เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 23 : ลูกคนรวย ลูกคนทุกข์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 23 : ลูกคนรวย ลูกคนทุกข์

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

……………………………………………………………….

-23-

 

กล้วยเครือนั้นไม่ครบหวี หวีที่เหลือไม่ครบลูก ลูกที่เหลือสมบูรณ์ทั้งผลบ้าง ถูกจิกถูกแทะไปบ้าง ขบเคี้ยวขยอกกลืนเอาอิ่ม ไม่เอารส อุ่นแสงเลือกเอาที่ยังดีใส่ย่ามเผื่อเหลือถึงมื้อหน้า ไม่แน่ใจว่าจะถึงห้วยห้อมยางฮอมไหม

ไม่มั่นใจเลย องอาจทำตาม

“กลับถึงบ้าน กูควรเข้าหาครูสักคน”ลูกกำนันเลียนแบบลูกคนทุกข์ “มึงว่าครูใดดี”

“มึงฟังกูนะเสี่ยว  อันนี้เป็นคำตากู ไม่ใช่คำกู  คำว่าศิษย์มีครูไม่ได้หมายความว่าหาครูสักคนก็ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์มีครู ไม่ใช่อย่างนั้น หากครูไม่มีครู เราก็เป็นศิษย์มีครูไม่ได้ ข้อสำคัญคือครูต้องมีครู  หากครูไม่มีครู  มึงก็เป็นศิษย์ไม่มีครู”

“กูงง”

“ครูไม่ใช่แค่คนที่สอนได้ อันนี้ก็คำตากูอีกนั่นแหละ ครูนอกจากจะสอนได้ ครูต้องมีความสามารถที่จะปกป้องคุ้มครองศิษย์ได้ ครูก็คือคุณ มึงเข้าใจไหม บางคนมีความรู้ แต่ไม่มีคุณ อันนี้ก็เป็นครูไม่ได้ เป็นได้แค่คนสอนเท่านั้น ครูต้องมีคุณ  ไม่มีคุณ ไม่ใช่ครู  กูพูดชัดละยัง”

“แต่ครูมึง …หนานเย็นขี้เหล้า…”

“มึงอย่าเรียกเช่นนั้น ไม่ดีเลย พ่อหนานเป็นขี้เหล้าคงมีสาเหตุอันใดสักอย่างแต่กูไม่ได้ถาม ถึงพ่อหนานจะเป็นขี้เหล้าแต่เป็นคนวัยพ่อ ควรเรียกพ่อหนาน  อย่าเรียกแต่หนานเย็นเพราะอันนั้นเป็นคำของคนวัยเดียวกัน แต่กูกับมึงมันรุ่นหลานพ่อหนานด้วยซ้ำ ถึงพ่อหนานจะเป็นขี้เหล้าแต่คุณข้ออื่นไม่บกพร่อง”

ลุกลงไปยังลาดลุ่มลำห้วยอีก ลูกพ่อกำนันยัดตีนใส่เกือกคร่าวๆ ลุกตามไปอีกคน

“มึงจะไปไหน”

“ตัดบอกไม้ ใส่ข้าวหลาม”

“เผื่อไปไม่ถึงบ้านคนใช่ไหม”

“ใช่แล้ว คิดการเผื่อไปข้างหน้า ดีกว่ากินแหนงภายหลัง”

“พ่อหนานเย็นอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีลูกมีเมียเลยหรือ”

“พ่อหนานผิดพลาดบางอย่างในชีวิต แกบอกอย่างนั้น แต่กูไม่กล้าถามว่าผิดพลาดอันใด พ่อหนานถ่ายเทคุณทั้งหมดที่แกมีให้แก่กู คุณอันนี้สืบสายกันมาหลายรุ่น  กูได้รับมาครบ  อย่ากลัวอันใดเลย เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กูยังอยู่  อันใดหากเข้ามา  กูจะรับหน้าก่อนมึง”

โอบไหล่เพื่อน องอาจนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วค่อยเขี่ยมือที่โอบไหล่ลงไป

กูเป็นเสี่ยว ไม่ใช่ไอ้คำผุยน้องมึง อย่าโอบไหล่กู”

 

แดดเริ่มลับ   แต่ไอร้อนผะผ่าวที่ระเหยออกจากเนื้อหินยังไม่จางหาย เป็นหน้าผาสูง ด้านหลังตัดตรงราวใครเอามีดผ่าแล้วคว้านหยักเข้าไป  มีชานยื่นออกมาทางด้านหน้า หากดูแต่ไกลก็ดังตอไม้ที่ปลายกุด  ดูคล้ายจะเป็นดอยหน่อ คือเขาหินรูปร่างคล้ายหน่อไม้ ขึ้นอยู่เดี่ยวๆ ไม่ยาวเป็นพืดแผ่ลาม ส่วนปลายที่กุดออกไปก็คล้ายปลายหน่อไม้ที่หมูหรือหมีแทะกินไปแล้ว

“จะขึ้นไปถึงยอดเลยหรือมึง”

“ดูไปก่อน อาจไม่ถึง”

มีทางลาดอยู่ปีกซ้ายของเขาหิน ไต่ปีนยากพอสมควรเพราะไม่มีต้นไม้ให้เกาะ หินผาเก่าแก่ดูคร่ำคร่า มีด่างดวงคราบไคลของตะไคร่ที่ตายแล้ว ฝนตกหนักเมื่อบ่ายแก่เมื่อวาน แต่ฝนอาจไม่มาลงที่นี่ ตะไคร่หรือไคลหินจึงยังไม่ฟื้นขึ้นมาเขียวชุ่ม หนุ่มสันป่าเลียงกับหนุ่มดงม่วงฝ้ายไม่ได้ขึ้นไปจนถึงยอด พอใจที่ชานผาเพราะว่าไม่สูงจนเกินไป  แต่ก็สูงพอจะปลอดพ้นจากสัตว์เสือเนื้อร้ายที่อาจกินคน

ด้านหน้าของดอยหน่อคล้ายชานที่ยืนออกจากตัวบ้าน  ด้านขวาของผาตัดลงเกือบเป็นแนวดิ่ง มีแต่ด้านซ้ายซึ่งอยู่ทางทิศเหนือที่ปีนขึ้นมาเท่านั้นเป็นทางลาดขึ้นลงได้ง่ายกว่าอีกสามทิศทาง อุ่นแสงเอาย่ามลงจากบ่า เอามีดด้ามงาออกมา องอาจไม่เคยเห็นมาก่อน  เป็นมีดอุ่มหรือมีดซุยยาวสักคืบเศษ ด้ามทำจากงาช้างสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ฝักหุ้มเงินดูเก่าแก่คร่ำคร่า คล้ายผ่านวันเวลามายาวนาน อาจถึงร้อยหรือสองร้อยปีกระมัง กิริยาอาการของเพื่อนดูเคร่งขรึมสำรวม

“มึงจะเยียะหยัง ไอ้เสี่ยว”

“มึงเฉยไว้ อยู่เฉยๆ  อย่าถาม อย่าทักอันใด”

หันหน้าไปทางตะวันออก ทิศทางที่หมู่บ้านตั้งอยู่และครูตนก็อยู่ทางทิศนั้น  เอามีดใส่ง่ามมือแล้วยอพนมก้มหน้า หลับตาว่ากล่าวเชิญครู

องอาจนั่งดูอยู่เงียบๆ ที่ส่วนในของหน้าผา  หนักใจมากไหม ไม่มากจนกลัดกลุ้มกังวล ความเยือกเย็นมั่นคงของเพื่อนช่วยได้มาก ผ่านวันผ่านคืนมาเท่ากัน แต่เติบโตแตกต่างกัน เคยถามมันว่าถ้ากูเป็นลูกคนทุกข์อย่างมึง กูจะข่ามอย่างมึงได้ไหม มันตอบว่าอย่าเป็นเลย หนทางคนทุกข์เดินลำบาก ผ่านพบความลำบากมามากจึงข่าม

ข่ามคือคงทน ทนทาน ไม่เปราะ ไม่แตกหักเสียหายง่าย

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮักลุกขึ้นจากท่านั่งยองๆ ยอมือใส่เกล้า  ก้าวไปยังปลายผาด้านใต้ หันหน้าเข้าในแล้วถอดมีดด้ามงา เอาสันมีดเคาะหินผากล้าแกร่งที่ประดุจจะเป็นปราการด้านหลัง คล้ายจะเรียกหรือปลุกมเหสักขา มหาสักขีอันใดของมัน เขาไม่มีความรู้

“ไอ้เสี่ยว”

เผลอเรียก แต่อุ่นแสงเหมือนไม่ได้ยินหรือไม่สนใจ  เอาปลายมีดขีดพื้นเป็นวงโค้งไปจดปลายสุดของผาด้านเหนือที่มีทางลาดลงไป  หยุดยืนหันหน้าเข้าหาผาด้านนั้น เอาสันมีดเคาะคล้ายปลุกเรียกเทวดาอารักษ์ด้านนั้นอีกครั้ง เอามีดสอดฝักแล้วยังพนมมือนบกราบลงกับพื้นผา เหมือนนักมวยไหว้ครู เข้ามุมแล้วก็ยังไหว้มุม

“ร้ายนักหรือเสี่ยว  คืนนี้”

“ไม่รู้  ป้องกันไว้ก่อน”

“เข้าป่าด้วยกัน กูไม่เคยเห็นมึงใช้มีดด้ามงาเลย”

“ อันนี้มีดครูกู” ตบที่ย่ามเบาๆ “ คุณสัพพะของครูอยู่ในมีดนี้ กูได้รับคุณของครูมาหมดแล้ว  อย่าเสือกวิ่งหรือกระโจนจากวงที่กูขีดไว้เด็ดขาด นอกวงไฟออกไป กูไม่รับรอง”

“วงไฟ…อยู่ไหน”

“มึงไม่เห็นหรือ เปลวไฟลุกอยู่พึบๆ”

“กูไม่เห็นอะไร มีแต่รอดขีดจางๆ”

“พระเกศายังห้อยคอมึงอยู่ไหม”

“ยังอยู่ ไม่ถึงสันป่าเลียงกูไม่คืนนะมึง  ขอกูยืมใช้ก่อน กูไม่มีที่อุ่นใจอันใด”

“มึงก่อไฟ ข้าวหลามกูใส่ไว้แล้ว กูจะลงไปเอาฟืนมาเพิ่ม ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้น มึงอยู่แต่ในวงไฟ อย่าล้ำคำกู”

รับปากรับคำเพื่อนหนักแน่น  คงหลงป่าหรือต้องอาเพศอาถรรพณ์อันใดเสียแล้ว ล่องตามลำห้วยจนอ่อนใจไม่ถึงห้วยห้อม ไม่ถึงบ้านคน ตัดสินใจหักเข้าหาเขาหินดอยหน่อ เห็นชานผาสูงทำเลคับขันมั่นคง ขึ้นมาพักนอนบนหน้าผา พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่อีกที

อาจแค่หลงป่า หรือว่าต้องอาเพศอาถรรพณ์

หรือร้ายแรงกว่านั้น อาจข้ามเครือเขาหลงเข้ามาแล้ว

ร้อนใจก็ไหม้ใจเสียเปล่า พรุ่งนี้หากยังมี อาจพบหนทาง

มืดค่ำสิ้นแสง ฟ้าแดงแก่อยู่ทางขวามือของชานผา ด้านหน้าคือทิศตะวันออก ทางซ้ายมือคือทิศเหนือเป็นลาดผาขึ้นมาลงไป  ขนหลัวขนฟืนขึ้นมาลำบาก  ลงไปอาบน้ำก็ลำบาก  ดึกดื่นนี้ก็คงลำบากด้วยน้ำค้างและลมแรง

แต่เพื่อนก็เหมือนมีความมุ่งหมายพิเศษจำเพาะบางอย่าง จึงเลือกเอาที่ลำบากอย่างนี้

เอาข้าวหลามสามสี่กระบอกมาผิงไฟ เพื่อนทำอย่างไรก็ลอบสังเกตแล้วจดจำเอา เผาเผื่อไว้ถึงมื้อรุ่งพรุ่งนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีหรือไม่  ไม่กังวลล่วงหน้า แต่ใช่ว่าจะตัดกังวลได้โดยเด็ดขาด กลัวไหม ก็กลัวอยู่ แต่ไม่ถึงกับหวาดกลัวจนหัวหด  อุ่นใจในปืน พระเกศาครูบา และความโชกโชนช่ำชองของเพื่อน

“เสี่ยว”

“หือ”

ชำเลืองมองเพื่อน ไอ้คนผอมสูงเก็บเศษไม้โยนใส่ไฟเหมือนคนใจลอย เหมือนหมกครุ่นคิดอะไรของมัน

ขยับเข้าหา อุ่นแสงเงยหน้ามอง แล้วโยนเศษไม้ใส่กองไฟตามเดิม

“ตอบคำกูนะเสี่ยว  ” ลูกแหง่แม่ตามใจว่ากล่าวเนิบนาบ “มึง ตอบด้วยสัจจะพรานที่มึงยึดถือ เราข้ามเครือเขาหลงกันแล้วใช่ไหม”

“ตอบด้วยสัจจะพรานที่กูยึดถือ อาจเป็นไปได้ เราข้ามเครือเขาหลงกันแล้ว

แต่มันยังไม่แน่  ไม่ชัดเจนอันหนึ่งอันใดสักอย่าง กูไม่ได้ตอบเพื่อปลอบใจมึง แต่กูยังตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เราอาจแค่หลงป่า หรืออาจข้ามเครือเขาหลง หรือเราอาจต้องอาถรรพณ์ดอยดงโหล่งเผต  หมูที่มึงหมายตา ไม่ใช่หมูธรรมดา  เห็นท้องหมาเหวอะหวะไส้ออกมากองทะลักกูก็ขยาดแล้ว แต่มึง….”

“เอาเลยมึง  โทษกูเลย จะด่าก็ด่ามาเลย”

“กูดีใจที่มึงเลิกตามหมู คิดว่าพ้นแล้ว ตอนมึงโดดข้ามห้วยแห้งกูเอะใจแต่ห้ามไม่ทัน มึงโดดกูก็โดด ในห้วยแห้งมีเถาเล็กๆ ทอดอยู่  หากข้ามเครือเขาหลง กูว่าเราข้ามตอนนั้น แล้วฟ้าก็มืด ฝนตกหนัก  หากต้องอาถรรพณ์ เราก็ต้องตอนนั้น แต่มาคิดดูดีๆ กูกับมึงไม่ได้ทำใดผิดพลาดใหญ่หลวง    เรื่องตกขึดไม่ใช่แน่ๆ หากต้องอาถรรพณ์ อาถรรพณ์นั้นเกิดได้ทางเดียวคือเจ้าผีใหญ่พรายแรงแห่งดอยหลวงท่านบันดาลขึ้น”

“แต่กูกับมึงก็เลิกตามรอยหมูแล้ว”

“ใจคนไม่ใช่ใจผี อย่าเอาใจคนไปวัดใจผี อันนี้คำครูกูสอน อาเพศอาถรรพณ์อันใดเก็บไว้ก่อนเสี่ยว จะเครือเขาหลง เครือเขาเลือนอันใดเก็บไว้ก่อน เถาเล็กๆในห้วยแห้งจะใช่คือเครือเขาหลงหรือไม่ก็ช่างมันเถิด กูหมายจำเอาไว้แต่ ข้ามได้ไม่นาน ฝนห่าใหญ่ง้างฟ้าตกลงมา แล้วเราหลงทิศหลงทาง”

“กูว่ามันกลับเหนือกลับใต้ไปหมดนะมึง  ล่องตามลำห้วยห้อมลงไป ยิ่งล่องป่าก็ยิ่งลึก ไม่พบเลย ห้วยห้อม ยางฮอม ปางไอ่  เอามึงว่า หลงก็หลง ไม่หลงก็ไม่หลง กูว่า…อือ…กูว่ามันยากกว่าเอลบบีคูณเอบวกบีเสียด้วยซ้ำ”

“อะหยังของมึง เอลบบีคูณเอบวกบี”

“ก็เหมือนที่มึงว่าปกาเสนโต ปักกาแสนตออะไรนั่นแหละ มันบ่แม่นคำเมืองบ้านเฮา เป็นคำฝรั่ง วิชาพีชคณิต กูสอบตกเลยคร้านจะกลับไปเรียน”

“อยู่บนนี้มันสูง มองเห็นที่ทางชัดเจน  พรุ่งนี้ แดดแดงแสงดี อาจหาทางออกได้”

“กูไม่เก่งอย่างมึง  แต่กูจะไม่เป็นภาระแก่มึง”

“ใจมึงใหญ่กว่าที่กูคิด ไอ้ลูกกำนัน”

“มึงมันก็ดีแต่ดูถูกกูว่าลูกคนรวยไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ มึงมันก็ดีแต่อ้างว่าลูกคนทุกข์วิเศษอย่างนั้น วิเศษอย่างนี้ มึงว่าลูกคนทุกข์ใช่จะข่ามได้ทุกคน กูก็อยากจะบอกกับมึงว่าลูกคนรวยก็ใช่จะเหยาะแหยะเหลาะแหละทุกคน”

“วันนี้มึงพูดดี  กูไม่เคยได้ยินมาก่อน”

“มึงถือตัวว่ามึงมีดีเหมือนพ่อมึง แล้วไยไม่คิดบ้างว่ากูเองก็มีดีเหมือนพ่อกู   มึงสืบเลือดพ่อมึง แล้วกูล่ะไม่ได้สืบเลือดพ่อกูหรือ  กูเป็นเสี่ยวมึงนะไอ้แสง  เลิกคิดว่ากูเป็นคำผุยน้องมึงเสียที”

อุ่นแสงหดเท้า หันหน้าหาเพื่อน  หน้าเคร่งๆ เครียดๆ ดูผ่อนคลายลง

“ถ้ากูได้ดูถูกดูแคลนมึง  ได้ทบแทกแดกดันมึง  กูขอโทษมึงเถิดเสี่ยว ใจมึงใหญ่เหมือนพ่อมึง  กูไม่รู้ไม่เห็นมาก่อนก็เลยดูถูกมึง กูเบาใจขึ้นนักละเสี่ยว   มึงฟังกูว่านะ จะข้ามเครือเขาหลงก็ดี ไม่ข้ามก็ดี ผีเลียหน้า เปรตผีไม่มีเพศพวกนั้นตัดออกจากใจไปก่อน  วันนี้ยังออกไม่ได้ พรุ่งนี้อาจออกได้ พรุ่งนี้ออกไม่ได้ มะรืนยังมี”

“ไม่กลัวจะเป็นเหมือนพ่อมึงหรือ แปดปีแล้วนะมึง”

อุ่นแสงหน้าสลดลง  มองลงไปยังความมืดดำกว้างใหญ่ที่โอบหุ้ม กลับมามองหน้าเพื่อน แล้วถอนใจยาวๆ

“กูว่า พ่อกูตายไปแล้วเสี่ยว ตายไปนานแล้ว แต่ตากูว่าพ่ออาจติดค้างที่เมืองอันนั้น เมืองเผตเมืองผี เมืองมืดดำก่ำเส้า แสงพระเจ้าพระธรรมไม่เคยส่องถึง ตากูว่าสักวันพ่อกูจะกลับมา ตาไม่ยอมให้ใครปลงขันครูพ่อกูก็เพราะเชื่อว่าเจ้าของขันครูยังไม่ตาย แปดปีแล้วมึง ขันครูพ่อกูยังแขวนอยู่ที่โถง  แต่กูว่า…พ่อกูตายไปแล้ว บ่ได้หันหน้าลูกหน้าเมีย…”

“มึงอย่าไห้  ไอ้แสงเสี่ยวกู”

“กูบ่ได้ไห้”

“แต่เสียงมึงสั่น”

“เสียงสั่นบ่ดาย บ่แม่นไห้”

“เมืองอันนั้นมีนางพญาเป็นใหญ่ไม่ใช่หรือเสี่ยว เรื่องราวทางห้วยห้อมเล่าลือกันอย่างนั้น ไม่แน่นะ บางทีพ่อมึงอาจอยู่เป็นผัวนางพญาที่เมืองนั้นก็ได้ แปดปีใช่สั้นๆ มันยาวนานพอ พ่อมึงอาจสุขบานหวานใจจนลืมพวกมึงไปหมดแล้วก็ได้กูว่า”

“กูห้ามมึงดูถูกดูแคลนพ่อกู”

“ไม่ได้ดูถูกดูแคลนอันใดเลย กูเดาเอาเท่านั้นเอง อาจถูกก็ได้ อาจผิดก็ได้ เป็นคำเดา ไม่ใช่คำดูถูก”

อุ่นแสงพลิกกระบอกข้าวหลามเอาอีกด้านลงสู่ไฟ องอาจลุกไปยืนริมรอยขีดเป็นวงโค้งที่มองแทบไม่เห็น  มีแต่มืดดำเวิ้งว้างกว้างใหญ่ มีแต่ป่าไม้ไพศาลสุดสายตา นึกคิดขึ้นมาถึงคำพ่อหลวงบ้านห้วยห้อม แกว่าดงหลวงดุร้าย ไม่จำเป็นอย่าเข้าไปยุ่ง แต่ก็เข้ามาเสียแล้ว  เหมือนจะข้ามเครือเขาหลงมาแล้วเสียด้วยซ้ำ

ไม่น่าเลย ไม่ควรเลย หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ แต่ก็พลั้งพลาดผิดหลงไปแล้ว มัวแต่กินแหนง โทษนั้นโทษนี้ก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา

มองลงไป ในความมืดดำห่อห้อมล้อมแวดข้างล่าง เหมือนเห็นผีสางตัวเล็กตัวน้อยเท่าเด็กสามขวบสี่ขวบ มีหลายตัว บางตัวถือมีด บางตัวถือขวาน ชี้มือขึ้นมาคล้ายชี้หน้าคาดโทษ

ขนลุก

คล้ายตนเป็นคนโทษ ท่านชี้หน้ากล่าวโทษ

Don`t copy text!