เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 22 : หนานอินตา

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 22 : หนานอินตา

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

……………………………………………………………….

-22-

 

“เมื่อครั้งยังครองเพศเป็นพระอยู่นั้น พ่อหนานอินตา ได้ชื่อใหม่ตามลัทธิการบวชแบบพื้นเมืองว่าอินทจักโกภิกขุ เป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบผู้หนึ่ง ครูบาวัดดงกำในคราวครั้งนั้นหมายตาว่าพระหนุ่มผู้นี้จะเป็นผู้ขึ้นมาสืบทอดวัดวาพระศาสนาให้รุ่งเรืองไปภายหน้า แต่ว่าบุญผ้าเหลืองหมดลงเมื่ออายุได้สามสิบห้า พรรษาได้สิบห้า สึกออกมาแล้วได้เมียเป็นชาวดงม่วงฝ้าย กลับไปใช้ชื่อเดิมตามที่พ่อแม่ตั้งให้ว่าอินตา คนทั่วไปเรียกว่าหนานอินตา

หนานอินตามีชื่อเสียงเล่าลือมาแต่เมื่อเป็นพระว่าวิชาทำนายทายทักโดยใช้เบี้ยเจ็ดลูกของแกแม่นยำนัก เป็นวิชาเด่น หรือเป็นความรู้ที่ถนัดช่ำชอง ไม่ได้สืบทอดจากใคร แต่ได้ความรู้จากพับสาหรือสมุดข่อยโบราณที่มีในวัด หลวงปู่ครูบาท่านใดไม่รู้จัดจารคัดลอกไว้ สืบมาแต่ไหน คัดลอกไว้แต่เมื่อใดไม่ปรากฏ แต่ดูจากน้ำหมึกน้ำหมาย ลายมือที่ท่านผู้ล่วงลับทิ้งไว้ ภิกษุหนุ่มว่าไม่ใช่หมึกฝรั่ง อันที่เอาจุ่มหมึกแล้วเขียนก็ไม่ใช่ปากกา น่าจะเป็นก้านกูดที่เรียกกันว่ากูดปิด อาจมีอายุสักร้อยกว่าปีมาแล้ว แต่ครูบาเจ้าวัดท่านว่าวัดบ้านเฮาอายุบ่ถึงร้อยเทื่อ พับสาเล่มนี้เกิดขึ้นก่อนวัดบ้านเฮาด้วยซ้ำ ท่านอนุญาตให้ศึกษา อินทจักโกพระหนุ่มก็พากเพียรเรียนรู้เอาจนชำนาญ ใช้วิชาที่ได้แต่ในทางที่ตำรากำหนดไว้ คือทำนายแต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ทำนายในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ใช้ในทางโผดผาย คือบรรเทาทุกข์ร้อน ไม่ใช้เพื่ออามิสสินจ้างหรือหากินสะสมเงินทองสินทรัพย์ แล้วแต่เขาจะให้ ได้เป็นสร้อยเป็นแหวนสายแขนสายคอก็สะสมไว้ เอาถวายเป็นทานทะนุบำรุงวัดวาพระศาสนาบ้าง เก็บไว้กับตัวบ้าง เมื่อบุญผ้าเหลืองหมดตอนอายุสามสิบห้า ก็เอาเงินทองของเหลือเหล่านี้มาวางต่อหน้าพ่อแม่สาวว่าข้าเป็นหนาน อายุก็มากแล้ว ไร่นาก็ทำไม่เป็น แต่ข้ามีสิ่งทรัพย์เหล่านี้เป็นสิน จะให้ข้าเป็นเขยหรือไม่ พ่อแม่สาวก็ยินดี ต่อมาก็ค่อยแปรเป็นเงิน แล้วเปลี่ยนมาเป็นที่บ้านที่นา เลี้ยงลูกเมียมั่นคงสืบต่อมาจนมีหลานเหลน

สายๆ วันนั้นแดดแดงแสงกล้า พ่อหนานอินตากำลังชำระหยากไย่พันใยตามซอกตามมุมหิ้งพระ เมียแกยังพากเพียรถักร้อยลูกเดือยหินเป็นพวงๆ เอาไว้ตกแต่งประดับประดาผืนทุงที่จะถวายเป็นทานในงานปอยหลวงเดือนหน้า อยู่ๆ อีหล้าแสงคำลูกสาวคนเล็กก็ขึ้นเรือนมา

“ข้าฝันบ่ดี ฝันร้ายนักอีพ่อ ข้าใคร่ขอพ่อผายเบี้ยเจ็ดแก่นแก่ข้า”

“ฝันว่าอย่างใด”

“ข้าฝันเห็นหมูตัวใหญ่พุ่งเข้าใส่มัน หมูสะบัดปากขวับเดียว ไอ้อ้ายลอยพ้นพื้น  ท้องแตก ไส้ทะลัก”

“ฮึ่ย…”

แม่ของนางนั่งร้อยลูกเดือยหินไม่ไกล ทำท่าขนลุกขนพอง  แต่พ่อนางสงบเยือกเย็นกว่า ว่ากล่าวเนิบๆ

“เอ็งฝันยามใด”

“ใกล้ตื่น”

“อือ”

วางทางมะพร้าวที่มัดติดปลายไม้ ลุกไปล้างมือ แล้วกลับมาที่โถงเรือนอีกหน ยอมือไหว้ใส่หิ้งพระแล้วเอื้อมเอาพานไม้ไผ่ทาชาดลงมา เอาผ้าขาวสีคล้ำปูลงก่อน หยิบเบี้ยเจ็ดลูกมากุม สูดลมหายใจลึกๆ หลับตา อาราธนาคุณของครูบาอาจารย์ผู้ล่วงลับดับขันธ์แต่ทิ้งวิชาผายเบี้ยเจ็ดลูกไว้ให้ตนได้อาศัยสืบสร้างจนอยู่ดีมีสุข แล้วผายเบี้ยทั้งเจ็ดลงบนผ้าขาว

เบี้ยหงายสาม คว่ำสี่

“เป็นใด อีพ่อ ไอ้อ้ายจะเป็นใดหรือไม่”

“อือ…”

เอี้ยวตัว เปิดหีบไม้สักกว้างคืบเศษยาวศอกเศษ ในหีบมีทั้งลานก้อมและพับ หยิบพับที่บันทึกวิชาเบี้ยเจ็ดลูกเปิดหาคำทำนาย อ่านในใจก่อน สีหน้าคล้ายหนักอกหนักใจ แสงคำใจคอไม่ดี

“เป็นใด อีพ่อ”

“ผัวมึง…”ผู้พ่อเหมือนไม่อยากบอกคำทำนายต่อลูกสาว “เหมือนมันเอาลานก้อมพ่อไปนะ อีหล้า เห็นไหม”

“ผูกใด”

“ยาวบ่ถึงศอกดีนัก ไม้ประกบหน้าหลังเป็นลายผักกูด  กล่องใส่ลานติดแก้วอังวะ (1)

“ข้าเหมือนเคยเห็น นึกก่อน ใช่แล้ว พี่หนานเอาใส่ย่ามติดตัวมันไป”

“ในนั้นบอกวิธีถอดถอนอาถรรพณ์เครือเขาหลง”

“บ่ฮู้เหมือนกัน มันบ่บอกเล่าอันใดแก่ข้า ไอ้อ้ายล่ะ มัน…มันจะเป็นใดหรือไม่”

“เฮ้อ…”

ถอนใจเฮือกใหญ่ เหมือนไม่อยากให้ลูกรู้ผลของคำทำนาย

 

เลิกล้มความตั้งใจแล้ว  แต่จู่ๆ รอยหมูใหญ่ตัวนั้นก็ปรากฏให้เห็นอีก  รอยยังใหม่ กีบตีนที่กดไว้บนพื้นทรายยังไม่ทันแห้งดีด้วยซ้ำ เหมือนย่ำไว้สักสิบนาทีก่อนหน้านี่เอง

ลูกชายกำนันก้าวพรวดพราด แต่ลูกชายพ่อน้อยอุ่นเหนี่ยวหัวไหล่ไว้

“กูอยากเห็นตัว” คนโดนเหนี่ยวหัวไหล่หันหน้ามาหา “อาจทันในดงข้างหน้า”

“จงเชื่อกู กูชื่ออุ่นแสงลูกพ่อน้อยอุ่นแม่คำแสง   ครูกูชื่อว่าพ่อหนานเย็น… ปกาเสนโต… กูประกาศแล้วจุ่งฟังคำกู”

“อะไรวะ?”องอาจงุนงงต่อท่าทีของเพื่อน “พูดจาแปลกๆ ปกาเสนโต…ปากกาแสนตอ แปลว่าอะไรวะ”

“ปกาเสนโต…คือคำประกาศ กูประกาศแก่มึง กูใช่เพียงแค่เสี่ยวมึง แต่อยู่ในป่า กูคือพี่มึงอ้ายมึง มึงจงเชื่อฟังกู อันนั้นไม่ใช่แค่หมูหิน แต่เป็นหมูเจ้า”

“หมูเจ้า?…อีกแล้วหรือ”

“กูบอกมึงแล้ว หมูหินน่ากลัวแล้ว แต่หมูเจ้าน่ากลัวกว่าสิบเท่า  มันไม่ใช่หมูธรรมดา แต่เป็นหมูที่เจ้าที่เจ้าแดนท่านเลี้ยงไว้  หนักหนากว่านั้น กูว่าหมูตัวนี้อาจเป็นเจ้าผีใหญ่นายหลวงท่านแปลงตัวมาด้วยซ้ำ มึงไม่เห็นหรือ รอยตีนจ้ำไว้ใหญ่เท่ากีบตีนควาย รอยโคลนติดโคนสนก็สูงขนาดสีข้างควาย แล้วก็กล้วยต้นนั้น มึงเห็นไหม เหมือนใครฟันขาดในฉับเดียว”

“กูแค่อยากเห็น กูรับรอง กูไม่ยิง”

“อยากเห็นก็ไม่ได้ ไม่ใช่ของควรพบควรเห็น อย่ายุ่งเลยเสี่ยว กูหย้าน กูกลัว แรงกูน้อยนักหากเทียบกับท่าน ท่านแต่งมาล่อมาลวง มาทดสอบเรา มึงเองรับปากกูแล้ว สัจจะสัจจังต้องยึดถือให้เที่ยง  สองคืนผ่านไปแล้ว จงเชื่อคำกู ขืนตามไป ไม่ใช่กูตายก็มึงตาย หนักกว่านั้น อาจตายทั้งคู่”

สีหน้าแววตาของเพื่อนเป็นจริงเป็นจังนัก คำพูดคำจาว่ากล่าวก็ล้วนแต่คำหนักๆ ขลังๆ เป็นถ้อยคำบาลีใบลาน  อ้างพ่ออ้างแม่ อ้างถึงครูบาอาจารย์

เพื่อนเป็นศิษย์มีครู  แต่เพื่อนยังกลัว เขาเองไม่มีดีอะไรปกป้องคุ้มครองเลย มีเพียงลูกซองออโตกระบอกเดียว จะเที่ยวอวดเก่งอวดกล้าว่าป่าอยู่ใต้อำนาจกูก็คงเกินไปแล้ว

“ตกลงเสี่ยว ตามอาจตาย ไม่ตามไม่ตาย กูเลือกอย่างหลัง”

ข้าวจี่ข้าวหลามอันใดก็หมดไปแต่มื้อค่ำแล้ว  ไม่ทันได้ตัดไผ่ใส่ข้าวใส่น้ำเพิ่มเติมก็มืดค่ำเสียก่อน มื้อเช้ากินไก่ย่างกับมันหมกเหมือนไม่อยู่ท้อง ออกแรงมาก ขึ้นดอยลงดอยไม่รู้กี่ม่อนดอย ป่ายปีนหินผาสูงชัน  เก็บเอาหมากเกิ้มหมากกอกตามพื้นมาแทะปะทะปะทัง บางอย่างสุกแดงแสงใสเหมือนจะหวาน หากไม่รู้จักก็ไม่กล้ากินเพราะกลัวเบื่อ คือกินแล้วตาย

ป่าดูแปลกๆ สำนึกลึกๆ เตือนให้ระแวง

ในป่าลึกดึกดำมีอำนาจมืดดำบางอย่างแทรกซ้อนซ่อนอยู่ อาจอยู่ในรูปเห็ดเมา เผลอกินเข้าไปจะมึนเมาไม่รู้สึกตัว จะหลงละเมอเพ้อฝันเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นเจ้ากุมารตนบุญวิเศษมีธนูชัยดาบทิพย์ เหาะเหินเดินฟ้า

อาจอยู่ในรูปว่านนางกลาย หากได้กลิ่นจะเห็นสาวนางที่กลายร่างมาจากท่อนไม้หินผา หรือว่ากลายจากวอกค่างนางลิง จะคุมสติไม่อยู่ จะสมสู่เสพกามคุณกับนางกลายแล้วจะลืมพ่อลืมแม่ ลืมบ้านคนเมืองคน  เหมือนที่เพื่อนโดนก่อนรุ่งที่นอกผาสุมเส้า

อาจอยู่ในรูปเครือเขาหลง หากก้าวข้ามจะหลงไม่รู้วันรู้คืน หาทางกลับออกมาไม่ได้

“หลังเครือเขาหลง มีเมืองอันหนึ่ง เป็นเมืองมืดดำก่ำเส้า แสงธรรมพระเจ้าบ่เคยส่องถึง”

ว่ากล่าว คล้ายจะกล่าวลอยๆ ไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้เพื่อนฟัง แต่คนเตี้ยกว่า ล่ำกว่า เค้าหน้าเข้มคมคายกว่ากลับรอฟัง พอคนสูงกว่า บางกว่า เค้าหน้าจืดจางกว่าหยุดไปเฉยๆ จึงกระตุ้นให้เล่าต่อ ลูกนางคำแสงผัวหายถอนใจยาวๆ

“ตากูว่าพ่อกูเอง ไม่แน่นัก พ่อกูอาจข้ามเครือเขาหลงเข้าเมืองอันนั้นแล้วถูกเขาจับเอาไปเป็นข้าเป็นทาสทุบหินขนดิน…”

“เรา…”คนล่ำหนากว่าเหลียวมองไปมา “เราข้ามเครือเขาหลงแล้วหรือ”

“อือ…”

“หมายความว่าอย่างใด อือ…ของมึง ใช่ หรือไม่ใช่”

“ใช่ก็ตาม ไม่ใช่ก็ตาม ไม่แตกต่างกัน คนหากินกับป่าอย่างหมู่กูมีข้อยึดถืออันหนึ่งชื่อว่าอันควรแลบ่ควร  อันใดบ่ควรรู้ก็อย่ารู้ อันใดไม่ควรเห็นก็อย่าเห็น จะจริงจะเท็จบ่สำคัญ สำคัญแต่ว่าเรารู้ตัวเก่าของเราหรือไม่ เครือเขาหลงจะมีจริงหรือไม่ ไม่ใช่ข้อที่คนตัวน้อยตัวนิดอย่างเราจะพิสูจน์หมูหินตัวนั้นอาจไม่ใช่หมูเจ้าก็เป็นได้ อาจเป็นหมูผีแต่งแปลงมาล่อลวงเราเข้าเมืองเผตเมืองผี เมืองที่ว่ามีนางพญาเป็นใหญ่  พ่อกูเองอาจถูกหมูผีล่อ พ่อกูตามไปก็เลยติดอยู่ในเมืองอันนั้นไม่ได้ออกมา ขนาดพ่อกู…แปดปียังคืนมาไม่ได้ แล้วกูล่ะ เข้าไปติดอีกคน แม่กูน้องกู จะอยู่จะกินกันอย่างใด ไอ้คำผุยก็ยังไม่แก่กล้า แต่เอาเถิด…”ถอนใจยาวๆ ว่ากล่าวเต็มปากเต็มคำ “สัจจะกูมี พบรอยหมูกูไม่ละรอย มึงยืนยันอีกที จะตามหรือเลิกตาม”

“เลิก”

กูไหว้มึงเลย ไอ้เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก”

ยกมือขึ้นจบ เจ้าราชบุตรสุดสูงบนหลังช้างตกใจ แต่ระงับหับห้ามไม่ทัน

 

ท้องร้องออดๆ สอดส่ายสายตาหาตัวกินได้ นกหนูรู้จักเหมือนมุดเข้ารูดินไปหมด   พบขุยดินหย่อมหนึ่งไม่ไกลกอไผ่ คงเป็นขุยอ้น อ้นเป็นสัตว์อยู่รูโพรงใต้พื้นไม่ค่อยออกมาสู่แสงสว่าง แต่จะเอาตัวมันมาย่างอาจเสียเวลาขุดสักครึ่งวัน เสียมก็ไม่มี จอบก็ไม่มี แย้ยังดูง่ายกว่า พอจะขุดหาได้ด้วยปลายมีด แต่แถบถิ่นแถวนี้ไม่มีแย้อาศัย อาจไม่เหมาะแก่มัน

“มึงพักก่อนเสี่ยว เดี๋ยวกูหาอะไรให้กิน”

“จะถึงห้วยห้อมไหม ก่อนค่ำ”

“อาจถึง…ใกล้รุ่ง” กลัวเพื่อนจะเสียกำลังใจเลยรีบชักถ้อยคำเป็นอื่น  “แต่อาจถึงบ้านอื่นก่อน อาจเป็นบ้านปางไอ่ บ้านยางฮอมหรือบ้านอันใดสักอย่าง พ่อหลวงบอกไว้  ตามลำห้วยสายใหญ่มักมีบ้านคนตั้งอยู่  ลูกสาวเรือนอื่นอาจงามกว่าบัวผายด้วยซ้ำ กูว่า”

“บ้านไหนก็ได้ ไม่ใช่ห้วยห้อมก็ไม่เป็นไร  ขอแต่เป็นบ้านคนเถิด คับแคบขนาดไหนกูนอนได้ทั้งนั้น ไม่อยากนอนเถื่อนถ้ำรูดินอีกแล้ว  ไม่อยากเจอมันอีกเลย ไอ้เปรตผีไม่มีเพศพวกนั้น”

นึกถึงผีพวกนั้น ผีไม่มีขน หน้าเป็นลิงแต่ตัวเป็นคน พวกนี้ละกระมังที่เป็นเผตประจำดอยดงโหล่งเผต มันไม่ใช่แค่หลอกหลอน เหมือนมันพยายามจะจับตัวเขาให้ได้ รู้สึกอย่างนั้น

นั่งลงตรงก้อนหินปลายมนที่โผล่พ้นดินระเกะระกะ  ระแวดระวังดี ไม่ให้ส้นปืนกระทบหินอาจเกิดเป็นรอย ปลดสายสะพายปืนข้ามหัว  ติดข้องที่ปีกหมวก นึกรำคาญตัวเองที่ห่วงแต่ความหล่อความเท่

หงุดหงิด ร้อนรุ่มกังวล พยายามระงับหับห้ามไม่ให้พาลพาโลเอาแต่ใจเหมือนอยู่ที่บ้าน ลูกรักหล้าชายเดียวของแม่ แก้วแก่นตาแก่นใจของแม่สูดลมหายใจลึกๆ ระงับจิตใจเริ่มไหวเริ่มเฟือนให้สงบลง

เหมือนไม่ใช่แค่หลงป่า

เหมือนข้ามเครือเขาหลงเข้ามาเสียแล้ว

เครือเขาหลง…ไม่ค่อยรู้อะไรมากนัก  รับรู้มา เขาว่าเครือเขาหลงมีอยู่ในป่าลึกดึกดำ รูปร่างเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ชัด แต่เป็นสิ่งที่ชาวบ้านป่าเมืองดงทั่วไปหวาดกลัว  เชื่อกันว่าหากใครข้ามเครือเขาหลง จะหลงวนเวียนอยู่ในป่าหาทางออกไม่ได้

แต่ตาของเพื่อนเป็นคนรู้ เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดดงกำ ตาของเพื่อนพูดว่าใครข้ามเครือเขาหลงแล้วยากจะคืนกลับ เพื่อนเองก็พูดว่ายากจะคืนกลับ แต่ไม่ได้หมายความว่ากลับคืนไม่ได้ ยากจะกลับแสดงว่ายังกลับได้ แต่มันยาก

พ่อของเพื่อนเองก็อาจข้ามเครือเขาหลง  อาจหลงวนเวียนแล้วตายจากไปแล้ว เวลาผ่านไปเนิ่นนานตั้งแปดปี  ไม่น่าจะมีชีวิตรอดอยู่จนบัดนี้

มีเสียงตัดไผ่ มีเสียงไผ่ล้มทางหุบริมห้วย นั่งนวดคลึงอุ้งเท้ารออยู่ราวยี่สิบนาทีเพื่อนก็กลับขึ้นมา แบกกล้วยซากนกซากลิงมาด้วย

ปลิดกล้วย ปอกเปลือกกล้วยกินด้วยกันหงุบๆ หงาบๆ    กินพออิ่ม เอาน้ำกลั้วปากกลั้วคอ  สูบยาพอเพลิน พอผ่อนคลายสบายใจ   อุ่นแสงแปลกใจที่เห็นเพื่อนมีท่าทีสงบเยือกเย็นกว่าเดิมมากมาย

“ใจดีละยัง ”

“ก็ดีขึ้น ค่ำนี้ เผื่อเราไปไม่ถึงบ้านคน จะนอนไหน”

“ค่ำไหนก็นอนนั่น คิดมากไปไย”

“เมื่อคืน…มันจะมาอีกไหม”

“มึงกลัวไปไยแค่ผีหลอก”

“มันไม่แค่หลอก แต่มันเหมือนจะจับเอากูให้ได้  กูยังกังขา พระเกศาครูบาห้อยคอกู  แต่ทำไมพระไม่คุ้มครองกู ทีมึงไม่มีพระห้อยคอ ผีกลับไม่หลอกมึง”

“กูเป็นศิษย์มีครู”

ว่ากล่าวเรียบๆ แต่น้ำเสียงเหมือนมีความหยิ่ง ห้าว ทระนง และเชื่อมั่นภาคภูมิใจ

 

เชิงอรรถ : 

(1) แก้วอังวะ= กระจกหุงฉาบสีต่างๆ ตัดเป็นแผ่นเล็กๆ ให้ได้รูปทรงตามต้องการ ใช้ประดับหน้าบันวิหาร ฐานพระประธาน ธรรมมาสน์ และศาสนวัตถุอื่นๆ

Don`t copy text!