เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 28 : นางพญา

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 28 : นางพญา

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

……………………………………………………………….

-28-

 

กรอกรีดหวีดหวิว ซุ่มเสียงคล้ายลมครวญคร่ำผ่านหน้าผาหินดังอยู่เป็นพักๆ  ฟังๆ เหมือนเสียงผีหลงห้องท่องเทียวเที่ยวเถื่อน ฟังๆ ก็เหมือนเสียงสัตว์บาปคร่ำครวญหวนไห้ สำนึกได้ในความชั่วร้ายที่ได้ทำมา แต่กว่าจะสำนึกได้ก็สายไปเสียแล้ว ได้แต่ก้มหน้ารับทุกขเวทนา จ่ายมบาลบีบปากแล้วลากเอาลิ้นออกมาผ่าด้วยมีดที่ลุกเป็นไฟ

เสียงลมคร่ำครวญป่วนปั่นดังอยู่อูดๆ อู้ๆ ฟังดูอึดอัด ฟ้าเหมือนไม่ใช่ฟ้า เหมือนแผ่นกระจกที่ถูกควันรมมานานจนหมอง มืดก็มืด  หมองก็หมอง  ค่ำคืนมืดมนหม่นชื้น ค่ำคืนเดือนดาวดับแสง หมอกคล้ายคลุ้งลอยอ้อยอิ่งอยู่ตาปีตาชาติ อับๆ อบอวลด้วยกลิ่นกำมะถันและใบไม้เน่าเคล้าคละปะปน    หมู่ไม้คล้ายคนยื่นมือหงิกงอชูขึ้น ดูๆ ไปก็คล้ายเปรตผีฝูงสัตว์นรกยกยื่นยอมือขอเศษเมตตา น้ำคงแล้งดินคงเข็ญ หมู่ไม้ละใบเหลือเพียงกิ่งก้าน คล้ายว่าน้ำค้างน้ำคืนชื้นชืดไม่พอเพียงแก่การคงอยู่ของใบ จึงละจึงร่วงลงไปโดยมาก

ในคืนมืดดาวหมอง  ปล่องโพรงโล่งลึกใต้พื้นชื้นๆ เย็นๆ  เป็นห้องเป็นหับซับซ้อนดังโพรงปลวก ห้องหนึ่งกว้างใหญ่ดูโอ่โถง พื้นเป็นหิน ผนังห้องก็เป็นหิน กลางห้องมีแท่นหินใหญ่  บนแท่นมีนางผู้หนึ่งอ้วนเผละพุงพลุ้ย นางตุ้ยนุ้ยนั่งหย่อนเท้าลงพื้น ปลีน่องปล้องขาดูสั้น  สองแขนก็ดูสั้นกว่าคนทั่วไป

“ได้มาหรือไม่”

“ไม่ได้  นางพญา”

“สองครั้งสองหนแล้ว สูทำงานพลาด ไม่กลัวข้าเด็ดหัวสูกินลงท้องหรือ”

“กลัว แต่นางพญาโปรดฟังข้าก่อน ข้า…ผู้เป็นข้าทาสรับใช้อยู่ใต้อุ้งตีนนาง ข้าสู้มันไม่ได้ มีอำนาจอย่างหนึ่งเข้มแข็งแกร่งกล้าป้องกันมันไว้”

“มีดเล่มนั้นหรือ” นางสะดุ้ง เผลอเอามือคลำท้อง ห้าสิบปีผ่านไปแล้ว แต่เหมือนนางเพิ่งถูกจ้วงแทงเมื่อวานนี่เอง “สูเห็นหรือไม่ มีดเล่มนั้น”

“ข้าไม่เห็นมีดเล่มนั้น แต่มีของอันอื่น แข็งกล้าน่ากลัว”

“นอกจากมีดเล่มนั้น จะมีอันใดอีกที่แข็งกล้าน่ากลัว” เสียงหัวเราะคึกๆ ดังขึ้นในคออวบหนา  แสงตาเกรี้ยวกราดชวนพรั่นสั่นหนาว “สูพลาดสองหนแล้ว สูแกล้งพลาดข้ารู้ สูกลัวว่าจับมันมาได้ข้าจะกินสูเหมือนชู้เก่าข้าเคยกิน  ข้าจะลงโทษสู”

นางชี้ปราด ปลายนิ้วสั้นๆ มีแสงสีส้มแดงแลบพุ่ง  รุนแรงและรวดเร็วเกินชายผู้นั้นจะหลบทัน  ล้มผางดิ้นพราดกับพื้น ดิ้นดังปลาถูกทุบหัว  พยายามขบฟันข่มกลั้น แต่ทั้งเนื้อทั้งตัวก็ยังสั่นระริกระรัว

นางพญาอ้วนเผละผู้นั้นลงมาจากแท่น  ปลีน่องปล้องขาไม่ควรจะรับน้ำหนักนางได้ แต่นางอุ้ยอ้ายกลับก้าวเข้ามา  ยกเท้าเหยียบหลังร่างที่พยายามทรงตัวขึ้นจากพื้น  โน้มตัวกดน้ำหนักลงไป ร่างยาวออกไปทางผอมทรุดฮวบลงไปอีกหน

“กลัวข้าหรือไม่”

“กลัว”

“กล้าคิดคดต่อข้าหรือไม่”

“ไม่กล้า ข้าไม่เคยคิดคดต่อนาง นางย่อมรู้ดี”

“ข้าจะให้โอกาสอีกครั้ง ครั้งเดียวเท่านั้น  จับเอามันมา อย่าได้ฆ่ามัน”

“จับเอามันมา สูไม่กินข้า ใช่หรือไม่”

“จับเอามันมา ข้าไม่กินสู”

นางยกเท้า ก้มลงเอานิ้วอ้วนป้อมคลึงหน้าผากผู้ถูกชี้แล้วล้มลงดิ้นพราด คล้ายนางเยียวยาแก้ไข คล้ายถอนพิษฤทธิ์ร้ายรุนแรงที่เขาไม่มีทางต้านทานได้เลย

นางพญาหัวเราะคลักๆ เหมือนเสียงน้ำเดือด ท่าทางลนลานขลาดกลัวของคนผู้นั้นกระตุ้นราคะนาง  อ้อมแขนอ้วนสั้นโอบอุ้มเขาขึ้นจากพื้นเหมือนอุ้มลูกหมาลูกแมวไปสู่แท่นหิน รั้งร่างเขาทับลงบนร่างนาง

“ข้าอยากแล้ว จงบำเรอข้า นายบำเรอ”

อยากอีกแล้ว  บำเรออีกแล้ว…

ผู้ถูกโอบรัดถอนใจ  เมื่อไรความอยากของนางจะสิ้นสุดลง

ดาวดื่นหมื่นดวงยังช่วงโชติ แสงเข้มแสงข่องส่องตาแก่กันอยู่ยิบๆ   ดาวรุ่งหรือมอร์นิ่ง สตาร์ตามคำเรียกของคุณพ่อนิโคลาสก็ขึ้นมา บอกเวลาว่าใกล้รุ่งมาแล้ว แม่คงลุกมาก่อไฟตั้งน้ำร้อนไว้ให้ลูกผัวชงโอวัลตีน เรื่องราวร้ายแรงแม่คงแก้ไขได้เหมือนทุกครั้ง เชื่อมั่น เชื่อมือแม่

เงียบๆ คล้ายต่างคนต่างคิด  ตีนฟ้าทางด้านตะวันออกค่อยยกขึ้น ลำแสงสีส้มชมพูค่อยไล่ตีนฟ้าให้กระถดหดหาย ป่าเริ่มตื่น ต่างหมกมุ่นครุ่นคิดในแนวทางของตน  ในกลุ่มก้อนความคิดที่ถูกหลอมหล่อและเติบโตมา บางอย่างก็คล้ายกัน บางอย่างก็แตกต่างกัน จริงอยู่ทั้งคู่อาจเกิดร่วมปีเดียวกัน ร่วมตำบลเดียวกัน ร่วมศาสนา วัฒนธรรมและประเพณีเดียวกัน แต่ฐานะความเป็นอยู่แตกต่างกัน การดำเนินชีวิตแตกต่างกัน ดังนั้นปัญหาเดียวกัน แม้จะเผชิญร่วมกัน  แต่การดิ้นรนเพื่อหาทางออกก็อาจแตกต่างกัน

“เอาอย่างใดดี อุ่นแสง”

“ขอกูอยู่เงียบๆ สักพัก”

นกเป็นหมื่นบินตัดฟ้าไปหาแสงส่อง หมอกขาวพราวพื้นค่อยเคลื่อนขึ้นคลุมชานผาที่ดูคล้ายตอไม้ยางที่เขาเจาะโพรงเอาน้ำมันออกไปแล้ว อยู่สูง สูงพ้นหุบห้วยตรวยโตรกที่แลลึกลิบด้านล่าง เหนือชานผาขึ้นไปเป็นหน้าผาสูง ทั้งคู่ไม่ได้ขึ้นไปถึงยอดผาที่คล้ายส่วนปลายสุดของตอไม้ ด้วยว่าขึ้นลงลำบาก ขึ้นมาถึงที่นี่ก็พอใจ จึงไม่ป่ายปีนขึ้นไปสำรวจตรวจดู

แสงแรกส่องมาถึง สองร่างที่ยังหนุ่มแน่นยังนั่งอยู่ใกล้ไฟ ผู้หนึ่งล่ำกว่า ผู้หนึ่งผอมกว่า มีทีท่าว่าหากอายุมากกว่านี้ คงล่ำใหญ่ไหล่หนากว่านี้

ผู้ล่ำเอาปืนมาเช็ดถู ไม่ได้ยิงอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ความรู้สึกกระเหี้ยนกระหายหดหายไปเลย อยากยิงอยากฆ่าก็หย่อนลง  คงเข็ดหลาบไปนาน  หากรอดออกไปได้ จะไม่กลับเข้ามาอีกเลย

ดงหลวง…โหล่งเผต

บริเวณนี้ของดงหลวงคงเป็นโหล่งเผตแน่แล้ว โหล่งเผตเป็นแดนผี เผตผีพล่านพลุกดุกเดือดดุดันกลั่นกล้า  คนแก่คนเฒ่าชาวห้วยห้อมเชื่อถือสืบกันมาอย่างนั้น ก่อนเข้ามายังห้าว แม้กลัวแต่กลับอยากเห็นอยากพบ อยากรู้ด้วยตนเองว่าร้ายกาจจริงสมคำล่ำลือหรือไม่ บัดนี้ความห้าวหาญหดหายกลายเป็นเข็ดหลาบ ดงหลวงดุร้ายสมคำล่ำลือ ชาวห้วยห้อมอยู่ใกล้ยังไม่อยากเข้าใกล้  ผู้ใหญ่บ้านก็เตือนแต่ตนกลับไม่ใส่ใจเท่าที่ควร มาโดนด้วยตัวเองจึงรู้แจ้งประจักษ์จริง

โหล่งเผตเหมือนไม่ใช่มีแต่ผีแต่เผต  แต่ยังมีอะไรก็ไม่รู้ เรียกชื่อไม่ถูก เพื่อนเดียวเสี่ยวฮักระบุว่าไม่ใช่ผีเด็ดขาด ผีไม่อาจล่วงล้ำวงไฟเข้ามาได้ มันว่าอย่างนั้น

“มึงว่าไม่ใช่ผี แล้วมันเป็นอะไร”

เอาผ้าขาวม้าเช็ดปืนผึ่งพาดระหว่างหัวเข่า มองไปยังเพื่อน  เพื่อนผู้มีไข้ป้างไข้ป่าคาค้างคล้ายขบคิดเคร่งเครียดมาแต่เมื่อคืน บัดนี้รุ่งแล้ว รุ่งแจ้งแสงออนอ่อนๆ ออกแอ่วตีนฟ้า  ทีท่าเพื่อนก็ยังไม่ผ่อนคลาย

“กูว่าอาจเป็นเผต”

“เผตกับผีไม่ใช่อันเดียวกันหรือ”

“คนละอย่าง แต่เรามักเรียกรวมกันว่าเผตผี เผตมีอยู่ซาวเอ็ดจำพวก แต่เรารู้จักเพียงสิบสองจำพวกตากูว่า  อันที่ขึ้นมาอาจเป็นเผตที่เราไม่รู้จัก”

“มีอะหยังพ่อง มึงจำได้ไหม”

แสงออนอ่อนๆออกแอ่วเป็นแนวพาดขวางทางตีนฟ้าด้านตะวันออก กำหนดรู้แน่แล้วว่าเบื้องนั้นเป็นทิศตะวันออก รู้ทิศเดียวก็รู้ทิศที่เหลือชัดเจน ยังไม่รีบร้อน เวลายังมีเหลือเฟือ หนุ่มผอมบางโครงหน้าออกสวยแต่ดูเศร้านึกย้อนไปถึงตา ตาผู้ชื่อพ่อหนานอินตา อดีตเจ้าอาวาสวัดดงกำ ตาผู้จดจารคัดลอกพระธรรมคัมภีร์มากมาย แม้แต่เรื่องเครือเขาหลง อาเพศอาถรรพณ์พิลั่นพิลึก และวิธีถกถอนอาเพศอาถรรพณ์อันนั้นตาก็คัดลอกใส่ลานก้อมไว้ แต่ลานก้อมหายไป

“เผตจำพวกหนึ่งชื่อว่าวันตา มันหากินน้ำมูกน้ำลาย เสลดขี้เท่ออันคนทังหลายถ่มทิ้ง…”ถ้อยคำของตาแว่วๆอยู่ในหัว “ จำพวกหนึ่งชื่อว่ากุณณะ มันหากินซากผีทังหลาย เผตหมู่หนึ่งชื่อว่าคูถขาทกะ หมู่นี้กินขี้เป็นอาหาร หมู่หนึ่งชื่อว่าอัคคิชาละ มีไฟไหม้ไฟลุกท่วมแต่หัวถึงตีน หมู่หนึ่งชื่อว่าสุจิมุขะ  มีปากอันน้อยเท่ารูเข็ม มีท้องอันใหญ่เท่าโอ่ง กินเท่าใดก็บ่เต็มท้อง หิวอยู่ตลอดเวลา หมู่หนึ่งชื่อว่าอัชชคละ เป็นอย่างงูเหลือมแต่หัวเป็นคน … เผตผีมีซาวเอ็ดจำพวกแต่คนเรารู้จักเพียงสิบสองจำพวกเท่านั้น ยังมีเผตตนหนึ่งนอนอยู่บนทางระหว่างลังกาจะไปสู่ชมพูทวีป ลุกไปไหนบ่ได้ กลายเป็นดอยใหญ่ทุกขเวทนา มันอยากกินน้ำยิ่งนัก ยังมีภิกขุสังฆะหมู่หนึ่งลุกแต่ลังกาจะไปไหว้พระศรีมหาโพธิ์ เขาขึ้นไปบนดอยลูกนั้น เขานึกว่าเป็นดอยดินหินผาป่าไม้ ที่แท้เป็นเผต มันขอกินน้ำ อรหันต์เจ้าทั้งหลายเวทนามันนักก็เอาบาตรตักน้ำหล่อใส่ปากมัน น้ำหมดทั้งห้วย ยังไม่พอแก่ความอยากของมัน”

“เขาเยียะบาปเยียะกรรมอันใดหือตา? ถึงได้มาเป็นเผต”

“บาปกรรมเขาหนักนักเอ็งเอ๋ย…ปางเมื่อเป็นคน เขาบ่กินบ่ทาน เขาประมาทดูแคลนพระเจ้าแก้วทังสาม เขาว่าบ่มีบาป บ่มีบุญ แม้ฆ่าสัตว์ก็บ่เป็นบาป ถวายทานเข้าวัดก็บ่เป็นบุญ อันนี้จัดเข้าข่ายมิจฉาทิฐิคือเห็นผิด เป็นบาปยิ่งนัก…”

“ข้าเอง… พ่อข้าแม่ข้า…คงบาปหนักกรรมหนากันนัก ฆ่ากวางฆ่าฟาน ฆ่าปูฆ่าปลามาเลี้ยงท้องใส่ไส้ ตายไปก็คงเป็นเผตกันหมดนะตา”

“ท่านก็ชีวิต เราก็ชีวิตเอ็งเอ๋ย ฆ่าเท่าที่จำเป็น หลีกได้ก็ควรหลีก งดได้ก็ควรงด อย่าฆ่าพร่ำเพรื่อ อย่าเอาชีวิตท่านมาต่อชีวิตตนล้ำไป ระวังจะเป็นอย่างพ่อเอ็ง”

ตีนฟ้ายกสูงขึ้น เยือกเย็นยามรุ่ง แสงพระสุริยะเจ้าค่อยเข้มข้นขึ้นมาทีละน้อย ถ่ายทอดเรื่องราวเปรตผีอมนุษย์หลากหลายจำพวกเท่าที่จำได้ แล้วกลับชะงัก เหมือนฉุกคิดได้อันใด

“แต่…ไอ้เสี่ยว”

“แต่อะไร”

“แต่ถึงเป็นเผต ก็ไม่ควรข้ามวงไฟเข้ามาได้เด็ดขาด ทั้งเผตและผีจัดอยู่ในจำพวกอมนุษย์ด้วยกัน  วงไฟป้องกันอมนุษย์ได้ทุกอย่าง ครูกูว่าอย่างนั้น แต่กันสัตว์และคนไม่ได้ เมื่อกูไข้ขึ้น มีสัตว์ตัวใดข้ามล่วงวงไฟหรือไม่”

“ไม่มีนะ มดสักตัวก็ไม่มี กูรับรองได้”

“กูเลือกชานผา  กูกริ่งเกรงเรื่องนี้ สูงขนาดนี้  สุดแต่จิ้งจกตุ๊กแกก็คร้านจะขึ้น ไม่มีสัตว์ข้ามก่อน ไม่มีคนข้ามก่อน เผตผีอมนุษย์ภูตพรายกรายผ่านไม่ได้  หรือว่าจะเป็นมึง ไอ้เสี่ยว”

หันขวับ จ้องหน้าเพื่อนสายตาดุดัน  องอาจโบกมือพัลวัน

“ไม่นะ กูไม่ได้ข้ามออกไป”

“หรือว่า…มึงยืนอยู่ในวงไฟ แล้วฉี่ข้ามออกไป”

“ไอ้วอก ไอ้ห่ายอกห่ากินมึงเอ๊ย”จากฉุนกลายเป็นขำ องอาจดีดเท้าผางในท่านั่ง แต่อุ่นแสงก็ยกศอกบังไว้  “ โทษอะไรไม่ได้ก็มาโทษกู”

“หรือว่าครูกูเสื่อม  ไม่ใช่ กูคงเสื่อมจากครูมากกว่า  แต่มาคิดดู  กูกินอยู่ในกำไม่เคยนอกคำครู แล้วอยู่ๆ วงไฟจะดับได้อย่างใด  เป็นไปได้อย่างเดียว เราข้ามเครือเขาหลงเข้ามาแล้ว อยู่ในแดนนี้  คุณแห่งครูกูอาจไม่แรงพอ”

“มีคุณอันอื่นอีกหรือไม่”

“มี แต่คุณอันอื่นของกูหย่อน  เช่นว่าคุณแห่งศีล คุณแห่งสัจจะ คุณแห่งอาจาระคือการประพฤติปฏิบัติ  กูหย่อนทั้งนั้น”

“พระเกศาครูบา มึงเอาคืนไปเทอะเสี่ยว”

“ไม่ อย่างน้อยกูมีคุณแห่งครูอยู่ แต่มึงไม่มีอันใด”

หมอกหม่นขาวเคลื่อนคลุมขึ้น  เป็นฝอยๆ ย่อยยิบดูเย็นเยียบเฉียบชื้น มองลงไปไม่เห็นหมู่ไม้ไพรพงด้านล่างเพราะหมอกพรางไว้ แสงไฟโรยลง แต่ถ่านยังคุแดง  อุ่นแสงตะล่อมฟืนสั้นกุดสักคืบสักศอกให้รวมกอง เหลียวมองเพื่อน นับถือน้ำใจมัน  ตกตาอับตาจนดิ้นรนไม่ถูก แต่มันกลับจะคืนพระเกศาครูบามาให้ตน

“กูว่าลงไปกันเทอะเสี่ยว” องอาจพูด “ท้องกูร้องแล้ว”

“ยังไม่ลง รอแดดแดงแสงดีก่อน กูจะขึ้นไปบนโน้น” ชี้ไปที่ปลายผาสูงพ้นชานผาทางด้านหลัง  “บนโน้นสูงสุด เห็นได้กว้างได้ไกล ดอยเหนือดอยใต้อันใดจะชัดเจนกว่านี้ ห้วยห้อมไหลสู่บ้านห้วยห้อมก็อาจมองเห็น  อาจพบทางออก”

ขยับตัว มองไปยังทิศตะวันออก ดวงแดงแสงสุกลอยพ้นขอบเขาขึ้นมาแล้ว

สะดุ้งวาบ

เลือดลมอุ่นๆ สายหนึ่งฉีดพล่านไปทั่วตัว สูดลมหายใจลึกๆ นึกถึงคำสอนของตา ยกมือลูบหน้า  ว่ากล่าวกับเพื่อน

“โมรปริตร มึงสวดได้ไหม”

“ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด” รีบโบกมือขวักไขว่วุ่นวาย “ เรื่องพระเจ้าพระธรรม อย่ามาถามกู”

“โมรปริตร เป็นคาถาพญานกยูงคำ…”ว่ากล่าว น้ำเสียงราบเรียบแต่เปี่ยมด้วยความเคารพศรัทธา “ ตากูว่าผู้ใดสวดเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ตก  จะแคล้วคลาดปลอดภัย  มึงคุกเข่า หันหน้าหาพระอาทิตย์ ว่าตามกู”

“ได้ๆ มึงว่านำช้าๆ อย่าว่าเร็ว คำบาลีใบลานกูไม่ถูกกับกู”

“คำฝรั่งมึงก็ว่าไม่ถูกกับมึง คำไทยมึงก็ว่าไม่ถูกกับมึง มีคำอันใดบ้างวะ ที่ถูกกับมึง”

“คำรัก”

“เดี๋ยวกูถีบ”

 

Don`t copy text!