เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 3 : ศิษย์มีครู

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 3 : ศิษย์มีครู

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

……………………………………………………………….

-3-

 

แดดอ่อนออกมาแล้ว แต่พื้นพ่างภายดินก็ยังเย็นอยู่ ดินนาหลังหน้าเก็บเกี่ยวยังเหลือความชื้นอยู่มาก  ยังไม่แยกจนแตกระแหงเป็นริ้วเป็นร่องเพราะเพิ่งเดือนห้าแรมแก่ (1) ตอซังหักเหี้ยนไปแล้วก็มี ยังตั้งตออยู่ก็มี กอใดงัวควายถกทึ้งหรือเหยียบย่ำก็หักก็พับ กอใดพ้นปากและกีบตีนงัวตีนควายก็งอกหน่อข้าวออกมาใหม่ หน้านี้ผู้มีงัวมีควาย เขาปล่อยงัวปล่อยควายเลาะเล็มกินหญ้ากันแล้ว ก่อนหน้านี้เมื่อข้าวยังไม่ออกจากนา เขาจะล่ามสัตว์เลี้ยงของเขาไว้แล้วเกี่ยวหญ้าไปให้มันกิน จะไม่ปลดปล่อยเพ่นพ่านเพราะมันอาจไปเหยียบย่ำหรือถกทึ้งข้าวกล้าในนาเสียหาย

“แม่ มีทางนี้อีกปึ๋ง”

“เดี๋ยวก่อน แม่เอาปึ๋งนี้ก่อน”

ปึ๋งคือกองขี้ควายที่ควายมันถ่ายทิ้งไว้  จะมีแมลงปีกแข็งสีดำตัวเล็กๆ มากิน เรียกชื่อว่าแมงขี้ดอบหรือแมงจิ๊หลอบ เป็นแมลงกินได้ มันมักอาศัยอยู่ใต้กองขี้ควายเป็นหมู่ๆ สังเกตจากผิวหน้าของกองขี้ควาย หากยังสด มันยังไม่มากิน หากผิวหน้าแห้ง แล้วมีขุยดินจากข้างล่างผุดแทรก แสดงว่ามันมากินแล้ว แต่หากขี้ควายแห้งแข็งยุบตัวลง ก็แสดงว่ามันพาฝูงพาหมู่ไปสู่ปึ๋งอื่นแล้ว

นางคำแสงเอาเสียมแซะแผ่นขี้ควายออก เอามือกอบแมลงสีดำตัวเล็กขนาดนิ้วก้อยใส่ลงในหม้อเขียว ในหม้อจะใส่แกลบไว้ เมื่อแมงขี้ดอบลงไปในหม้อมันจะไม่บินหนีเพราะมีแกลบให้มันมุดซ่อนตัว หากไม่ใส่แกลบไว้มันก็บินหนี    ถึงบ้านก็เอาไปลอยน้ำให้มันถ่ายขี้ในท้องเสียก่อนแล้วเด็ดปีกแข็งๆทิ้งไป เอาคั่วใส่เกลือกินกับข้าว หรือเอาใส่แกงผักกาดก็อร่อยดี

“แม่ หนามปักตีน”

“เขย่งไปก่อน บ่มีเข็มบ่ง ถึงบ้านแม่จะบ่งให้เอ็ง”

ยืดเอวลุกขึ้น มองไปยังอีหล้าลูกคนเล็ก  อายุได้สิบสองขวบเข้ามาแล้วแต่ไม่ค่อยอ้วนท้วนนวลขาวนัก แปดปีมาแล้วที่นางเลี้ยงดูมันเองเพียงลำพัง  พ่อมันพรากหายไปแต่เมื่อมันได้สี่ขวบ ยังจำหน้าพ่อไม่ได้ด้วยซ้ำ

น้อยอุ่นผัวนางห่างกายหายหน้าไปแปดปี  

บ้างว่ามันหนี บ้างว่ามันตาย

แต่พ่อนางว่ามันยังอยู่

นางเองก็ว่ามันยังอยู่

อย่างน้อยก็อยู่ในใจนาง

 

ลูกซองเดี่ยวกระบอกดั้งเดิมยังดูใหม่อยู่ เป็นปืนคู่มือของพ่อมาก่อน พอพ่อได้ลูกซองแฝดกระบอกใหม่ก็โอนกระบอกนี้ให้เขา เครื่องเครากลไกต่างๆ ยังดีทุกอย่าง ลวดลายที่เป็นโลหะสลักแล้วดุนประกอบพานท้ายก็ยังแวววาว ลำกล้องเป็นเหล็กอย่างดีไม่มีสนิม หมั่นชำระเช็ดถูไม่ให้ไอน้ำมาเกาะ เมื่อไม่ใช้ก็เอาใส่ถุงผ้าแล้วเอาห้อยตะปูตอกติดเสาในห้องนอน แต่ว่าวันนี้ไม่อยู่บ้าน เมื่อวานฉวยปืนขึ้นบ่า ยัดเสื้อผ้าใส่เป้แบบทหารก็บึ่งมอเตอร์ไซค์ไปสู่ดงม่วงฝ้าย ฉุดกระชากลากเอาไอ้ลูกคนหายลงจากเรือน

“อะไรวะ”เสี่ยวตัวผอมตัวบางโวยวาย “ขโมยลักควายมึงไปหรือ ถึงรีบร้อนขนาดนี้”

“ไม่ต้องถาม ไปกับกูเร็ว”

“ไปไหน”

“ไปห้วยห้อม ยิงหมูยิงฟาน สักสองสามคืน”

“แม่กูไม่อยู่ กูยังไม่ได้บอกแม่”

“บอกคำผุยน้องมึงไว้ก็ได้ นี่ไอ้คำผุย…” เขาหันไปตะโกนเรียกน้องของเพื่อน “ แม่เอ็งมา บอกแม่เอ็งนะ อ้ายเอาพี่เอ็งไปนอนห้วยห้อมสองสามคืน”

“แม่กู ฝากน้องกูบอกได้ แต่พ่อกู กูต้องบอกเอง”

“บอกพ่อมึง?” เขางง “บอกไงวะ หายไปเจ็ดแปดปี”

“บอกที่ขันครูพ่อกู มึงอยู่ล่างรอก่อน จะไปนอนค้างอ้างแรมที่ไหน กูต้องบอกพ่อกูทุกครั้ง”

เพื่อนบอกให้รอที่ใต้ถุน แต่เขาก็ตามขึ้นเรือนน้อยยังไม่เต็มรูปหลังนั้น ขันครูของพ่อไอ้อุ่นแสงใส่สาแหรกห้อยแขวนอยู่เหนือโถงเรือน เป็นกะละมังปากกว้างสักศอก ในกะละมังมีหมากแห้งหุ้มด้วยผ้าขาวผ้าแดง มีขวดเหล้า ขวดน้ำผึ้ง ข้าวตอกดอกไม้และข้าวเปลือกข้าวสาร  ผู้ใดมีครูต้องมีขันครูเป็นของเฉพาะตน อุ่นแสงเองก็มีครู ต่างแต่ขันครูของมันไม่ได้ห้อยไว้ที่โถงเรือน หากแต่แขวนไว้เหนือหัวนอนที่ซอกชานด้านหลังอันเป็นที่นอนของมันกับคำผุย เขาเองคุ้นเคยกับคนเรือนนี้ดี เข้าออกได้ทุกซอกทุกมุม ยกเว้นแต่ห้องนอนใหญ่เท่านั้นที่คนนอกครอบครัวไม่ควรก้าวล่วงเข้าไป

อุ่นแสงเป็นศิษย์มีครู

เขาเองก็อยากเป็นศิษย์มีครูเหมือนกัน

ครูดาบ ครูเชิง ครูพราน

ไม่ใช่ครูที่สอนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ อย่าง มัดเซ่อ บาเด้อ ทั้งหลายที่โรงเรียน

พ่ออยากให้เขากลับไปเรียนให้จบ อย่างน้อยก็จบม.๖ แต่เขาเอง…มันเบื่อ มันหน่าย สอบตกจนอายเด็กรุ่นน้องที่ตามขึ้นมาทัน มันไม่เข้าหัวเลย สมการสองชั้น สมการสามชั้น เอกำลังสองลบบีกำลังสอง เท่ากับเอลบบีคูณเอบวกบี…

ไม่เหมือนนั่งห้าง เหนี่ยวไกยิงเก้ง ละก็…เล้าโลมนางนอน

 

“มาอยู่นี่เอง นึกว่าตามไปแผ่ปีกรำป้อใส่บ้วผายที่นอกทุ่ง”

“กูไม่ใช่ไก่แจ้ จะได้แผ่ปีกรำป้อ”

“ยิ่งกว่าไก่แจ้อีก มึงน่ะ เห็นสาวเป็นไม่ได้ ตาลุกวาวๆ เหมือนลูกอ่อนเห็นขนมหวาน”

“กูไม่ใช่พระ”

“กูก็ไม่ใช่พระ”

“แต่กูไม่ใช่มึง”ว่ากล่าวอย่างหงุดหงิด “มึงเองก็ไม่ใช่กู หากมึงเป็นกู อาจยิ่งกว่ากูด้วยซ้ำ ลูบคลำก้นไม่พบหาง นอนได้ทั้งนั้น”

“พี่น้อยอ้ายมาบอก” อุ่นแสงตัดบท “ วันนี้พามึงสอดส่องล่องดงไม่ได้ ลูกแกไม่สบาย”

“ดีเลย กูตามบัวผายไปดีกว่า ปาดผักหมูชายทุ่ง”

อุ่นแสงมองตาม ไอ้ผู้นี้ติดนิสัยทำอะไรเอาแต่ใจตัวเอง มันเป็นลูกคนเล็ก พ่อแม่รัก พี่ๆ ก็รัก ทรัพย์สินเงินทองพ่อมันมากมาย

ตรงข้ามกับเขาแทบทุกอย่าง

เพื่อนมีพ่อมีแม่ครบครัน แต่เขาขาดพ่อ  ขาดมาแปดปีแล้ว

พ่อหายไปเมื่ออุ่นแสงยังเป็นเณรน้อย  พ่อมาเสาะหางาช้างสะเดาะเสาะหาช้องหมู เขี้ยวหมูหรืออะไรสักอย่างแล้วหายไปเลย บางคนว่าพ่อหนี บางคนว่าพ่อหาย บางคนว่าพ่อตายไปแล้ว แต่ตาเชื่อมั่นว่าพ่อยังอยู่ อยู่ที่ไหนสักแห่ง

“อาจอยู่ที่เมืองอันนั้น”

“เมืองอันไหน เมืองมืดดำก่ำเส้า แสงธรรมพระเจ้าบ่เคยส่องถึงน่ะหรือตา”

“อือ พ่อเอ็งคงเผลอข้ามเครือเขาหลง แล้วก็หลงพลัดเข้าเมืองเผตเมืองผีอันนั้นไป”

“พ่อจะได้กลับออกมาไหมตา”

“กลับ พ่อเอ็งต้องกลับมาแน่นอน เบี้ยเจ็ดแก่น กำผายออกไปเมื่อใด คำตอบบ่เคยพลั้ง”

“แล้วเครือเขาหลงที่ว่า ต้นลำใบดอกมันเป็นอย่างไรล่ะตา ที่ว่าใครเผลอข้ามจะพลัดเข้าเมืองเผตเมืองผี”

“มันเป็นเครือ เป็นเถาเลือนไปกับดิน มีอยู่ในนั้น  ในลานก้อมที่ตาจดจารออกมาจากวัด นานแล้วเอ็ง สักสี่สิบปีเห็นจะได้แล้ว”

“ข้าใคร่อ่าน”

“มันหายไปไหน ตานึกบ่ออก มีสรรพะอยู่ในนั้น คาถาอาคม ข่มปราบผีสางก็อยู่ในนั้น เครือเขาหลงก็อยู่ในนั้น เผตซาวเอ็ดตระกูล ก็อยู่ในนั้น”

องอาจผิวปากหวิวๆ ใส่แว่นตาแมคอาร์เทอร์ (2) อันโก้ ลงมาใส่รองเท้าคล้ายไอ้โอ๊บที่เชิงบันได ลูกซองอัตโนมัติสะพายไหล่ กระสุนเตรียมมาพร้อมทั้งลูกโดดลูกปรายหลายแหล่ ชอบนะ ชอบล่า ทั้งล่าสัตว์และล่าสาว แม่เองคร้านจะเดือดร้อนจึงอยากให้เขามีเมียเป็นตัวเป็นตนเสียที แต่เขาเองยังไม่อยากมีเมียเป็นตัวเป็นตน อยากครองตัวเป็นหนุ่มโฉบเฉี่ยวหวือหวาไปเรื่อยๆ เบื่อเมื่อไรค่อยเป็นฝั่งเป็นฝา  ส่วนพ่ออยากให้เขากลับไปเรียนซ้ำชั้นให้จบม.๖ แต่เขาไม่อยากเรียนอีกแล้ว หัวไม่ดี พื้นฐานไม่ดีเท่าเด็กในเมือง จบป.๔ที่โรงเรียนบ้านสันป่าเลียง ตัวเอบีซีไม่รู้จักเลย แต่เด็กในเมืองได้เรียนมาแต่ชั้นป.๑ โน่นแล้ว

อยู่ที่บ้าน เขาเป็นหัวแก้วหัวแหวน แต่อยู่โรงเรียนเขาเป็นไอ้บ้านนอก ไอ้ตัวตลก เป็นที่เยาะเย้ยถากถางของเพื่อนร่วมชั้นเรียน

อยู่ที่โรงเรียน เขาเป็นเด็กโค่ง ยังต้องใส่กางเกงขาสั้น แต่อยู่ที่บ้าน เขาเป็นหนุ่มเต็มตัว ใส่กางเกงยีนส์อย่างคาวบอยในหนังฝรั่ง ใส่หมวกหนังปีกกว้าง ใส่แว่นตาแมคอาร์เทอร์ควบขับมอเตอร์ไซค์

อยู่ที่หอพัก มีระเบียบข้อบังคับสารพัด แต่อยู่ที่บ้าน เขาเป็นใหญ่ในตัวเอง

ข้อสำคัญอยู่ที่บ้านได้นอนสาว เดือดร้อนขึ้นมาก็มีแม่คอยจัดการให้จนเรียบร้อย

เหมือนกันกับครั้งนี้

ผลุนผลันไปฉุดกระชากลากถูเพื่อนลงมาจากเรือน มันเองดูงงๆ มันคงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาไม่อยากเผชิญหน้าพ่อแม่สาว ไม่อยากเผชิญหน้าพ่อ รอให้แม่กลบเกลื่อนเรื่องราวเรียบร้อยค่อยกลับไป คาดว่าไม่น่าจะเกินสองสามวัน

“ไปกับกูไหม ไอ้แสง”

“ไปเถอะ กูคร้าน”

อุ่นแสงตัดบทโดยการลุกไปช่วยพ่อตาของพ่อหลวงสมผ่าฟืน แกเองอายุหกสิบกว่า ยังแข็งแรงดีอยู่ เคยบวชเรียนมาแล้วเหมือนตา แต่ว่าไม่ได้เป็นหนานหลวง คือไม่ได้สึกออกมาจากตำแหน่งเจ้าอาวาส แกไม่ได้อยู่ร่วมบนเรือนกับลูกสาวลูกเขย แยกลงมาอยู่เพิงพะยุ้งข้าวได้สองสามปีมาแล้ว เป็นความสมัครใจของแกเองเพราะเมียเสียขา ขึ้นลงกระไดลำบาก

“บ่เข้าป่ากันแล้วหรือ วันนี้” พ่อเฒ่าทัก

“ลูกพี่น้อยอ้ายบ่สบาย เลื่อนเป็นพรุ่งนี้  อุ๊ยแก้วส่งมุยมา จะผ่าหื้อ”

“มีพี่มีน้องกี่คนหรือ เอ็งน่ะ”

“พี่บ่มี มีน้องสามคน”

“พ่อเอ็งหายไปหรือ”พ่อเฒ่าแก้วส่งขวานให้ “แปดปีแล้วหรือ แล้วอยู่กินกันยังไง แม่เอ็งมีผัวใหม่หรือ”

“แม่รอพ่อข้าอยู่” จับฟืนท่อนยาวราวศอกตั้งกับพื้นแล้วผ่าโพละๆ “อยู่กินยังไง ข้าเองสึกออกมาเมื่ออายุสิบสาม ช่วยแม่ทำนาแต่บัดนั้น”

“ทำนามาแต่สิบสาม แล้วเข้าป่านั่งห้างล่ะ ตั้งเมื่อใด”

“สิบห้า”

“อายุได้ซาวแล้วหรือ มีเมียละยัง”

“ยัง มันลำบากนะอุ๊ย หากข้ามีเมีย แล้วใครจะทำนาให้แม่ ไอ้ผุยน้องข้าเพิ่งเป็นบ่าวใหม่ อายุสิบหกเอง”

หยิบฟืนอีกท่อนผ่าโพละ แดดแรงดีวันนี้ ออกแรงไม่นานก็ได้เหงื่อชุ่มโชก พ่อเฒ่าแก้วมีใจตักน้ำใส่ขันบุบบู้มาให้ ดื่มน้ำแล้วเลยพักสูบบุหรี่ เป็นมูลีขี้โยแบบคนพื้นบ้านพื้นเมืองทั่วไป ไม่ใช่มูลีกะแล๊ต หรือยาซองแบบที่เพื่อนสูบ

“อุ๊ยแก้วกับตาข้าเคยรู้จักกันหรือ”

“อุ๊ยรู้จักตาเอ็ง แต่ตาเอ็งจะรู้จักอุ๊ยไหมไม่แน่ใจนัก เมินนานแล้วเอ็ง แต่เมื่อตาเอ็งเป็นตุ๊ส่วนอุ๊ยเป็นเณร เคยพบกันเมื่อปอยหลวงวัดสันป่าเลียง วิชาผายเบี้ยเจ็ดแก่นของตาเอ็งเล่าลืออวดอ้างมาแต่ครั้งนั้น”

ลานโล่งกว้าง  แดดดีมีดอกแดดเป็นดวงยิบๆ อยู่ตามพื้น แม่ไก่เรียกลูกไก่กุ๊กๆ มาจิกกินมดปลวกและมอดแมงที่แอบอยู่ในท่อนฟืน คิดถึงแม่   แม่ไก่ตัวเดียวเลี้ยงลูกเป็นโขยง แม่คนเดียวเลี้ยงลูกสี่คนจนโต แม่ไม่วอกแวกหวั่นไหวไปกับลมปากพ่อร้างพ่อหม้ายคนใดเลย ที่อาสาช่วยแม่เลี้ยงลูก  

แม่รักพ่อ

เขาเองหากได้เมีย ก็อยากได้เมียที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว รักเดียวใจเดียวอย่างแม่

คำแก้ว…

 

คำแก้วกลับจากกาดหมั้วสันป่าเลียงมาถึงบ้านเมื่อสายๆ น้ำหนักหาบบนบ่าดูเบาหากเทียบกับขาไป กล้วยดิบกล้วยสุก หมากตืนหมากต้อง หมากโก้ยหมากเก๋น หมากไม้หัวมันอันใดที่ขายได้ก็เอาไปขาย ผักไม้ไซ้เครือ หน่อนางหางไม้อันใดขายได้ก็เอาไปขาย ไม่ได้ไปทุกวัน วันใดมีของขายก็หาบไป วันใดขายของไม่ได้ก็หาบกลับมา ไม่มีขาดทุน เพราะไม่ได้ลงทุนเป็นเงินเป็นทองอะไรเลย

คำแก้วเรียนจบชั้นป.๔ จากโรงเรียนบ้านสันป่าเลียงที่เดียวกันกับองอาจและอุ่นแสง แต่เธอรุ่นน้องเขาสองปี จบแล้วก็จบเลย ไม่ได้ไปเรียนต่อที่ไหนอีก ถือว่าจบสูงแล้วในกลุ่มผู้หญิงด้วยกัน บางคนเรียนถึงแค่ป.๒ ก็ออก บางคนไม่ได้เรียนเลยด้วยซ้ำ  ในหมู่ผู้ชายเองก็ใช่ว่าจะจบป.๔ กันทุกคน จบบ้างไม่จบบ้าง เรียนบ้างไม่เรียนบ้าง ส่วนตัวเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรียนแล้วจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไร พ่อแม่ให้ไปเรียนก็ไปเรียน ส่วนพี่ชายกับพี่สาว พ่อแม่ไม่ให้ไปเรียน พี่ก็ไม่ไปเรียน เท่านั้นเอง

“เสี้ยงก่อ?”

“เสี้ยงลึ้ง”

แม่ถามว่าหมดไหม เธอตอบว่าหมดเกลี้ยง ตอบแล้วก็เอาใบละบาทสองสามใบที่มีรูปพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลให้แม่ เอาข้าวหนมวงที่เป็นแป้งทอดรูปวงกลม ราดด้วยน้ำอ้อยเคี่ยวให้หลานสาวลูกของพี่สาว พี่สาวแต่งงานออกเรือนไปแล้ว ได้ลูกสาวอายุราวสามขวบคนหนึ่ง ยังอยู่ในท้องอีกคน ส่วนพี่ชายก็ออกเรือนไปแล้วเช่นกัน ไม่ได้อยู่ร่วมในเขตบ้านเพราะไปเป็นเขยเรือนอื่น สามสี่วัน หรือห้าหกวันก็กลับมาเยี่ยมพ่อแม่สักครั้งสักหน พอเป็นที่หมายจำว่าจะไม่ลืมกัน

“นี่นะ คำแก้ว…”

“ข้ารู้แล้ว”

สวนคำแม่ ซัดหางเสียงแสดงความรำคาญ เพียงคำว่านี่นะที่แม่ขึ้นต้นก็รู้แล้วว่าแม่จะพูดอะไร  แม่กำลังเห่อลูกพ่อกำนัน

พี่น้อย…

อุ่นๆ อ่อนๆ อ้อยอิ่งอวลไออยู่ในหัวอก เค้าหน้าซื่อๆ แววตาออกจะเศร้าเป็นรูปเงาติดตรึงในใจ พี่น้อยขึ้นดอยลอยห้วยอยู่แห่งใดหนอ กลับมาไม่ต้องเอาอะไรมาฝาก แค่เอาหน้ามาให้คำแก้วเห็นก็พอ

พี่น้อยไม่ขึ้นเรือนมานานแล้ว เกิดอะไรขึ้น หรือว่าแม่กีดกันเพราะลูกพ่อกำนันมาติดพันอีกคน

 

……………………………………………

เชิงอรรถ :

  • (1) ราวๆ กลางเดือนกุมภาพันธ์
  • (2) แว่นตาแมคอาร์เทอร์ เป็นชื่อเรียกแว่นกันแดดที่ถือกันว่าโก้เก๋ โฉบเฉี่ยวในยุคนั้น  กล่าวกันว่านายพลแมคอาร์เทอร์ผู้พิชิตญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้วที่สองก็ใส่แว่นตารูปทรงนี้
Don`t copy text!