เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 10 : เสื้อของไผ

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 10 : เสื้อของไผ

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

……………………………………………………………….

-10-

หากกูเอาคำแก้วขึ้นเรือน มึงทนได้จริงหรือเสี่ยว”

“เราคงไม่ใช่เนื้อคู่กัน กูคิดอย่างนั้น กูคิดอยู่นานเสี่ยวเอ๋ย กว่ากูจะปลงใจได้ก็ใช่วันสองวัน ถึงจะรักกันปานใดก็คงไม่ได้อยู่กินร่วมกัน ตามสบายเถอะเสี่ยว อย่าได้ระแวงแคลงใจอันใดแก่กูเลยเรื่องนี้ กูยังมีแม่ มีน้องที่เป็นภาระ คำแก้วคงอยู่รอกูไม่ได้หรอก เมื่อไรไม่รู้ อาจห้าปี สิบปีข้างหน้าโน่นกูถึงจะมีค่าข้าวม่าม (1) น้ำนมไปให้แม่บัวถา แต่มึงพร้อม พร้อมทุกอย่าง มึงจะขอวันนี้พรุ่งนี้ก็ยังได้เลย กูขออย่างเดียว อย่าคิดแค่หลอกเล่น เชยชมสมใจแล้วทิ้งแล้วขว้างเหมือนลูกอ่อนละของเล่น เอาขึ้นเรือนออกหน้าออกตา จะยาวจะสั้นก็สุดแท่แต่กรรมแต่เวรของมึงกับคำแก้ว”

“ก็ไม่นักเสี่ยว กูอาจรักคำแก้วขึ้นมาก็ได้ อยู่ยืนอยู่ยาวจนเฒ่าเหมือนพ่อกูแม่กูก็ได้”

“คำแก้วเองก็อาจรักมึงขึ้นมาสักวัน แล้วลืมกู”

ลานลุ่มพื้นด้านๆ หมองๆ คืนนี้ไม่มีเดือน เดือนอาจขึ้นใกล้รุ่ง ไม่มีเสียงเสือ ไม่มีกลิ่นเสือคุกคามตามลม เสียงน้ำห้วยล่องไหลได้ยินชัดเจนขึ้น ขยับเข้าหาโคนไม้กันอีกครั้ง อุ่นแสงนั่งงีบเอาหลังพิงรากไม้ หลับง่ายตื่นง่ายเพราะฝึกฝนมาดี ชีวิตในป่าสมบุกสมบัน ห้าปีมาแล้วที่ถูกเคี่ยวกรำมา หนุ่มอื่นอายุยี่สิบอาจยังป้อไปป้อมาเหมือนไก่แจ้แต่งขนอวดตัวเมีย เขาเองก็อายุยี่สิบเหมือนกัน แต่โชกโชนป่าดิบดงดำเหมือนอายุสักสามสิบปีเพราะหน้าที่และความจำเป็นบังคับ ไม่ได้ตั้งใจมาแต่แรก ไม่มีจิตเจตนาจะสืบเชื้อพรานเลือดพรานอันใดมาจากพ่อเลย ตาเอาเข้าไปบวชก็บวช อยู่ในผ้าเหลืองไม่ทันเข้าถึงน้ำธรรมคำสอนด้วยซ้ำ พ่อหายไป แม่ขลุกขลักลำบาก ตาเอาสึกก็สึก สึกออกมารับจ้างเลี้ยงควายลุงส่ง ช่วยแม่ดำนาถอนกล้า ช่วยทุกอย่างที่ช่วยได้ เลือดเนื้อเชื้อพรานเพิ่งแล่นแรงเมื่อเริ่มขึ้นหนุ่มนี่เอง เริ่มจากหน้าไม้ก่อน ต่อมาพ่อกำนันคิดอย่างไรไม่รู้ เรียกไปพบ แล้วถามขายปืนแก๊ปกระบอกหนึ่งให้ในราคาแค่ห้าบาทเท่านั้น

ได้ปืน ห้าวกล้า ต่อมาได้พบครู ไล่ล่าฆ่ากินคล่องแม่นยิ่งขึ้น

พ่อ

พ่อกำนัน

และครูหนานเย็น

สามคนนี้คือผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่ในชีวิตเขา

ควันขี้หญ้าลอยคลุ้งมาจากคอกควาย เป็นกลิ่นเก่าแก่คุ้นเคยที่สืบเนื่องยาวนานมาแต่กาลเวลาใดไม่รู้ มืดค่ำลงก็สุมไฟไล่ยุงให้ควาย กวาดเอาขี้เฟืองขี้ฟาง ขี้หญ้าขี้เยื่อรวมทั้งขี้ควายแห้งใส่ลงไป เข้าร้อนมาแล้วอย่างนี้ ยุงมักชุมยามหัวค่ำเท่านั้น ดึกลงอากาศเย็นลง ยุงค่อยห่างหายไป

“นี่นะ บัวผัน ทำอย่างนี้”

สอนน้อง เหมือนที่พี่สอนเธอ พี่มีฝีมือตัดเย็บเสื้อผ้าพื้นเมือง พี่สืบฝีมือมาจากยายแล้วถ่ายทอดแก่เธอ ปั่นฝ้ายทอผ้านั่นอีก พี่ก็สืบฝีมือมาจากยายแล้วถ่ายทอดแก่เธอเช่นกัน ตอนนี้พี่แยกครัวเรือนออกไปแล้ว อยู่ไม่ไกลกัน ชั่วเพียงตะโกนถึงเท่านั้นเอง ต่อไปหากเธอมีครอบมีครัว ก็คงแยกครัวออกไปเหมือนพี่ ละเรือนนี้ไว้ให้บัวผันน้องสาวคนเล็ก บัวผันเป็นลูกสาวคนเล็กของพ่อและแม่ จะได้ผัวทีหลังพี่ๆ จะเป็นผู้สืบผีสืบเรือน ดูแลพ่อแม่เมื่อแก่เฒ่าชราลง

“อันนี้เสื้อไผอี่พี่ เสื้ออ้ายอุ่นแสงหรือ”

“มึงอย่าปากดัง อีแม่จะได้ยิน”

ชำเลืองมองแม่ แม่นั่งอยู่ห่างๆ สางผมสางเกล้าอยู่หน้ากระจก น่าแปลกใจที่แม่ไม่ได้สืบฝีมือจากยายมาเลย ยายเก่งเรื่องเส้นด้ายฝ้ายฟืม อยู่มาถึงวันนี้สายตายายไม่ค่อยดีแล้ว หลังไหล่ก็ไม่เหมือนเดิม มักเป็นหลังขดหลังแข็งหากนั่งทอผ้า จึงละฝ้ายละฟืมไปบ้าง ป้าและน้าต่างยังสืบเส้นด้ายฝ้ายฟืมจากยาย แต่แม่ไม่สืบ ติดไปทางหลีกๆ เลี่ยงๆ เสียด้วยซ้ำ ผ้าผืนเดิมคาฟืมอยู่จนหมอง รำคาญนักเลยทอต่อจนเสร็จแล้วเอาหูกหลังนั้นให้น้องสาวฝึกทอ

“เสื้อไผน่ะ” บัวถาทักมา คำแก้วสะดุ้ง “เสื้อพ่อมึงหรือ”

“มีคนมาจ้าง” ลูกสาวโกหกแม่ “คนในกาดสันป่าเลียงนั่นละ”

“เมื่อยังสาว แม่ก็ตัดได้เย็บได้ บัดนี้ไฟตาบ่ดี หากได้ใส่แว่นอย่างอีพาแม่อีพิน ก็มองรูเข็มเห็นอยู่ ตัดได้เย็บได้อยู่เหมือนกัน นี่นะคำแก้ว สมศักดิ์มันพาแม่เมียมันขี่รถไฟไปถึงเมืองกอกเมืองกรุงโน่นแล้ว แต่แค่เมืองเชียงใหม่ แม่ยังไม่เคยไป”

“แม่ยุพามีเขย แม่ก็มีเขย ให้พี่เขยข้าพาไปสิ”

“เขยแม่บ่แม่นลูกกำนัน เหมือนอีพา”

“ฮึ”

ไม่ค้อน แต่กระแทกลมหายใจแรงๆ ออกทางจมูก ชังหน้าแม่นักยามนี้ มีแต่ข้ออ้าง มีแต่คำแก้ตัว วันๆ ไม่ทำอะไร กวาดเรือนก็กวาดเข้าซุกซอกซุกมุม จะซักผ้าก็กลัวเล็บหัก ดีแต่แต่งตัวไปฟุ้งไปฝอยที่ตูบกาด ครั้นเขาไม่ฟังหรือไม่สนใจก็หน้าเก้อกลับมา
กลัวจะพลั้งปากเป็นคำแข็งคำแรงบาดใจแม่ บอกน้องว่ามึงสอยต่อจากพี่นะ ไม่แน่ใจก็ละไว้ก่อน แล้วเข้าเรือนอนห้องน้อยไปปูที่หลับปัดที่นอน ฟูกหมอนเหล่านี้ฝีมือพี่สาวเหลือไว้ก็มี ฝีมือเธอเองก็มีแต่ยังไม่คล่องแม่นชำนาญเท่าพี่ แล้วมีอันใดบ้างที่เป็นฝีมือแม่

แม่เอ็งมีกรรม กรรมมันนัก

คำพูดของพ่อแว่วๆ ในใจ

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

อุ่นแสงหลับไปแล้ว แต่พลันกลับสะดุ้งเพราะเพื่อนเดียวเสี่ยวฮักแหกปากร้องโวยวาย

“อะไรกันอีกเล่า ไม่ต้องหลับต้องนอนกันละ”

“ผีเผต” ลูกพ่อกำนันเอามือชี้ขึ้นบนยอดไม้ “มันห้อยหัวลงมา แลบลิ้นเลียหน้ากู”

ไฟกินเชื้อมานาน เปลวไฟยอบแยบลง หนุ่มหน้าซีดผอมบางลุกออกไปซนไฟ หนุ่มล่ำหนาเตี้ยกว่าเล็กน้อยลุกตาม เอาเหล้าไปด้วย ดึงใบกล้วยแห้งจุกปากขวดแล้วยกจิบทั้งขวด หนุ่มผู้มีเชื้อไข้มาเลเรียหันมาคล้ายจะปราม แต่ยั้งปากเสีย คิดว่าให้เพื่อนดื่มพอเมา อาจหลับง่ายขึ้น

“สูมาเทอะเสี่ยว”คนหน้าเข้มกว่าเช็ดปากด้วยหลังมือ กล่าวคำขอโทษ

“สูมอกสูมาอันใด หากนับกูเป็นเสี่ยว อย่าเอ่ยคำนี้อีก”

“ดงหลวงดุร้ายกว่าขุนห้วยแม่แลบ นี่แค่ขอบๆ ริมๆ ไม่ถึงตีนดงดีด้วยซ้ำ”

เอาใบกล้วยแห้งจะยัดปากขวด แต่กลับชะงักเหมือนเพิ่งนึกได้ ยื่นขวดให้เพื่อน แต่ลูกคนยากส่ายหน้า

“กูจะจ๊อย มึงจะฟังไหม”

“หือ กลางค่ำกลางคืนในป่าดึกดอยดงนี่นะ มึงจะจ๊อย”

“จะฟังบ่ฟัง”

“ฟังๆ”

 

สูหลับละยัง พ่อไอ้หล้า”

“หลับแล้ว”

“หลับแล้ว แล้วผู้ใดปาก”

“ข้าละเมอ”

นางคำแผ้วหัวเราะคิก บิดหมับที่ท้องแขนผัว ผัวเฒ่าเมียแก่เหมือนได้กลับไปเป็นหนุ่มเป็นสาวกันอีกครั้ง

“มีอันใด แม่ไอ้หล้า จะปากจะจาอันใด ว่ามา”

ที่นอนกว้างใหญ่ ฟูกสองผืนปูชิดกันกับพื้น กำนันทองดีแม้เป็นคนใหญ่คนโตที่สุดในตำบลแต่ยังติดนิสัยนอนกับพื้น นางคำแผ้วเองก็ติดนิสัยนอนกับพื้นมาแต่อ้อนแต่ออกเช่นกัน คนพื้นฐานพื้นถิ่นทั่วไปสมัยนั้น มักติดนั่นติดนี่ที่สืบทอดกันมาแต่รุ่นก่อนหน้าขึ้นไป

“อีแหวนบ้านปางไม้แดง พ่อแม่มันบ่ลดบ่หย่อน จะเอาทองน้ำหนักเต็มบาทจนได้”

“คราวก่อน อี…อีอะไรบ้านน้ำโท้งเสียไปแล้วบาทหนึ่ง แล้วคราวหน้าล่ะสู จะเสียอีกกี่บาท”

“ข้าถึงว่าหานางให้มันนอนเป็นตัวเป็นตนเสีย อยู่กันรอดตลอดก็ดีไป บ่รอดค่อยละค่อยร้าง เงินคำก่ำแก้วสูเป่อเลอะ นาฮ้างนาฮามก็ยังมีเหลือ”

“แต่ข้าอยากให้มันกลับไปซ้ำชั้นให้จบม.๖ เสียก่อน”

“หาเมียให้มันเอาไปนอนด้วยสักคน ข้าว่ามันกลับไปเรียนแน่ๆ ลูกอีถาจิตหลุข้าว่างามสมกลมเกลี้ยงดี”

“อีถาจิตหลุหรือ…”กำนันพยายามนึกหา “ชาวบ้านใด”

“ดงม่วงฝ้าย เมียหนานสิงห์”

“อ้อ…นึกออกละ ลูกพ่อหนานมอยหมอแก้ตู้”

“พ่อหนานมอยเป็นสล่าหรือสู” นางหมายถึงช่าง “เป็นคนซ่อมตู้ซ้อมตั่ง”

“บ่แม่นตู้ตั่งเตียงหมู่นั้น แต่เป็นตู้ลองของขลังน่ะสู” หัวเราะหึๆ นึกเอ็นดูเมีย “อย่างเสกเส้นผมผีตาย เสกหนังควายเข้าท้องคนน่ะ เรียกว่าตู้”

“นึกออกละ เมื่อแม่นายยังไม่ไปเอาข้ามาเป็นสู” นางอ้างถึงแม่ผัว “ทางบ้านข้าก็มีคนหนึ่ง ตายทุกข์ตายยาก ตายทรมาน เอาผีไปเผา ในท้องมันมีตะปูขึ้นสนิม เขาว่ามันโดนตู้”

“พ่อหนานมอยแก่กล้า”กำนันอารมณ์ดี มีแก่จิตแก่ใจบอกเล่าเรื่องราวเก่าหลัง “แม่ข้าเองก็โดนตู้ ผู้ใดแก้บ่ได้ แต่พ่อหนานมอยแก้ได้ พ่อหนานลากงูออกจากปากแม่ข้า ยาวเป็นวา”

“ฮู้ย!”นางอุทาน ลากเสียงยาว สยดสยองขนลุก “ลากงูออกปากยาวเป็นวา ไม่ใช่ไส้หรือ”

“หากลากไส้ออกปากยาวเป็นวา แม่ข้าคงตายไปแล้ว”ผู้ผัวหัวเราะหึๆ “ตอนนั้นข้ายังน้อยอยู่ สักเก้าขวบสิบขวบ แม่ข้าปวดท้องตัวบิดตัวงอ ปวดแต่ละทีเป็นตายเท่ากัน หมอยารากไม้ใดๆ ว่าเก่งมาตกยาให้ก็ไม่หาย ตาข้าเฉลียวใจว่าอาจโดนตู้ ตาให้พ่อไปขอพ่อหนานมอยมาแก้ตู้ ข้าเห็นเป็นงูยาวเป็นวา แต่ที่พ่อหนานมอยลากออกมาจากปากแม่ข้าคือเตี่ยวหม้อนึ่ง”

“เตี่ยวหม้อนึ่ง…”นางนึกไปถึงเศษผ้าที่เอาเคียนรอบโคนไหนึ่งข้าว มีคนเสกเตี่ยวหม้อนึ่งเข้าท้องแม่นายหรือ”

“อือ ไม่มีคนเสกเข้ามา คิดหรือแม่ข้าจะกลืนเตี่ยวหม้อนึ่งยาวเป็นวาเข้าไปเอง พ่อหนานมอยแก้ได้ แม่ข้าดีใจพ้นทุกข์ทรมาน แม่ได้ลั่นปากไว้แล้วว่าผู้ใดเยียวยาแม่ข้าหาย จะปันนาให้ แม่ข้าพูดคำใดเป็นคำนั้นสูเองก็รู้ดี พ่อข้าเองก็นับถือพ่อหนานมอย พ่อว่าหากพ่อหนานมอยอายุยืนมาถึงวันนี้ อาจโผดผายคนให้พ้นทุกข์ทรมานได้อีกหลายคน แต่พ่อหนานอายุสั้น ตายไปเมื่ออายุห้าสิบเศษเท่านั้น”

“ข้าเป็นคนนอกตำบล เรื่องราวเก่าหลังทางสันป่าเลียงข้าไม่รู้นัก พ่อหนานมอยเป็นใดถึงอายุสั้นล่ะสู”

“มันผิดครู”

“ลูกอีถาจิตหลุ หลานพ่อหนานมอยชื่อคำแก้ว”นางวกกลับไปที่เดิม “งามดีเหมือนกัน สองสามวันก็หาบเอาหมากตืนหมากต้อง กล้วยสุกกล้วยดิบ ผักไม้ไซ้เครือมาเข้ากาด ไม่พูดมาก แต่ปากจาเป็นคำดีม่วนเพราะ ท่าทางจะอยู่ถ้อยฟังคำดี”

“สูนี่หนอ สืบรู้ไปหมด”

“ก็ข้าเป็นแม่กำนันนี่สู” นางค้อน เหมือนเมื่อยังสาว “ไอ้หล้าเองก็ไปแอ่วไปหาหลายหนแล้ว ”

กำนันลุกจากที่นอนมาสูบบุหรี่นอกมุ้ง นางคำแผ้วมุดมุ้งตามออกมา อากาศยามค่ำคืนคลายความอบอ้าวหมดแล้ว แต่นางก็หยิบพัดสานมาพัดวีเอาใจผัว นางเอาใจคนเก่ง นางจึงได้ใจคน

ใจผัว ใจลูก ใจพ่อผัวแม่ผัว นางได้หมด

“เรื่องสาวปางไม้แดง…จัดการเสียให้เรียบร้อย ต่อไปอย่าตามใจมันอีก สูนั่นแหละ ยุยงส่งเสริมมันดีนัก”

“ข้าไม่ได้ยุยงส่งเสริมมัน”

“มันขอเงินซาว สูให้ไปสามสิบ มันขอห้าสิบ สูให้ร้อย อันนั้นละยุยงส่งเสริม มันไม่ได้เอาไปซื้อขนมกิน แต่มันเอาไปล่อสาว สูรักมันเกินไป แต่รักไม่ถูก…”

“เรื่องไอ้อุ่นแสงลูกอีคำแสง” นางรีบเปลี่ยนเรื่อง “ห้ามปรามลูกบ้างนะสู มันจะได้รับเคราะห์รับภัยใหญ่หลวงจากไอ้ผู้นั้น เขาเกิดวันศัตรู”

“ข้าคร้านพูดกับสูแล้ว เฉไฉ บ่ายเบี่ยงพอพ้นตัว ข้าจะนอนต่อ สูไม่นอนไม่เป็นไร แต่หับปากไว้ ไม่ต้องพูด”

“อย่าโกรธข้าเลย ผัวเป็นเจ้าอยู่เกล้าอยู่หัว”

มุดมุ้งตามเข้าไป เหน็บชายมุ้งเรียบร้อยดีทั่วด้าน พัดกาบหมากยังติดมือเข้ามา โบกพัดเบาๆ เอาใจผัว

 

เชิงอรรถ :

(1) ข้าวม่าม = ข้าวย้ำ ข้าวกับกล้วยที่แม่เคี้ยวย้ำในปากก่อนเอาป้อนลูกอ่อนวัยแรกเริ่มกินข้าว

 

***

 

สั่งซื้อ Remember Wrinks

เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นมาสก์ได้ในหนึ่งเดียว

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

สั่งซื้อ 1 หลอดราคา 2,090 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2UT2G40   

สั่งซื้อเซ็ตประหยัดสุดคุ้ม 3 หลอดราคา 2,940 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2QFzcY9

อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้ คลิกที่นี่ >>>>>>>>>>> http://anowl.co/anowlsabai/remember-wrinks/

Don`t copy text!