…คนที่ไม่ได้เป็นญาติ ไม่มีสายเลือดร่วมกันเลย”

ตะวันฉายถามทำไม พราวจันทร์จับต้นชนปลายไม่ถูก

“ก็…มีบ้าง”

“เช่น…”

“เธอจะรู้ไปทำไม”

“หนูอยากรู้ทุกเรื่องของพี่ เพราะพี่เป็นพี่สาวของหนู บอกหนูสิคะ ใครคือคนที่พี่สนิทที่สุด”

“เฮ้อ…ก็ได้…เพื่อนสนิทของพี่ชื่อตาณ”

“พี่ลูกตาล…เขาไม่ได้เป็นญาติกับพี่ใช่มั้ยคะ”

“ไม่ เขาเป็นเพื่อนที่โรงเรียน ตั้งแต่อนุบาล”

“แปลว่าพี่ต้องใช้เวลาตั้งยี่สิบกว่าปีในการทำความรู้จักกับพี่ลูกตาลจนเขากลายเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของพี่ งั้นพี่ก็ลองใช้เวลากับหนูบ้างสิ เราจะได้ค่อยๆ ทำความรู้จักและสนิทกันบ้าง ไม่ต้องขนาดพี่กับพี่ลูกตาลก็ได้ แต่แค่ให้โอกาสหนูสักนิดหนึ่ง…”

พราวจันทร์นิ่งงัน เธอเห็นใบหน้าของน้องสาวจืดเจื่อนลง ก่อนเจ้าตัวจะกล่าวอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ

“หนูคงมีอะไรที่น่ารังเกียจจนพี่จันทร์ไม่อยากรับเป็นน้อง…”

“ไม่ใช่อย่างนั้น แต่…เอ่อ…พี่…มีบ้านของตัวเอง…ให้กลับไป แล้วไหนจะ…เอ่อ…งาน” …ที่ไม่มีอยู่อีกแล้ว พราวจันทร์ต่อประโยคให้จนจบอยู่ในใจ เพียงแค่นึกถึงบ้านอันเงียบเหงา และงานซึ่งหลุดลอยไปจากมือ หัวใจของหญิงสาวก็ห่อเหี่ยว

“หนูไม่ได้ขอให้พี่มาอยู่ด้วยกันที่นี่ตลอดไปสักหน่อย เพราะหนูเองก็เกรงใจ หนูขอเพียงแค่เราได้ติดต่อกัน ผลัดกันไปมาหาสู่เหมือนพี่น้องคู่อื่นๆ เท่านั้นเอง เริ่มจากหนูไปหาพี่จันทร์ที่ลำพูนก่อนก็ได้” ตะวันฉายยิ้มประจบ

“ไม่ได้หรอก”

“เห็นมั้ย พี่รังเกียจหนู”

“บอกแล้วไงว่าไม่”

“แล้วหนูไปหาพี่บ้างไม่ได้เหรอ ถ้าพี่จันทร์ไม่อยากให้หนูไปค้างที่บ้าน หนูไปหาโรงแรมอยู่ก็ได้…นะคะ…นะ หนูจะจัดการทุกอย่างเองโดยไม่รบกวนพี่เลย ขอแค่ได้ไปหา ไปดูที่ที่พี่อยู่ ที่ทำงาน พิพิธภัณฑ์นั่นน่ะ หนูเห็นในรูปที่พ่อเอามาให้ดู กับในเฟซบุ๊กของพี่ หนูอยากไป…นะคะๆ”

“ไม่มีอะไรน่าดูหรอก” เธอจะบอกยายเด็กขี้อ้อนคนนี้ได้อย่างไรว่าไม่ได้ทำงานที่นั่นอีกแล้ว

“แต่มันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่พี่ทำ มันก็ต้องน่าดูอยู่แล้ว”

“ก็แค่พิพิธภัณฑ์เล็กๆ” พราวจันทร์ยิ้มหยัน ข่มความปวดร้าวในอก

“ถึงมันจะเล็กแต่ก็เป็นพิพิธภัณฑ์ที่พี่ทำมาตั้งแต่ต้นไม่ใช่เหรอคะ มันมีความหมายต่อพี่ มันก็มีความหมายต่อหนู”

พราวจันทร์สบตาวาวใสของตะวันฉายแล้วก็ถอนหายใจ

“พี่จันทร์คงไม่รู้ว่าครอบครัวเราไม่ได้มีแต่พี่หรอกที่ทำพิพิธภัณฑ์ พ่อก็ทำ ช่วยพี่ตุลย์น่ะค่ะ เขาจะปรับปรุงบ้านเก่าของตระกูลให้เป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชน พี่เคยไปมั้ย บ้านแถวเจริญกรุงน่ะค่ะ”

พราวจันทร์พยักหน้า ภาพเก่าๆ แวบเข้ามาในหัว พร้อมกับภาพของเด็กผู้ชายที่ชื่อ ตุนทรัพย์ นั่นแหละ

“พ่อเป็นหัวหน้าโปรเจกต์เชียวนะคะ”

“พี่เห็นในจดหมายแล้ว”

เจตน์เขียนไว้คร่าวๆ ว่า ตุนทรัพย์จะทำพิพิธภัณฑ์จากบ้านเก่าของซินแสฮง แพทย์แผนจีน ทวดของเขา โดยมอบหมายให้เจตน์เป็นผู้รับผิดชอบโครงการเนื่องจากเป็นคนเก่าแก่ที่เติบโตในบ้านซึ่งมีสถาปัตยกรรมอันงดงามหลังนั้น เจตน์ยังบอกอีกด้วยว่า พวกเขาได้ทีมงานมืออาชีพมาช่วย แต่ใจจริงแล้วเจตน์นึกถึงพราวจันทร์ซึ่งทำงานในแวดวงพิพิธภัณฑ์เช่นกัน คงดีหากเธอมาทำงานที่นี่ พ่อลูกจะได้อยู่ใกล้ๆ กัน แต่เจตน์ก็ไม่กล้าขอร้องบุตรสาว พราวจันทร์จำได้ว่าตอนที่อ่านไปถึงตรงนั้น เธอถึงกับน้ำตาร่วง

“ตอนนี้โปรเจกต์กำลังมีปัญหาค่ะ พี่เดียร์ คิวเรเตอร์ที่ดูแลพิพิธภัณฑ์เราจะลาออกไปแต่งงาน” ตะวันฉายเรียกตำแหน่งภัณฑารักษ์เป็นภาษาอังกฤษ

“พี่เดียร์จะย้ายตามสามีไปต่างประเทศ ไม่รู้พี่จันทร์เห็นเขาในงานพ่อวันนี้มั้ย ผู้หญิงสวยๆ ซอยผมสั้นเก๋ๆ มากับหนุ่มลูกครึ่งฝรั่ง พวกเขาเด่นจะตาย เหมือนนายแบบนางแบบที่หลุดออกมาจากแมกกาซีน ใครๆ ก็มองค่ะ”

“คุ้นๆ จ้ะ แต่ทำไมจู่ๆ เขาถึงจะลาออกล่ะ พิพิธภัณฑ์ก็ยังไม่เปิดเลยไม่ใช่เหรอ”

“มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างกะทันหันค่ะ หนูก็เพิ่งรู้จากพี่ตุลย์ก่อนพ่อเสียไม่ถึงเดือน แต่พ่อไม่รู้เรื่องนี้หรอกค่ะ พี่ตุลย์ไม่ให้บอก กลัวพ่อจะกังวล หนูขอสรุปสั้นๆ นะคะว่าพี่เดียร์กับแฟนเขาเจอกันตั้งแต่สมัยที่เธอทำงานเป็นคิวเรเตอร์ในพิพิธภัณฑ์ที่เมืองนอก แต่มีเรื่องให้เข้าใจผิดกัน พี่เขาเลยหนีกลับมาเมืองไทย พี่ตุลย์จะทำพิพิธภัณฑ์พอดี ที่ปรึกษาโปรเจกต์ของเราเลยแนะนำให้ชวนพี่เดียร์มาทำงานด้วย เมื่อไม่นานมานี้แฟนพี่เดียร์บินมาปรับความเข้าใจกัน เขาขอเธอแต่งงาน แต่พี่เดียร์ไม่ยอมออกจากงานเพราะห่วงพิพิธภัณฑ์ของเรา พี่ตุลย์ใจดียอมฉีกสัญญาให้โดยมีข้อแม้ว่าขอรอให้พิพิธภัณฑ์เปิดก่อน โดยพี่เดียร์ก็ต้องส่งต่องานให้คิวเรเตอร์คนใหม่ให้เรียบร้อยก่อนด้วย นี่ทุกคนก็กำลังหาคิวเรเตอร์ที่จะมารับงานแทนพี่เดียร์อยู่นะคะ แต่ดูเหมือนจะไม่ถูกใจพี่ตุลย์เลยสักคน วันนี้พี่ตุลย์ก็เพิ่งบ่นกับหนู”

ความสนิทสนมระหว่างตะวันฉายกับตุนทรัพย์ทำให้พราวจันทร์เผลอขบริมฝีปาก จนกระทั่งเธอเห็นว่าน้องสาวยิ้มพรายแปลกๆ

“พี่จันทร์รู้มั้ยว่าหนูทำอะไรลงไป หนูบอกพี่ตุลย์ไปว่าพี่จันทร์ก็เป็นคิวเรเตอร์เหมือนกัน ทำไมเขาไม่ลองชวนพี่จันทร์ดูล่ะ”

“หา! แล้วเขาว่ายังไง”

“เขาก็สนใจสิคะ อยากเจอพี่จันทร์ หนูพยายามมองหาพี่ในงานแต่หาไม่เจอ พี่ตุลย์เลยให้หนูมาชวนพี่ไปสัมภาษณ์งานกับเขาทีหลัง พี่จันทร์ลองไปคุยกับเขาดูสักนิดมั้ยคะ”

“พี่เคยทำงานแค่ในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเล็กๆ เอง จะไปเก่งเท่าคิวเรเตอร์ที่เคยทำงานระดับอินเตอร์อย่างคุณเดียร์ได้ยังไง”

“หนูเชื่อว่าพี่ทำได้ค่ะ และถ้าพี่กลัว เขามีที่ปรึกษาโปรเจกต์เป็นอาจารย์ทางด้านพิพิธภัณฑ์ศึกษาจากมหา’ลัยมหิดลมาช่วยโดยตรงเลยนะคะ ชื่อแปลกมากเลย ดอกเตอร์…”

“ปลาทู…ใช่มั้ย”

“ใช่ค่ะ พี่รู้จักด้วยเหรอ”

“คนในแวดวงพิพิธภัณฑ์รู้จักอาจารย์กันทั้งนั้นแหละ พี่เคยอบรมกับอาจารย์พธูที่ มช. ท่านยังเคยพานักศึกษาไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์ที่ลำพูนตั้งหลายครั้ง”

พธูเป็นอาจารย์ประจำกลุ่มวิชาพิพิธภัณฑ์ศึกษา หลักสูตรวัฒนธรรมศึกษา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นสถาบันเดียวในประเทศไทยที่สอนเรื่องพิพิธภัณฑ์ศึกษาโดยตรง  พราวจันทร์ประทับใจในความรู้ความสามารถ วิธีคิด และอุดมการณ์ ถึงขนาดนับถือเป็นต้นแบบในการทำงานสาขาอาชีพนี้เลยทีเดียว

ในใจของพราวจันทร์เหมือนมีกลองรัวลั่นด้วยความตื่นเต้น เธอมากรุงเทพฯ หนนี้ก็ตั้งใจไปสมัครเรียนปริญญาโทในสาขาดังกล่าวซึ่งเป็นความใฝ่ฝันมานานแล้ว

“พี่จันทร์ไม่อยากลองเปลี่ยนงานดูบ้างเหรอ โปรเจกต์พิพิธภัณฑ์ของพี่ตุลย์น่าสนุกออกจะตาย พ่อต้องดีใจแน่ที่พี่มารับช่วงต่อจากท่าน และพี่ตุลย์ก็คงสบายใจได้เสียที” ตะวันฉายกอดแขนพราวจันทร์ ยิ้มออดอ้อน

“แต่ว่า…”

“พี่ลองเอากลับไปคิดดูก่อนก็ได้ แล้วค่อยบอกหนู แต่ถ้าถามหนูนะ หนูยอมเอาเครื่องสำอางและแปรงแต่งหน้าทั้งหมดที่มีมาเป็นประกันได้เลยว่าพี่จันทร์เหมาะสมกับงานนี้ที่สุด แล้วถ้าพี่ตกลง หนูจะรีบบอกพี่ตุลย์ เขาต้องดีใจแน่ เขากับพ่อเราทุ่มเทให้กับโปรเจกต์นี้กันมาหลายปีแล้ว อยากให้มันเป็นพิพิธภัณฑ์ตัวอย่างที่จะสร้างความแปลกใหม่ให้วงการพิพิธภัณฑ์บ้านเรา ใครๆ ก็ต้องมาเที่ยว คนเรียนพิพิธภัณฑ์ต้องมาศึกษา หนูว่ามันเท่จะตายถ้าพี่ได้เป็นคิวเรเตอร์ที่นั่น”

ตะวันฉายชักแม่น้ำทั้งห้าอีกยืดยาว ทั้งที่ความจริงแล้ว แค่คำว่า ‘อาจารย์ปลาทู’ กับ ‘พิพิธภัณฑ์ตัวอย่าง’ พราวจันทร์ก็อยากตอบรับจนแทบต้องกัดลิ้นตัวเองเอาไว้

ความใฝ่ฝันของเธออยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม ทว่าการทำงานต่อจากเจตน์ในสถานที่แห่งความทรงจำอาจเปิดแผลเก่าที่ยังไม่หายให้เจ็บปวดยิ่งขึ้น

ที่แย่ไปกว่านั้นคือ เธออาจต้องเจอตุนทรัพย์ โดยที่เขามองเพื่อนเล่นวัยเด็กเป็นป้าแก่ๆ เพียงแค่วันนี้ก็เป็นความหายนะมากแล้ว หากต้องพบชายหนุ่มอีก เธอจะเอาหน้าซุกไว้ที่ไหน

ช่างเป็นการตัดสินใจที่ยากจริงๆ

Don`t copy text!