เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 27 : มาแต่อเวจี

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 27 : มาแต่อเวจี

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

……………………………………………………………….

-27-

 

ลูกของแม่คำแผ้วค่อยขยับลุก เปรตผีผุดแต่อเวจีหรือนรกโลกันตร์ฝูงนั้นยังแวดวังขังล้อมอยู่เฉยๆ คล้ายลังเลหรือรีรออะไรอยู่  ใจนึกถึงปืนแต่มือกลับกุมพระเกศาครูบาที่ห้อยระอก นึกน้อมอาราธนาครูบาเจ้ามาคุ้มครองรักษา ไม่เคยพบท่าน ไม่เคยได้ไหว้สาคารวะอันใดสักอย่าง แต่ชื่อเสียงของท่านเล่าลือระบือไกลไปถึงนอกประเทศ แม้แต่พม่ารามัญคนนอกเลือดนอกเชื้อก็ยังเคารพศรัทธาในตัวท่าน ครูบาเจ้าคือตนบุญ ตนบุญในอีกความหมายคือพระโพธิสัตว์เจ้าตนประเสริฐ ท่านบำเพ็ญแต่คุณงามความดีมาชั่วชีวิต ท่านเป็นเค้าเป็นประธานก่อสร้างวัดวา บูรณะพระธาตุและโบราณสถานแทบทั่วทุกจังหวัดในเขตบ้านเราเมืองเรา  ยิ่งกว่านั้น เมตตาบารมีของท่านยังผายแผ่ข้ามเขตประเทศไปในพม่า ท่านได้ไปสร้างวัดวาหลายแห่งหลายที่ ท่านไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ไม่เห็นแก่ร่างกายคร่ำคร่าชราแก่เฒ่า ท่านนั่งหนักคือนั่งสมาธิเข้าสู่กรรมฐานเมตตาภาวนา แผ่ผายเมตตาไปหาเทวดาและคนศีลคนธรรมทั้งหลายให้มาช่วยบูรณะก่อสร้างสถานที่นั้นๆ พ่อเขาเองก็พูดว่าท่านนั่งหนักจนเป็นมะโหกคือริดสีดวงทวาร บางทีริดสีดวงแตกจนผ้ารองนั่งชุ่มเลือดแต่ท่านไม่เคยโอดเคยโอย ไม่เคยเอ่ยอ้างเอามาบอกกล่าวแก่ใคร

วันที่ครูบาเจ้าเข้าสู่กองฟอน พ่อเองก็ไปร่วมลากปราสาทศพครูบา พ่อว่าน่าอัศจรรย์นัก  คนเป็นหมื่นที่ถือเชือกลากกลับเหมือนถูกลากไปเอง ไม่ได้ออกแรงเลย พ่อว่าอย่างนั้น แต่เทวดาหมื่นแสนโลกธาตุที่อยู่ข้างหน้าคน เป็นผู้ลากไป

มือหนึ่งกุมพระเกศาครูบาเจ้าที่เคารพนับถือไว้กับอก อีกมือเอื้อมถือปืน ฝูงเปรตผีเหล่านั้นมันยังยืนเฉยคล้ายมองไม่เห็น  ใจกล้าขึ้น กวาดตามองไปทั่ว  ไฟกองใหญ่เคยลุกแรงกลับแสงมอด  เพื่อนคงกลับเข้ามานอนนานแล้วไฟจึงโทรม ผีฝูงนี้เหมือนมันซุ่มอยู่นานจนไฟอับแสงจึงกล้าขึ้นมา

“เสี่ยว ตื่นๆ”

เขย่าเรียก เพื่อนยังไม่รู้สึกรู้สา หนาวสั่นฟันกระทบกันกึกๆ กักๆ

“เสี่ยว ไอ้แสง ตื่นเร็ว”

ไม่มีคำตอบ มีแต่เสียงลมฮื่อๆ ออกทางจมูก  ไข้มันขึ้นสูง  ไข้อาจบ่มเนื้อมาแต่เมื่อวานวันซืนแล้วด้วยซ้ำ  มันลงจุ่มน้ำในห้วยสักอึดใจใหญ่ก็สะท้านสั่นหนาวมาเข้าผ้า หน้ามันซีดมาก เขาเองยังทักเลยว่ามันอาจเป็นโรคเลือดจางเพราะหน้าตาซีดจางกว่าคนทั่วไป ซ้ำมาเมื่อวานตากฝนจนเปียกโชกเกือบสองชั่วโมง มาถึงคืนนี้ไข้เลยกำเริบ

“เพื่อนกูเอ๋ย…ไอ้ลูกกำพร้า”

เปรต หรืออสุรกาย หรือ สัตว์นรกผุดแต่อเวจีขุมไหนไม่รู้ยังยืนแวดอยู่เฉยๆ   ลูกผู้ได้เลือดพ่อมาบ้างสูดลมหายใจลึกๆ  ตัดสินใจออกไปยืนขวางร่างเพื่อนไว้

เสี่ยวเอ๋ยกูลากมึงมา  เป็นใดเป็นกัน หากถึงที่ตาย กูควรตายก่อนมึง

“จะเอาอย่างใด ว่ามา”

จะว่าบ้าบิ่นก็ใช่ จะว่าบ้าระห่ำก็คงถูก พูดจากับมันออกไปอย่างนั้น แต่มันไม่ตอบ เหมือนไม่มีปาก เหมือนเป็นรูปปั้น  เหมือนมันรอรับคำสั่งจากใครผู้ใดไม่รู้  ทันใดมีเสียงซ่าๆ สากๆ คล้ายเสียงคนดังขึ้น คล้ายเสียงให้สัญญาณหรือออกคำสั่ง  เปรตผีไม่มีเพศพวกนั้นขยับขยายวง  ผีตัวหนึ่งหนึ่งก้าวเข้ามา สูงใหญ่ไหล่หนากว่าตัวอื่นใด  ห่มดองครองผ้าผิดแผกแปลกไป  ไม่ได้เปลือยล่อนจ้อนอย่างมันหมู่นั้น

องอาจยกปืนขึ้นเล็ง

“ออกไป ไม่ว่าผีหรือคน กูยิงไม่ไว้หน้า”

ผีตัวใหญ่ใส่เสื้อผ้าชะงักลง  ลังเลเล็กน้อยแล้วคำรามเสียงต่ำ วงแวดที่ขยายออกไปหดกระชับเข้ามาปิดล้อมขัดขวางวิถีกระสุน    ลูกกำนันเองลังเล ลูกปืนยิงได้ทีละนัดล้มลงทีละตัว  สูงสุดคงยิงได้สักสองตัว แล้วเขากับเพื่อนก็คงถูกมันรุมทึ้ง

ผีตัวใหญ่ไหล่หนา  แก้วตามีแววคล้ายตาคนขยับเข้าซ้อนหลังลูกน้องมัน ลดสายตาที่คล้ายสายตาคนลงมองพระเกศาที่หน้าอกเขา ทันใดมันสะดุ้งสะท้านผงะหงาย  ถอยหลังสองสามก้าว แล้วแหกปากร้องเหมือนวอกโดนปืน

 

“บัวผัน ลุก”

“อีกนิดเดียวอีพี่ ขอนอนอีกนิด”

“ไม่ได้ เดี๋ยวจะสาย ตลาดจะวายเสียก่อน”

ปลุกน้องสาวให้ตื่นจนได้ สองคนพี่น้องลงเรือนแต่ราวตีสี่กว่าๆ ผู้พี่มีหาบบนบ่า ผู้น้องเดินตัวเปล่าถือคบส่องทาง อันที่จริงก็ไม่อยากลากน้องลงเรือนเป็นเพื่อนเทียวทาง อยากให้มันอยู่เรือนลุกเช้านึ่งข้าวเป่าไฟมากกว่า แต่ว่าเช้านี้ไม่มีเพื่อนเรือนใกล้ใต้เหนือไปตลาดสักคน จะหาบกระบุงลัดทุ่งลัดนาไปเพียงคนเดียวก็ได้แต่มันไม่ดี ไม่ถูกต้องด้วยจารีตประเพณี แม่ย่าแม่หญิงไม่ว่าจะย่างจะกรายไปไหน ต้องมีเพื่อนไปอย่างน้อยสักหนึ่งคน

เงียบๆ เย็นยะเยียบเฉียบชื้น เมื่อคืนน้ำค้างคงลงหนัก ทุ่งนาหลังการเก็บเกี่ยวว่างโล่ง ไม่ค่อยมีใครเพาะปลูกอันใดเพราะฝนฟ้าละแล้งน้ำไม่พอเพียง ข้างหน้าห่างไกลไปโน้นมีคบอีกดวงดูดุ่มๆ อาจเป็นบ้านเหนือแถวบ้านพี่น้อยอุ่นแสง อาจเป็นแม่คำแสงกับอีหล้าก็เป็นได้ แม่คำแสงเข้มแข็งแกร่งกล้าเกินหญิง ยืนหยัดอยู่มาด้วยตัวคนเดียวตั้งแปดปี ไม่มีแก่ใจให้พ่อหม้ายพ่อร้างคนใดเอาบ่าไหล่มาช่วยผ่อนแรงเลย

อยากให้แม่ได้สักครึ่งของแม่คำแสง แต่มันเป็นไปไม่ได้ แม่มีกรรมอันมาก แม่เป็นคนจิตหลุ

“อันอยู่ข้างหน้าเรา คน หรือผีกระสือ อีพี่”

“คน”

“หากเป็นคน ควรเคลื่อนไปข้างหน้า เพราะว่าตลาดสันป่าเลียงอยู่ข้างหน้า แต่อันนี้เคลื่อนเข้ามาหาเรา”

“เคลื่อนไป ไม่ใช่เคลื่อนเข้ามา ดูดีๆ“

“ข้ากลัว อีพี่”

“มาเดินข้างหลัง อย่ากลัว พี่มึงนำหน้า จะผีจะสางอันใดพี่จะรับหน้ามันก่อน” หยุดเท้า ขยับหาบ เปลี่ยนบ่า เอาบ่าซ้ายรับน้ำหนักแทนบ่าขวา “แต่ไม่ใช่หรอกเอ็ง ไฟเคลื่อนไปข้างหน้า ไม่ได้เคลื่อนเข้ามาหาเรา”

“อีพี่…”

เดินต่อ เกิบคีบ หรือรองเท้าหนีบทำจากหนังควายเริ่มจะลื่นเพราะเปียกน้ำค้าง บัวผันเรียกพี่แล้วนิ่งไป  ผู้พี่ต้องกระตุ้น จึงกล้าพูดออกปากเป็นคำ

“อีพี่ว่าอ้ายคำผุยเป็นใดพ่อง”

“อีน้องเอ๋ย…” พี่สาวแอบยิ้ม “เอ็งชอบคำผุยหรือ”

“ข้าอาย”

“อายเถอะ อายคนอื่น แต่ไม่ต้องอายพี่มึง พี่ไม่เอาคำออกปากเอ็งไปพูดกับใครหรอก คำผุยก็ดี พี่ว่า บ่าไหล่อาจยังไม่กว้างอย่างอ้ายมัน แต่สืบวันไปข้างหน้า ใหม่หม้ากล้าแข็งกว่านี้ก็อาจกว้างออก คนเรือนนั้นเขาดีอย่างหนึ่ง เข้มแข็งกันทุกคน”

“ข้าขอถาม ข้าข้องค้างคาใจเรื่องอีพี่กับอ้ายอุ่นแสง อีพี่ตัดใจได้จริงๆ หรือ จะไปเป็นเมียพลางหื้ออ้ายองอาจ”

“มึงถามจริงๆ อีพี่ก็จะตอบจริงๆ ตัดใจได้หรือไม่ได้ยากจะตอบถูก มันเป็นเรื่องของวันภายหน้า  อีพ่อสอนไว้ดีนัก อย่าเอาทุกข์วันหน้ามาทุกข์วันนี้ วันนี้พี่มึงยังสุขดีอยู่ แต่อีแม่มันทุกข์ ทุกข์มากนักเอ็งเอ๋ย พี่อยากให้แม่ได้ถึงสุขเหมือนเพิ่น พี่อยากทานสุขให้แม่ แบ่งเอาสุขของพี่หื้อแม่บ้าง วันภายหน้าหากมันจะทุกข์ พี่ก็จะถือเสียว่าสุขลดลง ไม่ใช่ทุกข์เพิ่มขึ้น”

ถึงตลาด แม่ค้าแม่กาดเข้ากาดก่อนบ้างแล้ว เอาหาบปลงวางที่ว่างไม่มีเจ้าของ ยังขมุกขมัวมัวมืด ไฟดวงน้อยวอมๆ แวมๆ ตลาดสันป่าเลียงเกิดจากความคิดของพ่อกำนัน ก่อรูปขึ้นมาก่อนคำแก้วจะเกิดเสียด้วยซ้ำ ทุกวันนี้มีอ้ายทองคำกับอ้ายสมศักดิ์ช่วยกันดูแล บางวันก็พบแม่กำนันในกาด บางวันก็ไมพบเพราะเธอเองก็ไม่ได้มาตลาดทุกวัน

ที่มาวันนี้ก็ไม่เต็มใจจะมาสักเท่าไร เพราะว่าของขายไม่ค่อยมี ที่มาเพราะเห็นแก่แม่ เมื่อวานแม่ว่าไอ้อ้ายที่ตายไปแล้วมาขอกินน้ำนม แต่นมแม่เหือดน้ำไปนานแล้ว แม่อยากได้นมข้นนมกระป๋อง จะเอาใส่ขันข้าวไปทานหาไอ้อ้ายลูกตาย

“เสี่ยวกู เสี่ยว มึงเป็นอะไร”

เขย่าปลุก ช้อนไหล่ลุก เอาผ้าห่มคลุมแล้วกอดเพื่อนไว้  เสียงสั่นๆ ออกจากจมูกเพื่อนดังฮื่อๆ เนื้อตัวก็สั่น สั่นอยู่ดกๆ เหมือนลูกนกตกน้ำ

ร้อนใจ ละมือจากร่างเพื่อน เพื่อนโงนเงนจะล้ม รีบช้อนรับแล้วประคองลงนอน  ลุกไปค้นยาในเป้  เพื่อนกินไปแล้วสองซอง  บัดนี้เป็นซองที่สาม

“เสี่ยวกู  กินยาก่อน”

ช้อนเพื่อนลุกนั่งอีกหน  ลากมันไปพิงผาหิน ฉีกซองยาแล้วสั่งให้อ้าปาก น้ำค้างน้ำคืนชื้นชุ่ม ไฟกองใหญ่ถูกทิ้งไว้นานจนมอดเปลว ชานหินแฉะๆ เหมือนฝนตกพรำ  เอาฟืนที่มีถ่านไฟแดงเข้ามาใต้ร่มเงาเพิงผา เพื่อนเดียวเสี่ยวฮักเอนตัวลงนอนขดนอนงออีกครั้ง

ก่อไฟ  ไฟไม่ลุก ไม่มีเชื้อล่อไฟ กลับไปที่เป้อีกที ได้เทียนไขออกมาสองสามเล่ม เอาใช้แทนเชื้อล่อไฟ เสื้อใช้แล้วตัวหนึ่งต่อไฟให้ลุกกล้า  พักใหญ่เปลวไฟก็ค่อยกินเนื้อไม้

“เป็นอย่างใดบ้าง เสี่ยว”

“ดีขึ้น แต่กูไม่มีแรงเลย”

ออกไปเอาฟืนมาเพิ่มอีก น้ำค้างแรงนัก เปียกหมาดติดมือ  ลมใกล้รุ่งก่อตัวเสียงดังเหมือนคนเป่าหวอด  ดังอยู่หวอดๆ ว้อๆ แล้วค่อยแรงขึ้น  ไก่ป่าขันร้องก้องดง นกป่าคล้ายกาเหว่าเว้าวอนอ่อนโหยว่าก่าเว้าๆ

“มึงลุกได้ไหมเสี่ยว”

“มันคร้าน มันเมื่อยไปหมด”

คนไข้ขึ้นในคืนวิกฤตฝืนใจลุกนั่ง เอาผ้าห่มทั้งสองผืนคลุมตัวแทบมิด คนไม่มีไข้ค้างขังรั้งเรื้อในเนื้อในตนซนฟืนใส่ไฟ ฟืนร่อยหรอแล้ว ขนขึ้นมาได้ไม่มากเพราะลาดชัน  อีกอย่างเมื่อมาถึงก็ใกล้ค่ำ ขึ้นมาสำรวจกันก่อน กระทั่งพอใจว่าพักนอนตรงนี้เพื่อนก็ทำพิธีเกือบครึ่งชั่วโมง เวลาที่เสาะหาฟืนจึงมีไม่มากนัก

“เมื่อกี้ ผีฝูงนั้นมันแวดวังขังล้อมเราไว้หมด  มึงรู้ไหม”

“เอาข้าวหลามให้กูที กินข้าวแล้วอาจมีแรง”

ไกลๆ ไปโพ้น มีเสียงแผดแหลม คล้ายช้างน้อยร้อนใจไม่อยากรอจนรุ่งสว่าง คล้ายมีเสียงแม่ช้างปรามลูก  เสียงหมาจิ้งจอกหอนว้อๆ คล้ายมันพลัดพวกพลัดฝูง  ลมแรงพัดต้องหน้าผาเหมือนเสียงน้ำฟัดฝั่ง ไฟค่อยลุกแรงขึ้น เปลวไฟตั้งนิ่งบ้าง โอนเอนอ่อนไหวไปตามแรงลมบ้าง อุ่นแสงเคี้ยวข้าวหลามที่เหลือจนหมดกระบอก ตามด้วยน้ำอึกๆ คล้ายคนกระหายจัด องอาจมวนยาแล้วจุดสูบ มองหน้าที่เผือดจางกว่าคนทั่วไปของเพื่อนอยู่เงียบๆ

“ไข้มึงขึ้นแต่ละทีเป็นอย่างนี้หรือ”

“เกือบสองปีมาแล้วมันไม่ขึ้น” เสียงใสขึ้น คล้ายไข้ลดลง “มึงว่าผีฝูงนั้นขึ้นมาหรือ ขึ้นมาได้อย่างใด วงไฟ…”

“มึงไข้ จิตใจอ่อนแอ วงไฟอาจเสื่อม มันมาแวดเราไว้หมด ตาแข็งๆ ค้างๆ  กูกลัวจนขนหัวลุกตั้ง” เอานิ้วเกี่ยวพระเครื่องห้อยคอแล้วยกจบ “พระเกศาครูบาแท้ๆ ที่ช่วยเราไว้ พอมันมองเห็น ก็ร้องเหมือนหมาโดนค้อนแล้วแตกสลายหายวับไปหมด”

“ขอกูสูบยาที”

คล้ายไข้จะเหือดแล้ว รับเอาบุหรี่ใบตองกล้วยจากเพื่อนมาสูบ ไม่เจ็บในคอ ไม่ขมในปาก เลื่อนนวมบางที่หุ้มด้วยผ้าร่มของเพื่อนออกพ้นตัว กลัวขี้โยติดไฟตกใส่แล้วผ้าจะไหม้เป็นรู

“ถึงกูจะไข้ จิตใจอ่อนแอลง แต่วงไฟไม่ควรจะเสื่อม วงไฟไม่ได้ขึ้นอยู่กับจิตใจกู แต่ขึ้นอยู่กับคุณของครูที่อยู่ในมีด  กูว่า…กูว่า”

“ว่าอะไร”

“มันไม่ใช่ผี”

“แล้วมันเป็นอะไร”

“ไม่รู้  กูรู้แต่ว่าผีข้ามวงไฟเข้ามาไม่ได้เด็ดขาด”

“แต่ก่อนกูอิจฉามึงว่ามีครูดี ” ยกพระขึ้นจบ  “ มาวันนี้กูไม่อิจฉาแล้ว พระเกศาครูบาองค์นี้วิเศษนัก   ปันกูเทอะเสี่ยว จะกี่ร้อยกูก็เอา”

“เป็นพระของพ่อกู  กูปันมึงบ่ได้ เอาคล้องคอมึงไว้ก่อนเสี่ยว ถึงบ้านเฮาวันใดค่อยคืนกู”

ไข้ลดไปแล้ว คงไม่กำเริบขึ้นอีก เหน็ดเหนื่อยเมื่อยน่องจนหนักตุงก็หายไป ไก่ขันถี่ๆ อุ่นแสงลุกไปยืนอยู่ริมกองไฟที่ก่อดักปากทางขึ้นลง ไฟมอด ขี้เถ้าเกลื่อน  น้ำค้างลงหนักจนเปียก นั่งตะล่อมถ่านติดไฟแดงเข้าด้วยกัน เขี่ยฟืนสั้นกุดสุมใส่  เอะใจบางอย่าง  มีรอยเท้าเหยียบขี้เถ้าเห็นอยู่รางๆ

“มันมาแวดไว้หมดเลยหรือ  มันเยียะอย่างใด  มันทำอะไรบ้าง เสี่ยว”

“แวดไว้เฉยๆ ผมยาวๆ  ตาวาวๆ แต่กระด้าง ไม่กะพริบ คล้ายแก้วตานาคตามบันไดนาคในวัดนั่นแหละเสี่ยว  เหมือนมันรอคอยอันใดอันหนึ่งอยู่ พอมีเสียงซู่ๆซ่าๆ มันก็ขยับ ผีตัวที่เป็นหัวหน้าขึ้นมา สูงใหญ่กว่าหมู่นั้น หน้าเป็นลิงดุร้ายเหมือนกัน แต่แก้วตามันเหมือนคน  นุ่งเสื้อนุ่งผ้าเหมือนอย่างคนเรา  ตีนมันก็ใส่เกือก  เหมือนจะเป็นเกือกเปลือกไม้ กูจำได้รางๆ แค่นั้น กูเอาปืนจ้องมัน แต่มันเหมือนรู้จักปืนด้วยนะเสี่ยวจึงไม่ยอมเป็นเป้า  แต่พอมันลดตาลงดูพระเกศาครูบาเท่านั้นแหละมึง มันสะดุ้งเหมือนโดนแส้ฟาด มันร้องแล้ววิ่งลงไป ผีฝูงนั้นก็แห่ตามมันไปหมด”

“คืนนี้หนัก”

“พรุ่งนี้ก็คงหนัก ถ้ามี”

“กลัวไหม ไอ้ลูกกำนัน”

“ตกถึงตานี้ กลัวไม่กลัวก็มีค่าเท่ากัน ไอ้ลูก…คนหาย”

เอาไฟฉายกระบอกยาวออกมาจากเป้ ถือปืนออกไปยืนริมเส้นที่เพื่อนขีดไว้ มองไม่เห็น คาดคะเนเอา ฉายไฟลงไปจับพฤกษ์พงดงดิบยามดึก  กวาดไกวไฟฉายไปมา เห็นแต่ปลายไม้ส่ายไหว  มองไม่เห็นผีสางพวกนั้นสักตัว

“มันไปหมดแล้ว เสี่ยว”

“ไม่อยากเชื่อ มันข้ามวงไฟกูเข้ามาได้อย่างใด”

Don`t copy text!