เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 18 : ไอ้หล้าคือเหยี่ยน

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 18 : ไอ้หล้าคือเหยี่ยน

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

……………………………………………………………….

-18-

 

ไฟกองใหญ่ลุกแรงแสงกล้า อาจยังหัวค่ำจึงยังไม่หนาว ฟ้านิ่ง ดินนิ่ง ลมก็นิ่ง ไม่ได้ยินเสียงใบไม้ส่ายไหว  เสียงใดๆ ก็แทบไม่ได้ยิน ดงหลวงเป็นป่าใหญ่ไพรดำอุดมด้วยเสือหมีผีป่า  แต่สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ใดๆ กลับเหมือนถูกสาปให้เป็นใบ้ไปหมด ไม่มีเสียงเสือสางช้างร้าย ไม่มีเสียงจิ้งจอกหมาในใดๆ ทั้งสิ้น ดูแปลก ดูเปลี่ยว ดูดั่งดินแดนแห่งความตาย

แม้แต่ลมก็ยังตาย

ชันเข่าขึ้น วางปืนข้างตัวหยิบฉวยได้ง่าย เป็นปืนออโตกระบอกที่พ่อโอนให้เพราะพ่อได้กระบอกใหม่มา ปืนใหม่พ่อยังไม่เคยยิงสัตว์ยิงคนใดๆ ทั้งสิ้น พ่อมีปืนไว้แสดงอำนาจมากกว่า  พ่อว่าแก่แล้ว ไม่ห้าวหาญชาญกล้าเหมือนเมื่อยังหนุ่ม แต่คนก็มักเล่าลือถึงความหาญความกล้าของพ่อที่เดินมือเปล่าเข้าหาเสือวงศ์ เรื่องนี้ประทับใจเขามาก พ่อไม่เคยเล่าเลย เพิ่งมาได้ยินจากปากผู้ใหญ่บ้านห้วยห้อมคราวนี้เอง เขาว่าผู้กองโรงพักสืบทราบมาว่าไอ้เสือชื่อวงศ์แอบมาซุ่มซ่อนกระท่อมร้างกลางป่า ผู้กองมาขอความร่วมมือจากพ่อให้เกณฑ์คนไปล้อม  พ่อไม่เพียงเกณฑ์คนให้ผู้กอง แต่พ่อก็ไปกับเขา  ล้อมอยู่ครึ่งวัน ไอ้เสือวงศ์ประกาศสู้ตาย  พ่อช่วยเกลี้ยกล่อม เสือวงศ์ว่าถ้าพ่อกล้าเข้าหามือเปล่าก็จะมอบตัว  พ่อกล้า  พ่อเดินมือเปล่าเข้าไป ไอ้เสือชื่อวงศ์แพ้ใจพ่อ

หยิบปืนมาพาดตัก ลำกล้องไม่เย็นเฉียบเพราะอากาศยังไม่หนาว ลูบคลำพานท้ายปืนที่เกลากลึงคลึงรูปงดงามชวนสัมผัส ปืนมีอำนาจ เขาเองหลงใหลในอำนาจปืนมาแต่ราวปิดภาคปลายตอนเรียนชั้นม.๓ แต่อยู่ในหมู่บ้าน โอกาสจะใช้ปืนแทบไม่มี จึงมักหาโอกาสเข้าป่าเพื่อจะได้ใช้ปืน ก็สมใจมากกว่าเสียใจ ตั้งความหวังไว้ว่าควรยิงเสือให้ได้สักตัว แต่ยังไม่ได้ตามใจที่ตั้งไว้เลย

รู้สึกแปลกๆ เหมือนถูกจ้องมองจนอึดอัด มองข้ามกองไฟออกไปแล้วใจหายวาบ

ตัวอะไรไม่รู้ดูคลาคล่ำยั้วเยี้ยอยู่นอกไฟ  จะว่าลิงก็ไม่คล้าย จะว่าคนก็ไม่ใช่

ขนสยองพองเกล้าเลย ผมบนหัวเหมือนตั้งเด่ขึ้ทุกเส้น

 

“เข็ดละยัง หลาบละยังหือ แม่ไอ้หล้า”

“เข็ดแล้ว หลาบแล้ว ทางยากเหมือนหนทางไปหม้อนรก ข้ารากทั้งขาไปขากลับ นับแต่นี้ ข้าจะไม่ไปทางปางไม้แดงอีกเลย”

“ข้าไม่ได้ถามว่าเข็ดหลาบถนนหนทางหรือไม่” กำนันทองดีขำเมียจนหายฉิว “ข้าถามว่าเข็ดหลาบละยัง เรื่องหานางนอนหื้อไอ้หล้ามัน เป็นอย่างใด เสียทองบาทหนึ่งแล้วยังไม่พอ ต้องพามันไปหาหมอตำแยเสียเงินอีก ไปหนเดียวก็ใช่ว่าจะเรียบร้อย ต้องไปถึงสองหนสามหนไม่ใช่หรือ”

“ข้าจ่ายเงินไว้แล้ว ต่อไปไม่ต้องไปละ หื้อพ่อแม่มันพามันไปเอง เข็ดหลาบละสู อย่าซ้ำเติมข้าเลย”

สูดยาหอมปราบลมแรงๆ โผเผ วิงเวียน อ่อนเพลีย อาบน้ำแล้วเลยพักที่ชานหลัง นั่งพักพิงราวชาน ไม่ได้นั่งกึ่งนอนที่เก้าอี้ปรับเอนนั่งก็ได้นอนก็ได้ของผัว นางเคารพผัว กลัวผัว เมื่อแรกที่ขึ้นเรือนใหญ่มาเป็นสะใภ้ นางไม่แน่ใจว่าจะรักอ้ายทองดีพ่อร้างคนนี้หรือไม่ พ่อแม่นางว่าดี นางก็ว่าดี พ่อแม่ให้เอาคนผู้นี้เป็นผัว  นางก็เอาคนผู้นี้เป็นผัว ไม่มีความรักความใคร่ใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เมินนานผ่านมา มีลูกด้วยกันถึงห้าคน นางว่านางรัก มีความรักเพิ่มเข้ามา ความเคารพมีอยู่ แต่ความกลัวเหมือนลดลง

“ไอ้หล้าจะเป็นอย่างใดพ่องบ่ฮู้นะ  พ่อมัน”

“บ่เป็นอย่างใด  ถลอกปอกเปิกอาจมีพ่อง แต่แข้งขาหักห้านคงบ่มี”

“ลูกมันกลัวสูก็เลยหลบหน้า มันกลับมาอย่าดุอย่าด่ามันเลยนะ เตลิดแรมเดือนแรมปีจะไปกันใหญ่ แล้วสูกับข้านั่นละ ที่จะทุกข์ใจ”

“อย่าไปยุยงส่งเสริมมันนัก สูฮักลูก แต่ฮักบ่ถูก  อย่าคิดแต่ว่ามีเงินมีทอง เอาเงินเอาทองฟาดหัวไผก็ได้  ห้ามมันไว้พ่อง  ข้าห้าม แต่สูยุ มันขัดกัน”

“คิดไปคิดมา ข้าว่าเอาอีคำแก้วขึ้นเรือนเถอะสู งามดี ขยันขันแข็ง บ่คบหลายชาย บ่หมายหลายชู้อย่างอีแหวน อีจันดีจันแดงหมู่นั้น ลูกในท้องอีคำแก้ว ลูกไอ้หล้าแน่นอน บ่ต้องกินแหนงแคลงใจว่าลูกไผบ่ฮู้  เลือดไผบ่ฮู้”

“สาเหตุหนึ่งที่มันไม่ยอมไปเรียนให้จบ ก็เพราะอยู่บ้านมันได้นอนสาวนอนนางง่ายๆ  แต่อยู่ที่โรงเรียน คุณพ่อบาทหลวงท่านเข้มงวดเด็ดขาดไม่มีทางเอานางมานอน  อย่าให้ท้ายมันนัก อย่าตามใจมันทุกอย่าง เกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมา  เสียเท่าไรสูแล่นไปเสียให้มัน รักอย่างนี้ รักบ่ถูก”

“ข้าบ่ได้แล่นไป ข้าขี่รถไป”

“อย่าเฉไฉ นั่งลงที่เดิม ห้ามลุกไปไหน ไม่ต้องอ้างทางครัวแลงแปลงกิน รัตนาทำหมดแล้ว ฟังคำข้านะ ฟังให้ดี ข้ากำนันทองดี กำนันดีเด่นของอำเภอ ข้าผู้ยอมรับสูขึ้นเรือนใหญ่แทนเมียเก่าที่มันหนีกลับเรือนเดิม”

“เมียเก่าสู” นางเห็นช่องจะลอดไป จึงเฉไฉชักนำเรื่องราว “เป็นใดมันถึงหนีกลับเรือนเดิม สูตีนถีบมันลงเรือนหรือ”

“อย่าตลก คนอย่างข้ามีหรือจะเอาตีนเตะตีนถีบเมีย มันว่าแม่ข้าปากมาก จู้จี้จุกจิก จ้ำจี้จำไชจนทนไม่ได้ ต่อมาแม่ข้าหาสาวมาให้เลือก ข้าเลือกสู เอาละ กลับมาเรื่องเดิม ข้าอยากให้ไอ้หล้ากลับไปเรียนจนจบ อย่างน้อยก็จบม.๖ วันภายหน้าได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นกำนัน จะได้ไม่น้อยหน้าใคร หากเป็นไปได้ จบม.๘แล้วไปต่อเมืองใต้ได้เป็นปลัด เป็นผู้หมวดผู้กอง เป็นนายอำเภอก็ยิ่งดี เรื่องอีคำแก้ว…ลูกไผนะ ลูกอีถาจิตหลุ…”

“ข้าสืบรู้มาแล้วพ่อไอ้หล้า เป็นใดอีถาได้ชื่อว่าบัวถาจิตหลุ (1) จิตมันหลุแหลวไปแต่เมื่อยังเป็นสาวโน่นแล้ว มันท้อง ไอ้ผู้นั้นไม่ยอมรับเป็นผัว พ่อมันไปเอาตุ๊เจ้ามาเป็นผัวหื้อแก่มัน  มันเลยจิตหลุ”

“เรื่องนั้นยกไว้ก่อน แต่เรื่องไอ้น้อยแสงลูกไอ้น้อยอุ่น สูอย่าแทรกกลางระหว่างสองเขา อาจเป็นมัน อาจเป็นไอ้ผู้นี้เองที่ล่อไอ้หล้าลูกเราเข้าเมืองได้อีกครั้ง”

“มันล่อเข้าป่า ไม่ใช่ล่อเข้าเมือง รู้ๆ เห็นๆ อยู่”

“แม่ก็…” รัตนารีบแทรกขึ้นก่อนที่พ่อจะมีอารมณ์ “ฟังพ่อว่าหื้อจบก่อน พ่อว่าเถอะ ไอ้น้อยแสงจะล่อไอ้หล้าน้องข้าเข้าเมืองได้อย่างใด”

“พ่อมาคิดๆ ดู พ่อนึกว่าสุมิตราจะล่อมันกลับเข้าเมืองไปเรียนหนังสือได้อีกหน แต่คิดมาคิดไป พ่อว่าไอ้หล้าคือเหยี่ยน”พ่อกำนันหมายถึงปลาไหล “ไอ้น้อยอุ่นแสงคือขี้คู้ (2) แต่สุมิตราคือขี้ตะแหล้ (3)

“มันเป็นอย่างใด  ไอ้หล้าเหยี่ยน มันลื่นหรือ จับไม่ติด”

“จะล่อเหยี่ยนต้องเอาขี้คู้เป็นเหยื่อล่อ ไม่ใช่ขี้ตะแหล้ เหยี่ยนชอบกินขี้คู้ ไม่ชอบกินขี้ตะแหล้”

“แต่มันเกิดวันศัตรู ไอ้หล้าจะได้รับเคราะห์ภัยใหญ่หลวงจากไอ้ผู้นั้น”

“ข้าห้ามสูเป็นคำเด็ดขาดว่าอยู่ต่อหน้าข้า ห้ามยกเอาวันมิตรวันศัตรูมาอ้าง ข้ากับเมียเก่าเกิดวันมิตร แต่กลับอยู่ด้วยกันไม่ยืด ข้ากับสูถึงไม่ได้เกิดวันมิตร แต่กลับอยู่ด้วยกันมีลูกห้าหลานสี่ ไอ้หล้าลูกเราจะขึ้นใหญ่เต็มชายได้หรือไม่ ไอ้น้อยอุ่นแสงอาจมีส่วน ให้มันคบหากันนั่นดีแล้ว อย่างน้อยไอ้หล้าจะรู้จักป่า รู้จักปืน รู้จักความทุกข์ยากลำบาก  รู้ที่ควรกล้า รู้ที่ควรกลัว เติบใหญ่ใหม่สูงไปข้างหน้ามันจะเป็นชายเต็มชาย เป็นคนคนเต็มคน  สูเอาแต่อุ้มมันใส่เอว เมื่อไรมันจะเดินเองได้”

“ข้าไม่ได้อุ้มนะ ข้าเลิกอุ้มมันแต่เมื่อห้าหกขวบโน่นแล้ว”

“แม่…”รัตนาหัวเราะคิกที่แม่แถกแถออกไปจนได้ “กินข้าวกันเทอะ แกงอ่อมจะเย็นเป็นไขไปแล้ว”

อุ่นแสงเข้านอนก่อนเพื่อจะตื่นมาอยู่ยามตอนดึก นอนอยู่นิ่งๆ แต่ยังไม่หลับ  นึกคิดคำนึงนั่นๆ นี่ๆ แล้วหัวคิดก็วกมาลงที่เครือเขาหลงไม่รู้กี่รอบ

ตารับรองแข็งขันว่าเคยคัดลอกเรื่องเครือเขาหลงลงสู่ลานก้อมหรือใบลานขนาดสั้น  ใบลานทั่วไปที่พระใช้เทศน์มักยาวศอกเศษ แต่ลานก้อมจะยาวคืบเศษเป็นพื้น ลานก้อมเป็นสมบัติส่วนตัวของผู้จดจาร เมื่อสึกออกมาจากวัดก็เอาติดตัวออกมาได้ไม่เป็นบาป แต่ลานยาวถือว่าเป็นสมบัติของพระศาสนา เมื่อจดจารคัดลอกแล้วจะมีพิธีถวายทานไว้กับวัดจึงเป็นของวัด  ไม่มีใครเอาติดตัวออกมา ผู้ใดใครสึกแล้วเอาลานยาวออกมาเขาว่าลักธัมม์ เมื่อตายไปจะตกนรก

ตาคงสนใจเรื่องเครือเขาหลงเป็นพิเศษ จึงคัดลอกไว้เป็นสมบัติส่วนตัว แต่ตาค้นหาเท่าไรก็ไม่พบ ต้นฉบับที่เป็นลานยาวอาจยังอยู่ในวัด อาจเป็นวัดดงม่วงฝ้ายหรือวัดสันป่าเลียง หรือวัดดงกำที่ตาเคยเป็นเจ้าอาวาส  หรืออาจเป็นวัดอื่นวัดใดในตำบล  ตาเองก็ไม่ค่อยมั่นใจนัก  ตาเป็นหนานหลวง คือสึกออกมาจากตำแหน่งเจ้าอาวาส ตาอ่านธัมม์เขียนธัมม์คล่อง วัดนั้นวัดนี้ พ่อน้อยคนนั้น พ่อหนานคนนี้มักมาจ้างตาให้คัดลอกธัมม์จากใบลานชุดเก่าลงสู่ชุดใหม่เพื่อถวายทานเป็นการสืบอายุพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไปครบห้าพันพระวัสสาเท่าอายุศาสนา เรื่องเครือเขาหลงจะมีใครมาจ้างก็ลืมถามตา ต้นฉบับมาจากวัดใดก็ไม่ได้ถามไว้อีกเช่นกัน

ตาว่าผู้ใดข้ามเครือเขาหลง จะหลุดหลงเข้าสู่เมืองเปรตเมืองผี เป็นเมืองมืดมนหม่นเศร้า แสงธรรมพระเจ้าไม่เคยส่องถึง

“เป็นใดแสงธรรมพระเจ้าส่องไปไม่ถึงล่ะตา”

หนุ่มหน้าสวยแต่ออกซูบเคยถาม ตาตอบว่า

“มันเป็นแดนบาป มีแต่สัตว์บาปสิงสู่อยู่กิน ขนาดสัตว์ประเสริฐบางอย่างพระเจ้าก็ยังโผดไม่ได้นะเอ็ง อย่างนาคเป็นต้น นาคเป็นสัตว์ผู้ประเสริฐ แต่ไม่อาจบรรลุธรรมขั้นสูงสุดคือเข้านิพพานได้อย่างคน แม้แต่พรหมนะเอ็ง สูงสุดพรหมบรรลุได้แค่อนาคามีเท่านั้น บ่ถึงอรหันต์ พ้นจากพรหมลงมาเกิดเมืองคน บำเพ็ญต่อ จึงบรรลุอรหันต์ได้”

“แมงหมู่นั้น…” เขาหมายถึงสัตว์บาปในเมืองมืดดำก่ำเส้า “ ตนตัวเขาเป็นอย่างใดล่ะตา”

“บ่ฮู้ ในธัมม์บ่ได้บอกไว้ บ่หล้างจะเป็นอย่างสัตว์นรกโลกันตร์เหียละก้า” ตาว่ารูปร่างอาจเหมือนสัตว์ในโลกันตนรกเสียละกระมัง “ตัวเหมือนค้างคาว มีเล็บตีนเล็บมืออันยาว เกาะไต่ไปมาบนผิวจักรวาล เดี๋ยวก่อน เอ็งรู้จักไหม นรกโลกันตร์ โลกันตนรก”

“บ่ฮู้”

“บ่ฮู้หื้อถาม”

“ก็ตาเล่าบ่หยุด ข้าถาม เดี๋ยวตาก็เอามะเหงกมารูดหัวข้าอีก”

ยิ้มออกมา คิดถึงตายามใดมีแต่ความสุขความอบอุ่น กับปู่และย่าไม่ค่อยคุ้นเคยนัก ปู่กับย่าอยู่บ้านหล่ายหนอง พ่อเป็นคนหล่ายหนองแล้วข้ามสันกู่ร้างกลางนามาเป็นเขยดงม่วงฝ้าย เมื่อพ่อยังอยู่ พ่อก็พาไปแอ่วไปหาปู่กับย่าบ่อยๆ แต่หลังจากพ่อหาย…หรือตายก็ไม่รู้ แม่และตนและน้องก็ค่อยห่างจากปู่และย่า ไปหาอยู่เหมือนกัน แต่นานๆ ที

พ่อเองเป็นน้อย ไม่ได้เป็นหนาน พ่อเข้าผ้าเหลืองเมื่ออายุสิบขวบเหมือนเขาแต่พ่อไม่ได้จบป.๔ พ่ออ่านธัมม์เขียนธัมม์ (4) ได้แต่คงไม่คล่องแคล่วปราดเปรียวเท่าตา ตัวเขาเองก็เป็นน้อย แต่มีเวลาอยู่ในผ้าเหลืองไม่เต็มสามปีดีนัก อ่านธัมม์ได้ แต่เขียนไม่คล่อง

พ่อเผลอข้ามเครือเขาหลงแล้วหลงเข้าเมืองมืดมนหม่นเศร้าอันนั้นไปแล้วใช่ไหม พ่อจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ

เขากับเพื่อนเองล่ะ เถาวัลย์เล็กๆก้นห้วยแคบเส้นนั้น คือเครือเขาหลงใช่ไหม

เรื่องเล่าที่ห้วยห้อมต่างไปจากที่ตาเล่าเล็กน้อย เขาว่าใครข้ามเครือเขาหลงจะหลงเข้าโหล่งเผต มีนางพญาเผตเป็นใหญ่

แวบๆ วูบวาบ คล้ายลางสังหรณ์ หรือคล้ายนิมิตอันใด หนุ่มผู้เรียบจบเพียงชั้นป.๔ เรียนทางวัดไม่เต็มสามปีดีนักนึกไปถึงคำบอกกล่าวของพ่ออุ๊ยแก้ว เมื่อห้าสิบปีก่อนมีชายผู้หนึ่งหลุดออกมาจากโหล่งเผต

ชายผู้นั้น…

พ่อของเขา…

และตัวเขาเอง

เหมือนจะมีอะไรสักอย่างโยงใยถึงกัน

ใยโยงเส้นนั้นเหมือนจะเป็นเครือเขาหลง

 

เชิงอรรถ :

(1) หลุ= พัง ชำรุด เสียหาย จิตหลุหมายถึงดวงจิตที่ชำรุด  ดวงจิตที่ไม่สมประกอบ  ดวงจิตที่อาจวิปริตบิดเบี้ยวไป

(2) ขี้คู้=ไส้เดือนพันธุ์หนึ่ง สีคล้ำ มีกลิ่นฉุน  ลำตัวไม่มีเมือกลื่นหุ้ม เวลาตกใจมักขดเป็นแว่นหรือเป็นก้อนกลม

(3) ขี้ตะแหล้= ไส้เดือนอีกพันธุ์ ตัวเล็กกว่าไส้เดือนทั่วไป สีออกแดงๆ เวลาถูกจับจะดิ้นแล้วขาดเป็นท่อน ท่อนที่หลุดไปจะสร้างส่วนที่ขาดหายขึ้นใหม่

(4) ธัมม์ เลือกสะกดให้ผิดจากธรรม ธรรมคือพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ธัมม์คือเรื่องอะไรก็ได้ที่จดบันทึกไว้บนใบลาน

Don`t copy text!