เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 29 : เหมือนฝันเหมือนจริง

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 29 : เหมือนฝันเหมือนจริง

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

……………………………………………………………….

-29-

 

ลมหัวรุ่งพัดโชยชื่นฉ่ำ อยู่ที่สูง  อยู่บนหน้าผา เห็นพระอาทิตย์เพิ่งโผล่ดวงแดงแสงช่วงค่อยพ้นขอบเขาขึ้นมา ทีละนิด ทีละน้อย สุกแดงแสงข่อง ค่อยเข้มค่อยกล้าขับไล่มืดดำ  องอาจพลอยดื่มด่ำซาบซึ้งไปกับศรัทธาของเพื่อน คุกเข่า ถดถอยคล้อยหลังลงมา

“อยํ  จกฺขุมา…อันว่าพระสุริยะเจ้าประกอบด้วยดวงตา เอกราชา….เป็นพญาอันประเสริฐ

หริสฺสวัณฺโณ…มีสีดั่งคำ ปถวิปฺปภาโส…ส่องแผ่นดินหื้อแจ้ง  อุเทติ…ขึ้นมาแต่เบื้องวันออก

ยสฺมา…ด้วยเหตุอันใด   ตสฺมา…ด้วยเหตุอันนั้น

อหํ…อันว่าข้า  นมสฺสามิ…ไหว้แล้ว   ตํ ภควนฺตํ…เซิ่งพระสุริยะเจ้าผู้จำเริญ

หริสฺสวณฺณํ…มีสีดังคำ  ปถวิปฺปภาสํ… ยังแผ่นดินหื้อแจ้ง

มยํ…หมู่ข้าทังหลาย   ตยํ คุตฺตา…อันพระสุริยะเจ้าฮักษา

อชฺช วิหเรมุ …จุ่งอยู่เป็นสุขในวันนี้

ทิวสํ…เสี้ยงวันเทอญ

ฯลฯ

ถ้อยคำร่ำกล่าวยืดยาว ดวงแดงแสงโชติผู้ขับไล่ความมืดและความกลัวลอยสูงขึ้นมาเรื่อยๆ บทสวดมนต์พื้นเมืองจบแล้ว แต่หนุ่มบนหน้าผาสูงยังนั่งกันอยู่เงียบๆ  ผู้นั่งหน้าหันมาหาผู้นั่งหลัง

“มึงกล้าสาบานไหมเสี่ยว สาบานต่อหน้าพระสุริยะเจ้า หากรอดออกไปได้ ไล่ล่าฆ่ากิน  ลดเลิกหื้อเหลือน้อยที่สุด”

“มีใดไม่กล้า รอดออกไปได้ ไล่ล่าฆ่ากินไม่จำเป็นแก่กูเลย”

 

โพรงพร่องปล่องลึกซ่อนอยู่ใต้พื้น  ชืดชื้นหม่นแสงอยู่เสมอ   เป็นหับ เป็นห้อง เป็นช่อง เป็นรู เป็นคูหาแยกย่อยซอยยิบขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน   แต่ดั้งแต่เดิมมา คล้ายว่าจะเป็นโพรงโพรกโทกถ้ำที่เกิดจากน้ำกัดเซาะ เกิดจากการกัดกร่อนพังทลายอันเนื่องแต่ธาตุสี่เกาะกุมคุมกันไม่ได้สัดส่วนที่เหมาะสม  บางส่วนก็แข็ง บางส่วนก็อ่อน บางส่วนก็โป่ง บางส่วนก็เว้า  บางส่วนพังทลาย และบางส่วนก็ผุดซ้อนขึ้นแทน

เนิ่นนานผ่านมา กัปกัลป์วันเดือนเคลื่อนไปเท่าไรไม่รู้ คล้ายมีชีวิตหมู่หนึ่งเคลื่อนไหลแต่หนใดหนหนึ่ง  คล้ายหนีตาย คล้ายดิ้นรนกระสนกระเสือก เลือกที่เลือกทางสร้างตัวอยู่รอด ชีวิตหมู่นั้นอยู่ได้ในพื้นภพใต้ดินถิ่นนี้ ปรับตัวปรับตนพิกลพิการ ผ่านวัน  ผ่านเดือน ผ่านปี กี่ร้อยกี่พันปีไม่มีใครรู้ อาจนับหมื่นๆ ปีก็เป็นได้ เนิ่นนานอย่างยิ่ง ยืดยาวอย่างยิ่ง   ค่อยเกาะกุมคุมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความปรวนแปรลองผิดลองถูกเท่าไรไม่ทราบ   ค่อยสร้างค่อยสม ค่อยบ่มค่อยเพาะจนมีรูปแบบชีวิตอย่างนี้ขึ้นมา

โพรงพร่องปล่องกลวงเหล่านั้นซับซ้อน  ส่วนหนึ่งมีมาแต่เดิม ส่วนหนึ่งเพิ่มเติมเสริมขึ้น ห้องหนึ่งใหญ่กว้างมีนางพญาสถิตอยู่ แก้มอูม ตัวอ้วน สีหน้าแววตาชาเย็นยากจะจับความรู้สึกได้ นางเป็นใหญ่แก่ทุกชีวิตในโพรงโพรกโลกลุ่ม ไม่มีผู้ใดขัดขืนต่อต้านนางได้ นางควบคุมเขาไว้ด้วยคุณสมบัติอันใดอันหนึ่งที่อยู่ในตัวนาง อาจเป็นน้ำยาง น้ำเลือด น้ำเชื้อ  น้ำเหื่อ น้ำไคล นางถ่ายทอดคุณสมบัติอันนั้นสู่เขาผ่านการการกำเนิด ทุกชีวิตในโลกใต้ดินแห่งนี้ต่างเกิดจากนางทั้งสิ้น

ต่างเป็นลูกของนางทั้งสิ้น

นางควบคุมบัญชาการผ่านน้ำเชื้อเนื้อในชนิดนั้น  นางควบคุมบงการได้ทุกชีวิตเว้นแต่คนผู้เดียว…ผู้เป็นพ่อพันธุ์

“ข้าเอามันมาให้สู สูไม่กินข้า  สูปล่อยข้าไปเถิด นางพญาที่ข้ากลัว”

“ปล่อยสูไปไม่ได้ เป็นภัยใหญ่หลวงต่อเผ่าพันธุ์ข้า”

“ข้าจะเป็นภัยอันใดต่อสู ขนาดชายผู้นั้น ผู้มีมีดกล้าเกือบฆ่าสูตาย ยังไม่อาจชักนำเภทภัยอันใดมาสู่เผ่าพันธุ์สู ข้าเองอาจมีมีด แต่มีดข้าไม่อาจระคายผิวหนังสูได้เลย ยิ่งไม่มีภัยอันใดต่อสู”

“อย่าปากมาก อย่ารบเร้าอ้อนวอน ข้าไม่กินสู ไว้ชีวิตสูให้แก่เฒ่าตายไปเอง ถือว่าข้าให้สูอย่างที่ไม่เคยให้พ่อเชื้อผู้ใดมาก่อน มา รีบเข้ามาบำบัดบำเรอ ข้าต้องการเชื้อสู”

“ใจสูหนอ ทำด้วยอะไร”

“อย่าเอาใจคนมาวัดใจข้า” นางผลักเขาออกไป ท่าทีดุร้ายเกรี้ยวกราดกลับคืนมาอีก “ข้าไม่ใช่คน”

นางกอดรัดมัดเขาด้วยแขนอ้วนป้อมดูสั้น นางดึงหน้าเขาเข้าหาหน้านาง ชายผู้นั้นกลั้นใจ ปากนางเหม็นเหมือนอมเนื้อเน่า สู่สมเป็นความภิรมย์รื่นชื่นหวานสำหรับนาง แต่สำหรับเขา มันเป็นความทุกข์ เป็นการกล้ำกลืนฝืนใจคล้ายบังคับตนเองให้กลืนกินน้ำเน่าหนองผี  แต่ถึงอย่างไรก็ต้องทำทีคลุกเคล้าเร้ารุกเหมือนเต็มอกเต็มใจ นางพญาอ้วนใหญ่เท่าโอ่งใส่น้ำครางอือๆ อาๆ ท่าทางพออกพอใจ

“ตั้งแต่มีคู่มา สูทำให้ข้าพอใจที่สุด” นางลุกขึ้นจากแท่น “แต่สูกลับอ่อนแอลงเสียแล้ว สองสามปีมานี้ลูกข้าไม่กล้าไม่แข็ง  อยู่ไม่ถึงปีก็ตาย สูอาจแก่เกินไป น้ำเชื้อสูไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ข้าต้องเปลี่ยนคู่ใหม่  ไปเอามันมา แล้วข้าจะไว้ชีวิตสู ”

รุนหลังเขาลงจากแท่น ใกล้รุ่งมาแล้วถึงเวลาที่นางต้องนอน แต่ก่อนนอนนางต้องกิน นางหิว นางกินจุ  นางกินดิบ ในท้องนางมีอีกมากมายหลายชีวิตกำลังสร้างสมบ่มเพาะ  นางมีหน้าที่คลอดแต่ไม่มีหน้าที่เลี้ยง ลูกอ่อนทั้งหลายจะมีฝ่ายเลี้ยงดูโดยเฉพาะ

ชายผู้น้ำเชื้อไม่อ่อนแอแล้วลงจากแท่น เดินไปปากช่อง ส่งภาษาสำเนียงเป็นเสียงซู่ๆ ซี่ๆ  ผีเปลือยหลายตัวฉุดลากแพะหนุ่มเข้ามาให้นางกิน กินสดๆ กินดิบๆ กินทั้งเลือดทั้งเนื้อ   เขาเองผละออกไปจากหับห้องช่องโพรงแห่งนั้น

“อุ่นแสง  ลูกพ่อ”

เหมือนฝัน เหมือนจริง ครึ่งจริงครึ่งเท็จ เหมือนกินเห็ดเมาแล้วคลั่งเพ้อละเมอเมาไปต่างๆ  แต่ก็จำได้ดีว่าตั้งแต่ออกจากบ้าน เห็ดดอกหนึ่งไม่ได้เอาเข้าปาก จึงเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดว่าโดนพิษเห็ดเมาแล้วทึกทักเอาว่าเป็นนั่นเป็นนี่  เป็นพ่อหลวงห้วยห้อม   เป็นสาวบัวผายผู้มีลักยิ้มชวนจูบชวนดม  เป็นหมูหิน เป็นเปรตผีเปล่าเปลือยไม่มีเต้านม ไม่มีอวัยวะเครื่องเพศชัดเจน  สอบถามเพื่อน เพื่อนผู้เหมือนอายุมากกว่านับสิบปีก็ยืนยันตรงกันว่า ไม่ได้เมาเห็ด  ไม่ได้เมาเหล้าเลือดค่างพ่อหลวงปันให้ เป็นไปได้อย่างเดียวว่าข้ามเครือเขาหลง

หากข้าม คงข้ามตอนกระโดดข้ามห้วยแห้งสายนั้น ไม่ทันเห็น ไม่ทันดู ไม่ทันสังเกต  แต่ไอ้ลูกกำพร้ามันว่ามันทันเห็น แต่ก็ห้ามไม่ทัน  เขากระโดด  มันก็กระโดดตามมา

“กูกังขา หากอันนั้นเป็นเครือเขาหลง  ไยมันอ่อนน้อยต้อยต่ำขนาดนั้น  ไยไม่เป็นเครือใหญ่เครือหลวง ลากเลื่อนเลือนดินอย่างคำคนเฒ่าว่า”

“กูก็กังขาเหมือนมึงนั่นแหละ  บางทีถ้อยคำอาจพาเราหลงได้นะเสี่ยว คำว่าเครือเขาหลง มันใหญ่ มันโต มันข่มขู่  เราก็เลยคิดไปว่าใหญ่ๆ โตๆ ทอดขวางทางอย่างงูเหลือมงูหลาม ตากูเองก็เหมือนไม่ชัดเจนนักเรื่องนี้ ตาพูดแต่ว่ามันลากเลื่อนเลือนดิน แต่อันที่เราข้าม เท่าเถาผักบุ้ง หนำซ้ำอยู่ก้นห้วย ใครจะไปทันรู้ตัว”

“กูคิดได้อีกอย่าง” องอาจพูด “ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเราละเมิดดอยหลวง   เครือเขาหลงอาจเกิดจากการบันดาลของท่าน ท่านไม่พอใจ จึงบันดาลให้เป็นต่างๆ นานา”

“กูเริ่มคิดถึงท่านตั้งแต่เห็นรอยโคลนติดโคนสน กูมาชัดเจนแจ่มแจ้งตอนเห็นต้นกล้วยล้มเหมือนโดนดาบในฉับเดียว มันเป็นอื่นไปไม่ได้เด็ดขาดไอ้อาจมึงเอ๋ย ต้นกล้วยอวบเกือบเท่าขา  ไม่มีใครฟันฉับเดียวก็ล้ม แล้วก็มีแต่เราหลงป่าหลงดอยกันมา งมคลำกันมา มีแต่เราเท่านั้นที่เป็นคนในดงไพรใหญ่กว้าง  กูไม่ฟัน มึงไม่ฟัน   แล้วมันจะมีใครที่ไหนมาฟัน  กูว่าท่านนั่นแหละ ท่านอาจจำแลงแต่งตนมาเองด้วยซ้ำ กูถอดใจเลย ขืนติดตามต่อไปกูตายแน่นอน แม่กูนอกจากกำพร้าผัวแล้วยังจะกำพร้าลูก  กูจึงขอเมตตาจากมึงให้ดูแลแม่กู”

“แต่ว่าตอนนี้ กูว่าท่านอาจยกโทษ เมตตาอภัยให้เราแล้ว กูรู้สึกอย่างนั้น ตั้งแต่ไหว้พระโมรอาทิตย์”

“ไม่ใช่ มึงเรียกไม่ถูก เราสวดโมรปริตร ไหว้พระอาทิตย์”

“นั่นแหละ อันเดียวกัน ตั้งแต่ลงมาจากหน้าผาสูงอันนั้น” เหลียวกลับหลัง เอามือชี้ประกอบ “มันโล่งๆ เบาๆ อย่างไรบอกไม่ถูก ไอ้เสี่ยว กูว่านะ เรามาไหว้สาขอขมาอารักษ์เจ้าหลวงดอยหลวงกันอีกที จำเพาะเจาะจงต่อท่านเลย เราไม่ได้เอ่ยถึงท่าน ตอนไหว้พระโมระ…ปริตร”

“ดี  ดีนักเสี่ยว  เข้าป่าดงหงใหญ่ ครูกูสอนว่าต้องนอบน้อมถ่อมตน  อย่าได้อวดห้าวอวดหาญ ” เหลียวมาเหลียวไป ท่าทีงงๆ “ไหว้ต่อท่านเถิด แต่ว่าจะไหว้ไปทางใดดี ดอยหลวงโอบล้อมเราอยู่ทุกด้าน”

“กูว่าไหว้ไปที่ดอยหน่อนั่นเทอะ” หนุ่มสำราญแห่งสันป่าเลียงชี้มือไปยังเขาหินที่พวกตนเพิ่งลงมา “ ต่างแทนเอาว่านั่นละแท่นที่ท่านสถิต”

“มึงจะเป็นคนว่า หรือกูเป็นคนว่า”

“มึงว่าเทอะ  กูว่าบ่ช่าง”

“มึงว่าตามกู”

คุกเข่าลง หันหน้าเข้าหาดอยหน่อหรือเขาหินรูปร่างคล้ายหน่อไม้ปลายกุดที่ขึ้นไปนอนค้างเมื่อคืน   เหมือนเขาหินโดดเดี่ยวลูกนั้นจะสูงยืดขยายใหญ่ขึ้นอีกมากมาย  เหมือนเป็นแท่นแก้วแท่นคำที่พระเจ้านั่งอยู่

บนยอดสูงสุดที่ขึ้นไปไม่ถึง หนุ่มสอบตกซ้ำชั้นหลายชั้นมองเห็น…

เห็นท่านผู้หนึ่งนั่งอยู่

ตัวสูงตัวใหญ่  ใหญ่โตคับฟ้า หน้าดุหนวดดก

เหมือนใครหนอ เหมือนใครสักคนแต่นึกไม่ออก ท่านนุ่งทรงเครื่องแดง แม้ผ้าโพกหัวก็เป็นผ้าแดง

เหมือนท่านยกมือชี้หน้า สายตาคาดคั้นคุกคาม

องอาจขนลุกขนชันทั้งร่าง

 

ห้องหับซับซ้อนบางส่วนเกิดจากธรรมชาติ บางส่วนสร้างเสริมขึ้นจากอมนุษย์ไม่ปรากฏเพศชัดเจนทั้งหลาย ไม่รู้สึกผูกพัน ไม่รักเป็นลูก  แม้ว่าพวกมันแทบทั้งนั้นเกิดจากเชื้อพันธุ์ของเขาที่เข้าผสมกับเม็ดเชื้อเนื้อในแห่งนางพญา นางไม่ใช่คน นางเป็นเปรต   เป็นนางพญาแห่งเปรตทั้งหลาย พ่อตาเคยพูดถึงเปรตยี่สิบเอ็ดจำพวก แต่จำไม่ได้ว่ามีเปรตอะไรบ้าง

เดินผ่านอสุรกายหลายตนเหล่านั้น  พวกมันไม่มีความรัก ไม่มีความใคร่ ไม่มีความกล้า ไม่มีความกลัว พวกมันมีแต่หน้าที่ มีแต่การงาน แยกงานกันทำตามหน้าที่ พวกมันไม่ใช่คน แต่เขาเองเป็นคน

แปดปีมาแล้วพลัดหลงจากบ้าน คิดถึงลูก คิดถึงเมีย แต่กลับออกไปไม่ได้  นางพญามีฤทธิ์เดชมากหลาย ป่าทั้งหมดเหมือนอยู่ใต้อาณัติของนาง จะหนีไปที่ไหนก็เหมือนนางจะสอดส่องมองเห็นหมด นางจะจำแลงแต่งสร้างให้เป็นอะไรก็ได้ แล้วแต่นางจะพอใจ หากนางไม่ปลดปล่อยก็ออกไปไม่ได้ เคยลองแล้ว แต่ไม่สำเร็จ หากหาพบย่ามที่หลุดหล่นหายอาจพบทางออก แต่แปดปีมาแล้วกลับหาไม่พบ

“เครือเขาหลง  เครือเขาหลง…”

หย่อนก้นลงตรงขอบแท่นหิน อยากส่องดูหน้าตาตัวเองแต่ไม่มีกระจก ยื่นมือคลำ ปากอ้ากว้างอย่างปากลิงหายไปแล้ว เขี้ยวแหลมยาวสี่ซี่ที่มุมปากก็หายไป กลายเป็นปากคนหน้าคนตามปกติ แปดปีมาแล้ว ยามออกนอกช่องโพรงกว้างใหญ่ซับซ้อนแห่งนี้  หน้าคนจะกลายเป็นหน้าลิง  เป็นไปตามอำนาจแห่งนาง นางเสกหน้าคนให้เป็นหน้าลิงเพื่อป้องกันเขาหลบหนีกลับออกไป หน้าลิงไม่อาจไปปรากฏในแดนคนได้ คนในแดนคนพบเห็น ต้องคิดว่าเป็นเปรตเป็นผีแน่นอน เขาจะไล่ล่าฆ่าฟัน

เอนหลังลง ไม่ได้ยกมือก่ายหน้าผาก หลับตาอยู่เฉยๆ  แต่ตาภายในเหมือนมองเห็นงานฉลอง เหล้ายา ผู้หญิง และผ้าดำ

แปดปีมาแล้ว พลั้งเผลอ ผิดพลาด ต้องกลลวงของนาง ข้ามเครือเขาหลงเข้ามาแล้ว  ข้ามกลับออกไปไม่ได้เพราะหาย่ามไม่พบ ในย่ามมีลานก้อมผูกนั้น  ผูกที่พ่อเมียจดจารคัดลอกแล้วตนเอามา คิดว่าเข้าป่ามีเวลาว่างจะอ่านท่องทบทวนที่ไม่เข้าใจ เคยอ่านแล้วแต่จำได้ไม่หมด

ทางออกอยู่ในนั้น

ในลานก้อมที่หายไป

เคยทดท้อหมดหวัง หลายครั้งคิดจะฆ่าตัวตาย อับอาย อดสูตัวเองที่ตกต่ำถูกเขาย่ำยี  ศักดิ์ศรีความเป็นพราน ศักดิ์ศรีความเป็นพ่อ เป็นผัว เป็นคน  เป็นมนุษย์ถูกทำลายหมด ไม่มีเหลืออยู่เลย ต้องลดตัวลงไปสมสู่กับเปรต ต้องเงี่ยหูหา ต้องใส่ใจนาง เอาอกเอาใจ กลายเป็นเพียงเครื่องผลิตน้ำเชื้อเพื่อให้นางเอาไปผสมกับไข่ในท้องของนาง

Don`t copy text!