เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 13 : หมูหิน

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 13 : หมูหิน

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

……………………………………………………………….

-13-

 

ไม่แต่งหน้าทาปาก แม้แต่แป้งก็ยังไม่ผัดด้วยซ้ำเพราะไม่ได้ไปตลาดสันป่าเลียง ไม่ไกลมากนัก เดินไปตามทางราวสองกิโลเมตร แต่หากลัดทุ่งจะใกล้กว่า ไม่มีความจำเป็นต้องไปทุกวันเพราะผักไม้ไซ้เครือ ส้มสูกลูกไม้ในสวนไม่ได้มีทุกวัน

เอาปลอกหมอนสีขาวสะอาดออกมาจากถุงกระดาษ เอาด้าย เอาสะดึง เอาเข็มตามออกมา ปลอกหมอนมีสองใบ หน้าหมอนลอกลายกำหนดสีไว้เรียบร้อยแล้ว ครูสุรีย์กำหนดมา เป็นครูประจำชั้นป.๔ เมื่อเธอยังไม่ออกโรงเรียน ถึงวันนี้ครูสุรีย์ก็ยังสอนป.๔ ตามเดิม

“หมอนใครหรือ” มีเสียงทักจากข้างหลัง “อันนี้มันหมอนแต่งงาน อย่าบอกนะว่าเอ็งเตรียมไว้แต่งกับ…กับไอ้ลูกคนทุกข์”

“แม่ก็…หมอนแต่งงานถูกแล้ว แต่ไม่ใช่หมอนข้า ครูสุรีย์จ้างปัก ลูกเพิ่นจะแต่งงาน”

“บ่ดีวอก” บัวถาว่ากล่าวเป็นถ้อยคำรุนแรง “ เสื้อตัวนั้น มึงวอกแม่ว่าคนในกาดสันป่าเลียงจ้างตัด ที่แท้ตัดให้ไอ้…ไอ้หน้าจืดหน้าจางผอมบางเหมือนคนมีโรค อีบัวผันบอกกู”

“อีผู้นี้ มันน่าหยิกนัก”

“ฟังนะ คำแก้ว”แม่ว่ากล่าวเป็นการเป็นงาน น้ำเสียงเหมือนลดความขุ่นมัวลง “คลายใจออกมาจากไอ้น้อยอุ่นแสงเสีย มันคนทุกข์ ได้กับมันเอ็งจะทุกข์ยากยากลำบาก แต่หากได้กับลูกกำนันเอ็งจะสบาย จงเชื่อแม่”

“แม่ไปไหนมา”

ตัดบท ละตาจากเข็มและด้ายในมือ มองร่มกระดาษสีแดงที่แม่ไม่หุบ ยังกางแต่วางลงกับดินใต้ถุน

“ไปตูบกาด” นางหมายถึงร้านค้าเป็นเพิงมุงตองตึงในหมู่บ้าน “อีสมมันว่าใส่หน้าแม่ น้ำหน้าอย่างแม่หรือ จะได้เห็นทะเล”

ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่…อยากพูดอย่างนั้น แต่เก็บคำพูดไว้แต่ในใจ แม่ชอบไปตูบกาด บางทีไม่มีธุระต้องไปซื้อไปหาอะไรแต่แม่ก็ชอบไป ไปฟังละครซอ ไปกรีดกรายฉายโฉบอวดเสื้ออวดซิ่นในหมู่แม่เรือนแม่ร้างด้วยกัน  บางทีถูกกระทบกระเทียบ ถูกว่ากล่าวเสียดสี แม่ก็หน้าไหม้ใจหมองกลับมา

สงสารแม่อยู่เหมือนกัน แต่หมู่นี้หงุดหงิดรำคาญแม่ เพ้ออยู่ได้แต่เรื่องลูกพ่อกำนัน

แม่นึกหรือ ว่าอ้ายองอาจกับอ้ายสมศักดิ์จะเหมือนกัน ถึงเป็นลูกพ่อเดียวแม่เดียวกันก็เถอะ

ลมล่องเข้าใต้ถุน มีเสียงไม้ไผ่ลั่นปล้องโพละๆ จากในสวน พ่อคงผ่าไผ่ จักไผ่เป็นเส้นตอกสานกระบุงตะกร้าซ้าเห่าซ้าหวด  พ่อชอบขลุกอยู่ในสวน แต่แม่ชอบกางร่มแดงออกจากบ้าน งานศพงานซากแม่ไม่เคยขาด งานวัดงานวาแม่ก็ชอบ

ชอบเข้าหมู่เข้าพวก ชอบได้ปากได้จา

คำพูดแม่ฟุ้งๆ ลอยๆ ไม่ค่อยใส่ใจว่าคนฟังจะรำคาญหรือไม่ ไม่มีอารมณ์จะปักจะสอยอันใดแล้ว พับปลอกหมอนซ้อนกันเอายัดเข้าในถุง เอาเข็มเอาด้ายและสะดึงยัดตามเข้าไป เดินหนีเสีย เดินหนีต่อหน้าไม่กลัวว่าแม่จะเพ่งตาเป็นไฟใส่หลังหรือไม่

แม่เอ็งมันมีกรรม กรรมมันนัก

พ่อพูด แต่กรรมอันนักอันมากคืออะไร เธอไม่รู้

 

กูจะว่าแล้วนะ  ฟังให้ดี ว่าตามกูนะ”

“อือ”

“ สุณันตุ เม โภนโต…”

“สุนาตุ๊เม  โภนโต…”

“บ่ใช่สุนาตุ๊เม สุณันตุ เม”

“บ่ใช่สุนาตุ๊เม สุณันตุ เม”

“ไอ้ผีบ้า”

“ไอ้ผีบ้า”

“โว้ย….”

“โว้ย…”

คนผอมบางอยากยกเท้าถีบมันจนหงายหลัง กุมท้องหัวเราะ  หมด…พิธีเสียหายหมด ต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น ถ้อยร่ำบำบวงเป็นบาลีผสมพื้นเมือง  เป็นถ้อยคำพร่ำวอนอ่อนน้อมฝากเนื้อฝากตัว อุ่นแสงว่านำเป็นวรรคๆ องอาจว่าตามได้จนจบ  พิธีกรรมง่ายๆ แต่ดูขลังเสร็จสิ้นในเวลาไม่นานนัก

“เข้าป่าทุกป่า ต้องบอกกล่าวเจ้าที่ทุกแห่งไหม เสี่ยว”

“ป่าเล็กป่าน้อย ป่าหัวบ้านหางบ้านอาจไม่จำเป็น เข้าป่าไปเก็บเห็ดหาฟืนก็ไม่จำเป็น แต่ป่าใหญ่ไม้สูง หมายเอาตัวใหญ่ๆ ตั้งแต่ฟานขึ้นไปก็ควรบอกกล่าว ขอเอาจากท่าน ท่านอยู่มาก่อน เนิ่นนานนับเป็นปีเป็นเดือนไม่ถูก สองสามร้อยปี สี่ห้ารอยปี ป่าบางแห่งอยู่มายาวนานเป็นพันปี แต่เราเพิ่งเกิดมาสิบปีซาวปีเองเสี่ยว รู้เห็นน้อยนัก”

“เรื่องที่พี่น้อยอ้ายเล่า ปู่เจ้าดอยหลวงรบกับผีใหญ่อีกตน กูว่าเหมือนหนังฝรั่ง ต่างแต่ในหนังฝรั่งเป็นการสู้รบระหว่างเจ้าแห่งความดีกับเจ้าแห่งความชั่วร้าย ไม่ใช่ผีแม่ย่าแม่หญิงอย่างพี่น้อยอ้ายเล่า”

“กูว่ามึงกลับเข้าเวียงเถอะเสี่ยว ในเวียงมีโรงหนังโรงละคร เหมาะกับมึง”

“ดูไปก่อน”

รอจนธูปหมดดอก คนผู้คุ้นเคยกับป่าเขาดอยดงก้มกราบนอบน้อม แตะดินเอามาป้ายหน้าผาก เอาย่ามขึ้นสะพายเฉียงบ่า หยิบปืนแล้วลุกยืน องอาจทำตามทุกอย่าง  ฟ้ากว้างแดดส่องไสว เหยี่ยวใหญ่ตากปีกเล่นลม  ค้นหารอยหมูจนพบ หายไปเป็นบางช่วง ไม่ได้ย่องตามมันไปทุกก้าว เดาลัดตัดทางเอาบ้าง นิสัยหมูไม่ชอบที่ดอนขอนแห้ง แต่ชอบที่ลุ่มชื้นแฉะ อาจขึ้นดอยหากิน แต่ที่สุดก็มักวกลงหาที่ลุ่มแหล่งน้ำเสมอ  ไม่กลัวว่าจะสับสนกับหมูตัวอื่น เพราะตัวมันใหญ่ รอยกีบตีนใหญ่มาก

รอยหมูนำสู่ไหล่เนินลาดเอียง พบขี้หมูใหม่ๆ ถ่ายทิ้งไว้ไม่น่าจะเกินสามชั่วโมง ไม่มีแกลบรำหรือเปลือกข้าวในขี้หมู มีเศษแมลงปีกแข็งปะปน หมูป่าไม่ค่อยเลือกกิน มันกินได้ทุกอย่าง จนมีคำกล่าวล้อเล่นในกลุ่มพ่อเหย้าพ่อเรือนทั้งหลายว่าสัตว์ป่าหมูป่ากินได้ทุกอย่าง ยกเว้นพระฤษีเท่านั้น

“กูนึกได้เรื่องหนึ่ง” คนผอมบาง หน้าออกซูบเซียวชวนคุย “มึงรู้ไหม เหตุใดไม้สีสุกถึงได้ชื่อว่าไม้สีสุก”

“สีมันสุก”

“อันนี้กูได้ยินมา ไม่ตาก็ยายหรืออาจเป็นตุ๊ลุงในวัดเล่าไว้ตอนกูเป็นเณร  ไม้สีสุกแต่เดิมชื่อว่าไม้ฤษีซุก”

“หือ ฤษีเข้าไปซุกในไม้หรือ”

“เหมือนจะว่าอย่างนั้น กูเองก็เลือนๆ ไปละ ยังมีฤษีตนหนึ่ง อวดเรื่องศีลเรื่องธรรมว่าเคร่งครัดนัก เที่ยวตำหนิคนอื่นไปทั่ว ยังมีนายพรานคนหนึ่งไม่มีศีลสักข้อ แต่ยึดถือสัจจะสูงยิ่ง วันหนึ่งนายพรานไปขอกินน้ำที่อาศรมบทฤษี ฤษีบ่หื้อกิน ว่ามึงนี้ต่ำช้าสกปรก ศีลบ่มีสักข้อ มาขอกินน้ำกับกู มึงจะเอาบาปมาเปื้อนกู กูบ่หื้อกิน นายพรานก็โกรธ บอกว่าถึงข้าบ่มีศีลแต่ข้ามีสัจจะ ว่าคำใดเป็นคำนั้น บ่เคยละเมิดถ้อยคำเคยว่า ก็เลยแข่งฤทธิ์กัน เรียกน้ำจากลำห้วยหื้อไหลขึ้นบนดอย ผู้ใดแพ้ แล้วแต่ผู้ชนะจะลงโทษ พรานเรียกก่อน อ้างสัจบารมีของตนเรียกน้ำห้วยไหลขึ้นดอย น้ำห้วยก็ไหลขึ้นแท้ นี่มึงฟังบ่ฟัง”

“ฟังๆ กำลังม่วน”

“ถึงตาฤษี ฤษีก็อ้างศีลอ้างธรรมที่บำเพ็ญมา เรียกน้ำห้วยไหลขึ้นดอย น้ำห้วยบ่ขึ้น พรานก็เลยจับเอาฤษีพุ่งเข้าซุกไม้กอนั้น ก็เลยกลายเป็นไม้ฤษีซุก แล้วมาเป็นไม้สีสุกเวลานี้”

“ศีลธรรมบ่ดี สัจจะดีอย่างนั้นหรือ”

“ไม่รู้เหมือนกัน ศีลธรรมก็ดี สัจจะก็ดี แต่ถือศีลแล้วไปอวดเบ่งใส่คนอื่นอาจบ่ดี กูคิดว่าอย่างนั้น”

เล่าไปด้วย เดินตามรอยไปด้วย ที่โคนสนต้นหนึ่งพบรอยโคลนที่มันถูไว้ สูงเลยเอวเขาเสียอีก สูงพอๆ กับสีข้างควาย แต่ไม่ใช่ควายเด็ดขาด เพราะขนที่ติดโคลนเป็นขนหมู ไม่ใช่ขนควาย

อุ่นแสงเย็นวาบที่สันหลัง

เหมือนๆ ว่าหมูตัวนั้น…หมูหิน

มันซุ่มรออยู่ทางด้านหลัง

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

“ใหญ่ๆ ขนาดนี้ มึงเคยยิงไหม อุ่นแสง”

“ใหญ่สุดก็แข้งเต็มกำ (1)  แต่อันนี้…เท่าน่องควาย”

หน้ามันดูแห้งๆ หน้ามันดูเจื่อนๆ จ๋อยๆ เหมือนไก่ตัวแพ้ในสังเวียน ลูกคนเล็กของกำนันเอาบุหรี่ออกมาจุดสูบ ยื่นให้เพื่อน  แต่อุ่นแสงส่ายหน้า

“กูว่านะ  ไอ้คนหน้าแห้ง  เข้าป่าด้วยกันใช่ครั้งสองครั้ง แต่กูไม่เคยเห็นมึงเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย”

“ป่าดิบดงดำใหญ่หลวงที่สุดที่กูเคยเข้าคือขุนแม่แลบ แต่อันนี้คือดงหลวง… ถ้ารู้แต่แรกว่าจะเข้าดงหลวง กูอาจได้เตรียมตัวให้พร้อมก่อนมา” เอามือลูบหน้าที่เพื่อนว่าแห้ง สูดลมหายใจลึกๆ หายใจออกยาวๆ “มึงรับคำกูนะเสี่ยว รับปากกู…ผู้ที่มึงว่าเป็นเพื่อนเดียวเสี่ยวฮักของมึง นอนป่าอีกไม่เกินสองคืน  ได้อันใด ไม่ได้อันใดต้องกลับ  มึงรับคำกูได้ไหม”

“ได้ นอนป่าอีกสองคืนพอ แต่  อาจนอนเรือนพ่อหลวงต่อสักคืน สองคืน…สามคืน”

“มึงหมายตาสาวบ้วผายอีกคนหรือ”

“กูจะละเว้นคำแก้วให้มึง  ไม่ดีหรือ”

“ดี แต่หากมึงเลิกเล่นสาว จะดีที่สุด”

“กูไม่ได้เล่นเฉยๆ นะเสี่ยว กูให้เสื้อให้ผ้า ให้เครื่องหย้องของแต่ง ให้เงินให้ทอง  กูไม่ได้หลอกนะ แต่กูไม่เลี้ยงเป็นเมียเท่านั้นเอง”

“คำแก้วให้มึงเลี้ยงเป็นเมีย ยืดไม่ยืดค่อยว่ากันอีกที”

“เสียดายที่กูไม่มีน้องสาว หากมี กูเอามึงเป็นน้องเขยแน่นอน เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก”

“กูยินดี”

ว่ากล่าวลอยๆ ลอยๆ แล้งๆ พอพ้นปากพ้นคำไปอย่างนั้นเอง

 

อีคำแก้วหัดวอกแล้วสู แต่ก่อนแต่เดิมมันบ่เป็นอย่างนี้”

“วอกหรือ” ผัวผู้อายุมากกว่าเมียถึงแปดปีว่ากล่าวอารมณ์ดี “ข้าก็หันมันเป็นคนอยู่ บ่เป็นวอกค่างนางนี”

“สูนี่นะ”ฝ่ายเมียไม่อารมณ์ดีตามผัว “มัน…มันโป้ปดลดเลี้ยวแล้ว ริอ่านปักหมอนแต่งงาน มันไม่เตรียมการล่วงหน้าเพื่อลูกพ่อกำนันเด็ดขาด เสื้อตัวนั้น มันก็ตัดเย็บให้ไอ้ลูกคนทุกข์”

หนานสิงห์ไม่ต่อความ ละไม้กวาด กอบขี้หญ้าเฟืองฟางใส่ปุ้งกี๋ไปใส่ไฟให้ควาย บัวถาถอยหลังออกมา กลัวเศษซากขี้หญ้าขี้เยื่อ ขี้งัวขี้ควายจะกระเด็นใส่  แลงลงตะวันต่ำ ลูกสาวเหลือติดเรือนสองคนช่วยกันกกแกงแต่งกิน นางเองสบายแล้ว ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจทางอยู่ทางกินเพราะมีลูกแต่อายุยังน้อย ถึงวันนี้อายุนางเพียงสี่สิบแปด แต่ได้กินบ่ากินแรงลูกๆ หมดแล้ว ลูกเลี้ยงรอดห้าคนอยู่ถ้อยฟังคำนางหมด เว้นอยู่ผู้เดียว อีคำแก้ว มันขัดมันแข็ง มันดื้อมันด้านอยู่ภายใน กูรู้จักมันดี

เหมือนไผหนอ

เหมือนกู…

สะดุ้งวาบ นางเองเมื่อยังสาวก็ดื้อด้านหัวแข็งใส่พ่อใส่แม่จนกลายเป็นเรื่องราวเลวร้าย รีบปัดเรื่องราวเก่าหลังทิ้งไปเสีย ผัวเฒ่าไม่เคยพูดจาเอาใจนางเลย ไม่อยากพูดกับมันละ ไปแอ่วเรือนอีพี่ดีกว่า

ยกมือแตะมวยผมตรวจว่ายังสำรวยสวยเกลี้ยงอยู่หรือไม่ ยันต์เก้าปล้องยังคาดล้อมเกล้ามวยอยู่ แต่เหมือนจะหลุดหลวมหย่อนลง อดไม่ได้ ขึ้นเรือนไปส่องกระจก เติมสีใส่ปากเล็กน้อยแล้วลงเรือนไปหาพี่สาว เหย้าเรือนอยู่ไม่ไกลกัน ยังร่วมเรือกเดียวกันทั้งเรือนนาง เรือนแม่และเรือนพี่สาว เป็นที่ทางผืนเดียวกันที่พ่อหาได้แล้วละทิ้งไว้ให้  พ่อนางไม่ใช่เศรษฐีมั่งมีสินทรัพย์นับแสนนับล้านอย่างพ่อกำนัน แต่ก็เอาที่เอาทางได้กว้างขวางพอตัว พ่อเป็นหมอแก้ตู้ คือแก้คุณวิชาคาถาอาคมที่เขาเสกของเข้าท้องกัน พ่อไม่ใช่หมอแก้ตู้ธรรมดา แต่เป็นหมอญำ (2)  ผู้ใดโดนตู้แล้วรักษากับหมออื่นใดไม่หาย ก็มักมาหายจากการรักษาของพ่อ พ่อเรียกค่ารักษาแพงมาก เพราะสายครูของพ่อกำหนดกันมาว่าวิชานี้มีค่าถึงตำลึงทอง พ่อหามาได้ก็เอามาเลี้ยงลูกเมีย แต่พ่อก็อายุสั้นนัก

พ่อตายเพราะกู

ไม่ ไม่นะ ไม่ใช่  อีพ่อไม่ได้ตายเพราะกู

ยังอยู่ครึ่งทางระหว่างเรือนตัวกับเรือนพี่สาว แต่อยู่ๆ บัวถาก็ยกมือขึ้นกั้น ปัดป่ายเปะปะเหมือนป้องกันตัว แล้วหันหลังกลับ

เหมือนผีพ่อมายืนต่อหน้า แล้วชี้หน้าด่านา

 

เชิงอรรถ : 

(1) แข้งเต็มกำ= ขนาดมือกำรวบข้อแข้งได้

(2) ญำ = แม่นยำ ชะงัด ศักดิ์สิทธิ์ ขลัง  หมอญำ=หมอผู้แม่นยำชำนิชำนาญ เป็ฯที่นับถือว่าได้ผล ไม่เป็นอื่น

 

Don`t copy text!