เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 16 :  เหมือนไม่ใช่ป่าเดียวกัน

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 16 : เหมือนไม่ใช่ป่าเดียวกัน

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

……………………………………………………………….

-16-

 

ตัดผ่านป่าแฝกกรอบเกรียม คงแล้งมานาน ในดินอาจไม่เหลือความชุ่มชื้น ที่อื่นยังไม่แล้งแต่โหล่งโล่งบริเวณนี้เนื้อดินอาจไม่ได้ ลึกลงไปไม่ถึงศอกอาจเป็นชั้นหิน หมู่ไม้อื่นใดขึ้นไม่ได้แต่แฝกขึ้นได้ เข้าแล้งน้ำลดหาย ใบแฝกกรอบเกรียมแต่ยังรักษาเหง้าในดินเอาไว้ รอฝนมา แฝกจะแตกยอดออกอีกครั้ง

ไม่มีไม้ใหญ่ขึ้นคลุม โหล่งหรือบริเวณโล่งกว้างแห่งนี้จึงค่อนข้างร้อน  บนฟ้ามีเมฆก้อนใหญ่แต่ยังไม่ย้ายเข้าบังตะวัน เดินเคียงกันไปบ้าง เปลี่ยนกันขึ้นหน้าและตามหลังกันบ้าง  พบเห็นคราบงูขาวขุ่นค่อนข้างใหญ่ นึกไปถึงงูหลวงขบคาบทหารญี่ปุ่นที่คนเฒ่าห้วยห้อมเล่าให้ฟัง วอบแวบวูบวาบขึ้นมาเท่านั้น ไม่ปรารถนาจะพบเห็นเผชิญหน้า ไม่ใช่คนกล้ากาจแต่ขลาดเขลา ว่ากันถึงที่สุด อุ่นแสงเองไม่ใช่คนเก่งคนกล้าอะไรเลย หากเลือกได้ก็ไม่อยากแบกปืนเข้าป่าเลย แต่มันจำเป็น

“กูหิวข้าวแล้ว อุ่นแสง”

“ทนหน่อย พ้นป่าแฝกค่อยกิน”

ไม่ได้เสาะหาอะไรเพิ่มเติมเป็นกับข้าว กระจงยิงได้เมื่อวานก็กินหมดไปแล้วแต่มื้อเช้า เหลือข้าวหลามเย็นชืดก็คงพอปะทะปะทังพ้นมื้อ พ้นมาจากป่าแฝกแดดเลือนลง เมฆเลื่อนเข้าบังตะวัน ไม่ได้เหลียวหลังมองย้อนไปยังทิศทางที่ผละจากมา เมฆฟ้าแปรรูปอย่างไรไม่รู้ไม่เห็น ทิศทางเบื้องหน้า ฟ้าว่างกระจ่างอยู่ ร้อนและชื้น หนุ่มโก้หวือหวาปลดกระติกน้ำจากเอวมาเปิดฝาแล้วดื่ม ยื่นให้เพื่อน แต่อุ่นแสงเอาบอกคอกของตนมาจ่อปากกลั้วคอ

“กูถามจริงนะเสี่ยว”ลูกคนรวยเสยหมวกหนังโก้เท่เหมือนคาวบอยไปข้างหลัง “มึงรักคำแก้วมากหรือ”

“ก็มาก” เอาใบตองแห้งยัดจุกรูกระบอกน้ำ เอากระบอกน้ำยัดย่าม “วันข้างหน้าไม่รู้ แต่วันนี้กูรู้ ยังรักอยู่ มีคำแก้วอยู่ในใจ ตากูมองไม่เห็นแม่ย่าแม่หญิงคนอื่นอีกแล้ว”

“ก็เอาแต่ท่อมๆ ในป่าลึกดึกดง จะมีสาวมีนางใดให้มึงได้เห็นอีก นอกจากหมู่วอกค่างนางนี”

“พอมึงเข้ามาติดพัน แล้วแม่บัวถากีดกันกู กูก็เริ่มคิดแล้วว่ากูกับคำแก้วคงยากจะได้อยู่กินกันชาตินี้ คิดทางดี หากมึงกับคำแก้วไปกันไม่รอด  กูค่อยไปขอคำแก้วเอาภายหลัง หากกูกับคำแก้วมีวาสนาได้ร่วมกันในชาตินี้ คงออกมาในรูปนี้ แต่หากมึงไม่ละ ชาติหน้าค่อยว่ากันใหม่”

“ตามึงเล่าลืออวดอ้างว่าเบี้ยเจ็ดแก่นทำนายแม่นยำนัก มึงเคยให้ตามึงผายเบี้ยหรือไม่ เรื่องมึงกับคำแก้ว”

“เรื่องกาลภายหน้าตากูไม่ผายเบี้ยเด็ดขาด ตากูว่าอันนั้นเป็นพุทธวิสัยเท่านั้น มีแต่พระพุทธเจ้าที่รู้อนาคตังสญาณ…”

“พอๆ คำบาลีใบลานอย่าเอามาพูดกับกู ไม่รู้เรื่อง”

หมู่ไม้ค่อยถี่หนามากขึ้น ข้าวหลามเหลือหักครึ่งแบ่งกัน แดดเดี๋ยวบดเดี๋ยวออก เดินลัดตัดตรง ไม่ต้องสำรวจตรวจรอยหมู ไม่วอกแวกเสียเวลากับเก้งกระจง หรือกระต่ายกระแตพรวดพราดตัดหน้า พบโป่งดินมีรอยช้างแทงงาอยู่บ้าง ช้างรู้ดีกว่าสัตว์อื่นใดว่าใต้ดินตรงไหนมีเกลือ คนจึงยกให้ช้างเป็นพญาแห่งสัตว์ทั้งหลาย มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับช้างในนิทานตำนานชาดก

“มึงเคยได้ยินเรื่องช้างโพรงนางผมหอมไหม ไอ้ลูกกำนัน”

“เรียกกูว่าไอ้เสี่ยว” ยกมือเสยผมเพราะลมตี จัดให้เข้ารูปแล้วค่อยบรรจงยกหมวกมาครอบหัวไว้ตามเดิม “เคยได้ยินเหมือนกัน แต่ลืมไปแล้ว ย่ากูเคยเล่า”

“ตากูว่าย่ามึงเก่งนัก กลางค่ำกลางคืน เอาปืนเหน็บเอวควบม้าออกไปคนเดียว”

“กูเองก็เลือนๆ ไปละ เขาว่าย่ากูดุ แต่ที่กูจำได้ ย่าใจดี โรงเรียนบ้านสันป่าเลียงที่เราจบมานะมึง ย่ากูเอาที่เอาแดนบริจาคให้หลวง เรื่องช้างโพรงนางผมหอม มึงเล่ามาซิ”

“นางผู้หนึ่งเป็นลูกเจ้าเมือง ออกไปเก็บฝ้ายในไร่แล้วพลัดไพล่หลงทางไปจากอี่นางรับใช้ทั้งหลาย กระหายน้ำมาก พบน้ำในรอยตีนช้างก็กอบใส่ปาก ต่อมานางตั้งท้อง ชาวบ้านชาวเมืองขับไล่ออกจากเมือง นางไปคลอดในป่า ลูกออกมามีผมอันหอม จึงได้ชื่อว่านางผมหอม เป็นลูกของช้างโพรงที่แม่ของนางไปกอบน้ำในรอยเท้าช้างใส่ปาก  ตากูว่าอาจเป็นน้ำเยี่ยวช้าง มีเชื้ออสุจิติดไป นางกินน้ำมีเชื้อ เชื้อเลยเข้าท้องเกิดมาเป็นนางผมหอม…”

กินอิ่ม จะว่าอิ่มก็ไม่ค่อยตรงนัก พอบรรเทาท้องมากกว่า ลูกกำนันนึกคิดไปว่ามื้อค่ำค่อยไปฟาดหนักๆ ที่เรือนพ่อหลวงห้วยห้อม อาจหาเรื่องโอ้เอ้ค้างนอนอีกสองสามคืน ลูกสาวพ่อหลวงน่ากอดน่าชมจริงๆ

แดดดับลงฮวบฮาบเหมือนมีเมฆฝนบนฟ้าทิศทางด้านหลัง พบห้วยแห้ง คนหล่อล่ำและร่ำรวยกระโดดข้ามห้วยแห้งไปก่อน  คนผอมบางผิวหน้าออกจางๆ เหลือบเห็นเถาวัลย์เล็กๆ รำไรก้นห้วย จะเอ่ยปากห้ามก็ไม่ทัน ตัดสินใจกระโดดตาม

 

หน้าหมอนลูกสาวครูสุรีย์ยังไม่เสร็จสรรพเรียบร้อย ลูกสาวครูจะแต่งงาน แต่ฝีมือเย็บปักถักร้อยคงไม่ดี ครูจึงมาจ้างเธอ  คำแก้วหัวดี ครูว่าอย่างนั้น  ครูยุให้พ่อส่งเธอไปเรียนต่อมัธยมที่อำเภอ  หากจบก็ได้เป็นครู พ่อถามว่าเรียนต่ออีกกี่ปี ครูว่าหกปี พ่อเลยไม่ส่ง มันลำบากหลายอย่าง หนทางก็ไกล หากจะไปนอนค้างแรมคืนก็ไม่มีญาติสนิทหรือมิตรสหายพอจะฝากฝังได้ จบชั้นป.๔ พ่อแม่เฉยๆ ต่อคำแนะนำของครูสุรีย์  เธอเองก็เฉยๆ เสีย ไม่ได้เศร้าโศกหรือเสียดมเสียดายอันใดเลยที่ไม่ได้เรียนต่อ  พ่อแม่ให้เลี้ยงหมูก็เลี้ยงหมู พ่อแม่ให้ทอผ้าก็ทอผ้า  มีคนมาจ้างปักหน้าหมอนแต่งงานก็รับ

“บัวผันไปไหน คำแก้ว”

“ไม่รู้เหมือนกัน ไม่ทันถาม แม่จะใช้อีน้องมันทำอะไรหรือ”

“ฟ้าแดงแสงหาย เสื้อผ้าตากไว้ก็ไม่เก็บ”

ละเข็มละผ้า ลุกออกไปเก็บเสื้อผ้าตากคาราว เหมือนคำแม่ว่า ฟ้าแดงแสงหายอยู่ทางตะวันตกเหมือนจะมีฝนใหญ่ลมหลวง เป็นห่วงไปถึงพี่น้อย ท่าทีเหมือนฝนจะกระหน่ำหนักแน่นทางดอยหลวงกลวงไกลไปพู้น

เก็บเสื้อผ้าขึ้นเรือน เข้าไปในครัวไฟ ก่อไฟเตรียมครัวแลงแปลงกิน แม่ตามเข้ามา สีหน้าแม่เหมือนซ่อนรอยอิ่มเอมยินดีลี้ลับบางอย่าง

“คนที่ตูบกาดเขาว่า…”หยั่งท่าทีลูกสาว เห็นเฉยๆ ก็เลยพูดต่อ  “เอ็งอาจได้เป็นนางนั่งช้าง  ลูกแม่”

“นางนั่งช้าง …” งงๆ อยู่ แล้วเหมือนนึกได้ “ปอยหลวงเดือนหน้า เขาจะแห่ช้างแก้วหรือ จะให้ข้าเป็นขึ้นนั่งหลังช้างหรือ”

“ไม่ใช่อย่างนั้น” นางผู้มีเคราะห์กรรมเพราะโดนน้ำมันพรายยื่นมือไว้เล็บยาวไปหยิกหมับที่แขนลูกสาว แต่หยิกเบาๆ แบบหยอกเอิน ไม่ใช่ลงโทษ “อีสมไปกาดสันป่าเลียง มันว่า…มันว่าแม่กำนันจะให้พ่อกำนันมาขอเอ็งไปเป็นสะใภ้หล้า จะเอาเอ็งนั่งหลังช้าง งามหน้างามตา ยิ่งกว่าคราวขออีพินให้สมศักดิ์มันด้วยซ้ำ”

“แม่…”

หันมาหาแม่ ซุ่มเสียงอ่อนๆ  ตั้งแต่ได้ยินเรื่องน้ำมันพรายจากยาย รู้สึกนึกคิดต่อแม่เปลี่ยนไป อยากกอดแม่ด้วยซ้ำ แต่มือเปื้อนเขม่าควันไฟจึงไม่กอด

“คำเขาลือแม่เอ๋ย  ฟังหูไว้หูดีกว่า  อย่าฟุ้งไหม้ใจหมองนักเลยแม่ เรื่องพี่พินกับอ้ายสมศักดิ์มันอย่างหนึ่ง เรื่องข้ากับอ้ายองอาจก็อย่างหนึ่ง มันบ่เหมือนกัน อ้ายสมศักดิ์คิดแท้ แต่อ้ายองอาจข้าไม่เชื่อว่าจะคิดแท้ คิดแค่หลอกเล่นเชยสม ท้องขึ้นมาก็เอาทองฟาดหัวสักบาท เหมือนที่ทำกับอีแหวน อีจันแดงจันดีหมู่นั้น”

หากเพิ่นคิดแท้ล่ะ”

“หากเพิ่นคิดแท้  ข้าไม่ให้แม่เสียใจเด็ดขาด อันนี้คือปากคำของข้า พูดต่อหน้าไฟ ไฟดับให้ข้าดับ ข้าอีคำแก้ว ลูกพ่อหนานสิงห์ผู้ปากญำคำหนัก (1)

นางผู้ฟุ้งไหม้ใจหมองมองหน้าลูกสาวเหมือนเหม่อ ก้อนลมทั่งขึ้นจุกคอนาง แล้วนางก็หลั่งน้ำตาพลักๆ ก้อนลมพุ่งออกปาก นางสะอื้นออกมา

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

“กูว่านอนตรงนี้เถอะเสี่ยว  หาที่ดีกว่านี้คงไม่มีแล้ว จะมืดเสียก่อน”

“เอามึงว่า”

เปียกปอน หัวหูเปียกโชกเหมือนตกน้ำตกหนอง ปลดเป้หลังหนักอึ้งเพราะอุ้มน้ำลงจากหลัง ปลดปืนวางพิงผาหินสูงใหญ่คล้ายกำแพง  ลุ่ยตัวลงแล้วถอดรองเท้าหนักหนาเทอะทะเพราะย่ำโคลนเลนเฉอะแฉะถลากไถล ฝนเจ้ากรรมตกหนักโครมครามเหมือนฟ้าแกล้ง มืดมัวเป็นม่านขาวไปหมด ลมแรงจนไม้หักหลักโค่นสนั่นหวั่นไหว  ฟ้าผ่าฟ้าต้องแตกตึงตัง ฝนตกหนักตกหนำเกือบสองชั่วโมง น้ำหลากถากเซาะแย่งกันลงห้วย ฝนซาแต่ฟ้ามืดแล้ว   ตัดทางมาหาห้วยห้อม แต่เหมือนหลงทิศ ค่ำนี้ไปไม่ถึงที่หมายแน่นอน เดาดิบดำค่ำมืดจะยิ่งยุ่งไปใหญ่

“มึงจะไปไหน ไม่พักเลยหรือ อุ่นแสง”

“หาฟืนก่อน  ไม่มีไฟ หนาวตายแน่มึงคืนนี้”

“กูขี้เกียจใส่เกือก ไม่ไปนะเสี่ยว”

“ระวังตัวหน่อย อย่าได้ประมาทดูแคลนอันใดสักอย่าง  ปืนมึงใส่ลูกแล้วอย่าลืมใส่ห้าม อย่าเห็นกูเป็นเสือเป็นหมีนะมึง ดูดีๆ ”

“เออ พูดเหมือนพ่อกูเลยนะมึง”

ถอดหมวกปีกออกจากหัว ยกมือเสยผมให้เข้าทรง ถอดเสื้อหนาหนักเพราะอุ้มน้ำออกจากตัว บุหรี่อยู่ในกระเป๋าเสื้อยุ่ยเละหมดเลย โชคยังดีที่เหลืออีกซองอยู่ในเป้

แดดวายหายลับไปเลยตั้งแต่ก่อนฝน  หลังฝนตกหนักก็เลยมืดค่ำย่ำคืน ขมุกขมัวสลัวเลือน  แต่ตรงผาหินสามก้อนสุมกันแห่งนี้ยังไม่ถึงกับมืดสนิท  อาจเพราะตั้งอยู่กลางลานโล่ง   เป็นหินใหญ่คล้ายมีใครเอามาปักหรือตั้งไว้ สูงใหญ่เงื้อมงำต่ำสูงไม่เท่ากัน  ก้อนแรกด้านหลังสูงใหญ่กว่าเพื่อน  อบอุ่นมั่นใจและวางใจได้ว่าสัตว์ร้ายตัวใดก็ไม่อาจปีนขึ้นแล้วกระโจนลงมา ก้อนซ้ายมือสูงใหญ่ไล่เลี่ย ไม่ถึงกับอิงแอบแนบชิดจนสนิทแน่น มีช่องว่างห่างกันสักวา ก้อนขวามือก็คล้ายๆ กัน หากลากไม้หรือตัดไผ่มาสุมก็พอจะประกันได้ว่าเสือสางช้างร้ายไม่อาจมุดเข้ามาได้

ผาสามเส้าสุมกันเป็นทำเลเหมาะสม   จุดอ่อนมีแต่เพียงด้านหน้าดูคล้ายประตูที่ไม่มีบานปิด ถ่างกว้างห่างกันราวสองวา แต่หากก่อไฟดักไว้ ก็พออุ่นใจว่าเสือสิงห์กระทิงช้างจะไม่เข้ามาวอแว

หลังฝนห่าใหญ่ เพื่อนเดียวเสี่ยวฮักกลับไปเคร่งขรึมครุ่นคิดอีกครั้ง  สายๆ มันผ่อนคลายลงเพราะเลิกตามหมูกันแล้ว แต่หลังฝนมันกลับไปเครียดอีกแล้ว

นกป่าร้องอ้ากๆ  มีเสียงมีดสับไม้ มีเสียงลากโข่ลากขอนเอามากรุช่องและทำฟืน  ป่าทั้งป่าเงียบงำไปหมด จะมืดก็ยังไม่มืดโดยสนิท  ดูนาฬิกา ฝ้าจับจนมัว  ห้าโมงเย็นกว่าๆ เท่านั้นเอง  หากเป็นวันอื่นบนฟ้าอาจยังมีแสง แต่วันนี้จะว่ามืดก็ไม่มืด จะว่าสว่างก็ไม่สว่าง ดูมันค้างๆ คาๆ เหมือนว่าเวลาได้ตายไปแล้วแต่เมื่อฝนหล่นโครมคราม

กลัวไหม

ยามนี้ยังไม่กลัว แต่หนักๆ เครียดๆ มากกว่า

เอาบุหรี่ซองสุดท้ายมาแกะ เพื่อนหายไปนาน เสียงฟันไม้ลากไม้ก็เงียบหาย  ไม่วิตกอะไร ไว้วางใจเพื่อนมาก พ่อเองก็ชื่นชมฝีมือมัน พ่อว่ามันสืบเลือดสืบเนื้อพ่อน้อยอุ่นมาได้หมด น้อยอุ่นพ่อมันเก่งอย่างไรเขาไม่รู้ หายไปตั้งแต่แปดปีก่อน ตอนนั้นเขาเองเพิ่งเรียนม.๑หรือม.๒เท่านั้นเอง

ไอ้แสงเก่งเรื่องป่าดงพงทึบมากกว่าเขาสักสิบเท่า ไม่ใช่ป้อยอหรือยกย่องเกินเหตุ แต่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ มันเริ่มค้างแรมในป่าตั้งแต่อายุสิบห้า ป่าขุนห้วยแม่แลบ ใครๆ ก็ขยาด แม้แต่พรานรุ่นพ่อรุ่นพี่ก็ยงไม่กล้าค้างแรมคนเดียว แต่มันกล้า ถามตัวเองว่าอยากเก่งอย่างมันไหม ไม่ถึงขนาดนั้น แต่อยู่เปล่าๆ มันชืดชา เลยเข้าป่าหาความตื่นเต้นซู่ซ่าพอให้เลือดลมแล่นแรง หากไม่เข้าป่ากับเพื่อน ก็ต้องไปประพฤติเป็นพาลกินเหล้าเมายาแล้วชักปืนยิงฟ้า แต่เขาไม่ชอบทางนั้น  เหล้ากินอยู่บ้างแต่ใช่กินทุกวัน ไม่กินเป็นเดือนก็ยังได้เลย คิดว่าอย่างนั้น

โชคเขาดี ได้เพื่อนเดียวเสี่ยวฮักเป็นคนเสาะล่าหากิน  ติดตามเพื่อนเข้าป่าอาจมีความกลัว แต่ก็มีความกล้า มีความตื่นเต้นท้าทาย ได้ยิงเก้งยิงฟานเลือดลมมันฉีดแรง  หวังใจจะได้ยิงเสือสักครั้ง แต่ยังไม่ได้ยิงเลย

“วู้”

ป้องปากกู่หาเพื่อน ไม่มีเสียงตอบรับ กู่อีก ร้องเรียกเพรียกหาก็ยังเงียบหาย ใจหาย ร้อนใจขึ้นมาแล้ว หรือเสือใหญ่ย่องตามหลังเพื่อนแล้วตะครุบหักคอไม่ทันส่งเสียง เอาเกือกเปียกมาใส่  สาวเท้ายาวๆ ออกจากผาสุม พ้นปากผาไม่ถึงสิบก้าวก็ถอนใจยาวๆ  โล่งใจ

“กูใจหายหมด นึกว่าเสือลากซากมึงไปแล้ว”

“กูเตือนแล้วเตือนเล่าว่าอย่าประมาท” เพื่อนว่ากล่าวเหมือนตำหนิ “มึงออกมา แต่ไม่เอาปืนมา”

“กูลืม”

“ลืมไม่ได้เด็ดขาด  เข้าป่ามีสามสิ่งที่ห่างตัวไม่ได้ หนึ่งคือปืน หนึ่งคือมีด แล้วก็ไฟ”

“กูกู่จนคอจะแตก ทำไมมึงไม่ตอบ”

“กูคร้านตอบ”

ท่าทีเพื่อนเดียวเสี่ยวฮักดูหงุดหงิดเกินเหตุ ซัดฟืนใหญ่ๆ สองสามดุ้นลงกลางผาสุมเส้าแล้วออกไปอีก  มืดค่ำหม่นมัวลงอีก  องอาจเอาปืนใส่ไหล่เอามีดใส่มือตามเพื่อนไป น่าแปลกใจที่ฝนตกหนักมาก  ตกเหมือนฟ้ารั่ว แต่ที่นี่กลับไม่มีฝนเลย

เหมือนไม่ใช่ป่าเดียวกัน

เหมือนไม่ใช่พื้นที่พื้นดินเดียวกัน

เหมือนคนละภพ คนละชาติอะไรไปโน่น

“หน้ามึงเคร่ง หน้ามึงตึงเหมือนหนังกลองตากแดด มึงพบเจออะไรมาหรือเสี่ยว”

“ไม่มีอะไร กูหวังแต่ว่าคงไม่มีอะไร ไปเร็ว ช่วยกูขนฟืน จะมืดแล้ว”

ตัดบท ยังไม่อยากพูดอะไรตอนนี้  จะใช่หรือไม่ใช่ก็ยังสรุปอะไรไม่ได้ อาจเป็นเพียงความบังเอิญที่พ้องพานกันเท่านั้น

กระโดดข้ามห้วย

ก้นห้วยมีเถาวัลย์

ข้ามห้วยไม่ทันไร ฝนกระหน่ำหนักลงมา แล้วก็หลงทิศหลงทาง

หรือว่าที่เห็นก้นห้วยนั้นคือเครือเขาหลง

 

เชิงอรรถ : 

(1) ปากญำคำหนัก=พูดจาหนักแน่น พูดคำไหนคำนั้น

Don`t copy text!