พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 7 : พระจันทร์ดวงใหม่

พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 7 : พระจันทร์ดวงใหม่

โดย :

พราวจันทร์ตะวันฉาย เรื่องราวของพราวจันทร์ ผู้หญิงเชยๆ ที่มีฝันอยากเป็นคิวเรเตอร์มือหนึ่งแต่ไม่กล้าไขว้คว้าจนตะวันฉาย น้องสาวต่างมารดาเข้ามาในชีวิต…พระจันทร์กับดวงตะวันไม่เคยอยู่คู่ฟ้าในเวลาเดียวกัน แล้วทั้งคู่จะอยู่ร่วมกันได้ไหม นวนิยายแนวโรแมนติกคอเมดี้ โดย แพรณัฐ…นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-7-

 

ใครจะกล้าปฏิเสธความฝันของตัวเองได้ลงคอ

การเป็นภัณฑารักษ์มืออาชีพคือความใฝ่ฝันสูงสุดของพราวจันทร์มานานนักหนาแล้ว หญิงสาวไม่กล้าสานฝันให้เป็นจริงเนื่องจากเป็นห่วงมารดา และแม้ท่านจากไปแล้ว พราวจันทร์ก็ยังไม่กล้าพอ

อีกความฝันหนึ่งของพราวจันทร์คือการไปหาบิดา แต่เธอก็กลัวเกินไป บางครั้งที่เธอเดินทางมากรุงเทพฯ กับตาณเพื่อตระเวนชิมอาหารอร่อยและเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แปลกใหม่ หรือหนสุดท้ายก่อนตาณไปต่างประเทศ เขาชวนเธอมาตระเวนชมนิทรรศการใหม่ๆ ในพิพิธภัณฑ์ทั่วกรุง หญิงสาวก็ไม่ได้ติดต่อบิดา เธอกลัวความผิดหวังว่าเขาอาจไม่ได้อยากลูกสาวคนนี้

เธอช่างโง่เหลือเกิน…พ่อรักเธอ!

หญิงสาวรู้สึกผิดต่อมารดา แต่เธอก็รู้สึกผิดต่อบิดาเช่นกัน การตายของเขาไม่ได้สร้างผลกระทบทางจิตใจให้แก่ตะวันฉายเพียงผู้เดียว หัวใจของพราวจันทร์ก็แตกเป็นเสี่ยงๆ เช่นกัน

เธอเคยอยากเกลียดเขาให้ได้เหมือนที่มารดาพร่ำสอน แต่ไม่เลย…เธอยังรักพ่อไม่เสื่อมคลาย กว่าจะตระหนักได้ว่าที่ผ่านช่างเสียเวลาสิ้นดี บิดาก็จากไปเสียแล้ว

การสูญเสียบุพการีในเวลาเกือบไล่เลี่ยกันเป็นเรื่องเลวร้าย หญิงสาวทั้งเคว้งคว้าง ทั้งหดหู่ หากกลับไปอยู่คนเดียวที่บ้านในลำพูนซึ่งไม่มีใครรอ ไม่มีแม้แต่งานที่เธอรัก พราวจันทร์ก็ยังไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร

หลังการเก็บอัฐิเสร็จสิ้น หญิงสาวตัดสินใจตอบตกลงตามคำชวนของตะวันฉาย เธอจะสานงานต่อจากบิดา แต่มีข้อแม้ว่าตะวันฉายต้องทำอะไรบางอย่างให้ แน่นอนว่าน้องสาวรีบตอบรับด้วยความยินดี เนื่องจากไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินความสามารถของตะวันฉายเลย

พราวจันทร์ไม่คาดคิดว่า คำขอของตนจะทำให้เธอต้องทนนั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องทำผมภายในบ้านของอาวุธมาหลายชั่วโมงแล้ว

ในความพร่าเลือนอันปราศจากแว่นตา แปรงแต่งหน้าแทบจะทิ่มเข้ามาในลูกตาของเธอ!

“อย่าเพิ่งลืมตาสิคะ” ผู้เป็นน้องดุ

พราวจันทร์ถอนหายใจ ขยับตัวยุกยิกจนน้องสาวดุซ้ำ เธอจำใจนั่งทอดอาลัยให้แก่ตนเอง ปล่อยให้ตะวันฉายปัดขนแปรงนุ่มไปบนเปลือกตา ซึ่งดูเหมือนจะใช้เวลานานเป็นชาติแล้ว ไม่ใช่แค่นั้น…เส้นผมของพราวจันทร์ก็อยู่ในกำมือของอาวุธอยู่ด้วยเช่นกัน

“เมื่อไหร่จะเสร็จเสียที”

“ใกล้แล้วค่ะ”

“เธอพูดอย่างนี้มาสองชั่วโมงแล้วนะตะวัน”

“อยากสวยก็ต้องทนค่ะซิส แค่สองสามชั่วโมงนี่ยังจิ๊บจ๊อยหอยสังข์ บางคนทั้งดัด ทั้งทำสี ทำเล็บ แต่งหน้า ทำทรีตเมนต์โน่นนี่นั่น โอ๊ย นั่งจนรากงอกออกดอกออกผลกันเลยทีเดียว แต่หนูรับรองว่าผลที่ได้จะคุ้มค่ามหาศาลแน่นอน” อาวุธทำเสียงเล็กเสียงน้อยปลอบ

พราวจันทร์ยิ้มเฝื่อนๆ ทั้งที่ยังหลับตา ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามา

“คอสตูมเรียบร้อยแล้วนะ ถ้าพวกแกเสร็จแล้วก็ช่วยไปดูหน่อยว่าโอเคมั้ย”

พราวจันทร์จำเสียงของบัณนรีได้ ที่จริงควรเป็นเธอไม่ใช่หรือที่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่า ‘โอเค’ กับเสื้อผ้าเหล่านั้นหรือไม่ หญิงสาวปรือตามองแต่ถูกตะวันฉายดุอีกตามเคย จึงต้องหลับตาต่อไป ได้แต่นั่งฟังเสียงคนทั้งสามโต้ตอบกันอย่างครื้นเครง โดยที่ตนไม่มีส่วนร่วม ทั้งที่พวกเขาพูดถึงการแปลงโฉมให้เธอแท้ๆ

ถูกต้องแล้ว…ข้อแม้ที่พราวจันทร์ใช้มาต่อรองกับตะวันฉายก็คือ เธอจะยอมทำงานกับตุนทรัพย์ ถ้าน้องสาวยอมแปลงโฉมให้

พราวจันทร์ไม่อาจลืมเรื่องขายหน้าในงานศพได้ หญิงสาวภาวนาว่า อย่าให้ ‘พี่ตุลย์’ จำเธอได้ และขออย่าให้เขาเชื่อมโยงยายป้าหน้าแก่คนนั้นกับเด็กหญิงพราวจันทร์ในอดีต

ตุนทรัพย์จะต้องรู้จักเธอในฐานะที่เป็นผู้หญิงสาว สวย ไม่แพ้ตะวันฉาย!

พราวจันทร์ไม่แน่ใจหรอกว่าตนจะสวยสู้น้องสาวต่างมารดาได้ แต่อย่างน้อยกระบวนการแปลงโฉมอย่างทรหดยาวนานน่าจะทำให้เธอดูดีขึ้นกว่าเดิม

เวลาผ่านไปเสมือนชั่วกัปชั่วกัลป์ในความรู้สึกของพราวจันทร์ ความวุ่นวายค่อยๆ สงบลง ตะวันฉายกับบัณนรีพาหญิงสาวไปเปลี่ยนเครื่องแต่งกายซึ่งทุกคนช่วยเลือก พราวจันทร์รู้สึกว่าตนเองเหมือนตุ๊กตาที่ถูกจับใส่เสื้อผ้าชุดแล้วชุดเล่า แม้จะประท้วงก็ไม่มีใครสน เธอไม่มีโอกาสได้เห็นตนเองด้วยซ้ำ เพราะนอกจากจะไม่ได้สวมแว่นตาแล้ว เธอไม่ได้รับอนุญาตให้ดูกระจก

ณ ขณะนี้พราวจันทร์ยืนอยู่กลางห้อง มีคนทั้งสามรุมล้อมรอบกาย

“สวย…สวยมาก…สวยที่สุด ถ้าพ่อมาเห็นก็ต้องพูดแบบนี้แหละ” ตะวันฉายสูดน้ำมูกฟุดฟิด ใช้ปลายนิ้วกรีดน้ำตา

“เป๊ะปังอลังเวอร์ สวยกว่านี้ก็นางฟ้าแล้ว ลุคไม่แรงแต่แพงมาก” อาวุธกุมหวีปลายแหลมไว้ตรงกลางอก กระพือขนตาอย่างปลื้มเปรม

“ผ้าไทยเอามาประยุกต์แบบเก๋ๆ ก็ดูดีไปอีกแบบนะ ใส่แล้วไม่แก่ด้วย ขอบใจนะซันไชน์สำหรับโจทย์ที่แกให้ ฉันเอาไปลงขายไอจีดีกว่า ลูกค้าคงสนใจเพียบ” บัณนรีเอ่ย นานๆ พราวจันทร์จึงได้ยินเสียงของเพื่อนตะวันฉายคนนี้

“ซิสหุ่นดีด้วยแหละ ใครจะคิดว่าภายใต้คอสตูมคุณป้าตะบันเชี่ยนหมากจะซ่อนหุ่นโค้ง S ที่ใครๆ ยอมกราบเพื่อให้ได้มา แล้วไหนจะเบ้าหน้าธรรมชาติปราศจากมีดหมอนี่อีก” อาวุธเริ่มมีน้ำตาคลอตาม

“ฉันบอกแล้วว่าพี่ฉันสวย” ตะวันฉายยิ้มทั้งน้ำตา

“พี่ยังไม่เห็นตัวเองเลย ขอดูกระจกหน่อยได้มั้ย” พราวจันทร์ทักท้วง

“ตายจริง! ตะวันลืมไปเลยค่ะว่าพี่จันทร์ไม่ได้ใส่แว่นตา”

“นี่ค่ะ” อาวุธยื่นสิ่งที่พราวจันทร์ต้องการที่สุดมาให้

พราวจันทร์สวมแว่นตา ขยับกายตามการโอบเอวของตะวันฉายไปที่กระจกบานโตขนาดเท่าตัวคน ภาพที่เห็นทำให้เธอถึงกับตกตะลึง!

ผู้หญิงที่สบตาตอบมาดูคลับคล้ายคลับคลา แต่ก็ไม่เหมือนผู้หญิงที่พราวจันทร์รู้จักมาตลอดชีวิต

แม้บนใบหน้าจะยังมีแว่นตาเชยๆ แต่ยายป้าแก่ๆ คนเดิมได้หายไปแล้ว กลายเป็นหญิงสาวซึ่งมีวงหน้างดงามละมุนละไมและอ่อนเยาว์ยิ่ง จากที่เธอเคยหวั่นวิตกว่าตะวันฉายอาจประโคมเครื่องสำอางจนจัดจ้านเกินไป แต่ไม่เลย ใบหน้าที่มองตอบมาในกระจกผ่องใสอย่างเป็นธรรมชาติ ดวงตาได้รับการแต่งแต้มให้คมซึ้งขึ้น รับกับคิ้วที่ถูกกันให้เข้ารูป จมูกซึ่งโด่งอยู่แล้วผ่านการแรเงาอย่างแนบเนียนจนเห็นสันชัดเจนขึ้นอีกเล็กน้อย  แก้มนวลมีสีเลือดฝาดแดงระเรื่ออย่างคนสุขภาพดี ริมฝีปากอวบอิ่มเพราะลิปสติกเนื้อฉ่ำ ดูเย้ายวนอย่างที่พราวจันทร์ไม่เคยคิดว่าจะรู้สึกเช่นนี้กับเรียวปากของตน

ผมที่เคยดำสนิทได้รับการทำสีให้อ่อนลงจนเป็นสีน้ำตาลมะฮอกกานี ขับใบหน้าให้สว่างขึ้น และทันสมัยด้วยการตัดแต่งผม ดัดปลายให้เป็นลอนสลวย เรือนร่างที่เคยซ่อนเร้นอยู่ภายใต้เสื้อผ้าเรียบเชย เปลี่ยนมาสวมเสื้อเชิ้ตคอวี สีขาวเท่ๆ เข้ารูปไปตามเอวคอดกิ่ว และมีกระโปรงบานซึ่งตัดเย็บจากผ้าฝ้ายทอมือพื้นเมืองลายตารางสีชมพู ม่วง แดง เข้มอ่อนไล่กันไป เป็นการคงคอนเซปต์การแต่งชุดผ้าไทย แต่เก๋ไก๋ขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

นี่คือเธอจริงๆ หรือ

“ทั้งสวยทั้งเก๋เลยใช่มั้ยคะ” เสียงใสของน้องสาวดึงสติเธอออกจากภวังค์

“อืม…ดูดีขึ้นเยอะเลย” พราวจันทร์ยังไม่อยากเชื่อตนเอง

“ใช้คำว่าดูดียังน้อยไปค่ะ ต้องบอกว่าสวยจนวัวตายควายล้ม เชิญรับมงฯ ไปเลย” อาวุธยิ้มร่า

“ขอบใจน้องๆ มากนะจ๊ะ” พราวจันทร์หัวเราะ หมุนตัวกลับไปหาพวกเขา

“ด้วยความยินดีค่ะซิส แต่คนที่น่าขอบใจที่สุดก็คือซันไชน์ เขาเป็นคนสเกตช์ภาพและบรีฟพวกเราว่าควรเมกโอเวอร์ยังไงบ้าง” อาวุธกอดคอเพื่อนรัก

“เวอร์น่า ฉันแค่สเกตช์ไปมั่วๆ พวกแกต่างหากเป็นคนคิด” ตะวันฉายกอดตอบเพื่อนอย่างเขินๆ

“อย่ามาปลอมย่ะ ไอ้เรื่องถ่อมตัวนี่ไม่ใช่แก” อาวุธส่ายนิ้วชี้ไปมา

“เออ ก็ได้ ฉันเก่ง ฉันรู้มาตลอดว่าจะทำยังไงให้พี่สาวฉันกลายเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก” ตะวันฉายลอยหน้าลอยตาบอก

“อันนี้ก็เวอร์”

“ไม่เวอร์ย่ะ ฉันศึกษาโครงหน้าและสไตล์ของพี่จันทร์มาตลอดชีวิตจากรูปถ่ายของพ่อ”

ท่าทางมาดมั่นและตั้งใจของน้องสาวเป็นสิ่งที่พราวจันทร์คาดไม่ถึง หัวใจของเธอเต็มตื้นขึ้นทั้งที่ไม่แน่ใจว่าตะวันฉายพูดความจริงหรือไม่ หญิงสาวไม่กล้าแสดงความซาบซึ้งให้อีกฝ่ายเห็น เธอจึงหลุบตาต่ำ กล่าวขอบคุณด้วยใบหน้านิ่งๆ

“หนูต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่ที่ไว้ใจพวกเรา”

ตะวันฉายทำให้เธอแปลกใจอีกเช่นเคย ทั้งยังเดินเข้ามาใกล้จนแทบประชิด พร้อมกับทำเสียงดังจึ๊กจั๊กในปาก

“แว่นตานี่ ไม่เข้ากับพี่เลย ถอดออกเถอะค่ะ” น้องสาวทำท่าจะดึงออกให้

“ไม่ได้นะ ถ้าไม่ใส่แว่น พี่มองไม่เห็นหรอก” พราวจันทร์รีบตะปบมือทับขาแว่นตาทั้งสองข้าง

“พี่ก็ใส่คอนแทกต์เลนส์สิคะ แล้วก็ควรมีแว่นตาเก๋ๆ สำรองไว้ด้วย ส่วนอันนี้ทิ้งไปเถอะ”

“จริงค่ะเพื่อน เราไปตามหาคอนแทกต์เลนส์ให้ซิสกัน จะปังทั้งทีต้องเอาให้สุด” อาวุธพยักพเยิด

“โอเค! Let’s go!” ตะวันฉายคว้าแขนพี่สาวหมับ

ไม่มีใครฟังคำปฏิเสธของพราวจันทร์แม้แต่คนเดียว

 

ตั้งแต่เกิดมาพราวจันทร์ไม่เคยได้รับความสนใจมากเท่านี้มาก่อน หญิงสาวมักกลืนหายไปกับสภาพแวดล้อม ทว่าวันนี้เธอเดินไปทางไหน ผู้คนต่างจ้องมองมา บางคนถึงกลับมองจนเหลียวหลังเลยทีเดียว โดยเฉพาะผู้ชาย

หญิงสาวไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเองว่า สายตาเหล่านี้เกิดจากความชื่นชม เธอประหม่าจนทำตัวไม่ถูก ได้แต่ก้มหน้าเดินจนตะวันฉายกับอาวุธต้องคอยเตือนให้เธอเชิดหน้าขึ้น และยิ้มอย่างมั่นใจ

พราวจันทร์ไม่ได้สวมแว่นตาอีกแล้ว ทั้งสามพาเธอไปซื้อคอนแทกต์เลนส์และตัดแว่นใหม่ในห้างสรรพสินค้าหรูหราใจกลางกรุง หญิงสาวไม่มีโอกาสแม้แต่จะหยิบแว่นตาในร้านขึ้นมาดู ราคาของมันคงแพงหูฉี่ แต่ตะวันฉายออกเงินให้โดยไม่ฟังเสียง ทั้งยังอ้างว่าใช้บัตรเสริมจากเครดิตการ์ดของบิดา และนี่เป็นเงินของเขา นอกจากนี้ตะวันฉายยังช่วยเลือกซื้อกระเป๋า รองเท้า และเครื่องประดับกระจุกกระจิกให้พราวจันทร์ด้วยงบของบิดาอีกด้วย

การชอปปิงเป็นสิ่งที่พราวจันทร์ไม่ถนัดเอาเสียเลย มันสร้างความวิงเวียนให้แก่หญิงสาว เธอเริ่มสงสัยว่าตัดสินใจผิดหรือไม่ที่ยอมเปลี่ยนชีวิตตัวเองจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพียงเพื่อให้ได้ทำงานในพิพิธภัณฑ์ของตุนทรัพย์ซึ่งไม่รู้ว่ามีสิ่งใดรออยู่

เพื่อนรักทั้งสามพาพราวจันทร์มาในร้านอาหารสุดหรูสมกับอยู่ในห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอน เป็นเหมือนเช่นเดิมที่ใครๆ ต่างก็มองมา พราวจันทร์ไม่สามารถทำตัวเป็นธรรมชาติเหมือนตะวันฉายซึ่งกราดยิ้มให้ทุกคนอย่างสดใส เธออึดอัดใจเหลือเกิน

เมื่อได้ที่นั่งในร้านและสั่งอาหารเรียบร้อย ตะวันฉายก็ขยับมาประชิดพี่สาว พราวจันทร์เขยิบออกห่างโดยอัตโนมัติด้วยความตกใจ

“จะหนีไปไหนคะ มาเซลฟีกันก่อน” น้องสาวยื่นโทรศัพท์มือถือออกไปข้างหน้า

“ถ่ายรูปอีกแล้วเหรอ เมื่อกี้ตะวันก็ถ่ายรูปพี่ไปตั้งเยอะแล้วนี่”

“นั่นมันรูปพี่คนเดียว พวกเราพี่น้องยังไม่เคยถ่ายรูปคู่ด้วยกันเลยนะคะ”

“ก็ได้” เห็นน้องสาวงอนจนแก้มป้อง พราวจันทร์ได้แต่ลอบถอนใจ

“น่ารักที่สุด มาค่ะ” ตะวันฉายโอบเอวเธอ อีกมือยื่นโทรศัพท์ออกไป “ยิ้มหน่อยสิคะ เร็วค่ะ ชีส”

พราวจันทร์จำใจทำตามที่น้องสาวบอก เธอเห็นรอยยิ้มแข็งๆ ของตน ซึ่งแตกต่างจากรอยยิ้มทั้งปากทั้งตาของตะวันฉาย

น้องสาวไม่ได้หยุดแค่นั้น แต่ชวนเธอถ่ายรูปอีกนานทีเดียว มีทั้งเซลฟีกันเองสองพี่น้อง เซลฟีกับเพื่อนๆ ไปจนถึงให้เพื่อนเป็นตากล้องถ่ายรูปพี่น้องอีกครั้ง

ทันทีที่การถ่ายภาพจบสิ้น ความสงบก็กลับคืนมาอีกครั้ง คนทั้งสามต่างก็ก้มหน้ามองโทรศัพท์มือถือ ไม่สนทนากันอีก

“ว้าว! ไม่ถึงนาที ยอดไลก์เป็นพันแล้ว พี่จันทร์ดูสิคะ รูปคู่ของเรา แล้วก็รูปพี่จันทร์เดี่ยวๆ ด้วย”

ตะวันฉายยิ้มร่า ยื่นโทรศัพท์มาให้ดู มันเป็นรูปเซลฟีของเธอกับตะวันฉาย อีกรูปเป็นภาพเดี่ยวของพราวจันทร์ ตามด้วยรูปหมู่ของทุกคนซึ่งระบุว่าใครเป็นคนแต่งหน้า ทำผม และจัดทำเครื่องแต่งกายให้พราวจันทร์

“ดูสิคะ มีคนเขียนชมว่าพี่จันทร์สวยเต็มเลย”

“เขาก็ชมตะวันด้วยนั่นแหละ พวกเธอทุกคนด้วย” พราวจันทร์ยิ้มเจื่อน

“ไหน ฉันยังไม่เห็นเลย” อาวุธเอ่ยโดยไม่เงยหน้ามองเพื่อนด้วยซ้ำ

“แกมัวแต่ทำอะไรอยู่ล่ะ”

“ดูอาหารในเพจมิสเตอร์อี๊ดอี๊ดกุ๊กกุ๊ก กุ๊กกุ๊กอี๊ดอี๊ดไง แค่เห็นก็หิวแล้ว ฉันว่าเจ้าของเพจก็ต้องน่าอร่อยไม่แพ้อาหารของเขา”

“แกรู้ได้ยังไง” บัณนรีหัวเราะ

“มือของเขามันบอก”

“แค่มือเนี่ยนะ”

“แกดูสิ มือใหญ่หนาแบบนี้แสดงว่าเขาต้องเป็นคนเอาการเอางาน เล็บก็ตัดเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน เหมาะแก่การกุมมือเรา เขาต้องเป็นผู้ชายอบอุ่น ปกป้องเราได้ ชัวร์”

“เฮ้ย! สรุปกันง่ายๆ เลยเหรอ”

“เออสิวะ ฉันดูไม่ผิดหรอก”

“ฉันสนใจอาหารที่เขาทำมากกว่า น่ากินชะมัด”

“ค่ะ ยายคนดีศรีสังคม”

“เลือกรักอาหารมันชัวร์กว่ารักผู้ชาย แล้วฉันก็ว่ามิสเตอร์กุ๊กๆ อี๊ดๆ เนี่ยมีแฟนแล้ว ช่วงนี้เขาถึงได้โพสต์ให้กำลังใจใครก็ไม่รู้อยู่ทุกวัน วันนี้ก็เอาอีกแล้ว”

“แฟนตัวจริงของเขาอยู่นี่ค่ะ” อาวุธยกมือขึ้น

“ตื่นได้แล้วย่ะ อย่ามโน”

“ฉันจะมโน มันก็เรื่องของฉัน แกเป็นเพื่อน แกต้องเข้าข้างฉันสิ”

พราวจันทร์ซ่อนแววตาขบขันยามชำเลืองมองอาวุธกับบัณนรีที่ถกเถียงสลับกับชื่นชมอาหารในเพจซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเป็นของตาณ และคนที่ชายหนุ่มโพสต์ให้กำลังใจก็คือเธอซึ่งเป็นเพื่อนรักของเขา

“วี้ด! ยอดไลก์ขึ้นไปเป็นหมื่นแล้วแก” ตะวันฉายตื่นเต้น

“ว้าย จริงด้วย ไวเวอร์ ของฉันยังแค่ร้อยกว่าเอง” อาวุธบ่น

“แกโพสต์ลงไปแล้วเหรอ งั้นฉันไปกดไลก์ก่อน แกกดให้ฉันด้วยนะ ฉันแชร์ไปในเฟซบุ๊กกับทวิตเตอร์แล้ว”

“พวกแกเข้าไอจีร้านเสื้อฉันด้วย ฉันลงรูปไปตั้งนานแล้ว มาเป็นหน้าม้าให้หน่อย” บัณนรีสั่ง

พราวจันทร์มองคนทั้งสามที่วุ่นวายอยู่กับโซเชียลเน็ตเวิร์กในโทรศัพท์มือถือ หญิงสาวลอบถอนใจ เธอได้ยินบทสนทนาระหว่างอาวุธกับบัณนรีว่าทั้งคู่ติดตามผลงานการทำอาหารของตาณในเพจของเขา แต่ทำไมตาณจึงไม่ติดโทรศัพท์มือถือเหมือนคนในกรุงเทพฯ พราวจันทร์มองไปรอบกาย คงมีแค่เธอที่ไม่เอาเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาดู

ตะวันฉายคงเพิ่งนึกได้ว่าปล่อยให้พี่สาวนั่งเก้ออยู่คนเดียว จึงขยับเข้ามาพร้อมกับนวดแขนกลมกลึงอย่างประจบ

“พี่จันทร์…พี่ชอบที่หนูแต่งหน้าให้มั้ย”

“ชอบสิ” พราวจันทร์นั่งตัวแข็ง

“ฟอลโลเออร์ของหนูก็ชอบ พี่จันทร์ดูสิคะคนกดไลก์เพียบเลย ถ้าเกิดว่า…เอ่อ…” ตะวันฉายอึกอัก ช้อนตามองมาอย่างกลัวๆ กล้าๆ

“ถ้าเกิดว่าอะไร” พราวจันทร์ย่นหัวคิ้วด้วยความเอะใจ

ตะวันฉายหัวเราะเขินๆ เพื่อนอีกสองคนพยักพเยิดคล้ายจะสนับสนุนให้พูดอะไร ตะวันฉายเลียริมฝีปากอย่างรวบรวมความกล้า

“ถ้าเกิดว่า…หนูกับเพื่อนๆ เอาคลิปการเมกโอเวอร์พี่ไปลงในเพจของพวกเราจะได้มั้ย”

“หา! พวกเธอถ่ายคลิปไว้เหรอ”

“ค่ะ ขอโทษที่ไม่ได้บอก” ตะวันฉายรับคำเสียงอ่อย

พราวจันทร์จ้องมองน้องสาวอย่างผิดหวัง…ทั้งที่เธอไม่ควรจะหวังอะไรจากลูกอีกคนของบิดา แต่ทำไมเธอจึงปวดแปลบในหัวใจไม่ต่างจากการถูกบรมหักหลัง หญิงสาวขนลุกขนพองทันทีที่นึกถึงความทรงจำตอนที่บรมกับอารตีพูดจาดูหมิ่น รวมถึงผู้ชายในชุดซาฟารีซึ่งเรียกเธอว่า ‘ป้า’ ต่อหน้าตุนทรัพย์

แย่ละ! ตุนทรัพย์จะต้องรู้ ถ้าเขาเห็นคลิปวิดีโอการเมกโอเวอร์นี้

“เรื่องมันอย่างนี้ค่ะซิส” อาวุธกระแอม วางท่าเป็นงานเป็นการ “พวกเราคิดกันว่า การเมกโอเวอร์ซิสจะต้องเป็นสุดยอดของสุดยอดผลงานดีเด่นแห่งปฐพี ถ้าเราเอาลงในเพจ…”

“ไม่ได้!  ห้ามลงเด็ดขาด พี่ไม่อนุญาต”

“แต่ซิสคะ…”

“มันสนุกนักเหรอที่พวกเธอจะทำให้พี่กลายเป็นตัวตลกให้คนมาด่า เหมือนกับที่พวกเธอด่าพี่ว่ายายป้าตะบันหมาก ยายป้าสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นอะไรนั่นน่ะ คิดเหรอว่าพี่ไม่รู้สึกอะไร มันไม่ขำหรอกนะ”

“ว้าย ตายแล้ว!” อาวุธตบปากตัวเอง “นี่แน่ะ อีปากโปรโตซัว!” เขาตบศีรษะตนเองต่อ “อีหัวไม่มีสมอง หนูกราบขอโทษซิสด้วยนะคะ แต่หนูไม่เคยเห็นซิสเป็นตัวตลกเลยนะ ตอนนี้ซิสก็สวยมาก แพงมาก สวยกว่านี้ก็เทพีวีนัสแล้ว”

“จริงค่ะ พี่จันทร์ที่สุดในสายตาหนู แล้วหน้าก็เด็กมากด้วย” ตะวันฉายรีบสนับสนุน

“ไม่ต้องมาทำเป็นชม คนเราจะเลือกชื่นชมเฉพาะคนสวยเท่านั้นเหรอ คนที่อยู่นอกเหนือจากนั้นก็จะโดนดูถูกงั้นเหรอ”

“ซิสคิดมากไปนะคะ” อาวุธแย้งเสียงอ่อย

“ต้องมากสิ นี่ควรจะเป็นเรื่องของพวกเราแค่สี่คน ที่พี่ขอให้พวกเธอช่วยก็เพราะไว้ใจ แต่พวกเธอกลับทำลายความไว้วางใจของพี่”

พราวจันทร์ตวัดสายตาไปยังตะวันฉายที่ส่ายศีรษะและมีน้ำตาคลอ

“เราคงอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้วละ และพี่ก็คงทำงานกับคุณตุนทรัพย์ไม่ได้เหมือนกัน” เธอตัดใจกล่าวประโยคสุดท้าย ปวดแปลบเสียยิ่งกว่าเดิม

อีกแล้วหรือที่เธอต้องถูกหักหลัง ถูกหลอกใช้ และต้องสูญเสียงานที่ตนรักทั้งที่ยังไม่ได้ลงมือทำด้วยซ้ำ พราวจันทร์ยิ้มหยัน อันที่จริงเธอจะโทษคนทั้งสามทั้งหมดคงไม่ได้ เป็นเธอเองที่เดินออกนอกเส้นทางซึ่งเคยตั้งใจไว้ เมื่อวันก่อนตอนขับรถออกจากลำพูน เธอเป็นแค่ผู้หญิงอกหัก ตกงาน โดดเดี่ยว แต่เพียงชั่วข้ามคืนที่ได้รู้จักตะวันฉาย เธอเผลอก้าวออกนอกเส้นทางที่ตั้งใจ

มันเป็นความผิดพลาด! สิ่งที่พราวจันทร์ต้องทำก็แค่เลี้ยวกลับเส้นทางเดิมเสมือนไม่เคยรู้จักตะวันฉายมาก่อน…ก็เท่านั้น

“ลาก่อนนะ เราคงไม่ต้องเจอกันอีก”  พราวจันทร์คว้ากระเป๋า และลุกขึ้น

“ไม่นะคะพี่จันทร์ อย่าไป!” ตะวันฉายคว้าแขนเธอไว้

พราวจันทร์หันไปมองตาแดงๆ ของน้องสาว ธารน้ำตาไหลรินอาบแก้มของเจ้าหล่อน ตะวันฉายกอดยึดมือเธอแน่นขึ้น

“หนูขอโทษที่ทำลายความไว้ใจของพี่ด้วยความคิดตื้นๆ พี่อย่าโกรธ อย่าเกลียด อย่าทิ้งหนูไปเลยนะคะ หนูสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรโง่ๆ อย่างนี้อีก หนูคิดน้อยเกินไป ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าพี่ หนูจะไม่เอาคลิปไปลง เพื่อนๆ ก็ด้วย ใช่มั้ยพวกแก”

“ค่ะ เอ๊ย ฉันหมายถึง ไม่ค่ะ หนูก็จะไม่เอาคลิปไปลง บันนี่ก็ด้วย เนอะแกเนอะ” ชายหนุ่มกระทุ้งศอกใส่บัณนรี เจ้าหล่อนจึงผงกศีรษะ

“เห็นมั้ยคะพี่จันทร์ พวกเราทุกคนเสียใจ เราจะไม่ทำอะไรที่เป็นการทำลายความไว้ใจของพี่อีก พี่ยกโทษให้หนูกับเพื่อนๆ ได้มั้ย” ตะวันฉายสะอื้นฮัก

“นะคะซิส พวกเรารู้สึกแย่มาก และขอโทษสำหรับทุกอย่าง อย่าไปเลยนะคะ” อาวุธยกมือไหว้ด้วยใบหน้าเศร้าสลด เขากระทุ้งศอก ขึงตาสั่งบัณนรีให้ทำตาม

“ขอโทษ…ค่ะ” บัณนรีไหว้ด้วยท่าทางแข็งๆ

“พี่จันทร์คะ อย่าไปนะ เรามาเริ่มต้นกันใหม่ได้มั้ย ให้โอกาสหนูกับเพื่อนๆ ได้แก้ตัว…นะคะ…นะ…” ตะวันฉายอ้อนวอนทั้งน้ำตา

ภัณฑารักษ์สาวโกรธตัวเองที่ใจอ่อนขึ้นมาเสียเฉยๆ

“พี่จันทร์…” ตะวันฉายเว้าวอน

พราวจันทร์ถอนหายใจ เธอเอื้อมมือข้างที่ยังว่างไปหยิบกระดาษทิชชูบนโต๊ะ

“เช็ดน้ำตาซะ”

    “ถ้าหนูเช็ด พี่จะยกโทษให้มั้ย”

“เอาไป แล้วปล่อยแขนพี่ด้วย” พราวจันทร์ยัดกระดาษทิชชูใส่มือน้องสาว

“ไม่ค่ะ หนูไม่ให้พี่ไป” ตะวันฉายยึดแขนเธออย่างดื้อดึง

“พี่จะไปห้องน้ำ” พราวจันทร์เอ่ยเสียงเรียบ

“ห้องน้ำ…” ตะวันฉายทวนคำพร้อมกับเบิกตากว้าง

“ไปฉี่ เข้าใจมั้ย ฝากกระเป๋าด้วยนะ เดี๋ยวมา”

พราวจันทร์ถือโอกาสที่ตะวันฉายยังงงงวย แกะมือน้อง แล้วเดินออกจากร้าน ภาวนาว่าตนตัดสินใจถูก

 

คล้อยหลังพราวจันทร์ ตะวันฉายเพิ่งทำความเข้าใจในเหตุการณ์ได้ในที่สุด

“พี่ฉันไม่ไปแล้ว พี่ไม่ทิ้งฉัน พี่ฉันแค่ไปฉี่” หญิงสาวหัวเราะสลับกับร้องไห้จนอาวุธต้องยื่นกระดาษมาให้ซับน้ำตาพร้อมกับถอนหายใจเฮือกๆ

“ฉันลืมนึกไปว่าบางคนเขาก็มีปม เราไม่ควรเอาปมด้อยของคนอื่นมาล้อ หรือเอามาทำหากิน” ชายหนุ่มพึมพำ

“สาธุ” บัณนรียกมือไหว้ท่วมหัว “พวกแกนี่โลกสวยกันจริงๆ”

“อะไรของแกยะ” อาวุธนิ่วหน้า

“พี่แกแค่สวยขึ้นนิดหนึ่งก็รับตัวเองในอดีตไม่ได้เสียแล้ว ทั้งที่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ยังเป็นป้าอยู่เลย” บัณนรียิ้มหยัน

“ฉันก็รับตัวเองตอนยังไม่โมดิฟายไม่ได้เหมือนกันแหละย่ะ ใครมาขุดรูปฉันตอนสมัยก่อนโน้น ฉันจะกระโดดกัดให้หัวหลุดเลย พี่มูนไลต์ก็คงคิดแบบเดียวกัน ฉันควรเอาใจเขามาใส่ใจเราเสียตั้งแต่แรก”

“ฉันก็รู้สึกแย่ ฉันเพิ่งมีพี่สาวที่ตัวเองรอมาตลอดชีวิตเมื่อวานนี้เอง แต่ฉันก็จะทำให้พี่เขาเดินออกไป” ตะวันฉายพูดเสียงเครือ

“ไม่เป็นไรนะแก ซิสให้โอกาสแกแก้ตัวใหม่แล้ว ต่อไปแกก็อย่าไปแตะปมเขาอีกแล้วกัน ฉันก็จะระวังเหมือนกัน” อาวุธตบบ่าเพื่อนรัก

“ขอบใจนะ” ตะวันฉายยิ้มพลางซับน้ำตาป้อยๆ

“บ้านแกนี่ต้นทุนดี๊ดีเนอะ สวยทั้งพี่ทั้งน้อง” ชายหนุ่มเอ่ยชม

“แหงละ ฉันสวยยังไง พี่ฉันก็สวยอย่างนั้นแหละ” ตะวันฉายค่อยยิ้มออก

“อู๊ย! ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนคะ พี่มูนไลต์เขาสวยประหาร เกิดมาเพื่อฆ่าแกชัดๆ” อาวุธสวนกลับมา นัยน์ตาพราวระยับขบขันบ่งบอกว่าเขาจงใจยั่วเล่นๆ ให้เธอขำ

“พี่จันทร์สวยประหาร เกิดมาเพื่อฆ่าฉันก็ถูกแล้ว เขาหน้าเหมือนพ่อ ส่วนฉันหน้าเหมือนแม่ พ่อหล่อจะตาย พี่ได้เชื้อความสวยมาจากพ่อ ฉันสวยสู้พี่เขาไม่ได้จริงๆ” ตะวันฉายอมยิ้ม ก่อนสีหน้าจะเศร้าสลดลง

“เสียดายเนอะที่พ่อไม่ได้มาเห็น”

“พ่อแกคงมองลงมา ป่านนี้เป็นเทวดานั่งหล่อๆ อยู่บนสวรรค์ ไม่ต้องทรมานอะไรแล้ว” อาวุธปลอบอย่างติดตลก

“แกมัวแต่ปลื้มคนอื่น น่าจะคิดถึงตัวเองบ้างนะซันไชน์” บัณนรีขัดขึ้น

“แกหมายความว่ายังไง”

“พี่แกสวยเกินไป แล้วก็เด่นเกินไปด้วย ระวังเถอะ อีกหน่อยเขาจะมาแย่งความเด่นไปจากแก และอาจจะแย่งอะไรอย่างอื่นด้วย”

“เอ๊ะ! นังนี่ อย่ามาเสี้ยม” อาวุธชี้หน้าเพื่อน

“ฉันเตือนด้วยความหวังดีย่ะ”

“ขอบใจนะบันนี่ แต่ฉันไม่ได้ต้องการความเด่นอะไรเลย ฉันต้องการพี่สาวมากกว่า ฉันดีใจที่พี่จันทร์ยอมมาอยู่กันที่กรุงเทพ” ตะวันฉายยิ้มละไม

“เจตนาที่แท้จริงของพี่สาวแกคืออะไรก็ไม่รู้ ฉันไม่คิดว่าเขามาเพราะต้องการแกจริงๆ หรอก” บัณนรีกล่าวต่อ อาวุธทำเสียงดังจึ๊กจั๊กในปาก

“ทำไมพี่จันทร์จะไม่ต้องการฉัน นั่นพี่ฉันนะ หยุดว่าพี่ฉันได้แล้ว ฉันไม่ชอบ” ตะวันฉายเริ่มโกรธ

“แกเป็นอะไรของแก ฮึ เปลี่ยนชื่อจากบัณนรีเป็นอีบ่างนรีไปเลยดีมั้ย ช่างยุจังโว้ย” อาวุธขึงตาใส่

“ฉันรักซันไชน์ถึงได้เตือนด้วยความหวังดี ถ้าทำให้พวกแกโกรธ ฉันก็ขอโทษ แต่ถ้าวันข้างหน้ามีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ เหมือนที่ฉันพูด พวกแกก็คงเข้าใจเอง”

“เรื่องที่แกว่าไม่มีทางเกิดขึ้นหรอก ฉันเชื่อในตัวพี่สาวของฉัน” ตะวันฉายแย้งอย่างมุ่งมั่น ไม่ชอบที่เห็นรอยยิ้มหยันของเพื่อนรัก

Don`t copy text!