เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 11 : ไม่ใช่คนทุกข์ ไม่เข้าใจคนทุกข์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 11 : ไม่ใช่คนทุกข์ ไม่เข้าใจคนทุกข์

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

……………………………………………………………….

-11-

 

ดึกดื่นคืนค่อน ป่าใหญ่หลับนอนสงบสงัด เสียงเอ่ยเอื้อนเอื่อยช้าเป็นบทขับขานพื้นเมืองที่เรียกว่าจ๊อยดังขึ้น เสียงอาจไม่ไพเราะเท่านักขับขานชั้นเอก แต่ก็นุ่มนวลแก่หูไม่แหบเครือ

แสงดวงจันทร์       เงางามออกต้อง    ส่องคิรีท่าท้าง

เบ่งรัศมี                      ดาววีดาวช้าง         มาวงแวดอ้อมจันทรา

เมินๆ เมฆะ                  เลื่อนลอยมาหา      ปิดนภา      ดาวเดือนมืดเส้า

แล้ววาตะลม                 พัดถมถีบเข้า        เมฆะเลยลอยรีบพัด

เจ้าแหงนสองตา            ผ่อดูเร่งรัด           ปุนสังเวชเสี้ยงปรานี

        ฯลฯ

 

ซ้ำในคืนนั้น                 ค่อนรุ่งติถี            อุโปวันดี     เดือนเพ็งส่องแจ้ง

เปตวิสัย                      ในไพรช่างแกล้ง    เขาล่าเดินมาที่พระ

ผีสาดทั้งหลาย              ได้ทนทุกขะ         ยามปางก่อนอั้นมีมา

เมื่อชาติแล้ว                 วิบากเขาหนา       อเนกชา      ตายเป็นเผตเฒ่า

จิ่งจุติเป็น                    กันดารโศกเศร้า     อยู่พงดำที่นั้น

เขาพาเอากัน                มาหาหน่อชั้น       แล้วหลอนหลอกเจ้าจอมโภง

ภ่องขึ้นฅ่าไม้                กวัดแกว่งเตงโตง   เอาหัวหย่อนลง ประผมหลอกเจ้า

ภ่องร้องภ่องหุย             เสียงเย็นเยือกเข้า  เหมือนเสียงคนเมืองมนุษย์

ภ่องสว่ายโข่ขอน           หลอกองค์หน่อพุทธ       ภ่องวิดวิ่งเต้นมาไป (1)

 

ลูกคนเล็กของกำนันดีเด่นสงบเยือกเย็นลงได้มาก รู้สึกดี รู้สึกผ่อนคลาย รู้สึกรักเพื่อนขึ้นมาอีกมากมายที่มันจ๊อยให้ฟังผิดเมื่อผิดกาล

“ขนาดหน่อองค์พุทธะมันยังหลอกได้เลย  กูเองแค่คนพื้นฟ้าสามัญ จะหลอกบ้างก็ช่างมันนะเสี่ยวนะ”

“อันที่จริงไม่ใช่มาหลอก ตากูว่าเปรตผีสำแดงตน เขามาขอส่วนบุญต่างหาก แบ่งส่วนบุญแก่เขา เขาได้รับแล้วก็จะจากไป”

“คนอย่างกู กูมีส่วนบุญอะไร”

ไม่รู้กับมึง”

คงดึกมาก กี่โมงกี่ยามไม่รู้ขี้เกียจดูนาฬิกา  น้ำค้างพร่างพรมห่มไพร ป่าใหญ่คล้ายคนนอนหลับสนิท สลดสลัวมัวแสง หมอกหม่นกล่นเกลื่อนเคลื่อนคลุมภาคพื้น เมือกเหนียวเย็นชื้นคล้ายยังติดอยู่ที่แก้ม  เอามือเช็ดแล้วขนลุกขนพอง

หน้าเท่ากระด้งลอยต่ำลงมา แลบลิ้นยาวเป็นวาเลียแก้มเขา

มันเกาะตัวอยู่บนยอดสูง เห็นไม่ชัด คล้ายจะเป็นลิงหรือค่าง หรือตัวอะไรก็ไม่รู้ที่มีแขนมีขา  แต่ว่าคอมันยาวยืดได้คล้ายงู ส่วนหัวไม่ใช่หัวงูหรือหัวลิงค่างบ่างชะนีอะไรเลย  เป็นหน้าคน

หน้าเน่าเฟะมีหนอนฟอนเนื้อ ตาหลุดจากเบ้าห้อยต่องแต่ง น้ำลายมันเหนียวหนึบหนับ แต่ที่ติดมือออกมาเป็นน้ำธรรมดา

“เหมยย้อยหน้ามึง” คนคร่ำหวอดในป่าหมายถึงน้ำค้างต้องหน้า “ไม่มีอะไรหรอก”

“ไม่เห็นมึงกลัวอะไรเลย เสี่ยว”

“กูบอกแล้ว ว่ากูหลืด” ลูกคนยากจนหมายถึงชินชา “คิดไปคิดมา กูว่าสมควรแล้วที่แม่มึงหวงแหนมึงนักหนา  มึงไม่ใช่คนป่า  ไม่ได้เกิดมาเพื่อนอนค้างกลางป่าเหมือนกู  แต่มึงก็ชอบขัดขืนแม่มึง”

“แม่กูรักกูล้ำไป”

“พ่อมึงอยากให้มึงเรียนให้จบ”

“กูอาจกลับเข้าไปในเมือง เรียนให้จบ เปลี่ยนโรงเรียนใหม่ ไม่พักในหอ อยู่ในหอเอานางไปนอนไม่ได้ อาจเช่าบ้านอยู่ เอาสาวไปนอนได้”

“อะหยังล้ำเหลือกับนอนสาว บ่ได้นอน มึงตายกา?”

“บ่ตาย แต่ของเคยกินแล้วบ่ได้กิน มันบ่ม่วน”

ล้วงเอาบุหรี่ซองแดงในกระเป๋าเสื้อตัวใหญ่และหนาแบบเสื้อทหารมาจุดสูบ ยื่นซองให้เพื่อน แต่ลูกคนทุกข์ส่ายหน้าแล้วเอาบุหรี่ตองกล้วยมาจุดบ้าง สูบยาพอหายเปรี้ยวปาก เอาขอนไม้ใหญ่ใส่สุมในไฟแล้วตบไหล่เพื่อนผู้เหมือนเจ้าราชบุตรลงจากหลงช้างมาเดินดินร่วมตน

“นอนเถอะเสี่ยว หลับนอนเต็มที่ อย่าได้นึกคิดอันใด ไว้ใจกู จงเชื่อมั่นกู”

“กูควรหาครูได้แล้ว ครูพรานเก่งๆ ขนาดพ่อหนานเย็น มึงรู้จักใครไหม”

“มึงไม่ใช่คนทุกข์ ไม่ได้หากินกับป่าอย่างกู  อย่าเอาเลยวิชาพราน  วิชาพรานเอาไว้หากิน ไม่ใช่เอาไว้ม่วน เอาไว้เล่น เอาไว้อวดโอ้โวหารเวลากินเหล้า หากมึงคิดจะเรียน กูว่ามึงกลับไปเรียนหนังสือดีกว่า เผื่อได้เป็นเจ้าคนนายคน เป็นปลัด เป็นนายอำเภออย่างพ่อมึงหวัง”

“หัวกูไม่ดี”

หนาวเยือกหนาวเย็นมาอีกระลอก กระชับเสื้อตัวหนาตัวหนักแล้วชักผ้าห่มทหารรุ่นสงครามญี่ปุ่นขึ้นคลุมถึงคอ เพื่อนเดียวเสี่ยวฮักมีเพียงเสื้อผ้าฝ้ายบางๆ กับมีผ้าห่มนอนซึ่งก็เป็นผ้าฝ้ายทอเองเช่นกัน แต่ดูมันหนาวน้อยกว่าเขา

อันนี้แล้วหรือ หนทางคนทุกข์

คนทุกข์คนยาก  ตรากตรำลำบากมากมายจนกลายเป็นความเคยชิน

“มึงรักเสี่ยวมึงไหม อุ่นแสง”

“มึงอย่าถามคำนี้แก่กู  มึงดีแก่กู พ่อแม่มึงก็มีบุญคุณแก่พ่อแม่พี่น้องกูถ้วนทั่วตัวคน  มึงรู้ไหม ปืนกระบอกนี้ กูได้แต่ใดมา”

“ครูมึงหรือ หรือว่าพ่อมึง”

“ไม่ใช่ พ่อมึงนั่นแหละ ขายแก่กูห้าบาทแต่เมื่อมึงยังเรียนหนังสือในเมืองโน่นแล้ว”

“หรือ ไม่เห็นพ่อพูดถึง กูเองจำไม่ได้หรอก พ่อมีปืนหลายกระบอก”

“พ่อมึงเมตตาแก่กูนักเสี่ยวเอ๋ย  อาจเห็นว่าแค่หน้าไม้หอกดาบ กูหากินไกลไม่ได้จึงแกล้งขายปืนแก่กูห้าบาท ตากูว่าอันที่จริงพ่อมึงอยากปันปืนแก่กูเปล่าๆ ด้วยซ้ำ แต่คนบ้านเราถือสา หอกดาบศาสตราอาวุธไม่ควรให้แก่กันเปล่าๆ มันจะตัดม้างทางดีต่อกันจึงให้กูซื้อเอาห้าบาทเท่านั้น”

“ปืนออโตฯกระบอกนี้ กูขายให้มึงสามร้อยก็พอ”

“จ้างกูหลีกทางคำแก้วแก่มึงใช่ไหม อย่าลวงกูหลงทาง  พ่อมึงดี มีพระคุณแก่หมู่กูมากนัก  ตากูสอนว่าเกิดเป็นคน อย่าเนรคุณท่าน ผู้ใดเนรคุณ ผู้นั้นบ่มีคุณความดีใดๆ คุ้มครองดองห่ม  ตนตัวแห่งมึง อย่าถามว่ารักมึงไหม กูรักมึงไม่ได้หรอกเสี่ยว กูกับมึงสูงต่ำไม่เสมอกัน จะไปรักมึงได้อย่างใด  กู เหมือนข้าทาสบาทภักดี แต่มึงเหมือนเจ้าราชบุตร”

“มึงเลยไม่ขึ้นเรือนคำแก้วอีกเลย”

“ชาติหน้าถ้ามี กูกับคำแก้วอาจได้เป็นคู่กัน”

“มึงตัดใจได้แท้กา?”

“แท้”

“แล้วคิดหรือว่าคำแก้วจะตัดใจได้อย่างมึง”

เพื่อนผู้ด้อยกว่า แต่เข้มแข็งบึกบึนกว่าหลายเท่าถอนใจยาวๆ

“มึงไม่ใช่คนทุกข์ มึงไม่เข้าใจคนทุกข์หรอกเสี่ยวเอ๋ย คนทุกข์ จะทุกข์มากทุกข์น้อยมันก็ทุกข์ ไม่ทุกข์วันนี้ ก็ทุกข์วันหน้า  ไม่ทุกข์เรื่องผัว ก็ทุกข์เรื่องลูก ไม่ทุกข์เรื่องตัว ก็ทุกข์เรื่องพ่อแม่  นอนเถิดเสี่ยว หลับเสีย เสี่ยวมึงนอนใกล้ๆ ไม่มีเภทภัยใดแผ้วพานมึงได้เด็ดขาด อย่าแบกใจแทนกูกับคำแก้ว เป็นเรื่องของกูกับคำแก้วแก้ไขเอาเอง ไม่ใช่เรื่องของมึง หากกูขออะไรจากมึงได้ อย่างเดียวที่กูขอคือหากจะเล่นไปเล่นสาวอื่นเถิด อย่าเล่นคำแก้วเลย สงสารมัน”

“กูอาจต่อรองกับพ่อ จะให้กูกลับไปเรียนต่อก็ได้แต่ต้องขอคำแก้วให้กูก่อน กูจะเอาคำแก้วไปนอนด้วยในเมือง พอเรียนจบกูอาจซื้อละเพราะพ่อกูกับพ่อกำนันห้วยทรายขาวเหมือนตกปากรับคำเรื่องกูกับสุมิตราไว้แล้ว ลูกกูถ้ามีกับคำแก้วมึงไม่ต้องเลี้ยงหรอก พ่อแม่กูคงเลี้ยงไว้เอง…”

ขยับตัว หันหน้าไปทางเพื่อน เพื่อนเหมือนหลับไปอีกแล้ว

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

ใกล้รุ่งเหน็บหนาว  แต่ไม่ปวดร้าวหนาวหนักในเนื้อเหมือนเมื่อเดือนอ้ายเดือนยี่ คำแก้วตื่นแล้วแต่ยังไม่ลุกคิดว่าจะงีบต่ออีกเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันจะเคลิ้มก็ได้ยินเสียงกุกๆ กักๆ ในครัวไฟจึงลุกออกมา

“อีแม่”

แปลกใจ แม่ลุกมานึ่งข้าวแต่เช้าทำไม ปกติการนึ่งข้าวเป่าไฟแม่ไม่ทำ แม่ละไว้เป็นหน้าที่ของเธอ หากเธอต้องเอาของไปขายตลาดสันป่าเลียงก็เป็นหน้าที่ของบัวผัน

“ยังเช้านัก แม่ไปนอนต่อเถอะ ข้านึ่งข้าวเอง”

“แม่อยากทานขันข้าวไปหาไอ้อ้าย”นางผู้ถูกเรียกลับหลังว่าจิตหลุเสยผมเผ้าที่ยังไม่ทันเกล้ามวยไปด้านหลัง “แม่ฝันถึงมัน”

“ทานขันข้าว (2) ไปหาไอ้อ้าย?”ลูกสาวผู้ยังไม่ทันเกล้ามวยทวนคำ “ไอ้อ้ายยังบ่ตาย ทานขันข้าวไปหาเยียะหยัง”

“ไม่ใช่ไอ้อ้ายผู้นี้” นางมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ปั่นป่วนวุ่นวายอย่างไรชอบกล “ไอ้อ้ายผู้นั้น ผู้…ผู้ตายแต่ยังไม่ทันหย่านม  มันมาร่ำไห้ต่อหน้าแม่”

แล้วนางก็ก้มหน้า น้ำไห้หลั่งออกจากตา เวทนาอาดูรไปถึงลูกผู้อาภัพ ผู้ตายลับไปแต่ปีแรกที่อยู่กินกับผัว ซาวแปดปีผ่านมาแล้ว ผู้อื่นตายไปแล้วต่างได้ไปเกิดใหม่หมดแล้วแต่มันยังไม่ไปไหน วนๆ เวียนๆ มาปรากฏในฝันของนาง

บางทีมันก็มาชี้หน้า แล้วว่าอีแม่ฆ่าข้าเยียะหยัง

 

ข้าวหลุมดินสุกดิบไม่ถ้วนทั่ว สุกๆ ดิบๆ แต่พอกินได้ ขุดหลุมดิน เอาข้าวสารที่ห่อผ้าแช่น้ำไว้แต่เมื่อค่ำวานมาใส่ในหลุม กลบดินแล้วเอาไฟมาสุมข้างบน คะเนเวลาแล้วพรากไฟ เขี่ยดินกลบทิ้งไป เอาข้าวในห่อผ้าขึ้นมา

“กูเพิ่งเคยกิน ครั้งแรกในชีวิต”

“ไม่จำเป็นก็ไม่ค่อยมีใครทำหรอก ข้าวหลามดีกว่า แต่ค่ำเมื่อวานมันจวนตัว หาไม้ข้าวหลามไม่ทัน”

กับข้าวคือน้ำพริกและด้วงแมงพอหาได้ในป่า อันนี้ละ กินสุกกินดิบ ลุ่มๆ ดอนๆ ชีวิตมีรสชาติ ไม่จืดชืดแฉะแหมะเหมือนท่องสูตรคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ

“ข้าวไม้ล่ะเสี่ยว” ลูกพ่อกำพูดทั้งที่คำข้าวยังคาปาก “ทำให้กูกินได้ไหม ไม่ได้กินนานแล้ว”

“แถวนี้ไม่มีฝักข้าวไม้ ไปข้างหน้าอาจมี”

“ได้กินกับปลีน่องฟานหมกไฟอุ่นๆ ยิ่งวิเศษ มึงยิงฟานให้กูกินนะเสี่ยว ไม่มีข้าวไม้ (3) ก็ได้ ข้าวหลาม ข้าวหลุมดินก็ยังดี”

“อือ”

ไม่รีบร้อนนัก กินข้าวอิ่ม เอาที่เหลือห่อใส่ย่ามไปกินมื้อหน้า ข้าวสารเตรียมมาพอสมควร พริกเกลือเอามาไม่มีบกพร่อง เข้าป่ามาแล้วห้าปี แรกที่รับครู (4) ไม่อาจเอาตัวไปฝากฝังอยู่กับครูยาวๆ  ปลีกเวลาไปคราวละสามวันห้าวัน ป่าใหญ่ที่สุดที่ครูพาเข้าก็คือขุนแม่แลบ  ตั้งแต่ฟายครู  (5) ก็เข้าเอง  ผ่านมาแล้ว พบเห็นมาสารพัดจนหลืด

หลืดคือชินชา มันยิ่งกว่าคุ้นเคย เจ็บจนชา เจ็บจนชิน คือความหมายของคำว่าหลืด

 

สายๆ แดดส่องดีค่อยอุ่นขึ้น คนแก่คนเฒ่าขลุกกลางแดดอุ่นที่ลานบ้าน ใกล้เที่ยงเริ่มร้อน  อยู่แดดก็ร้อน เข้าร่มก็หนาว แม่เหย้าแม่เรือนเอาผ้าห่มออกตากเก็บแดดเอาไออุ่นไว้ในเนื้อผ้า  อาจเป็นหนาวสั่งหนาวลา ด้วยว่างิ้วหลวงดอกแดงบานงามเต็มต้น ดอกงิ้วหล่นลม เด็กเลี้ยงควายจะชิงกันเก็บแล้วเอามาร้อยด้วยเครือเขาเถาหญ้าเป็นพวงใหญ่ใส่คอ แข่งกันว่าของใครจะใหญ่จะยาวกว่าเพื่อน บางคนไม่ร้อยห้อยคอก็ปลิดกลีบทิ้งเอาแต่ก้านเกสรใส่ย่าม เกสรดอกงิ้วตากแห้งเอาไว้ใส่แกงแค ใส่มอบปู ใส่ข้าวหนมเส้นน้ำเงี้ยว เด็กเลี้ยงควายใช่จะเลี้ยงแต่ควายอย่างเดียว ช่วงว่างระหว่างควายกินหญ้าหรือลงแช่ปลัก มักปลีกเวลาไปเสาะหากิน  หูคอยฟังหาเสียงเกราะที่ผูกคอควาย  มืออาจวิดปลาตามแอ่งเล็กแอ่งน้อย อาจเก็บดอกงิ้ว  อาจขุดบึ่งขุดบิ้ว ที่เก่งๆ กล้าๆ  มีความสามารถสูงก็อาจขุดตุ่นขุดแลน หรือรมหนูพุก

งิ้วหลวงร่วงรายปีนี้คำผุยไม่มีใจจะเก็บ

รู้สึกว่าตัวเองโตพ้นวัยเด็กแล้ว เป็นหนุ่มแล้ว เขาเองอาจไม่เก่งทางหน้าไม้และปืนอย่างพี่ชาย แต่ขุดปูหาปลา เสาะหาใส่ปากเล็กๆ น้อยๆ อย่างสอยรังมดแดง แทงกบแทงเหยี่ยน ขุดจิ้งหรีด ส่องแมงนูนก็ไม่น้อยหน้าใคร อายุสิบหกแล้ว เริ่มมีความคิดความฝันเกี่ยวกับสาว แต่ยังเหนียมอายที่จะลงเรือนไปม่ายเมียงเอียงตาส่องหาสาวน้อย เวลาส่วนใหญ่ก็ขลุกอยู่กับควาย ดายหญ้าพรวนดินในเรือกสวนเล็กๆ ในเขตเหย้าเรือน คนเรือนนี้ไม่มีใครอยู่ดอกอยู่ดาย ช่วยกันทำมาหากินทั้งนั้น   คำมูนเริ่มสาวเริ่มฝึกทอผ้า แม่ย่าแม่หญิงบ้านนี้ทอผ้าเป็นแทบทุกคน  พ่อช่างพ่อชายบ้านนี้ก็มักทำนาเป็นกันเกือบทุกคน  อีหล้ายังเล็กก็เริ่มฝึกปั่นฝ้าย ผู้หญิงทอผ้าไม่ได้ผู้ชายไม่อยากเอาเป็นเมีย ผู้ชายทำนาไม่เป็นผู้หญิงก็ไม่อยากได้เป็นผัว

“เมื่อคืนข้าฝัน  ฝันว่าอีพ่อกลับมา”

“แม่ก็เคยฝัน ฝันหลายเทื่อแล้ว  แต่พ่อเอ็งก็ยังบ่มา”

“ในฝันข้า  มีชายคนหนึ่งมาขอกินข้าวเรือนเรา  เป็นชายขี้ทูดตีนกุดมือด้วน ข้าเอาข้าวให้กิน ชายขี้ทูดเงยหน้า หน้านั้นเป็นหน้าอีพ่อ”

“เอ็งจำหน้าพ่อได้กา? คำผุย”

“บ่ได้”

“แล้วเอ็งฮู้ได้อย่างใด หน้านั้นเป็นหน้าพ่อมึง”

“บ่ฮู้เหมือนกัน ในฝัน…ข้าไห้”

“แม่เอง…บ่อน้ำตาแม่คงแห้งไปแล้ว แปดปีแล้วเอ็ง ทุกข์ยากถึงที่สุดมันผ่านไปแล้ว ทุกวันนี้ก็หวังเห็นแต่เอ็ง ไอ้อ้ายเอ็ง อีน้องเอ็งอยู่ดีมีสุข เป็นตนเป็นตัว แม่จะสอนเอ็งคำผุย จงจำคำแม่ไว้ให้ดี เกิดเป็นผู้ชายให้รักลูกเมียอย่างพ่อเอ็ง แม่เสียใจก็อย่างเดียว บุญพ่อเอ็งมันน้อย ไม่ทันได้สุขได้บานก็มีอันเป็นไป จะตาย  จะยัง ยากจะปักใจได้ หากยัง ก็คงตกทุกข์ได้ยากอยู่ที่ไหนสักแห่ง หากยัง แล้วสุขบานหวานใจกับเมียใหม่ลูกใหม่แม่ก็ดีใจกับมัน แต่อันนั้นเป็นไปบ่ได้ บ่แม่นพ่อเอ็ง”

“หากข้าได้เมีย ข้าอยากได้เมียเหมือนแม่  แม่…รักพ่อนัก”

“ไม่ได้รักมาแต่แรกพบเห็นหรอกเอ็ง เป็นผัวเป็นเมียกัน เห็นความดีของกันและกัน ค่อยรักกันขึ้นมา”

“ไอ้อ้ายล่ะ อี่แม่ ไอ้อ้ายกับอี่คำแก้ว”

นางร้างหม้ายถอนหายใจใหญ่ยาว ไม่บอกกล่าวข้อความอันใดแก่ลูกชายเลย

 

เชิงอรรถ 

(1) ตัดต่อมาจาก ค่าวสังข์ศิลป์ธนูชัย ใจความคร่าวๆ ในบทกวีกล่าวถึงโพธิสัตว์เดินดงคนเดียว ป่าเปลี่ยวเยือกเย็นยามดึกแสงเดือนเลื่อนลา สงบเงียบไปหมดที่ในป่าลึก หมอกเหมยหยดย้อยหนาวเย็น  ถึงยามค่อนรุ่งเปรตออกมาหลอกหลอนแสดงท่าทางต่างๆ บ้างขึ้นขึ้นต้นไม้ห้อยหัวลงมา บ้างกรีดร้องโหยหวน บ้างเข้าพุ่มพง บ้างโลดเต้นไปมา

(2) ทานขนข้าว= อุทิศถวายสำรับกับข้าวไปหาผู้ล่วงลับ

(3)  ข้าวไม้ หมายถึงข้าวที่ยัดในฝักไม้ชนิดหนึ่ง ขึ้นอยู่ตามต้นไม้หรือกิ่งไม้ใหญ่ๆ เป็นฝักๆ แต่ละฝักประกอบกันคล้ายหวีกล้วย ข้างในกลวง มีไส้หรือรากอยู่ในฝัก ชักไส้หรือรากออกทิ้งไป เอาข้าวสารยัดแทนแล้วกรอกน้ำ เมื่อข้าวนิ่มเอาไปปิ้งไฟ จะได้ข้าวเหนียวอุ่นๆ ร้อนๆมีสีม่วง

(4) รับครู= ฝากตัวเป็นศิษย์ ยอมรับว่าจะเดินตามแนวทางที่ครูสอน

(5) ฟายครู=แบ่งครู  มอบคุณหรืออำนาจแห่งครูให้ศิษย์รับไปยึดถือปฏิบัติ

Don`t copy text!