เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 21 : พรายบังตา

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 21 : พรายบังตา

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

……………………………………………………………….

-21-

 

ใกล้รุ่งมาแล้ว ดาวพระกราย (1) ขึ้นมาสุกใส แสงขาวแสงนวลนิ่งเย็นไม่กะพริบวิบวับ ชื่อว่าดาวพระกรายมีคำอธิบายว่าใกล้รุ่งแล้ว ได้เวลาที่พระจะกรายมารับข้าวบาตรแล้ว หลับชื่นตื่นตาก็ลุกมานึ่งข้าวเถิด อืดอาดเอาแต่นอน จะไม่ทันใส่ข้าวบาตรพระ

นางคำแสงลุกมาแล้ว ล้างหน้าสีฟันด้วยก้านไม้ข่อยทุบปลายพอยุ่ย เสียงน้ำตกใต้ถุนชานซ่าๆ คำผุยลุกมา  คำมูนกับอีหล้าลุกแล้วก็ลงเรือนไปตำข้าว ชาวดงม่วงฝ้ายหลายหลวงยังตำข้าวกินเอง แต่ที่เอาข้าวไปสีก็มากเหมือนกัน โรงสีมีอยู่ที่สันป่าเลียง หากจะสีก็ต้องหาบข้าวข้ามทุ่งไปสี ที่มีรถถีบก็เอาต่างรถล่องไปตามทาง แต่คนเรือนนี้ยังตำกินเพราะสะดวกดีกว่าสีกิน

ใกล้ตื่นนางฝัน ฝันไม่ดีเลย สังหรณ์ว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงกับไอ้อ้าย

เข้าครัวไฟไปก่อไฟนึ่งข้าว คำผุยไปดูหล้วงตุ่น (2) ที่มันใส่ไว้ทุ่งนาหลังบ้าน ไม่ใช่นาที่ลูกชายของนางช่วยกันทำ  เป็นนาผู้อื่นทำ   แต่ก็ยังเป็นนาของพ่อกำนันอยู่นั่นเอง  ท่านมั่งมี ร่ำรวยมาแต่โคตร โคตรทางแม่เป็นพ่อค้างัวต่าง  ท่านหาบบุญมาเกิด ชาติก่อนคงสร้างวิหารหรือก่อเจดีย์ กุศลผลบุญมีมาก ทรัพย์สินจึงมากมายดั่งทรายไหลน้ำ

อิจฉาท่านไหม ไม่อิจฉาเลย

ยอมือสาธุ ชื่นชมบุญท่าน  ในส่วนตัวนาง น้อยอกหมองใจในวาสนาอาภัพไหม  ใหม่ๆ ก็มี สองสามปีแรกที่ผัวห่างหายก็มีมาก ทุกข์มาก เสียน้ำตามาก   แต่สองสามปีมานี้นางปลงวางได้มากขึ้น   มันหลืด มันจืดชืดเฉื่อยชา ทุกวันนี้ก็อยู่ไปเพื่อลูกเท่านั้น  จะกลับมาก็ดี ไม่กลับมาก็แล้วไป   พี่กลับมาข้าก็ยินดีรับเป็นผัว  พี่ไม่กลับมา ข้าก็ไม่คิดจะมีผัวใหม่เลย

ความรักของข้า

ข้ามอบให้พี่ไปหมดแล้ว

ไม่มีรักใหม่มอบให้ใครอีกแล้ว

“ได้ไหม คำผุย”

“บ่ได้”

ไม่ว่ากล่าวอะไร ไม่ตำหนิติเตียน ไม่เปรียบเทียบเปรียบเปรยมันว่าอ่อนด้อยกว่าพี่ชายมันนัก บิข้าวเย็นค้างคืนมาแต่ค่ำวานกลบปากไหข้าวแล้วเอาฝาชีไม้ไผ่สานครอบไว้

นึกถึงความฝัน นางฝันว่าหมูใหญ่โถมใส่มัน ขวิดมันด้วยเขี้ยวจนตัวลอยพ้นพื้น

 

“กูถามจริงๆ นะเสี่ยว เมื่อมึงเฝ้าไฟคนเดียว ผีไม่หลอกมึงเลยหรือ”

“ถามจริงกูก็จะตอบจริง ผีไม่หลอกกูเลย”

“แต่กูโดนซ้ำสองในคืนเดียว”

“กูกับมึงไม่เหมือนกัน กูมันลูกคนทุกข์ แต่มึงมันลูกคนรวย”

“ลูกคนทุกข์ผีไม่หลอกหรือวะ”

“ก็หลอก  แต่กูหลืด แรกเมื่อเข้าป่าคนเดียว ผีหลอกกูสารพัด บางทีนะมึง มันมาเขย่าห้างจนกูจะตกห้าง บางทีก็แปลงตัวเป็นสาวนางอ่อนน้อยมาจ๊อยมาซอขอขึ้นร่วมห้าง บางทีก็เป็นคำแก้วมากวักมือเรียก แต่กูไม่ลงไป”

“บัวผายก็มากวักมือเรียกกู ว่านนางกลายหรือเสี่ยว มันกลายเป็นบัวผายมาลวงกูใช่ไหม”

“ใช่แล้ว อันนั้นละว่านนางกลาย ตากูว่าตุ๊พระนโมตนหนุ่มที่ออกธุดงค์คนเดียวโดนมานักต่อนักแล้ว บางตนก็บ้าเสียสติไปเลยเพราะว่านนางกลาย มันจะกลายเป็นนางที่อยู่ในจิตในใจเรานั่นแหละ ว่านนางกลายจะร้ายจะแรงก็เมื่อกลางคืนเท่านั้น โดยเฉพาะคือคืนแรมแก่ใกล้วันเดือนดับ ยามกลางวันมันไม่มีพิษฤทธิ์ร้ายอะไร อันนี้คือว่านนางกลายที่กูรู้มา”

“มึงมีดีอันใดบดบังกั้งก่า มึงถอดพระเกศาครูบาให้กูห้อยคอ แต่ผียังหลอกกู ไม่หลอกมึง”

หนุ่มผอมกว่า บางกว่าสีหน้าซีดจางกว่าถอนใจยาวๆ เอายาสูบมาเกลี่ยใส่ใบตอง คลึงเป็นมวนแล้วจุดสูบ

“ไม่รู้จะพูดอย่างไรให้มึงเข้าใจ กูมันคนทุกข์  คนทุกข์มักข่ามคืออดทนอดกลั้นอะไรๆ ได้มาก แต่คนรวยมักไม่ข่าม คือทนทานอะไรๆ ได้น้อย มึงไม่รู้ กว่ากูจะข่ามได้ถึงขนาดนี้กูเจออะไรมาบ้าง สารพัดเลยเสี่ยว ค่ำคืนมึงนอนเรือนเป็นสุข แต่กูหลับนกหลับหนูอยู่คนเดียวกลางป่า ไข้ขึ้นมากูหนาวสั่นดกๆ จนห้างสะเทือน  เกิดมาปีเดียวกัน มึงนอนนางไม่นับครั้ง แต่กูไม่เคยนอนนางสักครั้ง ไปไหนมาไหนมึงขี่รถเครื่องรถยนต์ แต่กูย่ำฝุ่นย่ำดิน มึงมีพ่อมีแม่พร้อมแต่กูขาดพ่อ กูกับมึงแตกต่างกันนัก กูข่ามเพราะกูเป็นอย่างนี้  แต่มึงไม่ข่ามเพราะมึงเป็นอย่างนั้น”

“ถ้ากูเป็นลูกคนทุกข์  กูจะข่ามได้อย่างมึงไหม”

“อย่าเป็นเลยคนทุกข์ หนทางคนทุกข์มันเทียวยาก” แบมือไปหาเพื่อน “เอาพระพ่อกูคืนมา”

องอาจล้วงเข้าในคอเสื้อแล้วกลับชะงักมือ

“ถึงสันป่าเลียงก่อนค่อยคืน”

เจ้าของพระเกศาครูบาไม่ว่าอะไร  มองไปทางตีนฟ้าเบื้องตะวันออก รำไรขึ้นมาแล้ว เรื่อแรงแสงรุ่งแทงสอดลอดลง พฤกษ์ไพรระหงคล้ายคนเพิ่งตื่น ส่ายกิ่งส่ายก้านคล้ายคนสะบัดแขนขา   ชวนเพื่อนออกไปขับถ่ายแล้วเลยส่องไก่ ใกล้รุ่งไก่มักตาฟาง มันไม่กล้าลงคอนเพราะกลัวอีเห็นหรือเสือแผ้วแมวป่าซุ่มอยู่บนพื้นจะคอยตะครุบมัน ต่อเมื่อแจ่มแจ้งแสงใส มันค่อยลงคอน

“กูยิงนะเสี่ยว มึงส่องไฟให้กูอย่างเดียว”

“ใกล้รุ่งไก่ตาฟางแต่หูมันไม่หนวก ระวังกิ่งไม้บนพื้น อย่าย่ำแรง กิ่งไม้หักเผาะเดียวมันบินพรูบินพรายคนละทิศละทาง”

เอาเกือกหนังหุ้มข้อมาใส่ ก็ยังชื้นๆ อยู่ บุหรี่เหลืออยู่สักครึ่งซองเท่านั้น  ไม่เป็นไร แค่ไหนก็แค่นั้น ยาสูบไอ้แสงยังพอมี

ละจากผาสุมเส้า เดาทางโดยเอาดวงตะวันเป็นตัวกำหนดว่านั่นคือทิศตะวันออก  ดงหลวงอยู่ทางเหนือ บ้านห้วยห้อมอยู่ทางใต้ น้ำห้วยห้อมไหลล่องใต้ไปสู่หมู่บ้าน ล่องตามลำห้วย จะไปถึงบ้านห้วยห้อมแน่นอน

ลำห้วยน่าจะอยู่ทางซ้ายมือ จำได้ว่าตั้งแต่เมื่อวานตนกับเพื่อนไม่ได้เปลี่ยนแนว  มุ่งหน้าเข้าหาแนวห้วย แต่ว่าตอนฝนตกหนักฟ้ามืดฟ้าดำ อาจหลงทิศหลงหน แทนที่จะมุ่งเข้าหา อาจกลายเป็นว่าหันหลังให้ เตลิดกันไปไม่รู้ซ้ายรู้ขวา จับพลัดจับผลูพบผาสุมเส้าเลยเซานอนก่อน  ตอนนี้แดดดีฟ้าใส รู้ใต้รู้เหนือไม่ผิดพลาด แต่ยังหาแนวห้วยไม่พบ

เหมือนเจ้าผีใหญ่เจ้าพรายหลวงท่านบังตาไว้

เหมือนตกขึด

ตกขึดตกขวงมีสองอย่าง  คำครูสั่งสอนสืบกันมาอย่างนั้น  ขึดบ้าน หมายถึงการทำผิดในบ้าน กับขึดป่าหมายถึงการทำผิดในป่า ความผิดมีหลายสถาน เยี่ยวลงห้วยก็ขึด อยู่บนห้างแล้วเยี่ยวลงดินก็ขึด ไปตักน้ำห้วย เอาหม้อแกงจ้วงน้ำก็ขึด กินน้ำห้วย ไม่เด็ดใบตองมาวักดื่ม แต่วักด้วยมือก็ขึด ถึงมื้อข้าว ไม่ใส่ข้าวแก่เจ้าที่เจ้าแดนก็ขึด

ขึดป่าจำแนกเป็นหนักเบาแตกต่างกันไป ขึดเล็กน้อยโทษไม่ร้ายแรง แต่ขึดหนักหน่วงโทษก็รุนแรง หากแก้ไม่ตกก็อาจถึงตาย อย่างชายหญิงเข้าป่าแล้วไม่งดเว้นเมถุนกรรม ท่านว่าผิดร้ายแรงถึงตาย

แต่ตนกับเสี่ยวทำผิดอะไรหรือ

แหงนหน้ามองบน ป่าดูดิบ ดงดูทึบ เหมือนไม่ใช่ถิ่นแถวแนวเดิมที่ยิงกระจงแล้วปลงพักริมห้วยเล็กสายนั้น เหมือนว่าฉับพลันทันทีที่ฝนซัดโครมป่าก็เปลี่ยนปุบปับไปเลย  ต้นไม้แปลกๆ ไม่เคยพบเคยเห็นกลับมีให้เห็น ต้นใหญ่เปลือกขาวออกเทาหม่นดูคล้ายต้นน่องที่ยางเป็นพิษ แต่เอามีดถากเปลือกดู ยางน่องต้องเป็นสีขาวขุ่น แต่ต้นนี้กลับยางคล้ำออกไปทางดำ

หมู่ไม้แปลกตา นกกาก็แปลกๆ  ขนขาวหางยาวเป็นพวงเหมือนหางกระรอก บางอย่างมีหงอนเหมือนมันเอาหงอนนกยูงมาเสียบ  บนพื้นดินมีเห็ดขอนเห็ดดินสะพรึบสะพรั่ง  เป็นไปได้หรือ ฝนตกห่าเดียว เห็ดจะงอกออกครืดๆ ในพริบตา

ตกขึด (3) แน่แล้ว

หรือไม่ก็ต้องอาถรรพณ์ (4) ต้องคำสาปคำแช่งของเจ้าป่าอารักษ์

หรือไม่ ที่เป็นไปได้มากที่สุด ก็คือข้ามเครือเขาหลงเข้ามากันเสียแล้ว

ใจเย็น ใจดีไว้ก่อน ครูสอนว่าหลงป่าอย่าร้อนรุ่ม อย่ากังวลเกินเหตุ ค่อยคิดหาหนทางแก้ไข หากหาสาเหตุไม่พบ แก้ไม่ถูกจุด มันจะไปกันใหญ่

คนหากินกับป่ายังใจเย็นอยู่ แต่คนเข้าป่าแสวงหาความตื่นเต้นเริ่มหงุดหงิดฉุนเฉียว บ่นด่าโทษฟ้าโทษฝน

“กูเคยหลงป่าขุนห้วยแม่แลบสามวันสามคืน  มีไข้ด้วย แต่กูก็ออกมาจนได้”

ล่อเพื่อน  เบี่ยงเบนความสนใจ ได้ผล คนล่ำหนาแต่เตี้ยกว่าเล็กน้อยเร่งเท้าขึ้นมา

“สามวันสามคืนเลยหรือ หากเป็นกู กูอาจเป็นบ้าไปแล้ว”

“ข้อสำคัญเวลาหลงป่า สติต้องดี ยิ่งร้อนใจก็จะยิ่งหลง หลงอะไรก็ไม่ร้ายเท่าใจหลง  เหมือนเราสาวฝ้ายนะเสี่ยว มึงเคยสาวฝ้ายไหม ต่อมฝ้ายยุ่งๆ สับสน บางทีแม่กูก็โยนมาให้กูสาว ใจเย็นๆ ใจยาวๆ อย่ารีบร้อน สาวยังไม่ออกก็พักก่อน กูเองตอนหลงป่าขุนห้วยแม่แลบก็ร้อนรุ่มกลุ้มใจเหมือนมึงนี่แหละ ข้าวสารก็หมด พริกเกลืออันใดก็หมด ดินปืนก็ชื้น ลูกปืนก็ร่อยหรอ เก้งกวางมาล่อไม่มีปัญญาฆ่ามัน ไข้ก็ขึ้น ผีก็หลอก ค่ำคืนกูไม่กล้านอนดิน ขึ้นนอนบนปลายไม้ เอาผ้าขาวม้ามัดตัวติดกิ่ง สารพัดละมึง หมาในเป็นฝูงมาเห่ามาหอนฮิๆ แวดวนต้นไม้ หมีตัวใหญ่ตะกุยตะกายเหมือนจะขึ้นมาตะปบ ต้องใจแข็ง อดทน วู่วามไม่ได้  พระเจ้าร้อยแปดพระองค์ กูท่องออกมาได้หมด”

“พระเจ้ามีถึงร้อยแปดพระองค์หรือเสี่ยว ทำไมมากมายถึงขนาดนั้น”

“ตากูว่ามีมากกว่านั้นด้วยซ้ำ มากมายดั่งทรายไหลน้ำ คำว่าพระเจ้าร้อยแปดเป็นคำรวมๆ เท่านั้น มึงอยากรู้ไหม กูจะท่องให้ฟัง”

“พระเจ้าพระธรรมเอาไว้ก่อน ผีหลอกมึงบนห้าง มันหลอกอย่างใด ห้อยหัวลงมา แลบลิ้นยาวเป็นวามาเลียแก้มเหมือนที่กูโดนไหม”

“มันแต่งแปลงเป็นอีนางช่างฟ้อน มาเป็นหมู่เลยมึง เข้าแถวฟ้อนเล็บเหมือนแห่ครัวทาน ป่าดิบป่าดำขนาดนั้นจะมีสาวช่างฟ้อนได้อย่างใด ฆ้องกลองฉิ่งฉาบมีหมด กูได้แต่ตาค้างเอาหนังตาลงไม่ได้ พอมันใกล้เข้ามา หน้าสาวช่างฟ้อนกลายเป็นหน้าผี เสื้อผ้าอันงามกลายเป็นผ้าเน่าเก่าเหม็น  มันกลุ้มรุมเข้ามาเหมือนจะฉีกทึ้งกู  พระเกศาครูบานี่ละคุ้มครองกู  พูดแล้วยังขนลุก…”ถลกแขนเสื้อ ยื่นแขนให้เพื่อนดู “กูเห็นครูบาเจ้าศรีวิชัยมายืนขวางหน้ากูไว้ ผีหมู่นั้นจึงหายไป”

“แล้วมึงรู้ได้อย่างใดว่าเป็นครูบาเจ้าศรีวิชัย ไม่เป็นตนอื่น”

“ตนอื่นกูไม่รู้จักเลย รู้จักแต่ครูบาเจ้าศรีวิชัย พ่อกู ตากู เคารพนับถือยิ่งนัก กูไม่ได้เห็นหน้าท่านด้วยซ้ำ ท่านหันหลังให้กู หันหน้าไปทางหมู่ผี เหมือนท่านจะพูดจาว่ากล่าวกับมัน แล้วมันก็หายไป ครูบาก็หายไป”

“แล้วมึงออกมาได้อย่างใด”

“ไข้สร่าง กูตั้งสติใหม่ รำลึกนึกไป นึกได้ว่ากูจับพลัดจับผลูจู่ลู่ล่วงเกินท่าน  กูตามรอยเก้งเข้ามา มันโดนปืนกูแล้ว รอยเลือดหยดนำไปเป็นทาง  กูก็มุ่งแต่ตามรอย เก้งขนาดเต็มแบกเลยมึง กูมัวแต่จดจ่อรอยเก้ง เผื่อนึกได้ก็ล่วงแดนท่านแล้ว ฟ้ามืดฟ้าดำทันตา ฝนตกลงมาไม่ยั้ง ขังฝนอยู่นานแล้วก็เลยเข้าค่ำเข้าคืนไปอย่างนั้น อันนี้ละขึด มึงจำไว้ให้ดี เข้าป่า ฟ้าแจ้งอยู่ดีๆ มืดดำทันตา แก้ไม่ตกอาจถึงตาย กูนึกได้ก็เลยขอขมาคารวะท่าน บุญยังมีที่ท่านเมตตาละเว้น”

“ปู่กูก็ว่าไว้คล้ายๆ กัน สมัยเมื่อปู่กูยังไม่ได้กับย่า ปู่ตามหม่อนกูคือพ่อของย่าไปค้าเมืองมะละแหม่ง…”

“เดี๋ยวก่อนกูงง ปู่มึงคือพ่อของพ่อกำนันใช่ไหม”

“ใช่”

“แล้วหม่อนมึง ไม่ใช่พ่อของปู่มึงหรือ”

“หม่อนคือทวด หม่อนชายกูมีสองคนคือพ่อของปู่กับพ่อของย่า พ่อองปู่กูเป็นข้า…เป็นลูกน้องของพ่อของย่ากู มึงเข้าใจไหม”

“เข้าใจละ แล้วอย่างใดอีก ไปค้าเมืองมะละแหม่งแล้วเป็นอย่างใด”

“เหมือนว่าตกขึดตกขวงอะไรสักอย่าง อยู่ๆ ฟ้ามืดดำทันตา งัวต่างมัดติดหลักก็แตกตื่นเหมือนเสือจะเข้ามาขบคอมัน ฝนตกหนัก ปู่ว่าเหมือนมีมือเย็นๆ เย็นเหมือนลูกเห็บมาลูบก้นลูบกอยจะล้วงรูขี้เอาตับเอาไตออกมา หม่อนกูแก้ก็แก้ไม่ตก ผู้ใดแก้ก็ไม่ตก ปู่กูยังหนุ่มยังน้อยตอนนั้น ปู่อาสา ปู่เสกคาถาธนูมือใส่มือแล้วตบ ฟ้าแจ้งทันที”

“เล่าลือกันมานาน คาถาธนูมือปู่มึงแน่นัก เสียดาย มึงไม่ได้สืบมา”

“พ่อกูเอง…”

พูดไม่ทันจบก็แทบชนหลังมัน เพราะไอ้ลูกคนทุกข์หยุดกึก

“อะหยัง ไอ้เสี่ยว”

“หมู…ตัวนั้น!”

 

เชิงอรรถ : 

(1) หมายถึงดาวประกรายพรึกหรือดาวรุ่ง หรือดาวพระศุกร์

(2) หล้วงตุ่น= เครื่องมือดักตุ่น ทำจากกระบอกไม้ไผ่

(3) ตกขึด  เกิดจากการการกระทำของคน   หากไม่ทำผิดก็ไม่ตกขึด

(4) ต้องอาถรรพณ์ เกิดจากการบันดาลของอำนาจที่เหนือกว่าคน ถึงไม่ได้ทำผิด แต่หากท่านไม่พอใจ ก็บันดาลให้เกิดเหตุเภทภัยขึ้นได้

Don`t copy text!