เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 20 : ว่านนางกลาย

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 20 : ว่านนางกลาย

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

……………………………………………………………….

-20-

 

ดาวเดือนเคลื่อนฟ้า ลมป่าลั่นต้องหมู่ไม้ส่ายไหว สลัดหัวแรงๆ ไล่ความง่วงงุนครอบงำ   ผีฝูงนี้ไม่นุ่งเสื้อนุ่งผ้า ไม่มีอวัยวะระบุบอกเพศ มันเป็นผีตัวใดหนอ ไม่เคยได้ยินคนแก่คนเฒ่าเล่าถึง  อาจเป็นเปรต ตาว่าเปรตมีมากถึงยี่สิบเอ็ดจำพวก  แต่คนทั่วไปมักรู้จักเพียงสิบสองจำพวกเท่านั้น  แต่เผตไม่นุ่งเสื้อนุ่งผ้า ไม่มีอวัยวะระบุบอกเพศ ดูเหมือนตาไม่เคยเอ่ยถึงเลย

“ก่อนหลับมึงนึกหาคุณพ่อคุณแม่ คุณพระเจ้าพระธรรมหรือไม่”

“ไมได้นึก”

“ต่อไปให้นึก จะให้ดีกว่านั้น ก่อนนอนให้มึงไหว้พระ เมตตาภาวนาไปหาเขา อุทิศกุศลส่วนบุญทั้งหลายที่มึงได้ทำมาไปหาเขา เขาได้รับกุศลส่วนนั้นก็จะไม่หลอกมึง”

“ฟังดูเหมือนง่าย แต่กู…”อัดบุหรี่แรงๆ จนร้อนวาบที่นิ้ว พ่นควันออกแล้วดีดก้นบุหรี่ไม่มีก้นกรองเข้ากองไฟ ถอนใจยาวๆ “…กูเกิดมา กูได้ทำกุศลส่วนบุญอันใด”

“ก็บุญ…อย่างน้อยก็บุญที่มึงโผดผายกู แม่กู น้องกู”

องอาจลุกไปเอาเหล้ามาจิบระงับจิตใจ ชำเลืองมองรูโล่งโพรงผาอย่างหวาดๆ กลับมานั่งที่เดิม ถดก้นถอยหลังสักศอกเพราะไฟลุกแรง เปิดจุกใบกล้วยแห้งแล้วยกจ่อปาก ดื่มลงคอแล้วยื่นให้เพื่อน แต่เพื่อนหลุกหลิกหัว

อุ่นแสงลดปืนลงจากตัก แกะกระดุมเสื้อเม็ดบน ถอดเส้นด้ายตีเกลียวแดงคล้ำเพราะไคลคอเข้าหุ้ม ยกขึ้นจบเหนือหัวแล้วเอาคล้องคอให้เพื่อน

“…มึงนอนเถิด ไอ้เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก อันนี้พระเกศาครูบา น้อมใจไปหาครูบาเจ้าศรีวิชัยตนประเสริฐ  ขอเมตตาบารมีท่านมาปกหุ้มห่มหัวมึง”

“กู…” หัวเราะแหะๆ ตีสีหน้าคล้ายประจบประแจง “กูมานอนเป็นเพื่อนมึงได้ไหม ที่…กองไฟ”

“ไม่ได้ นอนที่นี่ พรุ่งนี้มึงพูดไม่มีเสียง น้ำค้างแรง หวัดจะลงคอ”

 

เดือนห้าต่อเดือนหก ใกล้รุ่งยังหนาวเหน็บคร้านจะลุก ตื่นมาแล้ว ตื่นก่อนลูกก่อนเมียด้วยว่าอายุมากที่สุด ช่วงเวลาหลับนอนไม่ยาวนานเท่าเขา ตื่นมาแล้วก็นอนเงียบๆ ฟังหาเสียงนั้นเสียงนี้ อาจมีหนูมาลักแทะข้าวในยุ้ง อาจมีอีเห็นพังพอนแอบเข้าเล้าไก่  อาจมีผีมีพรายตัวหนึ่งตนใดลักลอบมุดรั้วเข้ามา

เหย้าเรือนใดประมาท ผีเรือนก็มักอ่อนแอ

เรือนนี้นางเรือนไม่ได้ประมาท แต่นางละเลยไม่ใส่ใจมากกว่า

“พ่อขอหนาน พ่อตายละไปแล้ว ขอหนานปกห่มดูแลมัน อย่าละอย่าขว้าง อีผู้นี้กรรมเวรมันหนักนัก เวทนามันเถิด ไม่เห็นแก่มันขอให้เห็นแก่ลูก ไม่เห็นแก่ลูกขอให้เห็นแก่พ่อ ไม่เห็นแก่พ่อขอให้เห็นแก่คลองบุญที่หนานได้พ่ำเพ็งบ่มสร้าง พ่อเสียใจ พ่อขอหนานอโหสิกรรมแก่พ่อ ที่ได้ลากเอาหนานออกจากผ้าเหลืองมาเป็นผัวมัน”

“พ่ออย่าได้เสียใจ ข้าไม่มีกรรมอันใดจะอโหสิต่อพ่อเพราะพ่อไม่ได้สร้างกรรมอันใดต่อข้า พ่อหลับตาตายเถิด นึกหาคุณพระเจ้าพระธรรม พ่อลับไปแล้ว ข้าจะปกห่มดูแลมัน บ่ละบ่ขว้าง อันนี้คือคือปากคำข้าที่ให้ไว้กับพ่อ ข้าหนานสิงห์ ผู้ปากญำคำหนัก”

นึกถึงถ้อยคำสั่งเสียของพ่อเมียผู้มีอุปการคุณอันมากแทบเทียบเท่าพ่อเกิดแม่เกิดแห่งตน พ่อเมียเป็นพ่อออกหรือเจ้าศรัทธาเมื่อตนจะเข้าพิธีอุปสมบท พ่อเมียชื่อพ่อหนานมอย ไม่ใช่ผู้มั่งมีอย่างพ่อกำนัน เรียกว่ามีอันจะกินก็พอได้ แต่พ่อแม่ตนขัดสนเงินทอง พ่อไปขอพ่อหนานมอยรับเป็นเจ้าภาพใหญ่ในงานอุปสมบทของตน สิ้นเปลืองเงินทองไปหลายร้อย ถึงคราวพ่อหนานอับจนสิ้นหนทางเพราะบัวถาท้องแล้ว แกมาขอตนสึกออกไปกู้หน้าเป็นผัวลูกสาว คิดอยู่หลายวันเหมือนกันก่อนตัดสินใจ คิดว่ากู้หน้าพ่อหนานสักปีสองปีก็คงร้างหน่ายกันไปเอง ถึงจะเป็นแม่ร้าง แต่บัวถาเป็นคนงาม คงหาผัวใหม่ได้ไม่ยาก ส่วนตนก็คงเข้าผ้าเหลืองอีกครั้ง นับหนึ่งใหม่ แต่อยู่ไป ๆ มันไม่เป็นตามนั้น อยู่กินกันมาเกือบสามสิบปีจนมีหลาน

ไก่เริ่มขันตั้ง (1) เสียงดังซะซ้าว เคลิ้มหลับไปอีกหน แต่พลันกลับสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเมียหวีดร้องออกมา

 

ใกล้รุ่ง เสียงร้องกว้ากๆ แหลมเล็กดังผ่านหัว  ดังอยู่สูงบนฟ้า ไม่ใช่เสียงบ่างผีบ่างแบ้วตัวใดทั้งสิ้น บ่างเป็นสัตว์ร่อนจากยอดไม้ลงสู่พื้น ไม่ใช่สัตว์บินบนหนหาว นึกไม่ออกว่าเป็นนกอะไรถึงได้โบกบินผิดเมื่อผิดกาล ไม่ใช่นกแสก นกแสกจะแถกเสียงสั้นๆ หางเสียงไม่ลากยาวอย่างนี้

มีเสียงลมล่อง  เสียงใบไม้ส่ายไหว ลมเลาะเข้าหุบห้วยเสียงดังหวืดหวือ  ไฟกองใหญ่ยังไม่มอดดับโดยง่าย สองคนชายอ่อนน้อยกลับเข้านอนเคียงกันในซอกนอนก้นผาสุมเส้า หันหัวเข้าใน ชี้เท้าออกนอก ความยาวของลำตัวไล่เลี่ยกัน แต่ความหนาของร่างกายผิดกันไปบ้าง คนผอมบางกว่ามีเพียงผ้าฝ้ายห่มตัว คนอวบกว่ามีผ้าร่มบุนวมอันของเหลือใช้สมัยสงครามญี่ปุ่นตกทอดมาในตลาดมืด พ่อของเขาเป็นกำนัน ฐานะการเงินมั่งคั่งร่ำรวยเข้าขั้นเศรษฐีคนหนึ่งของตำบล พ่อของเขาได้ข้าวของสมัยสงครามมาครอบครองหลายอย่าง ทั้งรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ลงมาถึงผ้าห่มที่เป็นผ้าร่มบุนวมผืนนี้

หนาวนัก

อากาศยามใกล้รุ่งหนาวยะเยือก หนาวไปถึงตับถึงไต ขนาดมีเสื้อหนากางเกงหนาแบบผ้าห่มบุนวมยังรู้สึกหนาว เพื่อนผู้ต่ำต้อยมีแต่เสื้อผ้าฝ่ายทอเองเย็บเองกับผ้าผวยพื้นเมืองคงหนาวกว่า

องอาจเลิกผ้าห่มของตัวเองไปคลุมร่างเพื่อน เขาเข้านอนในร่มผาสูงก่อน เพื่อนคงเพิ่งเข้านอนไม่นานนี่เอง   อาจเห็นว่าไม่มีอะไร หรืออาจคิดว่าไม่นานก็สว่าง  ไม่ต้องเติมฟืนไฟก็ไม่ดับ  จึงไม่ปลุกเขา

ขยับลงทางปลายนอน เขี่ยฟืนเข้ารวมกันในกองไฟ  เอาเกือกหนังหุ้มข้อเปียกฝนปนโคลนมาผึ่งไฟเพื่อไล่ไอน้ำให้เหือดสนิท  ฝนตกปลายเดือนห้าดูแปลกๆ แต่ตนไม่มีประสบการณ์โชกโชนในป่าใหญ่ไพรลึกจึงไม่ติดใจสงสัยอันใด

สามคืนผ่านไปแล้ว  ปัญหาเรื่องอีแหวนบ้านปางไม้แดงคงระงับหับหายไปแล้ว กลับไปนอนค้างเรือนพ่อหลวงบ้านห้วยห้อมสักคืนสองคืนก็ท่าจะดี ติดใจลักยิ้มข้างแก้มของบ้วผาย

แน่นตุงเลยเชียว แค่คิดเท่านั้นเอง

จุดบุหรี่สูบ  เอามือสางกัน บิดแขนหันฝ่ามือออกนอกแล้วดันออกไปข้างหน้า  บิดเบี้ยวเอี้ยวตัว กระดูกลั่นกรุบกรับ เลือดลมคึกคักที่แล่นไหลมาคับท้องค่อยผ่อนคลายลง  มีใจอยากกินโอวัลตินไข่ลวก หากอยู่ที่บ้านยุ่งยากก็เพียงเดินเข้าไปในเรือนไฟ แม่จัดการไว้พร้อมทุกอย่าง  แม่รักกูเสมอแก้วแก่นตา กูว่ากูรักแม่ยังน้อยเกินไป  แต่จะให้กูตามใจแม่ทุกอย่างก็อึดอัด

ยังหัวรุ่ง ไก่ยังไม่หยุดขัน เลือนราง รำไร มีกลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายกลิ่นแป้งร่ำอมรา หรือว่าแป้งน้ำบาหยันอันใดอันหนึ่งชวนนึกถึงแก้มสาวเคยจูบเคยดม มองออกไปก็เห็นนางผู้หนึ่งย่างเยื้องเอื้องไหว อกไกวก้นแกว่งเข้ามา

“บ้วผาย”

“ข้าเอง พ่อใช้ข้าให้มาตามพี่”

“มี่เรื่องใดกา?”

“เร็วเถิดพี่ เร็วพลันบัดนี้ พ่อร้อนใจนัก”

บ้วผายกวักมือเรียก ลุกตามเหมือนโดนดูด เดินออกไปหา ลืมข้อห้ามคำกำชับของเพื่อน หอมกลิ่นแป้งร่ำหรือแป้งน้ำอันใดไม่รู้ดูรุนแรงขึ้น หอมมาจากสาวห้วยห้อมผู้มีลักยิ้มพิมพ์ใจนี่เอง

“เดี๋ยวก่อนบ้วผาย พี่ลืมปืน”

“บ่เป็นหยัง  เร่งไปพลันบัดนี้  โอ้เอ้อืดอาดจะชวดช้าเสียการ”

สาวชาวป่าเอื้อมมือมากุมมือเขา ยุกเย้าเซ้าซี้ ขยี้ขยิกหยอกเอินแกมยวนยั่ว  บ้วผายเอานิ้วเกากลางอุ้งมือเขา หนุ่มเจ้าสำราญแต่เรื้อร้างนางนอนมานานครางออกปาก ทนไม่ไหว ระงับหับห้ามไม่อยู่แล้ว

“บัวผาย..”

“นอนกับข้าเถิดพี่ พี่อยากนอนกับข้า…ไม่ใช่หรือ”

รั้งมากอด จูบฟอดๆ สองแก้มซ้ายขวา บ้วผายโอนเอนอ่อนไหว ลูกพ่อกำนันกดร่างลูกสาวพ่อหลวงนอนลงกับพื้น

“อะหยังสู เป็นอะหยัง บัวถา”

กอดเมียไว้ บัวถาผวามาซุก เนื้อตัวสั่นเทา อยู่กินกันมาซาวแปดปี หากเป็นยามดี เมียไม่เคยกอดผัวเลย แต่ยามนี้ไม่ใช่ยามดีแน่ ต้องเป็นยามร้าย  บัวถาขาดไร้ที่พึ่ง ไม่มีผู้ใดให้พึ่ง จึงผวาเข้ามากอดผัว

เมียยังตัวสั่นๆ เหมือนแมวน้อยยามหนาวแล้วเข้าซุกผ้าห่มร่วมกันคน มีเสียงกุกๆ กักๆ เสียงลูกสาวทักถาม

“อะหยังพ่อ แม่เป็นอะหยัง”

”บ่เป็นหยัง” ชายผู้ได้ชื่อว่าปากญำคำหนักตอบลูกสาว ตบหลังเมียเบาๆ “แม่เอ็งฝันร้าย กลับไปนอนกันเทอะ”

เสียงฝีเท้าย่ำกระดานข็อบแข็บๆ ห่างไป มีเสียงถากเสี้ยนฟืน ลูกสาวคงเข้าครัวก่อไฟนึ่งข้าวโดยไม่นอนต่อ เมียผู้มีกรรมอันมากผละห่างออกไป

“ข้าฝันถึงมันอีกแล้วสู  มันมายืนอยู่ข่วงบ้าน เรียกข้าลงไปนอน”

ชายผู้ไม่เต็มใจจะละผ้าเหลืองทอดถอนใจยาวๆ

“ยันต์เก้าปล้อง สูเอาไปไว้ไหนเสีย”

“ข้าลืม”

“ลืมทุกที อย่าลืม พ่อสูสั่งไว้ ยันต์เก้าปล้องต้องติดตัวอยู่ตลอดเวลา”

 

เย็นเยียบเฉียบชื้น  หนาวเหมือนหนาวเดือนสี่  ไม่ใช่ปลายเดือนห้าต่อเข้าเดือนหกจะตกหน้าร้อน บิดตัวยืดยาดแล้วลืมตาลุกนั่ง ผ้าห่มเป็นนวมยัดในผ้าร่มของเพื่อนหลุดลงจากร่าง  เพื่อนเดียวเสี่ยวฮักคงตื่นก่อน ซ้อนผ้าให้เขาแล้วลุกออกไป ซาบซึ้งในน้ำใจเพื่อน เพื่อนดีต่อตนจนไม่มีคำพูดจะบรรยายได้

“องอาจ”

เรียกหาเพื่อน ไม่เห็น อาจออกไปปลดหนักปลดเบา  มองข้ามไฟออกไปข้างนอกแล้วใจหายวาบ

“ไอ้เสี่ยว”

ตะโกนเรียก แต่เพื่อนเหมือนไม่ได้ยิน มันทำกิริยาอาการอันอุจาดลามก ทำก้นกระดกๆ คร่อมขอนไม้ขนาดเสาเรือน มือมันก็เลี้ยวลอดกอดกุม ทำเสียงงุมๆ งำๆ สูดปากสูดคอ

เกือกหนังควายวางไว้ปลายเท้า แต่ไม่ทันได้ใส่ก็พุ่งพรวดออกไป    เหนี่ยวหัวไหล่ทั้งสองของเพื่อนขึ้นมา

“ไอ้เสี่ยว เร็วพลันบัดนี้ เข้าสู่ไฟกับกู”

ทั้งฉุดทั้งลากเข้าสู่ผาสุมเส้า ไม่ดุด่าว่ากล่าวอันใดทั้งสิ้น กดไหล่เพื่อนนั่งลงใกล้ไฟ มองออกไปยังด้านนอก มืดดำคล้ำเข้ม เลยลานโล่งออกไปเหมือนมีผีสางซุ่มซ่อนเป็นสิบ

“ดงหลวงแรงนัก”

“กู…”

คนโดนผีกุมเหลียวไปเหลียวมาแล้วลุกไปเอาเหล้าเลือดค่างมากรอกปาก เหล้าร้อนแรงลงคอ ลำไส้คดเคี้ยวอย่างไรก็เหมือนจะรู้หมด

“มึงเห็นหมดใช่ไหม อุ่นแสง”

“อือ”

“กูอาย”

“ไม่ต้องอาย อยู่ในบ้านกูอาจเป็นเสี่ยวมึง แต่อยู่ในป่า กูเป็นพี่เป็นอ้ายของมึง บอกมา มึงออกไปเด้าขอนกระเดิบๆ ได้อย่างใด”

“บ้วผายมาหากู มีกลิ่นหอมมาก่อน คล้ายแป้งร่ำอมรา คล้ายแป้งน้ำบาหยันอะไรสักอย่างติดคางติดแก้มอีนางกูนอน กูออกไป บัวผายเกากลางอุ้งมือกู กูทนไม่ไหว ฉุดมือลง บ้วผายก็นอนลงให้กู”

“มีกลิ่นหอมมาก่อนหรือ คล้ายแป้ง  คล้ายน้ำอบน้ำหอมมาก่อนหรือ”

“ใช่”

“ว่านนางกลาย!”

“ว่านนางกลาย? ว่านนางกลายคืออะไรเสี่ยว”

“กี่โมงกี่ยามแล้วะ ไอ้ลูกคนรวย”

ลูกคนรวยพลิกข้อมือ เลิกปลายเสื้อ นาฬิกาเรือนโก้ยังมีไอน้ำเกาะอยู่บ้าง

“ตีห้ากว่า”

“ไม่นานก็สว่าง ไม่มีอะไรแล้ว”

“แล้วว่านนางกลายมันเป็นอะหยัง หัวว่านหัวยา ของขลังของศักดิ์สิทธิ์ใด กูใคร่รู้”

“ยังไม่สว่าง พูดถึงมันยังไม่ได้ ฤทธิ์แรงแข็งกล้าของมันยังไม่เสื่อม”

ปวดท้อง จะลุกออกไปขับถ่ายก็ยังหวาดหวั่นพรั่นไหว  จะให้เพื่อนไปส่งก็อาย นึกถึงบ้าน สะดวกสบายทุกอย่าง ไม่มีผีสางนางกุม แต่นางนอนเล่นคนนี้กวนใจเหลือเกิน ทองบาทเดียวเทียบกับที่ข้าได้นอนมันไม่แพง ให้มันไปเถอะแม่

“บางทีนะเสี่ยว บางทีเท่านั้น กูอาจให้พ่อขอคำแก้วมาขึ้นเรือนรู้แล้วรู้รอด  มึงอย่าว่าอันใดแก่กูเลย”

“กูก็บอกมึงแล้ว แต่มึงไม่เชื่อคำกู  เอาคำแก้วขึ้นเรือนเสีย เป็นผัวเป็นเมียออกหน้าออกตา จะยืดไม่ยืดค่อยไปว่ากันอีกทีภายหน้า ไม่แน่นัก คำแก้วอาจรักมึงขึ้นมาก็ได้ ภายหน้า”

“แล้วมึงล่ะ เสี่ยว”

“กูเอง ไปภายหน้าอาจเลิกรักคำแก้วก็ได้  ของมันไม่แน่ไม่นอนอันใดสักอย่าง กูอาจพบรักใหม่ ตัดใจจากรักเก่า หรืออาจไม่พบรักใหม่ ยังรักคนเก่าก็เป็นได้ทั้งนั้น อย่าห่วงกู ไม่ใช่เรื่องควรห่วง…ก็ดีเหมือนกันกูว่า…”

ก้มหน้า ถอนใจยาวๆ เอาไม้เขี่ยถ่านเขี่ยเถ้าไม่มีความหมาย ว่ากล่าวทั้งที่ยังไม่เงยหน้าขึ้นมา

“…คำแก้วขึ้นอยู่เรือนหลวง  คำผุยใหญ่เติบเสิบกล้า กูอาจเข้าผ้าเหลืองอีกหน เข้าป่าเข้าดง  เป็นพระธุดงค์เมตตาภาวนา ไต่ตามถามหาพ่อกู กูคิดไว้หลายอย่าง แต่กาลภายหน้ากูไม่รู้ แล้วแต่บุญบาปจะพาเป็นเทอะ กูเหนื่อย กูหน่าย บางทีกูก็อยากตายไปเอากำเนิดใหม่ รีบตายเร็วพลันแต่เมื่อบาปไม่พอกพันหนาทึบกว่านี้ ติดแต่แม่กูน้องกู”

“มึงว่าจนกูอาย”

“กูไม่ได้ด่าได้ว่ามึงสักคำ อายกูทำไม”

“ไม่ใช่อายมึง แต่กูอายตัวเอง”

 

เชิงอรรถ : 

(1) ไก่ขั้นตั้ง= เวลาราวตีสี่

Don`t copy text!