เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 19 : ค่าวพญาพรหม

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 19 : ค่าวพญาพรหม

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

……………………………………………………………….

-19-

 

ลูกคนยากผ่อนใจลงคล้ายหลับไปแล้ว แต่ลูกผู้มั่งคั่งมั่งมีกลับเย็นเฉียบไปทั้งร่าง

ฟ้ายังปิด ลมยังตาย แต่เปลวไฟแรงยังสะบัดอยู่ผึบผับ เลยกองไฟออกไป รูปร่างอัปลักษณ์พิกลปนน่าเกลียดน่ากลัวยังออกันอยู่ ผมเผ้ายาวกระเซิงปรกหน้าปรกตา เนื้อตัวเปลือยเปล่าเลี่ยนเกลี้ยงไม่มีขน  ปากยื่นและกว้างอย่างลิง เขี้ยวล่างเขี้ยวบนขัดสลักกัน ตัวไม่ใหญ่นัก สักเท่าเด็กม.๑ ม.๒  แต่ไม่มีหัวนม ไม่มีเครื่องเพศจำแนกชายหญิง

ขนลุกทั้งแขน ผมบนหัวที่ชะโลมน้ำมันแต่งผมไว้ก็เหมือนลุกทุกเส้น ดีก็เหมือนจะฝ่อ เหมือนน้ำขมในดีจะขย้อนขึ้นมาถึงลิ้น

มือถือปืนแต่กลับไม่มีแรงจะยกปืนส่อง สำนึกในบัดนั้นบอกว่ากูโดนแล้ว ผีหลอกกู หนักหน่วงรุนแรงว่าผีเลียหน้าเมื่อวันก่อนเสียอีก  อันนั้นมันเพียงหลอก แต่อันนี้ท่าทางมันเอาจริง มันแยกเขี้ยวยิงฟัน มันเอาเขี้ยวล่างเขี้ยวบนถูกันเสียงดังกรอดๆ

นโมพุทธายะ…

นึกได้แค่นั้น จะกล่าวร่ำคาถาอาคมใดๆ ก็นึกไม่ออก เขาฝูงนั้นเป็นเผตเป็นผี เขาฝูงนั้นไม่ใช่คนไม่ใช่ลิงเด็ดขาดเพราะไม่มีเครื่องเพศ เขาฝูงนั้นยังส่องตาแดงๆ วาวๆ มองมา คล้ายซุบซิบปรึกษากัน คล้ายขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว แต่ก็คล้ายจะกริ่งเกรงเปลวใหญ่ไฟกล้าจึงไม่ขยับเข้ามา

ตั้งตัวได้ สติใหม่มีมา น้ำดีพุ่งขึ้นขมคอคล้ายเคลื่อนลงในท้อง  กลืนน้ำลายฝืดๆ  ยกปืนขึ้นยิง

ใจหายวาบ

ถอดลูกปืนไว้แล้วลืมใส่

 

ด้านหน้าผาสุม คนผู้หนึ่งคล้ายแข็งกระด้างไปแล้ว แต่ซอกลึกเข้าไป คนอีกผู้เลื่อนลอยอ้อยอิ่งกึ่งขมกึ่งหวาน นอนหลับตา แต่ดวงตาภายในคล้ายเห็นโครงหน้าสวยหวานของสาวที่รัก คำแก้วเอ๋ย พี่ไม่อยากเชื่อถ้อยคำไอ้องอาจมันเลย ท่าทีมันมีแต่จะเล่น ไม่มีจริงเลย

หากมันหลอกเอ็งลงนอน แล้วให้แม่มันพาเอ็งไปรีดลูก พี่จะกระทืบมันต่อหน้าเอ็ง

แต่ลึกๆ แล้วพี่ก็ยังหวังนะ หวังว่ามันจะเป็นคนจริง กล้าสู่ขอเอ็ง กล้าเอาเอ็งขึ้นเรือน วันภายหน้า หากซื้อละหย่าขาดกัน พี่ก็ยังยินดีจะเป็นผัวเอ็ง

พลิกตัวอีกครั้ง หันหน้าตะแคงไปทางด้านขวา  ไม่ได้หมกมุ่นครุ่นคิดจนใจแตกฟุ้ง  แต่มันยังไม่หลับก็ไม่ฝืนใจ หัวหนุนย่ามแทนหมอน หลับนอนมีผ้าขาวม้าแทนฟูก ไม่อาทรร้อนเข็ญอะไรนัก เติบโตมาเป็นคนสุกๆ ดิบๆ นอนเรือนก็นอนมาแล้ว นอนห้างก็นอนมาแล้ว นอนดินกินหญ้าก็นับครั้งไม่ถ้วน ผ่านทุกข์ผ่านยากมาแล้วจนชินชา นึกคิดแต่ว่าหากกรรมพากูมาอย่างนี้ก็ยากจะฝืน  ใช้กรรมใช้เวรหมดสิ้นเมื่อไรอาจได้สุขได้บานหวานชื่นกับเขาบ้าง

เคลิ้มๆ จะหลับ แต่เถาวัลย์เลือนรางในร่องห้วยก็โผล่มารบกวนอีก

จะใช่ไหม  ใช่หรือไม่ใช่

หากใช่ ทำไมถึงเล็กนัก เท่าเถาผักบุ้งเท่านั้นเอง

พลิกตัวนอนหงาย หายใจยาวๆ สม่ำเสมอ  กำหนดใจไปหาคุณพระเจ้าพระธรรม คุณพ่อแม่และคุณครูบาอาจารย์ ครูหนานเย็นเสียชีวิตไปแล้ว ครูผู้เมตตาถ่ายทอดวิชาพรานให้ ปลงขันครูให้ มอบมีดอุ่มด้ามงาให้เขาสืบทอด

พ่อครู  ผู้เป็นทั้งพ่อและครูแห่งข้า โปรดมาคุ้มครองข้าและเสี่ยวให้อยู่รอดปลอดภัยด้วยเถิด

ไหว้วอน  อ่อนขอ ขอไปถึงเจ้าผีใหญ่พรายหลวงตนใดไม่รู้ที่เป็นผู้ปกปักรักษาดงหลวง ไม่มีเจตนาจะล่วงเกิน ไม่คิดจะลบหลู่ดูแคลนอะไรเลย ไม่คิดแม้แต่จะเหยียบตีนดอยด้วยซ้ำ ละเลิกตามรอยหมูหินกันแล้ว แต่เพื่อนกระโดดข้ามห้วยไปก่อน จะไม่โดดตามได้อย่างไร

ขอให้คืนนี้ผ่านไปด้วยดีเถิด พรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที

พลิกตัว ตะแคงข้าง กำหนดนับลมหายใจได้ไม่ถึงยี่สิบครั้งใจก็เริ่มจ่อมลงสู่ภาวะพักผ่อนนอนหลับ แต่ทว่าไม่ทันจะหลับสนิทก็สะดุ้ง

“เสี่ยว  ไอ้เสี่ยว”

“หือ มึงใคร่หลับแล้วหรือ นอนเทอะ”

มือเพื่อนที่จับแขนตนเย็นเฉียบ เหมือนเอามือแช่น้ำไว้นานแล้วค่อยมาเขย่าตน อุ่นแสงลุกนั่งรวดเร็ว แค่เห็นสีหน้าอาการของเพื่อนก็รู้ว่ามันโดนแล้ว

“ผีหลอกมึงหรือ”

“อือ”

“มันหลอกอย่างใด”

“มันมาอออยู่นอกไฟ ไม่ใช่ตัวเดียว เป็นสิบ  อาจหลายสิบด้วยซ้ำ กูยิงปืนแต่ลืมใส่ลูก กูเลยปลุกมึง”

“มึงนอนเถอะ นอนนะ นอนให้หลับ เสี่ยวมึงจะเฝ้าไฟเอง”

“กูนอนบ่หลับ”

“กูจะจ๊อย บ่หลับก็ได้ แต่มึงฟังนะ ใคร่หลับมึงหลับไปเลย อย่าได้ฝืน”

“บทใด ผีเผตห้อยหัวเอาผมปรกหน้าหรือ กูบ่ฟัง”

ยามเมื่อน้องฮัก   น้ำส้มว่าหวาน

ใจบ่เจยบาน     น้ำตาลว่าส้ม…

“ค่าวพญาพรหมนี่มึง”

“รู้จักเหมือนกันหรือมึง นึกว่าเข้าโรงเรียนฝรั่ง จะรู้จักแต่หนังฝรั่ง เพลงฝรั่ง”

“จะจ๊อยก็จ๊อย บ่จ๊อยก็ไปไกลๆ ตีนกู ไอ้คนหน้าจาง”

ว่าสาวเหยสาว    นางนายที่รัก

พี่จักอว่ายหน้า    ลาไป

เจ้าแก้วแก่นเชื้อ     แก้มเรื่อบางใส

นึกหาอาลัย        บ่ใคร่พรากหน้า

บุญพี่บ่สม          เมาลมปั่นบ้า

พี่ขอลานาง        ชาตินี้

“จ๊อยลานาง…อย่าลาเลยเสี่ยว”

เอามือโอบบ่าเพื่อน รั้งเข้ามาหา แต่ลูกคนยากขืนตัวไว้

“มึงรู้ไหมไอ้ลูกคนรวย  ทำไมฤษีทั้งหลายจึงไหว้ไฟ”

“เขานับถือไฟว่าเป็นพระเจ้าของเขา ไอ้ลูกคนทุกข์”

“ไม่ใช่ ตากูว่าฤษีกลัวเสือขบหัว จึงก่อไฟให้ลุกอยู่ตลอด แล้วเลยไหว้ไฟ”

“ตลกดี ฤษีอยู่ป่า กลัวเสือขบหัว”

“ยังมีอีก มึงรู้ไหม เป็นใดป่าที่พระเจ้าเราไปโปรดปัญจวัคคีย์ จึงชื่อป่าอิสีปตนะ”

“บ่ต้องถาม จะเล่าก็เล่า กูบ่ฮู้”

“อิสี แปลว่าฤษี ปตนะ แปลว่าตก ป่าอันนั้นเป็นป่าที่ฤษีเหาะมา แล้วมาตกอยู่หั้นลุบๆ ก็เลยได้ชื่อว่าป่าฤษีตก”

“เหาะมาแล้วตกลุบๆ หรือ”

“อือ ตกที่ป่าแห่งนั้นลุบๆ ก็เลยได้ชื่อว่าอิสิปตนะ แปลว่าฤษีตก”

เสแสร้งแกล้งกล่าว ชักเอาเรื่องราวเล่าขาน ตำนานพงไพรเรื่องนั้นเรื่องนี้มาล่อใจเพื่อน ลูกคนรวยผ่อนคลายความตึงเครียดก็ค่อยสบายใจจนหลับลงได้ ลูกคนยากจนหยิบผ้าขาวม้าปูนอนมาเคียนหัว เอาย่ามสะพายไหล่ สายย่ามทับชายผ้าโพกที่ลุ่ยลง  โพกใหม่แล้วหยิบปืนออกไปนั่งแทนเพื่อน ไอ้องอาจไม่ค่อยโดนผีหลอกจึงตื่นกลัว แต่เขาเองโดนหลอกจนหลืด (1) จึงไม่กลัวเลยแค่ผีหลอกผีหลอน  มันหลอกให้กลัวเท่านั้น แต่หากเราไม่กลัว การหลอกของมันล้มเหลวก็เลิกหลอกไปเอง

เขี่ยขอนไฟที่ไหม้คุแล้วหลุดจากกองให้เข้าที่ เติมฟืนท่อนใหญ่เข้าไป  ลูกไฟลอยพรูลอยพรายหายลับกับความมืดดำโอบล้อม  เยือกเย็นเล็กน้อย ลมเป่าซ้อยล้อยพอสบายใจ แหงนมองฟ้า ดาวดกดวงช่วงโชติ แต่ว่าหาตำแหน่งแห่งหนของดาวสำเภาไม่พบแล้ว คงขึ้นฟ้ามาสูง รูปร่างคงไม่เห็นว่าเป็นสำเภาเหมือนตอนหัวค่ำ ยากจะใช้เป็นหลักกำหนดได้ว่าตรงไหนเป็นทิศตะวันออกตะวันตก

ดาวดวงร่วงวูบเป็นเส้นสีเขียว แผ่นฟ้าแผ่นดินดูเงียบ ป่าใหญ่ไพรพงดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็น จี๊ดๆ วี้ดๆ เสียงแมลงร่ำร้อง มีเสียงอึ่มๆ หึ่มๆ อยู่แต่ไกล ไม่กลัวเลย ไม่ใช่เสียงเสือโคร่ง เสือดาวเสือดำอันใด เป็นเพียงเสือแผ้วกินหมูกินหมา  เหมือนว่าอาเพศอาถรรพณ์อันใดสักอย่างคลี่คลายไปแล้ว

…คำแก้ว เอ็งหลับแล้ว หลับดีฝันดีนะ…

ถอนสายตากลับมาที่กองไฟ นึกไปถึงครั้งแรกๆ ที่ครูปล่อยเดี่ยว โดนผีหลอกแทบกลายเป็นบ้า  ครูส่งขึ้นห้างแล้วเดินจากไป คืนนั้นผีหลายส่ำหลอกหลอนหลายเชิง  หิ้วหัวมายืนต่อหน้าบ้าง ยื่นมือยาวมาคว้าบ้าง ห้อยหัวลงมาจากยอดไม้บ้าง กลัวจับจิตจับใจ แต่ยังคุมสติได้ไม่กระโจนลงจากห้าง  รุ่งสางครูมารับกลับเรือน

ครูหนานเย็น  คนอื่นอาจเห็นเป็นแค่หนานเย็นขี้เหล้า แต่สำหรับเขาท่านคือครู

 “คนเป็นครูต้องมีศีลมีธรรม” ตาเคยพูด “ อย่างน้อยที่สุดต้องมีสัจจะ คนไม่มีศีลไม่มีธรรม ไม่มีสัจจะอย่าเอาเป็นครู มันไม่มีคุณจะคุ้มครองเอ็ง”

“คนกินเหล้า ยังมีศีลอยู่หรือตา”

“ศีลมีห้าข้อ สุราเป็นศีลข้อหนึ่ง หากถือได้ครบห้าจะดีที่สุด ขาดไปข้อใดข้อหนึ่งก็หย่อนไปส่วนหนึ่ง ขาดไปสองข้อก็หย่อนไปสองส่วน แต่คนเราไม่ใช่อรหันต์ ศีลมักหย่อนกันทั้งนั้น  โบราณท่านถึงได้เอาสัจจะมาแถ้ง (2) สัจจะใช่หมายถึงสัมมาวาจาอย่างเดียว แต่สัจจะคือความชัดแจ้งทั้งต่อหน้าและลับหลัง  ชัดแจ้งทั้งกายวาจาใจ เอ็งจำคำตาไว้”

“ข้าเอง…ไม่ทันรู้เรื่องรู้ราวอะไร ข้าก็ฆ่าตัวใหญ่ตัวน้อยมานักต่อนัก  ศีลข้อปาณาข้าบกพร่องนัก”

“บกพร่องข้อปาณา ก็ไปเคร่งข้ออื่นทดแทน อทินนาทานา เอ็งอย่าได้ลักของผู้ใดเด็ดขาด กาเมสุ มิจฉา  แม่ญิงมีเจ้าของ เอ็งอย่าได้ละเมิดเด็ดขาด มุสาวาทา  เอ็งอย่าได้ขี้ปดมดเท็จเด็ดขาด อย่าได้กล่าวร้ายให้โทษท่านผู้อื่นผู้ใดเด็ดขาด  ศีลเหล่านี้หากเอ็งยึดถือได้เคร่งครัด มันก็จะไปหนุนเสริมสัจจบารมีให้เรี่ยวให้แรงแกร่งขึ้น”

“ตาล่ะ ตาถือได้ครบไหม”

“ไม่ครบ”

“ขาดข้อใด”

“สุรา”

อดยิ้มออกมาไม่ได้ ตาเป็นหนานหลวง แต่ตาก็ถือศีลข้อที่ห้าไม่ได้

“ตาว่าพ่อยังอยู่หรือ”

“เอ็งล่ะ  คิดว่าพ่อเอ็งตายไปแล้วหรือ”

“บ่แม่นข้าคร่ำอายุพ่อ” ยกมือขึ้นจบเป็นเชิงขอขมาคารวะ คร่ำอายุหมายถึงทอนอายุให้สั้นลง “อย่าได้เป็นบาปเป็นกรรมแก่ข้า ข้ารักพ่อ เคารพเชื่อฟังพ่อแต่…ข้าคิดว่าพ่อคงบ่อยู่แล้ว คงเสี้ยงอายุไปแล้ว หากยังอยู่ ยังเป็นคน อย่างน้อยพ่อน่าจะกลับมาเยี่ยมยามถามไถ่พวกข้าแม่ลูกสักครั้ง  แต่…ไม่เลย”

“อย่าได้น้อยแหนงแคลงใจอันใดเลยไอ้อ้าย พ่อเอ็งยังอยู่ ที่มาเยี่ยมยามถามไถ่พวกเอ็งไม่ได้อาจเพราะติดค้างติดขำอันใดอันหนึ่งสักแห่ง พ้นจากที่ค้างที่ขำ วันหนึ่งข้างหน้ามันอาจกลับมา”

 

ไม่มีนาฬิกา  ไม่รู้เวลาที่แท้จริง คงเลยเที่ยงคืนมาแล้ว ไก่ขันยามมาแว่วๆ ไม่ได้ยินเสียงตบปีกแน่นหนาสักเท่าใด คงอีกนานกว่าจะรุ่ง เริ่มง่วง เขี่ยฟืนสั้นกุดเข้ากอง เติมฟืนใส่ไฟอีกสองสามท่อน เอาปืนวางพาดตัก สูดลมหายใจลึกๆแล้วหลับตา

นโม…

กำหนดใจเป็นหนึ่ง ตั้งนโมขึ้นก่อน เวลาจะไหว้พระ รับศีล หรือสมาทานกรรมฐานต้องตั้งนโมก่อน ตาสอนว่าอย่างนั้น  แต่ก่อนก็สงสัยว่าทำไมต้องตั้งนโม  ตอนนั้นยังตัวน้อย ติดต้อยตามหลังตาไปนอนวัด  ไหว้พระ รับศีล ตาทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น

ตาว่านโมเป็นคำขึ้นต้น เป็นคำที่พญายักษ์กล่าวสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า ตายังเล่าถึงที่มาของคำว่าตัสสะ ภควโต…แต่ล่วงเลยมาวันนี้จำไม่ได้แล้ว

…คำแก้ว เอ็งหลับไปแล้ว ฝันถึงพี่บ้างนะ…

เร้นใจลงลึก ตั้งใจไว้เที่ยง หลับตาแต่หูสดับรับฟังทุกสรรพเสียง มีความง่วงเข้าครอบงำ ฉับพลันมีมือเย็นๆ มาแตะต้นแขนก็สะดุ้งสุดตัว

“อะไรอีกเล่า ไอ้นี่”

“มันมาอีกแล้ว”

“ฝันไปมั้ง ไอ้เสี่ยว”

“กูว่าไม่ใช่”สีหน้าหนุ่มสำราญห้าวเท่กระสับกระส่าย “ไม่ใช่ครั้งเดียวนะเสี่ยว “สองหนสามหน มันพยายามจะลอดโพรงเข้ามา”

เอี้ยวตัว  ชี้โพรงสองข้างที่สะสุมไว้ด้วยลำไผ่ไม่ค่อยแน่นหนาอะไรมากนัก แต่ตัวอะไรก็ตามหากจะบุกรุกเข้าทางด้านนั้นก็ใช่ว่าจะเข้าได้ง่ายๆ  กิ่งก้านลำไผ่กีดขวางมันไว้

องอาจเอาบุหรี่ออกมาจุดสูบ ยื่นซองให้เพื่อนแต่อุ่นแสงส่ายหน้าเพราะรู้ดีว่าเพื่อนเหลืออยู่ซองสุดท้ายแล้ว

“มันเป็นตัวอย่างใด ผีฝูงนั้น”

“ผมยาวๆ ตาวาวๆ ไม่นุ่งเสื้อนุ่งผ้า  เหมือนกันไปหมด ไม่มีอี๋มีอวย”

“ฮื่ย…”

 

เชิงอรรถ :

(1) หลืด=  คุ้นเคย ชินชา

(2) แถ้ง= เสริม เพิ่ม หนุน ทดแทน

Don`t copy text!