เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 24 : ผีบิน

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 24 : ผีบิน

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

……………………………………………………………….

-24-

 

ตะวันเก็บแสงขึ้นจากพื้นเกือบสิ้น เมฆฝ้าบนฟ้าต้องแสงเป็นสีเหลือง แดง ส้มและม่วงครามแล้วแต่แง่มุม กลางนาฟากตะวันออกของหมู่บ้านมีหนองน้ำไม่กว้างใหญ่กระไรนักแห่งหนึ่ง เรียกว่าของหน้าหมู่คือเป็นของคนทั้งหมู่บ้าน ไม่มีใครผูกขาดเป็นเจ้าของเพราะไม่มีใครขุดไว้ เป็นของเลี้ยงโลก คนเฒ่าคนแก่พูดว่าอย่างนั้น

น้ำในหนองลดลงกว่าเดิม ด้วยว่าฝนฟ้าลาละไปนานตั้งแต่เริ่มเข้าหนาวจนป่านนี้ก็เกือบเข้าร้อนแล้ว ริมหนองมีบัวลอยแออัดยัดแน่นจนนกกวักแอบมาทำรังฟักไข่ มันเป็นนกเปรียว หูไวตาไว เห็นคนแต่ไกลๆ มันจะเข้าซุกพุ่มซุกพงพรางตัว หากจวนตัวก็บินปร๋อเดาทางบินได้ยาก ไม่ค่อยมีใครได้ตัวมันมากินกันนัก ยามเช้าๆ นกกวักจะร้องระงม เสียงร้องมันดังกรู…วักๆ กรู…วักๆ ลั่นยาว ได้ยินถึงในหมู่บ้าน พอนกกวักร้อง แม่เรือนแม่เหย้าและสาวๆ จะรู้ว่าถึงเวลาลุกมาตำข้าวนึ่งข้าวเป่าไฟกันแล้ว ยามเย็นใกล้ค่ำอย่างนี้มันไม่ค่อยร้อง  อาจร้อง แต่ไม่ระงมระงำร่ำถี่เหมือนหัวรุ่ง

บัวลอยหรือผักตบขึ้นเป็นดงหนาแน่น  เป็นของกินได้อย่างหนึ่ง คนจะกินเฉพาะก้านดอกที่ยังอ่อน เก็บเอาแต่ก้านช่อที่ดอกยังไม่บาน หากดอกบาน ก้านมันจะเหนียว เก็บเอาแต่ก้านอ่อนๆ ที่เรียกว่าแน้บัวลอยไปแกงใส่ปลาน้อย ใส่กุ้งฝอยหรือแมลงในน้ำแล้วแต่จะหาได้ ไม่มีปูปลาอะไรเลยก็เอาต้มใส่ถั่วเน่าและมะขามเปียกเรียกว่าจอบัวลอย เป็นของกินกับข้าว ไม่ใช่ของกินเปล่ากินเล่น  ไม่ค่อยมีใครกินเปล่ากินดายหรือกินเล่น  เว้นแต่คนมั่งคั่งร่ำรวย  คนทั่วไปมักจะกินจริง กินกับข้าว กินให้อิ่มท้องพอแล้วคาบแล้วมื้อ เด็กๆ เองก็มีน้อยมากที่ได้กินเล่นอันได้แก่ขนม หากไม่มีปอยลามหามแห่  ไม่มีศีลใหญ่บุญหลวงก็มักไม่ค่อยมีใครได้กินขนม ยกเว้นแต่ลูกคนมั่งคั่งมั่นคงอีกเช่นกัน

ราวกลางเดือนหน้า วัดดงม่วงฝ้ายจะมีปอยหลวง จะมีของกินเล่นอย่างพวกขนมจ็อก ข้าวแตน ข้าวแคบ ข้าวพองไว้ต้อนรับขับสู้พี่น้องต่างบ้านที่มาฮอมปอย ลูกอ่อนน้อยทั้งหลายจะมีลาภปากก็ยามนี้

แต่ว่า…ปอยหลวงใกล้มาแล้ว เสื้อใหม่พี่น้อยอุ่นแสงจะทันเสร็จไหมหนอ

มองไปทางตะวันตก ใกล้ค่ำอีกหน ใกล้คืนอีกครั้ง พี่น้อยกับเสี่ยวมันผู้นั้นจะเป็นอย่างใดบ้างหนอ

“เขาจะมาขอข้าไปซ้อมฟ้อน”

บัวผันเอ่ยขึ้น ความคิดล่องลอยของพี่สาวสะดุดลง ชำเลืองมองมือที่เอายาทาเล็บสีแดงๆ วาวๆ เคลือบเล็บเหมือนแม่ รู้ได้เลยว่าน้องอยากเป็นสาว คงเหมือนเธอกระมังครั้งเมื่ออายุสิบสามสิบสี เอมเมล็ดดอกบานแลงมาบี้ เอาเนื้อในที่เป็นฝุ่นขาวๆ มาทาแก้ม

“ไปบอกอีแม่ มาบอกกูทำไม”

“ถามอีพี่ก่อน อีพี่ว่าดี ค่อยถามอีแม่” บัวผันกรีดนิ้วหยิกก้านดอกบัวลอยออกจากกอ “พอละยัง อีพี่”

“เกี่ยวกอนั้นเข้ามา   สักสิบกว่าก้านคงพอแกง”

“ไม้ขอมันสั้น  เกี่ยวไม่ถึง”

“ก็ลงน้ำมาซิ”

“ข้ากลัวปลิง”

“สลิดดก” คำแก้วค้อนให้ สลิดดกเป็นคำด่าหรือคำตำหนิ แปลว่าดัดจริต “บ่ใช่ลูกคนรวย จะได้กลัวปลิง”

พี่สาวยืนอยู่ในน้ำลึกราวครึ่งน่อง  น้องสาวอยู่บนฝั่งคอยใช้ไม้ขอเกาะเกี่ยวกอผักตบเข้ามาใกล้ฝั่ง น้ำกระเพื่อมไหว คลื่นน้ำไล่เงาเมฆเป็นรูปร่างบิดเบี้ยว  ใกล้ค่ำมาแล้ว ระฆังเสียงดังหง่างเหง่งจากวัด นกกระยางกางปีกบินตัดฟ้าเป็นหมู่

“อีแม่ว่าหากอีพี่ได้กับอ้ายองอาจ อีพี่ก็กลายเป็นคนรวย”

“มึงอยากได้หรือ เอาไหม กูจะแหวกช่องบ่องทางหื้อมึง”

“บ่ดีว่าอย่างนั้น อ้ายองอาจบ่ได้ชอบข้า มันชอบอีพี่”

“กูรู้ มันใคร่นอนกับกูเท่านั้น ใช่มันใคร่กูได้เป็นเมีย”

มองฟ้าทางด้านด้านตะวันตกอีกครั้ง ดูดำก่ำแก่ มีแสงแรแดงๆ ส้มๆ สลับแฉก บ้านห้วยห้อมอยู่ทางตะวันตก ดงหลวงดอยหลวงอยู่ลึกเข้าไปอีก นึกมานึกไป อยากให้ลูกพ่อกำนันสูญหายหรือตกตายไปเลย แต่นึกแล้วก็ละอายแก่ใจตัวเอง

“แต่…”

จู่ๆ พี่สาวกลับหลุดปากออกมาอีก บัวผันกรีดนิ้วเอาเล็บเคลือบสีแดงเด็ดช่อดอกบัวลอยเพลินอยู่ เงยหน้ามองหน้าพี่สาว ในแสงใกล้ค่ำเกือบลับฟ้าไปหมดแล้ว หน้าพี่ดูลึกลับ แสงแก้วแววตาก็ดูแปลกๆ ดูขุ่นมัว ก้าวร้าว แกมดุเดือดชอบกล

“แต่อะหยัง อีพี่”

“แต่อย่าหวังเลยจะหลอกเล่นลวงกูลงนอน กูไม่ใช่อีน้ำโท้ง อีปางไม่แดง มีทางเดียวจะได้นอนกู มันต้องมาขอกู กูจะให้อีแม่ได้ถึงสุขถึงบานได้ใส่สร้อยใส่แหวน กูสงสารอีแม่”

“แล้วอ้ายอุ่นแสงล่ะ อีพี่”

“มึง…เอาอย่างนี้ดีไหมบัวผัน มึงขึ้นมาแทนที่กู เป็นเมียอ้ายอุ่นแสง”

“อีพี่ผีบ้า ข้าไม่ทันเป็นสาว จะให้เอาผัว”

กินข้าวหลามสักครึ่งกระบอก อุ่นแสงก็ยกกระบอกไผ่ใส่น้ำขึ้นดื่ม สูบยาสองสามอึกก็ขมจึงวางทิ้งไว้  ค่ำลงอากาศลดลงฮวบฮาบ เมื่อขึ้นมายังร้อนผะผ่าวอยู่เลย แต่ตอนนี้คล้ายหน้าผาคลายความร้อนหมดสิ้นแล้ว  ลมก็แรง พัดต้องตึงตังดังเสียงสู้รบ ลาดลุ่มลงไปเป็นแอ่งคล้ายก้นกระทะ  ไผ่รวกไผ่บงโยกยอดคล้ายคนส่ายหัวหลบลมอยู่ต่ำกว่าสายตา พนาป่ากว้างเวิ้งว้างกว้างไกล เหลียวดูทางใดก็ยังค้นหาแนวห้วยห้อมไม่พบ อาจเพราะเพิงผาทางด้านหลังบังไว้ วันรุ่งพรุ่งนี้ค่อยหาทางสอดส่องมองดูดีๆ อีกที

“ลมแรงนะมึง”

“มันโล่ง มันสูง ลมก็เลยแรง” อุ่นแสงตอบเพื่อน หดเท้าเข้ามา ห่อตัว เอามือกอดอก “แต่คงไม่แรงทั้งคืน กูนอนก่อนนะ มันหนักน่องอย่างไรไม่รู้ ง่วงก็ปลุกกู จะลุกมาเฝ้าไฟ”

“วงไฟยังลุกอยู่ไหม”

“ลุก”

“มึงเคยได้ยินเรื่องผีบินไหมเสี่ยว” แหงนหน้ามอง เหมือนกังวลว่าผีบินจะทิ้งตัวจู่โจมลงมาจากอากาศ ไม่ได้ก้าวข้ามวงไฟ “เปรตผีไม่มีเพศยังมี ไม่แน่นัก ผีบินก็อาจมี”

“แล้วแต่บุญแต่กรรมเถิด ผีบินหากมี กูอับจนแล้ว สิ้นสุดแล้ววิชาปัญญาของกู”

“ครูมึงเคยพูดถึงไหม ผีบิน”

“มึงไปรู้มาจากไหน ผีบินผีบน”

“คุณพ่อนิโคลาสท่านพูดถึง ป่าลึกในพม่ามีผีบิน”

“ไว้ค่อยคุยกันวันหน้า  กูหนักน่อง อยากนอน”

ไอ้ลูกคนยากขยับไปหาที่นอนทางด้านใน  ท่าทางมันดูแปลก สูบยาได้ไม่กี่อึกก็วางทิ้งไว้  วันก่อนตอนอาบน้ำในห้วยดูมันหนาวสะท้าน รีบขึ้นน้ำเข้าเสื้อเข้าผ้าแล้วเข้าหาไฟ  เคี้ยวข้าวก็คล้ายฝืนใจ  มันมีไข้ในเนื้อเรื้อรัง เหมือนว่าสักสองปีก่อนไข้ขึ้นจนหนาวสั่นฟันกระทบ

มันน่าจะรู้ บนชานผาแห่งนี้ลมแรง แต่มันกลับเลือกที่จะนอนที่นี่

ไม่รู้จะทำอะไร ลูกคนรวยเอาปืนมาตรวจ  แทบไม่ได้ยิงอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย  มาถึงตอนนี้ จิตใจสับสนวกวน เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง แต่ใจใคร่ฆ่าใคร่ยิงมันลดลง

“อย่าลืมไหว้พระสวดมนต์นะเสี่ยว” เพื่อนเตือนจากที่นอนด้านในชานผา “น้อมนึกอาราธนา ขอเมตตาบารมีครูบาเจ้าศรีวิชัยปกปักรักษามึง”

“วงไฟมึงยังลุกอยู่ไหม”

“ลุกอยู่ มึงอย่าฉี่ข้ามออกไปเด็ดขาด ไฟดับ มันจะแห่กันมาทั้งป่า”

“อะไร”

“อันนั้นละ ที่แลบลิ้นยาววามาเลียหน้ามึง”

“ไม่ง่วงก็ลุกมาคุยกันก่อนเสี่ยว”

“กูคร้าน”

ชักผ้าขึ้นห่ม อยากเอานวมบางๆ หุ้มด้วยผ้าร่มของเพื่อนมาคลุมแต่ก็เกรงใจ เหมือนไข้จะขึ้น มันเหน็ดเหนื่อยหนักน่อง ปวดขึ้นหัวนิดๆ ได้นอนสักครึ่งคืนก็คงหาย

หลับตา นอนงอ เอามือกอดอก ปืนวางไว้บนหัวขนานไปกับแนวผาที่ตั้งชันขึ้นไป  ไม่ได้ราบเรียบเสมอดีดังแผ่นกระจก หากแต่ตะปุ่มตะป่ำเป็นปุ่มเป็นปมบ้าง มีรอยแตกกะเทาะบ้าง เลือกเอาที่นี่เพราะดูดีไม่มีสัตว์สี่เท้าสองเท้าหรือไร้เท้าใดๆ จะจู่โจมถึงตัวได้โดยง่าย ยกเว้นแต่สัตว์ปีก แต่นกบ่างและค้างคาวบ้านเมืองเราไม่ใช่สัตว์ดุร้ายปองขบหัวคน ผีบินหรือ ลึกเข้าไปในเขตประเทศพม่าอาจมี แต่บ้านเมืองเราไม่เคยได้ยินใครเอ่ยถึงเลย

สอดมือคลำใต้ย่ามที่ใช้แทนหมอน สัมผัสพบมีดด้ามงา  อบอุ่นใจ มีมีดครูอยู่กับตัวก็เหมือนมีครูอยู่ด้วย คุณของครูยิ่งใหญ่ คำว่าครูไม่ได้หมายถึงพ่อหนานเย็นอย่างเดียว แต่หากหมายถึงพลังอำนาจที่สร้างสมบ่มเพาะสืบต่อกันมา  ว่ากันถึงที่สุด คำว่าครูหมายรวมถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ซึ่งอยู่ชั้นบนสุด รองลงมามีพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย ถัดมาเป็นพระพิสสนู พระฤษีตาไฟ พระฤษีนารทะ ฤษีกัสสปะแล้วค่อยลดหลั่นลงมาถึงครูทั้งหลายที่เป็นคน

ผู้ใดเคารพเชื่อฟังครู ไม่เหลือล้ำคำสอนของครู  กินอยู่ในแนวทางที่ครูสืบทอดกันมา ผู้นั้นจะมีคุณของครูคุ้มครองรักษา  ผู้ใดแม้ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์มีครู แต่ไม่เคารพเชื่อฟังครู กินอยู่นอกแนวทางที่ครูสืบทอดกันมา ผู้นั้นไม่มีคุณของครูคุ้มครองรักษา

 

ลูกคนยากเหมือนจะหลับไปแล้ว แต่ลูกคนรวยยังนั่งเฝ้าไฟอยู่ ลมแรงหยุดพัก เสียงตึงตังแตกต้องเหมือนฝูงผีสู้รบเงียบหายไปพักใหญ่ เปลวไฟตั้งลำแรงดี ก่อกองไฟสกัดขัดขวางทางทิศเหนือซึ่งเป็นทางลาดลงไป ด้านใต้และตะวันออกเป็นผาชิ้งดิ่ง  อะไรที่จะขึ้นมาด้านนั้นคงยาก ด้านหลังก็เป็นผาชันขึ้นไปอีกชั้น อะไรจะขึ้นไปบนโน้นแล้วกระโจนลงมาก็คงยากอีกเช่นกัน

วางปืนไว้ใกล้มือหยิบฉวยได้ง่าย เอามีดเดินป่าอย่างดีมาถอดปลอกยกส่องกับไฟ เป็นมีดทหาร พ่อได้ข้าวของเครื่องใช้แบบทหารหลายอย่าง เป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามญี่ปุ่น  พ่อเล่าว่าครั้งนั้นญี่ปุ่นเข้ามาเต็มบ้านเต็มเมือง เขาเดินทัพผ่านประเทศไทยไปโจมตีพม่า แต่ว่าญี่ปุ่นแพ้สงคราม ข้าวของเครื่องใช้หลายอย่างตกค้างแล้วค่อยแพร่กระจายมาสู่หมู่คนรวยพื้นเมือง  ก็คงแพง อาจแพงมากด้วยซ้ำ แต่พ่อเป็นคนมีเงินทองเหลือกินเหลือใช้  พ่อจึงได้ครอบครองทั้งผ้าห่มที่เป็นผ้าร่มบุนวมข้างใน ได้ทั้งกระติกน้ำและมีดเดินป่าเล่มนี้

ลมแรงก่อตัวขึ้นอีก เสียงวู่ๆ หวูๆ อยู่ทางหุบห้วยด้านล่าง  เสียงป่าแปลกๆ คุกคามอยู่บ้าง บางทีเป็นเสียงส่ำสาวกระซี้กระซิกระริกระร่วนเหมือนชวนไปนอน  บางทีเหมือนเสียงพ่อมดแม่มดในหนังฝรั่งสวดท่องมนตราอาคม  จ้อๆ ว้อๆ นั้นไม่ใช่เสียงลมแต่เป็นเสียงจิ้งจอก ไม่กลัวจิ้งจอกหมาในหรือเสือสางช้างร้ายใดๆ เพราะเชื่อมั่นว่ามันขึ้นมาไม่ได้  แต่ความกลัวยังมีอยู่

กลัวผี

กลัวอาถรรพณ์ลับลี้ป่าดิบดงดำ มันอาจเสแสร้งแปลงรูปแปลงตนมาได้หลายหลาก อย่างว่านนางกลาย ที่กลายรูปเป็นสาวมาจูงจับยับมือตนออกไปนอน

เป็นผีอ่อนน้อยมีมือถือมีดถือขวาน ยกมือชี้หน้าคาดโทษอย่างที่เพิ่งพบเห็นก่อนหน้า

กรอๆ แกรกๆ เสียงแปลกคล้ายแมงปอขยับปีกดังอยู่บนฟ้า แหงนหน้าขึ้นดู หวาดว่าจะพบผีบินอย่างเรื่องเล่าของคุณพ่อนิโคลาสผู้ทั้งดุและใจดี  ก่อนหน้าโน้น  ผีคอยาวห้อยหัวลงจากปลายไม้ แลบลิ้นยาววาเลียหน้าเขา แต่เมื่อคืน ผีอะไรไม่รู้ดูน่ากลัวกว่า มันมากันเป็นหมู่ดูคลาคล่ำยั้วเยี้ย ไม่ใช่มาแค่หลอก แต่ท่าทางเอาจริงเหมือนจะกรูเข้าฉีกกินเนื้อ    รูปร่างอัปลักษณ์พิกล  ผมเผ้ายาวกระเซิงปรกหน้าปรกตา เนื้อตัวเปลือยเปล่าไม่มีขน  ปากยื่นและกว้างอย่างลิง มีเขี้ยวฟันซี่ยาวๆ สี่ซี่ กลางอกไม่มีหัวนม กลางตัวไม่มีเครื่องเพศจำแนกชายหญิง

คืนนี้มันจะมาอีกไหม

เอามือคลำอก พระเกศาครูบายังคล้องคออยู่ เรียกชื่อกันอย่างนั้นว่าพระเกศาครูบา เพราะมีเส้นผมของครูบาเจ้าศรีวิชัยปนอยู่ในเนื้อดิน ท่านเป็นตนบุญ ล่วงลับดับขันธ์ไปแล้ว มากมีฤทธิ์อำนาจไม่ต่างไปจากพระโพธิสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในใบลาน  คนแก่คนเฒ่าเล่าลือว่าครูบาเดินเหินมาเหนือยอดหญ้า เท้าของท่านไม่แตะพื้น ดอกหญ้าเมล็ดหญ้าใดๆ จึงไม่ติดชายจีวรท่าน  ฝนตกเหมือนฟ้ารั่ว แต่ท่านเดินกลางฝนโดยไม่เปียกเหมือนมีเทวดากางร่มทิพย์กันฝนให้ท่าน ท่านมีถึงพระศรีขรรค์ชัยด้วยซ้ำ บ้านเราเมืองเราหากท่านจะเอาก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ ราชการงานเมืองระแวงว่านจะม้างแผ่นดินออก จึงจับท่านไปขัง คุมตัวท่านไปกักขังอยู่บางกรุงเทพ กระทั่งสืบสวนสอบสวนแน่ชัดว่าท่านไม่มีจิตเจตนาจะม้างแผ่นดิน จึงปล่อยตัวคืนมา

พระครูบาเจ้าศรีวิชัยบูรณะซ่อมแซมวัดวาอารามหลายที่หลายแห่ง ถนนหนทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพท่านก็เป็นผู้สร้างขึ้น ทางการบ้านเมืองสร้างไม่ได้เพราะงบประมาณมีจำกัด แต่ท่านผู้เดียวไม่มีเงินสักบาทกลับสร้างได้  พ่อของเพื่อนเอาบ่าเอาแรงไปช่วยท่าน ท่านเมตตาปันพระเกศาองค์นี้ให้พ่อของมัน   พ่อมันเอาห้อยคอให้มันเมื่อยังเด็กเล็ก แล้วก็เลยติดตัวมันมา  มันเอาห้อยคอเขาเมื่อคืน แต่ไยว่าคุณแห่งครูบาไม่คุ้มครองเขา

หรือว่ากูเป็นคนบาป ของดีใดๆ ก็ไม่คุ้มครอง

Don`t copy text!