เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 25 : พิษไข้

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 25 : พิษไข้

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

……………………………………………………………….

-25-

 

ไฟยังลุกแรง   ผ้าก็ยังห่ม แต่กลับหนาวเย็นสั่นสะท้านเหมือนลงแช่น้ำหน้าหนาว ไข้ขึ้นแน่แล้ว หนักเหนื่อยเมื่อยน่อง ขบตอดตุบๆ ในหัว  แข็งขืนฝืนใจไม่ให้ฟันกระทบกัน ขบฟันไว้  ลมก็ออกจมูกเหมือนจะดังฮื่อๆ

หลับๆ ตื่นๆ เลื่อนลอยถอยหลัง คลับคล้ายขึ้นนั่งรถยนต์ครั้งแรก พอหลับตาลงก็เหมือนรถจะวิ่งย้อนกลับ  คลับคล้ายขึ้นนั่งชิงช้าเมื่อยังเด็กเล็ก ถีบชิงช้าพ้นพื้น ชิงช้าลอยสูงก็วาบหวิว ในขณะยามนี้ก็คล้ายกัน  วาบหวิว โหวงเหวงเหมือนจะตกลงไปในเหว มีภาพพ่อและแม่ผุดซ้อน เหมือนย้อนไปสู่วัยยังไม่พ้นอกพ้นเอว มือพ่อมือแม่โอบอุ้มอบอุ่นนัก รักพ่อรักแม่ไม่มีใดเท่า พ่อห่างกายหายหน้าไปแปดปี ยังจำหน้าพ่อได้แม้ไม่ชัดนัก หน้าไม่เนียนสะอาดหากแต่มีฝ้าแดดดูคล้ำหมอง  ตั้งแต่จำความได้เป็นต้นมา พ่อไม่เคยตีด้วยไม้เรียวเลย ยามเมื่อยังตัวน้อยพ่อเอาตนขี่หลัง  พ่อเป็นช้างเป็นม้า เป็นงัวเป็นควายให้ลูก  ยามหนาวนอนซ้อนผ้ากับพ่อ  แขนหนึ่งพ่อกอดเขา อีกแขนพ่อกอดไอ้คำผุย  ดึกดื่นใกล้รุ่งหนาวเยือกจับใจ  แต่กลับอุ่นใจลึกซึ้งเพราะนอนซุกข้างพ่อ

อื่ออือ จาจา  อื่ออือ จาจา

หลับสองตา เนอนายอย่าไห้

แก้วแก่นไท้ แม่จะอื่อจาจา

อื่ออือจาจา  อื่ออือจาจา

———-

เสียงไกวเปลเห่กล่อมของแม่ดังขึ้น อบอุ่น อ่อนหวาน นุ่มนวลชวนหลับตาเป็นสุข เหมือนจะเห็นแม่นั่งชักสายเปลเห่กล่อมที่ใต้ถุน ไม่ใช่กล่อมเขา  แต่กล่อมน้อง อาจจะเป็นอีมูนหรืออีหล้าคนใดคนหนึ่งที่นอนอู่ เขาเองเหมือนจะนอนขลุกนอนเขลงบนตั่งใต้ถุนบ้านนั่นเอง แม่ไม่ได้กล่อมเขา แต่หนังตาเขาก็ค่อยหนักลง แล้วหลับไป

“แม่”

ในโลกนี้ คงไม่มีใครอีกแล้วที่จะรักลูกเท่าแม่

ทุกข์ยากตรากตรำอย่างไรแม่ไม่เคยบ่น ทุกข์ทนอย่างไรแม่ไม่เคยออกปาก แม่ผู้เดียวเหมือนแม่ไก่ กางปีกปกป้องลูกหลาย นั่นอีมูน นี่ไอ้ผุย ที่อยู่ใกล้ชิดติดแนบคืออีหล้าตัวน้อย ทุกคนรอคอยพ่อ หวังกันแต่ว่าวันหนึ่งพ่อจะกลับมา  แปดปียาวนานควรจะเลิกหวัง แต่ก็ยังหวัง แม้แต่แม่เองก็ยังหวัง แม่อาจปลงใจรับได้ว่าพ่อตายไปแล้ว แต่แม่ก็ยังหวังว่าพ่อยังอยู่ แล้ววันหนึ่งจะกลับมา

แม้จะริบหรี่เหลือเกิน

ในส่วนของเขาเองเล่า อุ่นแสงคิดว่าตนกับแม่คิดคล้ายกัน รู้สึกคล้ายกัน หากพ่อตายก็ยอมรับได้ แต่ก็อยากให้พ่อยังอยู่เป็นคนมากกว่า

 

“พ่อ…”

สบช่อง แม่ไม่อยู่ แม่เอาบัวผันเป็นเพื่อนไปเยี่ยมยาย น้ามาบอกแม่ว่ายายเอาแต่นอนมาแต่บ่ายวันนี้ แม่จึงไปเยี่ยม คงไปนาน  แม่ชอบคุย คุยจนฟุ้ง เวลาได้อ้าปาก ปากแม่ชักพะงาบๆ เหมือนท่านชักยนต์ ไม่ค่อยใส่ใจว่าคนฟังจะรำคาญหรือไม่

เธอเองก็รำคาญ ไม่อยากทน ไม่ชอบทน บางทีก็ลุกหนีหรือตัดบทแม่

ตรงข้ามกับแม่ พ่อเป็นคนพูดน้อย ปากญำคำหนัก คือพูดจาหนักแน่นน่าเชื่อถือ พ่อบวชอยู่นาน สึกออกมาอยู่กินกับแม่เมื่ออายุยี่สิบแปด เขาว่ากันว่าพ่อสึกออกมาเพราะตาขอให้สึก

สึกออกมาเป็นผัวแม่

“จริงหรือพ่อ”

“เรื่องอันใด จู่ๆ ถามพ่อว่าจริงหรือ พ่อตอบบ่ถูก”

“ตาขอร้องให้พ่อสึกออกมารับแม่เป็นเมีย”

“แม่เอ็งมันมีสวย มันงาม มันฟุ้งเฟ้อหมายสูง ชายใดมาแอ่วมาอู้มันก็ตัดรอนเขาไปหมด ยังมีชายผู้หนึ่งผูกใจเจ็บจึงใช้น้ำมันพรายแปดมัน แม่เอ็ง…แม่เอ็งท้องกับมัน”

“ชายผู้นั้นเป็นไผ”

“ตายไปแล้ว อายุสั้นพลันตายนัก เป็นไผผู้ใดอย่าไปรู้เลย รู้ไปก็รกใจ บ่มีประโยชน์อะหยัง”

“ลูกแรกที่ตายแต่ยังไม่พ้นนม ลูกชายผู้นั้นใช่ไหมพ่อ”

“แม่เอ็งมีกรรม กรรมมันนัก …”พ่อเอาเหล็กแหลมแทงขอบปากกระบุงเพื่อจะรัดหวาย ถอนใจยาวๆ “ไหนๆ เอ็งถามแล้ว ไหนๆ พ่อก็บอกในเรื่องที่ไม่อยากบอกแล้ว บอกเอ็งให้หมดเลยคำแก้ว แม่เอ็งโดนน้ำมันพรายแปดก็หลงใหลคลั่งเพ้อแต่ชายผู้นั้น แม่เอ็งโดนมันเรียกให้ออกไปนอนให้มัน แม่เอ็งขัดขืนไม่ได้ พรายจูงจับยับมือแม่เอ็งออกไป  ต่อมาแม่เอ็งท้อง แอบไปทำแท้งแต่ลูกในท้องไม่ตกออกเป็นเลือด ตาเอ็งจึงเอาพ่อมาเป็นผัวแม่เอ็ง”

“แม่ทำอย่างนั้นได้อย่างใด ข้าไม่อยากเชื่อ”

“มันตกอยู่ใต้อำนาจพราย ชายผู้ใช้น้ำมันพรายต่อมัน บังคับให้มันไปเอาลูกออก แต่ลูกไม่ออก แม่เอ็งสะดุ้งฟุ้งย้าย ฝันร้ายซ้ำซาก ฝันถึงแต่ไอ้อ้ายลูกแรกที่ตายแต่ยังไม่ทันหย่านม”

“หัวรุ่งวันก่อน แม่ลุกมานึ่งข้าวเป่าไฟ ข้าแปลกใจจึงถาม แม่ว่าแม่อยากทานขันข้าวไปหาไอ้อ้าย ข้ายังได้ว่าไอ้อ้ายยังไม่ตาย แม่ทานขันข้าวไปหาทำไม แม่ว่าไม่ใช่ไอ้อ้ายผู้นี้ แต่เป็นไอ้อ้ายผู้นั้น”

“บาปอันนี้กินใจแม่เอ็ง กัดกินใจมันมาตลอด พ่อถึงว่ากรรมแม่เอ็งมันนัก

หากมันไม่เกิดมาสวย มันก็ไม่หยิ่ง หากมันไม่หยิ่ง ชายผู้นั้นก็ไม่แค้นแล้วเอาน้ำมันพรายมาแปด แม่เอ็งโดนพรายครอบงำจนจิตใจปรวนแปรไปหมด หลุดๆ ไหลๆ ผิดๆ พลาดๆ มันทุกข์มาตลอดเอ็งเอ๋ย เกิดมาสวยกว่าใครแต่กลับต่ำต้อยน้อยหน้าไม่ทัดเทียมใคร ได้ผัวก็เป็นผัวเฒ่า ไม่ร่ำไม่รวย ไม่ทัดหน้าเทียมตาใคร มีลูก…ก็ไม่มีใครเชิดหน้าชูตามันได้สักคน”

“ข้าเข้าใจแล้ว”

“เข้าใจอันใด”

“แม่อยากให้ข้าเป็นลูกสะใภ้พ่อกำนันเพราะเหตุนี้ แม่ถึงยกเอาแต่แม่ยุพา แม่ของพี่ยุพินมาอ้าง”

“เอ็งฟังพ่อว่า คำแก้วลูกรัก” พ่อว่ากล่าวเป็นการเป็นงาน วางกระบุงที่กำลังใส่ขอบรัดปาก “เอ็งอายุยังน้อย อาจยังไม่เข้าใจ คนเรานะลูก ไม่มีใครเกิดมาตัวเปล่า ต่างเอาบุญเอาบาปติดตัวมาแต่ชาติที่แล้ว เรามองย้อนไป เราไม่เห็นหรอกชาติก่อนชาติแล้วเราเป็นใคร แต่บุญบาปทำไว้มีแน่นอน เรียกว่ากรรม กรรมติดตัวเรามา อันดีที่ติดมาก็เป็นกรรม อันร้ายที่ติดมาก็เป็นกรรม กรรมส่งผลเสมอทั้งดีและร้าย ไม่ส่งผลชาตินี้ก็ส่งผลชาติหน้า ชาติที่แล้วไม่พูดถึงละเพราะเราไม่รู้ว่าเราเป็นใคร แต่ชาตินี้ อันใดบ่ดีอย่าทำ อันใดดีจงทำ เกิดมาไม่นานก็ตายแล้วเอ็งเอ๋ย อยู่ไม่ถึงร้อยปีสักคน จะทุกข์ก็ไม่ถึงร้อยปี จะสุขก็ไม่ถึงร้อยปี แต่แม่เอ็ง มันทุกข์มามากแล้ว แล้วแต่เอ็งนะ พ่อไม่ยุยงส่งเสริม แต่พ่อก็ไม่ห้าม จงรู้ไว้อย่างเดียว อย่าประชดประชัน อันนั้นมันจะยิ่งทุกข์”

“สาธุ พ่อว่ากล่าวดีนัก” ยกมือขึ้นจบเหนือหัว ลูบหัวแต่โคนผมลงไปทางท้ายทอย “ข้าขอเก็บเอาคำพ่อใส่หัว ข้าไหว้พ่อ”

หนาวนัก หนาวหนา หนาวเย็นเป็นไข้นอนสั่นสะทกสะท้าน คู้เข่าเข้าหาตัว นั่นใครเดินมา หน้าตาคุ้นเคย ผอมสูงแต่หลังตรงไหล่ขวาง ย่ามใหญ่แดงคล้ำคล้องบ่าซ้าย บ่าขวาสะพายปืนเห็นแต่ปากกระบอก  พ่อ…ร้องเรียกออกไปแล้วขมในคอ

“พ่อ”

“พ่อมาแล้ว  กลับมาหาเอ็ง แม่เอ็ง น้องเอ็ง”

“ข้านึกว่าพ่อตายไปแล้ว”

“ยังบ่ตาย แต่วิบากกรรมเวรพ่อมีนักลูกเอ๋ย เอ็งอย่าไห้ พ่อคิดถึงเอ็งนัก”

“ข้าบ่ได้ไห้ แต่น้ำมันไหลออกตา  พ่ออย่าไปอีกนะ อย่าไปไหนเลย อยู่กับแม่ กับข้า กับน้อง ข้าใหญ่แล้ว ข้าจะหาเลี้ยงพ่อเอง”

“กินยาก่อนไอ้อ้ายลูกรัก  อ้าปาก กินยา”

มีมือมาช้อนท้ายทอย มีผงยาเปรี้ยวๆ ฝาดๆ เทเข้าปาก  ตามด้วยน้ำ คนเอายาเอาน้ำให้กินไม่ใช่พ่อ แต่เป็นเพื่อน เพื่อนเดียวเสี่ยวฮักผู้เกือบชกปากกันเพราะชอบสาวคนเดียวกัน

“ไข้มึงขึ้น หนาวสั่นฟันกระทบ แต่ตัวร้อนเหมือนไฟ”

“มึงห่มผ้าให้กูหรือ”

“กูลืมไป กูน่าจะลุกมาดูมึงแต่แรกแล้ว  ไม่ต้องเอาออก ไม่เป็นไร ห่มของกูไปก่อน กูยังไม่นอน”

คนไข้ขึ้นลุกนั่ง กระถดก้นเอาหลังพิงผาด้านเหนือหัวนอน เสียงวิ้งๆ ริ้งๆ เหมือนแมลงเป็นร้อยร้องอยู่ในหู เสียงเพื่อนเลื่อนลอยดังอยู่ไกลๆ  เอามือเช็ดหน้า คราบน้ำตาเหมือนยังไม่แห้ง

“มึงเพ้อ เรียกหาพ่อมึง”

“เหมือนว่าพ่อกูจะมา”

ฟืนไฟไหวแรง แสงไฟส่องพร่า  ลมพัดต้องตึงตังเหมือนจะสงบไปแล้ว ยอดไม้รางเลือนที่หุบห้วยดูเซานิ่ง เสียงน้ำไหลตกตาดได้ยินชัดเจน เหมือนพ่อจะมาโปรด เหมือนคุณของพ่อตามมาคุ้มครองรักษาลูก อบอุ่น อ่อนซึม ใคร่ไห้ อยากแล่นตามไปแล้วเรียกพ่อจ๋า ลูกกำพร้าคิดถึงพ่อนัก

ลุกออกไป หันหลังให้เพื่อน   นั่งอยู่นานค่อยระงับจิตใจอ่อนไหวลงได้จึงขยับเข้ามา ไข้เหมือนจะสร่างแล้ว บอกเพื่อนว่ามึงนอนเถอะกูจะเฝ้าไฟ องอาจก็ว่าไม่เป็นไรกูยังไม่ง่วง ก็เลยคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ สุดท้ายก็หนีไปไม่พ้นเรื่องที่ยังขังค้างคลางแคลงใจ

“มึงว่าร้ายแรงที่สุดคือเราข้ามเครือเขาหลง แล้วมึงคิดหาหนทางอันใดได้ละยังเสี่ยว”

“ยัง แต่พ่อกูมาหา กูว่าเป็นลางบอกเหตุอันดี ผีพ่ออาจมาชี้ช่องบ่องทางแก่กู ใจดีๆ ไว้เสี่ยว วันนี้กูยังนึกคิดอันใดไม่ออก พรุ่งนี้รุ่งแจ้งแสงส่อง อาจส่องหนส่องทางแก่เราก็ได้ กูว่าจะลองเลาะผาหลังขึ้นไป บนนั้นมันสูง มองเห็นได้กว้างได้ไกลบ่มีอันใดบดบัง”

“มึงขึ้นได้หรือ” แหงนมองยอดผา แต่แสงไฟส่องขึ้นไปไม่ถึงที่สุด “กูขึ้นไม่ได้”

“กูไม่ได้บอกให้มึงขึ้นไป กูขึ้นเอง”

“กูง่วงละ” คนยังไม่ได้นอนอ้าปากหาวงาบๆ “นี่ซองยา ถ้าไม่ไหว มึงเรียกกู”

เข้าซอกนอน  รั้งเอาพระเกศาครูบาออกมานอกเสื้อ ยกจบ ตั้งจิตอธิษฐาน บนบานว่ากล่าวต่อพระผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักบุญแห่งล้านนา ชื่อของท่านรู้จักกันในอีกนามว่าครูบาศีลธรรม ท่านมีศีลมีธรรมเคร่งครัด เรื่องราวกล่าวขานเกี่ยวกับท่านมีมากมาย บ้างว่าท่านเหินบินไปบนยอดหญ้า บ้างว่าท่านมีวิชาย่อหนคือย่นย่อหนทางให้สั้นได้ดังใจนึก  ท่านธุดงค์เดินเดี่ยวเที่ยวท่องไปในป่ากว้างช้างหลาย เมตตาบารมีของท่านสูงส่ง  สัตว์เสือเนื้อร้ายใดๆ ยอมรับไมตรีเมตตาจากท่าน รอยแผลเท่าแมวข่วน ท่านไม่เคยได้รับจากสัตว์ร้ายตัวใดเลย

“ขอเมตตาบารมีครูบาเจ้าปกเกล้าห่มหัวข้าน้อยให้อยู่รอดปลอดภัยด้วยเถิด  หากรอดออกไป  ข้าน้อยจะหมั่นเข้าวัดทำบุญ”

ก้มกราบ เอาปืนวางเหนือหัวนอน ขยับเป้ใช้แทนหมอนลงมาเล็กน้อย ชักผ้าขึ้นห่มแต่เท้าขึ้นมา  วังเวงยามดึก ผาหินชื้นเย็น เหมือนจะเป็นไข้ไปอีกคน  นอนนิ่งอยู่สักพักก็ค่อยอุ่นขึ้น ปลงใจได้ว่าร้ายแรงที่สุดคือข้ามเครือเขาหลงก็ข้ามกันเข้ามาแล้ว ไม่มีอะไรร้ายแรงกว่านี้แล้ว ก็เลยไม่เครียดเคร่งเขม็งตึงจนนอนไม่หลับ ปล่อยมันไปเถิด อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด  ขึ้นอยู่กับบาปกับบุญ ขึ้นอยู่กับเวรกรรมที่ได้ทำมา หากเวรทันพลันพบ จะหลบอยู่ไหนก็หลบไม่ได้เลย

หลับไปนาน  รู้สึกตัวตื่นอีกทีเหมือนมีใครปลุกเรียก ผงกหัวขึ้นแล้วใจหายวาบ

ผีพวกนั้น เปรตผีไม่มีเพศแวดวังขังล้อมอยู่ยั้วเยี้ย

 

Don`t copy text!