พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 9 : จำฉันได้ไหม

พราวจันทร์ตะวันฉาย บทที่ 9 : จำฉันได้ไหม

โดย :

พราวจันทร์ตะวันฉาย เรื่องราวของพราวจันทร์ ผู้หญิงเชยๆ ที่มีฝันอยากเป็นคิวเรเตอร์มือหนึ่งแต่ไม่กล้าไขว้คว้าจนตะวันฉาย น้องสาวต่างมารดาเข้ามาในชีวิต…พระจันทร์กับดวงตะวันไม่เคยอยู่คู่ฟ้าในเวลาเดียวกัน แล้วทั้งคู่จะอยู่ร่วมกันได้ไหม นวนิยายแนวโรแมนติกคอเมดี้ โดย แพรณัฐ…นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-9-

 

ครั้งสุดท้ายที่พราวจันทร์มาเยือนคฤหาสน์นี้ เธอมีอายุเพียงห้าขวบเศษ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านั่นเป็นหนสุดท้าย

หากบ้านหลังที่หญิงสาวอาศัยอยู่กับบิดามารดาเป็นบ้านหลังแรกในชีวิต สถานที่แห่งนี้ก็เป็นเสมือนบ้านหลังที่สอง

มันเคยเป็นที่อยู่ของครอบครัวนับทรัพย์มหาศาลมาถึงสี่ชั่วอายุคน ทั้งยังเป็นสำนักงานแห่งแรกของบริษัท บ้านถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ตัวอาคารสร้างแบบหมู่เรือนพักอาศัยที่ได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมโคโลเนียล มีทั้งบ้านใหญ่ ร้านหมอ สำนักงาน และกลุ่มอาคารต่างๆ ซ่อนอยู่กลางแมกไม้ในป่าขนาดย่อมที่ไม่น่าหลงเหลืออยู่แล้วในกรุงเทพฯ

หญิงสาวมองคฤหาสน์สีขาวขนาดสองชั้นที่โดดเด่นอยู่ตรงกลาง มีหน้ามุขแปดเหลี่ยมคั่นอยู่ระหว่างปีกซ้ายและขวาของตัวบ้าน เหนือบานประตูแบบบานเฟี้ยม หน้าต่าง และตามชายคา ตกแต่งด้วยลายไม้ฉลุอ่อนช้อย รับกับความงามสง่าของตัวบ้าน ช่างเปี่ยมมนต์ขลังยิ่งกว่าที่พราวจันทร์เคยจินตนาการถึง

ในวันนี้บ้านเก่าลงไปมากและดูวุ่นวายสับสน อาจเป็นเพราะนั่งร้านสูงรอบอาคาร กับอุปกรณ์ก่อสร้างซึ่งกองอยู่ทั่วไป รวมถึงเสียงจากการทำงานของช่างที่เข้ามาบูรณะปรับปรุงสถานที่ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์

ภาพอดีตย้อนคืนมาในแต่ละย่างก้าว ทุกแห่งหนล้วนมีเรื่องราวซึ่งหญิงสาวจำได้ชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง ผสานไปกับความโหยหาอันแสนเจ็บปวด และความปีติที่ได้กลับมา

มารดาเคยค่อนแคะว่าเจตน์รักบ้านกับครอบครัวนับทรัพย์มหาศาลยิ่งกว่าที่เขารักครอบครัวตนเอง เจตน์ให้ความสำคัญแก่พวกเขาเป็นอันดับหนึ่ง ทำงานหามรุ่งหามค่ำแทบถวายชีวิตให้ และแม้ว่าเขาจะเคยมีตำแหน่งเป็นถึงเลขานุการของเจ้าสัว เจตน์ก็เป็นเสมือนพ่อบ้านคอยควบคุมความเรียบร้อย เขารู้แม้กระทั่งหลอดไฟดวงไหนเสีย ต้นไม้ต้นใดออกดอกผลิผล ขณะที่บ้านของตนเอง เจตน์ยกหน้าที่ทั้งหมดให้พิมพ์ใจ      

ในวัยเด็กพราวจันทร์คลางแคลงใจในตัวบิดา แต่หลังอ่านจดหมาย หญิงสาวเข้าใจเขามากกว่าตอนที่เจตน์ยังมีชีวิตอยู่เสียอีก

สำหรับเจตน์ สถานที่แห่งนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นบ้านของผู้มีพระคุณที่มอบชีวิตใหม่ให้ เขาเป็นเด็กกำพร้า อาศัยอยู่กับพ่อเลี้ยงขี้เมาซึ่งไม่เต็มใจดูแล มารดาเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นบิดา

เจ้าสัวสองพ่อลูกไปเจอเขาถูกพ่อเลี้ยงทารุณกรรมในตรอกเล็กๆ จึงช่วยชีวิตและพามาชุบเลี้ยง เจตน์ใช้ความจงรักภักดีตอบแทนผู้มีพระคุณ ปั้นทองเห็นแวว จึงส่งเสียให้เขาเรียนหนังสือจนจบปริญญาตรี และให้ทำงานเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของนับทอง

พราวจันทร์เองก็ได้รับความเมตตาจากเจ้าสัวทั้งสอง เธอเกิดทันได้เจอปั้นทอง ขณะที่นับทองกับภรรยาก็เอ็นดูเธอราวกับลูกหลานแท้ๆ นับทองเป็นคนตั้งชื่อให้พราวจันทร์อีกด้วย

ส่วนตุนทรัพย์น่ะหรือ…

เขาเคยเป็นพี่ชายแสนดี บางคราก็แสนเฮี้ยว นำเธอไปเล่นซุกซนจนเจ็บตัวอยู่บ่อยๆ ขณะเดียวกันตุนทรัพย์เป็นผู้เช็ดน้ำตาให้ในยามที่พราวจันทร์โศกเศร้า และเป็นหลุมหลบภัยให้เธอทุกครั้งที่เจตน์กับพิมพ์ใจทะเลาะเบาะแว้ง

วันนี้…ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เวลาที่หายไปทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพี่ชายอันเป็นที่รัก

พราวจันทร์เดินเคียงคู่น้องสาวไปยังอาคารสูงห้าชั้นซึ่งสร้างขึ้นในสมัยต้นรัชกาลที่เก้า ลอกเลียนสถาปัตยกรรมให้ใกล้เคียงกับคฤหาสน์ใหญ่ เพื่อใช้เป็นสำนักงานของบริษัท เธอคุ้นเคยกับที่นี่ดี เพราะมีห้องทำงานของบิดา ซึ่งเขาพาเธอมาบ่อยๆ ตั้งแต่จำความได้

ในวันนี้สำนักงานซึ่งเคยมีโต๊ะเก้าอี้ตั้งเรียงเป็นพืดเปลี่ยนไปหมดแล้วตั้งแต่ออฟฟิศถูกย้ายไปอยู่ในย่านธุรกิจใจกลางกรุง พราวจันทร์จึงเห็นแต่ห้องซึ่งถูกกั้นเป็นเขตก่อสร้าง ไม่ให้คนนอกเข้าไป กลิ่นน้ำยาเคมีคละคลุ้งจนหญิงสาวต้องกลั้นหายใจ       

ตะวันฉายพาพราวจันทร์ขึ้นลิฟต์ซึ่งน่าจะเพิ่งทำใหม่หลังเธอย้ายไปกับมารดา ยิ่งใกล้ถึงจุดหมาย หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ จนพราวจันทร์ต้องกอดแฟ้มพลาสติกที่นำมาด้วยไว้แน่น

ตุนทรัพย์จะจำเธอได้ไหม เขาจะรู้หรือไม่ว่าเธอคือคนเดียวกับยายป้าหน้าแก่ที่เจอในงานศพ ชายหนุ่มจะว่าอย่างไรที่ตนมาทำงานนี้ แล้วถ้าเขาไล่เธอไปล่ะ หรือลืมเธอไปแล้ว ไม่ต้องการให้กลับเข้าไปในชีวิตซึ่งควรมีแต่น้องสาวคนใหม่อย่างตะวันฉาย เธอจะทำอย่างไร

ความหวั่นวิตกเพิ่มพูนขึ้น เมื่อสองพี่น้องไปถึงชั้นบนสุด พราวจันทร์ชะงักฝีเท้าทันทีที่เห็นชายฉกรรจ์สวมชุดซาฟารีนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้รับแขก บนตักและในมือเต็มไปด้วยกองหนังสือซึ่งมีตารางตัวเลขอยู่เต็ม

“สวัสดีครับคุณตะวัน” ชายหนุ่มยิ้มกว้างและลุกขึ้นยืน

เขาคือคนที่เรียกพราวจันทร์ว่า ‘ป้า’ ในงานศพ ณ ตอนนี้ชายหนุ่มมองเธอตาค้าง หนังสือใบ้หวยในมือร่วงลงพื้นดังตุ้บ!

พราวจันทร์ก้มหน้างุด นึกถึงเหตุการณ์สุดแสนอับอายในครั้งแรกที่เจอเขา หากเขาจำได้และทักขึ้นมา คงเป็นความรู้สึกที่กระอักกระอ่วนชวนให้อยากมุดดินหนี

หญิงสาวยกมือขึ้นดุนแว่นตาตรงระหว่างคิ้ว เผื่อว่ามือจะช่วยบังใบหน้าได้ ก่อนจะตระหนักว่าไม่ได้สวมแว่นตาและไม่ใช่ยายป้าหน้าแก่อีกต่อไป แต่ได้แปลงโฉมเป็นหญิงสาวสวยพริ้งสมวัยจนตัวเองยังตะลึง

ดูเหมือนชายหนุ่มก็ตกตะลึงอยู่เช่นกัน นัยน์ตาซึ่งเคยเบิกโพลงเปลี่ยนเป็นเยิ้มหวาน ปากที่อ้ากว้างเผยอยิ้มกรุ้มกริ่ม เขากระแอมดังๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจ้าตัวพยายามดัดให้ละม้ายพระเอกภาพยนตร์ไทยในอดีต

“สวัสดีครับคุณ…เอิ่ม…”

“พราวจันทร์ พี่สาวของตะวันค่ะ” ตะวันฉายเป็นฝ่ายตอบ พร้อมกับโอบเอวผู้เป็นพี่เข้ามาใกล้

“โอ๊ะ! คุณพราวจันทร์ พี่สาวคุณตะวัน ลูกสาวคนโตของคุณเจตน์ ผมได้ยินชื่อคุณมานานแล้วครับ คิดไว้อยู่แล้วว่าคุณต้องสวยไม่แพ้คุณตะวันแน่ๆ ความสวยนี้เขามีทั้งตระกูลจริงๆ”

ตะวันฉายหัวเราะคิก ส่วนพราวจันทร์กะพริบตาปริบๆ แม้จะโล่งอกที่เขาจำตนไม่ได้

“ผมชื่อเก่งกาจครับ เป็นคนที่ใกล้ชิดและสนิทกับคุณตุลย์ที่สุดแล้วในบริษัท คุณจันทร์มีอะไรให้ผมรับใช้ก็บอกมาเลยนะครับ ผมยินดี” เก่งกาจโค้งคำนับในระดับที่ต่ำมากจนศีรษะลงมาถึงแนวเดียวกับบั้นเอว

“ขอบคุณค่ะ”

“เรานัดพี่ตุลย์ไว้ค่ะ เขาอยู่ใช่มั้ยคะ”

“อยู่สิครับ คุณตะวันก็รู้ว่าคุณตุลย์ไม่ไปไหนหรอกถ้าไม่มีไอ้เก่งคนนี้ขับรถให้ แต่แหม…นายนะนาย ไม่บอกไอ้เก่งบ้างเลยว่าคุณคนสวยจะมา เชิญตามผมเลยครับ”

เก่งกาจกุลีกุจอพาพวกเธอเดินเข้าไปในออฟฟิศซึ่งได้รับการตกแต่งอย่างทันสมัย ผู้คนหันมามองเป็นตาเดียว ตะวันฉายไหว้กราด มีเสียงทักทายอย่างคุ้นเคยดังมาตลอดทาง พราวจันทร์ยกมือไหว้ตาม

หนุ่มใหญ่วัยสี่สิบเศษเข้ามาแนะนำตัว เขาชื่อ ยอดธง เคยมีตำแหน่งรองลงมาจากเจตน์ บัดนี้ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์บ้านนับทรัพย์มหาศาลแทนผู้ล่วงลับ หนุ่มใหญ่แนะนำให้เธอรู้จักดารินา ภัณฑารักษ์สาวเก๋ซึ่งมีอัธยาศัยดีและเป็นกันเองกับพราวจันทร์ราวกับรู้จักเธอมานานทั้งที่เพิ่งเคยคุยกันครั้งแรก ดารินาแจ้งว่าตุนทรัพย์ติดเจรจากับสายสำคัญทางโทรศัพท์ ขอเวลาอีกสักครู่

“ทุกคนน่ารักมากเลยใช่มั้ยคะพี่จันทร์ แถมยังเก่งด้วย พ่อชมคุณยอดกับพี่เดียร์ว่าทำงานเข้าขากันมาก พวกเขาเป็นคนดีค่ะ ใจเย็นทั้งคู่ แล้วก็มีน้ำใจมาก ช่วงที่พ่อป่วยหนักๆ คุณยอดต้องทำหน้าที่ทุกอย่างแทนจนพ่อบ่นบ่อยๆ ว่าเกรงใจ ส่วนเรื่องพี่เดียร์จะลาออกไปแต่งงาน พ่อยังไม่รู้ พี่เดียร์ขอให้ทุกคนช่วยปิดข่าว เพราะกลัวว่าพ่อจะกังวล เป็นห่วงงานที่นี่ แต่หนูว่าพ่อคงเดาออกแหละ เพราะหลังๆ พี่เดียร์พาแฟนเธอไปเยี่ยมพ่อบ่อยๆ เพียงแต่พ่อไม่พูดออกมาเท่านั้น”

ตะวันฉายให้ข้อมูลด้วยสีหน้าหมองหม่น แต่เสียงเตือนว่ามีข้อความเข้ามาทางเฟซบุ๊กทำให้เจ้าตัวหันไปหมกมุ่นกับโทรศัพท์มือถือ

“เอาอีกแล้วสองคนนี้ ไอ้เราก็คิดว่ามีเรื่องอะไร”

พราวจันทร์กำลังเครียด จึงไม่ได้สนใจน้องสาว จนกระทั่งตะวันฉายยื่นโทรศัพท์มาให้ดู

“เอวีกับบันนี่เพ้อถึงแฟนในมโนของพวกนางอีกแล้วค่ะ มิสเตอร์อี๊ดอี๊ดกุ๊กกุ๊ก”

ชื่อของเพื่อนรักทำให้พราวจันทร์เลิกคิ้วขึ้นด้วยความสนใจ เมื่อคืนเธอคุยกับตาณจนดึก เขาโพสต์วิดีโอการทำก๋วยเตี๋ยวสูตรดัดแปลงจากที่บิดาของชายหนุ่มทำขาย มีเพียงพราวจันทร์ที่รู้ว่าตาณตั้งใจทำให้ตนเนื่องจากหญิงสาวชอบและเคยช่วยเขาชิมจนปรับสูตรได้เป็นที่พอใจ ตาณอวยพรให้เธอโชคดีในวันนี้และสัญญาว่าจะมาทำก๋วยเตี๋ยวให้ด้วยตัวเองทันทีที่กลับเมืองไทย

“เขาโพสต์บทสัมภาษณ์ล่าสุดที่ลงในออนไลน์แมกกาซีนค่ะ นังเอวีกับบันนี่กรี๊ดสลบ กับอีแค่เขาบอกสาวในสเปก นี่ค่ะ พี่จันทร์ลองอ่านตั้งแต่ตรงนี้เลย”

พราวจันทร์มองตามปลายเล็บซึ่งเพนต์ลวดลายสีชมพูขลิบทอง ไม่เหมือนกันเลยสักเล็บ แล้วตั้งใจอ่านคำถามที่น้องสาวต้องการ

 

    ‘Q : พูดเรื่องอาหารมาเยอะแล้ว สาวๆ คงอยากรู้ว่า ผู้หญิงในสเปกของเชฟสุดฮอตอย่างคุณเป็นแบบไหน

     A : ผมไม่มีสเปกว่าต้องหน้าหมวย หน้าคม หรือต้องเป็นลูกครึ่งหรอกครับ ผมชอบผู้หญิงจิตใจดีมากกว่า เพราะจิตใจดีจะจับใจคน ผู้หญิงบางคนหน้าตาธรรมดา แต่พอเธอพูดเท่านั้นแหละ โอ้โห! สวยขึ้นมาเลย ตรงข้ามกับบางคนที่ภายนอกดูสวยมาก แต่พอพูดปุ๊บ ทัศนคติติดลบ หน้าตาก็ติดลบครับ

    Q : อย่างนี้สาวไม่สวยแต่ทัศนคติสวยก็มีสิทธิ์เป็นคนรู้ใจของคุณได้น่ะสิ

    A : (หัวเราะ) แน่นอนครับ ถ้าเธอไม่รังเกียจผู้ชายกากๆ อย่างผมนะ

    Q : ใครจะกล้ารังเกียจคุณ พวกเธอน่าจะอยากรู้มากกว่าว่า ต้องทำยังไงถึงจะมัดใจคุณได้

    A : ไม่ต้องทำอะไรเลยครับ แค่เป็นตัวของตัวเองก็พอ

    Q : ยากจัง คุณช่วยบอกใบ้อีกสักนิดได้ไหมว่า พวกเธอจะสร้างโอกาสในการมัดใจคุณตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันได้ยังไง

    A : อืม…ผมเองก็ตอบยากนะ (หัวเราะ) เอาเป็นว่า…ผมจะบอกความลับสุดยอดของตัวเองเรื่องหนึ่ง ผมแพ้ผู้หญิงที่เอ็นจอยอีตติ้งครับ (หัวเราะร่วน) ยิ่งคนที่กินอะไรแล้วดูอร่อยไปหมดเนี่ย…เซ็กซี่สุดๆ

    Q : แล้วถ้าอาหารที่เธอกำลังเอ็นจอยเป็นอาหารฝีมือคุณเองล่ะ

    A : ผมคงต้องใช้คำว่า โห! เซ็กซี่เป็นบ้า ผมจะเข้าไปคุยกับเธอทันทีเลย

    เชฟสุดฮอตหัวเราะชอบใจ เสียดายที่เขาขี้อายจนไม่อนุญาตให้เราถ่ายคลิปหรือลงรูปใบหน้าของเขาให้ใครเห็น แต่เราการันตีเลยว่า ผู้ชายคนนี้น่าอร่อยไม่แพ้อาหารของเขาเลย’

 

ประโยคสุดท้ายของบทสัมภาษณ์ทำให้พราวจันทร์หัวเราะตามไปด้วย เธอได้ยินเสียงดัง ‘เชอะ’ มาจากน้องสาว

“เอาที่สบายใจเลยค่ะ อีตาคุณเชฟหน้าหม้อ!” ตะวันฉายชี้ภาพประกอบบทสัมภาษณ์ ตาณแต่งเครื่องแบบพ่อครัวเต็มยศ แต่ถือหม้อสแตนเลสบังหน้า

พราวจันทร์กระตุกยิ้ม นี่ยังน้อยไปด้วยซ้ำ ตาณไม่ชอบถ่ายรูปถึงขนาดหนีไปหลบทุกครั้งที่ใครเรียกมาเข้ากล้อง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ พ่อครัวตัวดีก็หยิบฉวยสิ่งของใกล้มือมาปิดหน้า หรือไม่ก็ทำท่าตลกใส่กล้องชนิดที่ใครก็จินตนาการถึงใบหน้าปกติไม่ออก

“หนูว่าเขาเพี้ยนๆ นะคะ แต่คนที่เพี้ยนกว่าคือเอวีกับบันนี่ สองคนนั่นวิเคราะห์ว่าเขาต้องแข็งแรง กล้ามโต ถึงจะยกหม้อสแตนเลสใหญ่ขนาดนั้นไหว โอ๊ย! สมงสมองไปหมดแล้ว”

พราวจันทร์มองน้องสาวกลอกตาขึ้นบนเพดาน อดคิดไม่ได้ว่าตะวันฉายทำอะไรก็น่าเอ็นดูไปหมด ขณะที่เธอทำท่าทางแง่งอนเช่นนี้ไม่เป็น

“อุ๊ย เกือบลืม สองคนนั้นฝากถามมาค่ะว่าพี่จันทร์รู้จักกับอีตาเชฟหน้าหม้อนี่รึเปล่า เมื่อคืนพวกนางตาดีเห็นเขามากดไลก์รูปที่เราถ่ายกัน เอวีถึงกับไปขุดหาเลยนะคะว่าเขาเป็นเพื่อนกับพี่ในเฟซบุ๊ก แล้วก็ฟอลโลไอจีกับทวิตเตอร์กัน แต่คนเราเป็นเพื่อนกันทางโซเชียลมีเดียได้ โดยไม่ต้องเป็นเพื่อนกันในชีวิตจริง ไม่ใช่เหรอ”

“ในกรณีของพี่กับตะ…เอ่อ…ตาเชฟหน้าหม้อเนี่ย เราเป็นเพื่อนกันจริงๆ จ้ะ”

“เพื่อนจริงๆ แบบที่รู้จักกันตัวเป็นๆ เลยเหรอคะ!” ตะวันฉายยกมือขึ้นปิดปาก แก้มแดงจัดไปถึงหูเลยทีเดียว

พราวจันทร์พยักหน้า ตะวันฉายอุทาน คร่ำครวญถึงความหน้าแตกยับเยิน ด่าตนเอง แล้วยกมือไหว้

“หนูขอโทษ หนูไม่รู้จริงๆ เลยว่าเขาไปตั้งเยอะ”

“ไม่เป็นไรหรอก”

“เขาเป็นเพื่อนที่ไหนเหรอคะ”

“ลำพูนจ้ะ” พราวจันทร์ลังเลว่าควรบอกความจริงไปเลยดีไหมว่า ชายหนุ่มก็คือเพื่อนที่ตะวันฉายเรียกว่า ‘ลูกตาล’ แต่คิดอีกทีเธอควรถามเพื่อนรักก่อน ตาณหวงความเป็นส่วนตัว

การสนทนาสิ้นสุดลงทันทีที่เก่งกาจแจ้งว่าตุนทรัพย์พร้อมให้เข้าพบแล้ว ความกังวลของพราวจันทร์หวนคืนมาอีกครั้ง เธอกอดแฟ้มพลาสติกอย่างยึดเป็นที่พึ่ง หวาดวิตกสารพัดว่าตุนทรัพย์จะจำตนได้หรือไม่

เก่งกาจพาทั้งสองไปถึงห้องซึ่งอยู่ด้านในสุด เขาเคาะประตู พราวจันทร์แทบไม่ได้ยินเสียงมัน เพราะหัวใจของเธอเต้นดังกว่า

ทันทีที่ประตูเปิดออก แสงสว่างจากหน้าต่างบานกว้างของห้องทำงานก็ส่องย้อนมา ร่างสูงใหญ่ยืนเด่นสง่า อาบไล้ไปด้วยแสงแดดราวกับมีรัศมีเปล่งประกาย

พราวจันทร์หยีตา และเมื่อเพ่งมองฝ่าแสงที่ย้อนมานั้น เธอจึงเห็นเจ้าของวงหน้าคมสันทอดมองมาอยู่ก่อนแล้ว

“พี่ตุลย์จำพี่จันทร์ได้ใช่มั้ยคะ” ตะวันฉายยิ้มสดใส

พราวจันทร์กระพุ่มมือไหว้ เขาไหว้ตอบ ยิ้มในหน้า ไม่ละสายตาไปจากเธอ

“ทำไมพี่จะจำไม่ได้ล่ะ สวัสดีครับจันทร์ เชิญนั่งก่อนสิ” ตุนทรัพย์ผายมือไปยังโต๊ะทำงานซึ่งอยู่อีกมุมของห้อง

พราวจันทร์ปล่อยให้น้องสาวจูงมือไปยังที่นั่ง ไม่รู้อุปาทานหรือไม่ที่รู้สึกราวกับถูกดวงตาคมจ้องมองแทบทุกอิริยาบถ หญิงสาวหวังว่าตุนทรัพย์จะไม่รู้ว่าเธอคือยายป้าเชยเฉิ่มคนนั้น

เก่งกาจเปิดประตูให้แม่บ้านเข้ามาเสิร์ฟน้ำ และออกจากห้องอย่างรวดเร็ว ตุนทรัพย์นั่งประจำที่หลังโต๊ะทำงานของเขา

“ตะวันพาลูกสาวอีกคนของพ่อมาช่วยพี่ตุลย์ทำงานแล้วค่ะ” ตะวันฉายเริ่มบทสนทนาอย่างร่าเริง

“ดิฉันเอาเรซูเม่มาด้วยค่ะ” พราวจันทร์หยิบเอกสารออกจากแฟ้ม ยื่นให้ชายหนุ่ม

เขาไม่รับมัน แต่ยังคงมองเธอ คลับคล้ายคลับคลาว่ามีแววขบขันในดวงตาคู่นั้น ตุนทรัพย์ควรอ่านประวัติในเรซูเม่ ไม่ใช่เอาแต่จ้องเธออยู่อย่างนี้

“ดิฉันจบปริญญาตรีสาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาค่ะ มีประสบการณ์ในการทำงานในพิพิธภัณฑ์ชุมชนที่จังหวัดลำพูน เคยผ่านการอบรมด้านพิพิธภัณฑ์ศึกษามาบ้าง รายละเอียดอยู่ในเรซูเม่ค่ะ” หญิงสาวแกล้งเตือนอย่างแนบเนียน

“พี่จะเอาให้ฝ่ายบุคคลเก็บไว้ก็แล้วกัน” ตุนทรัพย์เลื่อนเอกสารซึ่งพราวจันทร์ตั้งใจทำเกือบทั้งคืนออกไปวางรวมกับแฟ้มงานอื่น ภัณฑารักษ์สาวขมวดคิ้ว พยายามหาข้อสรุปด้วยตนเองจากการคาดเดา

“ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันคงจะอยู่กรุงเทพอีกสองสามวัน ถ้าทางฝ่ายบุคคลจะนัดสัมภาษณ์งาน ดิฉันก็พร้อมเสมอค่ะ”

อีกครั้งที่รอยยิ้มขบขันผุดขึ้นบนวงหน้าคมคาย

“ฝ่ายบุคคลจะสัมภาษณ์จันทร์ไปอีกทำไม ในเมื่อพี่รับจันทร์เข้าทำงานเป็นคิวเรเตอร์ประจำพิพิธภัณฑ์บ้านนับทรัพย์มหาศาลด้วยตัวเองแล้ว มีผลตั้งแต่…” เขาดูนาฬิกาข้อมือ “เก้าโมงสิบสี่นาทีของวันนี้เป็นต้นไป”

“พี่ตุลย์รับพี่จันทร์เข้าทำงานแล้วจริงๆ เหรอคะ” ตะวันฉายยิ้มร่า

“แล้วทำไมพี่ถึงจะไม่รับล่ะ” เขาแย้มยิ้ม

“นั่นสิคะ ทำไมพี่ตุลย์จะไม่รับ ตะวันนี่ถามอะไรโง่ๆ พี่ตุลย์น่ารักที่สุดเลย อย่างนี้พี่จันทร์ก็จะอยู่กรุงเทพ ไม่กลับไปลำพูนแล้ว ไชโย!” ตะวันฉายโผกอดพี่สาว

พราวจันทร์ขืนตัวในอ้อมแขนน้อง นิ่วหน้ามองบุคคลซึ่งจะเป็นเจ้านายของตน

“คุณรับดิฉันเข้าทำงาน เพราะว่าดิฉันเป็นลูกของพ่อเหรอคะ” เธอถามเสียงอ่อน ทั้งที่ข้องใจมาก

“จันทร์บอกเองนี่ว่าเคยมีประสบการณ์ในการเป็นคิวเรเตอร์ของพิพิธภัณฑ์มาก่อน” ชายหนุ่มไม่ตอบคำถามตรงๆ

“แต่คุณยังไม่ได้อ่านเรซูเม่ของดิฉันเลยนะคะ”

“ไม่จำเป็นหรอก” เขากระตุกยิ้ม

“แล้ว…ถ้า…ดิฉันทำงานไม่ได้ล่ะคะ”

“ทำไมจันทร์ถึงจะทำไม่ได้ล่ะครับ ไม่มั่นใจในตัวเองเหรอ”

ท่าทางยั่วเย้าของตุนทรัพย์ช่างคล้ายเด็กชายขี้เล่นคนเดิมในวัยเยาว์ ผิดกันตรงที่เขาเติบโตเป็นหนุ่มเต็มตัว และพราวจันทร์ก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆ แล้วเหมือนกัน

“ดิฉันแค่แปลกใจน่ะค่ะ หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศและภูมิภาคเอเชียอย่างนับทรัพย์มหาศาล เมื่อมาจับงานพิพิธภัณฑ์ทั้งที น่าจะต้องการคิวเรเตอร์มืออาชีพซึ่งเคยทำงานในพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆ ระดับอินเตอร์อย่างคุณดารินามากกว่า ไม่ใช่แค่คิวเรเตอร์ในพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่ไม่ได้เรียนจบเฉพาะทางมาด้วยซ้ำอย่างดิฉัน”

“จันทร์ก็รู้ว่าอากงกับป๊าชอบให้โอกาสคน พี่เองก็ถูกสอนมาอย่างนั้นเหมือนกัน เรามีความเชื่อว่าบุคลากรที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดหรือฉลาดที่สุด แต่เขาต้องมีคุณสมบัติเหมาะสมต่องานที่จะได้รับมอบหมายต่างหาก”

พราวจันทร์ย่นหัวคิ้ว ไม่เข้าใจสักนิดเดียวว่าตนเหมาะสมกว่าคนอื่นอย่างไร

“เราให้ความสำคัญต่อการเลือกคนให้เหมาะกับงาน ยิ่งเป็นคนที่จะมาเป็นคิวเรเตอร์ของพิพิธภัณฑ์บ้านนับทรัพย์มหาศาล ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากบ้านของครอบครัวเรา คนคนนั้นยิ่งต้องมีความพิเศษกว่าคนทั่วไป”

“ความพิเศษอะไรเหรอคะ” ตะวันฉายสอดขึ้นมาด้วยคำถามที่ตรงกับใจของพี่สาว

ตุนทรัพย์ยิ้มพราย เขาวางแขนทั้งสองลงบนโต๊ะ จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของพราวจันทร์

“ความรัก!”

Don`t copy text!