เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 30 : อุ่นแสงลูกพ่อ

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 30 : อุ่นแสงลูกพ่อ

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

……………………………………………………………….

-30-

 

สาธุ สาธุ พระปัญญาปารมีสามสิบทัศ…

สาธุพระปัญญาปารมีวัดแวดล้อม วิริยะปารมีอ้อมแวดระวังดี  สีลปารมีบังหอกดาบ เมตตาปารมีผาบแพ้ทังปืน  ทานปารมีหื้อเป็นผืนตั้งต่อ อุเปกขาปารมีก่อเป็นเวียง    สัจจปารมีแวดระวังดีเป็นไต้ ขันติปารมีกลายเกิดเป็นหอกดาบบังหน้าไม้แลปืนไฟ อธิษฐานปารมีผันผาบไปทุกแห่ง แข็งๆ แรงๆ ผาบฝูงหมู่มาร  ผีสางพรายเผตทุกทวีปถีบพังพ่ายหนี นางธรณีอัศจรรย์ผันอยู่คว้างๆ  น้ำนทีนองกว้างแตกตีฟองนะนองนะนอก เป็นข้าวตอกดอกไม้ถวายปูชาพระแก่นไท้ทสธัมม์  พระพุทธังเลย จุ่งมาผายโผด อนุญาตโทษโผดหมู่ข้าทังหลายแท้ดีหลี นางแม่ธรณีออกมารีดมวยผมอยู่ทะทวยทะทาด ช้างร้ายคลาดคะชัง งาสับดินพังพ่นน้ำนทีลงผัดผาย คอพ่ายหักทบท่าว พญามารอ่าวๆ ร้องปูนกลัว  กราบยอมือขึ้นทูนหัวใส่เกล้า ผู้ข้านี้ได้ชื่อว่าเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้ามีบุญสมภารอันมาก พระพุทธเจ้าจิ่งตั้งพระปัญญาปารมีไว้เก้าชั้น ตั้งไว้ทังหน้าก็ได้เก้าชั้น ตั้งไว้ทังหลังก็ได้เก้าชั้น ตั้งแต่หัวแผวตีนก็ได้เก้าชั้น ตั้งแต่ตีนแผวหัวก็ได้เก้าชั้นแสนวา ลูกปืนจักมาเสมอเหมือนดังฝนแสนห่า ก็บ่มีจักมาใกล้ได้ ข้าพเจ้าเลยได้ว่าพุทธคุณํ ธัมมคุณํ สังฆคุณํ พุทธอินทา ธัมมอินทา สังฆอินทา อัสสะอับ แม่นางธรณีอยู่เหนือน้ำอยู่ค้ำแผ่นดิน คันข้าได้ระนึกคิดเถิงคุณพระปิตา คุณพระมาดา คุณครูบาอาจารย์ คุณแก้วทังสามประการ คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสังฆะ คุณแดด คุณฝน คุณน้ำ คุณลม คุณกุสราชเจ้าก็ดี คุณพระเจ้าภาวนาก็ดี คุณนางภัทราก็ดี  คุณพระปัจเจกเจ้าก็ดี คุณแม่ธรณีเจ้าก็ดี จุ่งมารักษากล้ำหน้ากล้ำหลังตัวแห่งข้าแด่เทอญ (1)

ก้มกราบกับพื้น เย็นชื้นพื้นหิน  ผิวหน้าไม่ราบเรียบเสมอกัน ใกล้กับผนังหินด้านในมีแท่นหินแคบเล็กพอนอนได้ น่าจะเป็นหินเก่าหินเดิม ไม่ใช่ส่วนเสริมหรือตกแต่งขึ้นมาจากแรงงานทั้งหลาย หน้าแท่นคลุมด้วยหนังหมีหนังเสือเศษซากอาหารของเผตผีเหล่านั้น เอามาเพลาะติดกันเป็นผืน ถึงหน้าหนาวโลกใต้ดินหนาวเหน็บ ได้ผ้าห่มผ้าคลุมหนังสัตว์มาช่วยก็พออยู่ได้ นางพญาไม่ได้สอดส่องใส่ใจในความเป็นอยู่ของเขา  เขาเองก็คร้านจะขอจากนาง  หากขอก็อาจได้ แต่คงต้องแลกด้วยการแลบลิ้นเลียอุ้งเท้า เคล้าแข้งเคล้าขาเป็นหมาเป็นแมว

ไม่ขอดีกว่า ลำบากหน่อย อดเอา

บัดนี้ความอดทนส่งผลแล้ว  นางพญารับปากแล้วว่าไม่ฆ่าเด็ดหัวเขาแล้วฉีกกินขบเคี้ยว หากเขาเอาพ่อพันธุ์คนใหม่มาแทนตน

แต่ว่า…พระเกศาครูบาองค์นั้น  จะเป็นอื่นไปไม่ได้ เป็นองค์อื่นไปไม่ได้เด็ดขาด ตาข่ายขนหางช้างกูถักกับมือ ไม่มีใครเอาขนหางช้างมาถักเป็นตาข่ายได้อย่างกู กูเองได้สั่งลูกไว้ อย่าให้พรากจากตัว

ลูกกูตามหากู

ลูกกู…อุ่นแสง…ไอ้อ้ายลูกพ่อ

พ่อไม่นึกเลยว่าจะเป็นเอ็ง

เปรตรับใช้เขามาปัดกวาดทำความสะอาดห้องหับไว้แล้ว อาจดูสะอาด แต่โลกมืดชืดชื้นแฉะที่นี่ไม่ใช่โลกของคน ไม่มีคนผู้ใดเลย มีแต่เขาคนเดียว อยากพูดอยากจากับใครก็ไม่ได้พูด  ใหม่ๆ เหมือนบ้า พูดจาถกเถียงกับตัวเอง ออกตีนออกมือ วาดแข้งวาดขา อยู่นานมาเริ่มพูดจาภาษาเปรตผีพวกมันได้ เพราะต้องบังคับการงานแก่มัน

เหมือนต้องทัณฑ์ เหมือนตกนรกหมกไหม้ อยู่นานไปก็ยิ่งเห็นชีวิตว่าไร้ค่า ทนทุกข์อยู่ไปไย ตายดีกว่า

“อย่าฆ่าตัวตาย นึกว่าตายแล้วพ้นทุกข์หรือ คนที่ทุกข์กว่าเอ็งเขายังทนได้ ไม่ฆ่าตัวตาย”

“ใครที่ทุกข์กว่าข้า”

“เมียเอ็ง”

นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้ยินเสียงคน จะเป็นเสียงจากใจตนหรือไม่ ผู้ถูกจับมาเป็นพ่อพันธุ์ไม่สนใจจะคิด เป็นเสียงคน ภาษาคน ถ้อยคำน้ำเสียงมากมีเมตตา ท่านตักเตือน ท่านสั่งสอน ท่านให้สติ ใช่แล้ว คนที่ทุกข์กว่าเขาคือคำแสงเมียรัก คำแสงไม่ฆ่าตัวตาย แล้วทำไมเขาต้องชิงฆ่าตัวตาย ไม่อายเมียหรือ

อุ่นแสง เอ็งติดตามพ่อเข้ามาหรือ

แล้วพ่อจะเอาเอ็งมาแทนพ่อได้อย่างไร

เหมือนมีอีกคน คลุมโปงขดงอที่พื้น คงไม่ใช่คำผุยน้องเอ็งหรอกนะ

 

ฟ้าครามเข้มลึกล้ำ เดือนห้าตก เดือนหกขึ้นมาแล้ว ท้องฟ้าแจ่มใสไร้หมอกเมฆและหมอกควัน ดงดอยดูกว้างโล่งและโปร่งบาง ออกห่างจากดอยหน่อแห่งนั้นมาราวสองกิโลเมตร  ปลอดโปร่ง ผ่อนคลาย สบายใจ ดูคล้ายผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ครอบครอบครองแดนดินถิ่นนี้ท่านพอใจแล้ว  ท่านปลดปล่อยแล้ว

อาเพศอาถรรพณ์ใดๆ คล้ายท่านยกออกไปแล้ว

เครือเขาหลงอาจเป็นหนึ่งในอาณัติของท่าน ขึ้นอยู่กับท่านว่าจะบันดาลให้เป็นอย่างไร คล้ายท่านถกถอนหรือทึ้งทิ้งไปแล้ว

สำนึกในขณะนั้นตระหนักว่ามนุษย์นี้เล็กน้อยเหลือเกิน อย่าได้อาจหาญเหิมเกริมว่ายิ่งใหญ่ ไปท้าทายลบหลู่ท่าน ท่านอยู่มานาน อาจอยู่คู่หล้ามาแต่โลกเริ่มต้น  แต่ตนเพิ่งเกิดมายี่สิบปี มีปืนแก๊ป มีปืนลูกซอง ก็นึกว่าตนเองยิ่งใหญ่ เข่นฆ่าอันใดก็ได้หมด

“มึงเคยว่า   ครูมึงก็เสียท่าในดงหลวง”

“ครูกูได้ว่าอย่างนั้น เหมือนเมื่อห้าสิบปีก่อน   แต่ครูคงอาย  ไม่ได้บอกว่าเสียท่าอย่างไร”

“นับแต่นี้ไป กูจะลด จะละทางฆ่าทางเข่นปลิดปลงชีวิตผู้อื่น จะหมั่นเข้าวัดเข้าวา จะไปไหว้สารอยตีนรอยมือครูบาศรีวิชัยให้ทั่ว ไม่ได้พระเกศาครูบาคุ้มครองรักษา กูเองไม่รู้ว่ายังเป็นหรือตายไปแล้ว  ถึงสันป่าเลียง กูจะออกเสาะหาพระเกศาครูบามาไว้สักองค์”

“กีดแต่ว่าองค์นี้เป็นของพ่อกู กูเอาไว้ดูต่างหน้าพ่อ  กูปันให้มึงไม่ได้เสี่ยวเอ๋ย จนใจจริงๆ”

บนฟ้า มีเหยี่ยวใหญ่ร่อนลอยอยู่สูงลิบ  แดดแดงแสงดียามสาย เมฆคลี่คลายคล้อยเคลื่อนดูโปร่งๆ กลิ่นสาบฤดูร้อนกำจายไปทั่ว  ดอกเดื่อเครือขึ้นคลุมตอไม้อวลอายฟุ้งหอม หมู่แมงดอมแมงดมฉมชื่น   ใต้ต่ำติดดิน  ดอกเหมือดเหมือนดาวดวงน้อยแต่งแต้มกิ่งลำ   ดอกอูนขึ้นตามที่ต่ำริมน้ำ  หอมอ่อนหอมอวลลึกซึ้งตรึงใจ เหลียวดูทางใดก็เพลิดก็เพลิน

ฤดูเดือนหก         คิมหันต์เป่งป้อย    พระพายจอยกิ่งไม้

หล่นใบเขียว        ละเรียวกิ่งไว้        เหลืองเหี่ยวแห้งพันพวง

ฤดูดอกไม้           เปาบานจีหลวง     คะยอมพวง  อุนออนดอกสร้อย

สุคันธา               หอมมาอ้อยหล้อย พี่เหลียวผ่อคอยวาดว้า

เวหาหน              ภายบนฟากฟ้า      เหมือนเห็นแห่งหน้านางนาย

——————–

เสียงเอื้อนเสียงขับเป็นบทชมดงดังขึ้น ถูกบ้างผิดบ้างเพราะจำเอามา บางทีก็เอาที่อื่นมาปะปนใส่เข้าไป สบายใจนัก ม่วนงันหัวใจ เหลียวผ่อทางใด งามเหมือนวาดแต้ม เดินดงเดือนหกแต่เหมือนตกเข้าเดือนเก้าเดือนสิบ  ผ่านร้อนแล้งแห้งเหี่ยวมาแล้ว เข้าสู่ฤดูต้นฝนมาแล้ว นกแก้วนกแลจ๋อแจ๋จ้อกแจ้ก ไม่แปลกแก่ตา ไม่แปลกแก่หู เป็นหมู่นกพื้นเพพบเห็นได้ทั่ว ไม่ใช่นกกระถัวแต่หัวเป็นหงอนนกยูง

อ้อมโค้งผาก้นช้างก้อนใหญ่   คนเดินนำหน้าชะงักกึก ฉุดเพื่อนล้มลงแล้วทิ้งร่างลงราบกับพื้น

ห่างไปข้างหน้าสักยี่สิบวา มันออกมาล่ออีกแล้ว

“หมูหิน…!”

น้ำแล้งแห้งหาย ควายทึ้งฟางหง่าวๆ เหมือนไม่เต็มใจจะกิน  หญ้าสดหายาก ความแห้งแล้งเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ปล่อยควายทั้งวัน บางวันมันได้กินไม่เต็มท้อง หญ้าปล้องหญ้าแขมและหญ้าคมบางมันไม่ค่อยชอบกิน อาจเพราะขอบใบคมมาก อาจบาดเหงือกบาดลิ้นมันก็เป็นได้

สาบเสือเซาซบ เรียกเป็นคำพื้นเมืองว่าหญ้าเมืองวาย บางถิ่นบางที่ก็ว่าหญ้าแมงวาย  ไม่ใช่หญ้าแต่ก็เรียกว่าหญ้า งัวควายไม่กิน สัตว์สิ่งหิงสาใดๆ ก็เหมือนจะไม่กินมันเลย ร้อนแล้งแดดแรง บ่ายแก่แดดเต้นเป็นตัวจนคร้านจะโผล่หัวออกจากร่ม  ไปตักน้ำจากบ่อมาให้ควาย คิดถึงพี่ชายขึ้นมา  ควายตัวนี้ได้จากลุงส่งเป็นค่าเลี้ยงควาย เลี้ยงแม่มัน เลี้ยงอยู่หลายปีเหมือนกันจึงได้มันมาแต่เมื่อตัวน้อย บัดนี้ก็ยังไม่โตเต็มที่ แต่ก็ไถนาได้แล้ว

“ไอ้อ้ายจะเป็นอย่างใดบ่ฮู้นะ อีแม่” คำผุยเกริ่น

“บ่เป็นใด บ่แลงวันนี้  ก็แลงวันพรุ่งมันจะกลับมา” พูดให้ลูกสบายใจ ไม่พาดพิงถึงคำทำนาย เบี้ยหงายสามคว่ำสี่ของพ่อ “นั่นเอ็งได้อะไรมาหือ”

“แมงขี้เบ้า”

“ดีๆ เอาแกงใส่ผักกาดน้อย ใส่ผักชีลาว ยายเอ็งมัก”

ลูกชายคนรองออกออกไปจากใต้ถุน มันเป็นลูกคนที่สามที่นางคลอด แต่เป็นลูกคนที่สองที่เลี้ยงรอด นึกคิดคำนึงไปถึงอีสุพิศ ได้ชื่อแล้ว มีชื่อให้เรียกแล้วแต่กลับเลี้ยงไม่รอด ตายไปเสียแต่เมื่อได้สักขวบเศษ นางเองได้เอามินหม้อป้ายข้อมือมันไว้แล้วสั่งว่ากลับมาเกิดเป็นลูกแม่อีกทีนะลูก แม่จะเลี้ยงเอ็งให้รอดเป็นคน

แต่มันก็ไม่กลับมา ไอ้ผุย อีมูน อีหล้า ไม่มีรอยหมายที่ข้อมือสักคน ไม่แน่นัก หากพี่น้อยของนางไม่สูญหายเหมือนตายลับ มันอาจได้กลับมาเกิดเป็นลูกนางอีกที

คำมูนเอาแมงขี้เบ้าที่พี่ชายมันขุดหามาได้ขึ้นไปเก็บบนเรือนแล้วลงมานั่งที่หูกทอผ้าของมัน คำมูนใกล้จะเป็นสาวแล้ว หากเลือดระดูมา ก็ควรนั่งรับหน้าพี่อ้ายชายบ่าวยามค่ำยามคืนได้แล้ว  รีบร้อนก่อนกาล พี่น้องชาวบ้านอาจติฉินนินทา ว่ากล้วยบ่แก่รีบอุ๊ก (2) 

มือพุ่งกระสวย เท้าเหยียบคันบังคับกี่  เสียงอ็อกแอ็กขล็อกแขล็กฝืดๆ ดังจากหูกลูก ยังใหม่อยู่ เพิ่งได้มาไม่นาน ซื้อต่อมาจากคนบ้านหล่ายหนอง  เงินทองมีไม่มาก เก็บออมเอาไว้ใช้ที่จำเป็น พี่อ้ายมันทั้งนั้นที่หามาได้   ได้มาก็ขาย  เหลือขายค่อยกิน เหลือกินค่อยเก็บ

“เขาชวนข้าไปซ้อมฟ้อน…” คำมูนออกปากเหมือนหยั่งเชิงแม่ “สิบสองค่ำเดือนหน้าจะมีปอยหลวง อีแม่จะว่าอย่างใด”

“ใคร่ทาแป้งแต่งหน้าแล้วกา?”

“อีแม่ก็…”

เอียงอาย ขวยเขิน เงยหน้าขึ้น ขี้มอดร่วงพรูจากฟากปูเรือน เสแสร้งแกล้งกล่าวเป็นอื่น

“เปลี่ยนฟากเทอะ ตรงที่ข้านอน มอดกินจะหมดแล้ว”

“รอไอ้อ้ายเอ็งมาก่อน”

เงยหน้าขึ้นบ้าง ตำแหน่งที่หูกของลูกตั้งอยู่ อยู่ตรงห้องนอน พื้นยังปูฟาก แต่ตำแหน่งที่นางตั้งหูกตรงกับโถง ปูกระดานเต็มแล้ว ฝีมือไอ้อ้ายลูกนาง มันสืบสร้างต่อตีนต่อมือพ่อมันได้หลายอย่าง หากมันไปเป็นเขยเรือนอื่นก็น่าเสียดาย แต่หากนางจะเอาสะใภ้เข้าบ้านก็เป็นไปไม่ได้อีก จะเอาเงินทองของหลายที่ไหนไปสู่ไปขอเขา

ใจวกไปหาความฝัน ภาพในฝันมันชัดเจนเกินไป  เป็นจริงเป็นจังเกินไป  นางฝันเห็นหมูหินกระโจนเข้าใส่มัน  เขี้ยวพ้นปากสะบัดฉับเดียว ลูกนางล้มหงาย ท้องแตก ไส้ทะลัก นางแล่นไปหาพ่อ ขอพ่อผายเบี้ยเจ็ดลูกหาคำทำนาย เบี้ยหงายสามคว่ำสี่ คำทำนายว่าหนักหนาสาหัส หากบุญกุศลไม่แน่นหนาพอ รอดยาก

นึกหาบุญกุศลดลส่ง นึกหาคุณของผัว พี่น้อยอุ่น ตายเป็นผีไปแล้วก็ดี ยังอยู่เป็นคนก็ดี คุณแห่งพี่จงปกปักรักษาไอ้อ้ายมันด้วยเถิด

เสียงดังขล็อกแขล็กบนเรือน เหมือนจะดังจากขันครู (3) ของผัว  คำแสงขนลุก คล้ายผัวรับรู้ คล้ายคุณของผัวสำแดงฤทธิ์เดชบอกเหตุแก่นาง ขันครูของผัวห้อยแขวนไว้ที่โถง ผัวห่างหายไป พ่อไม่ให้รื้อทำลายขันครูของผัว  พ่อนางสั่งให้สระสรงทุกปีในวันพญาวัน นางจำเริญปฏิบัติมา ได้แปดพญาวันแล้ว

คำแสงยกมือขึ้นจบ  ลูบหัวลูบเกล้าเอาชัย แล้วลูบขนตามแขนให้ราบลง

 

เชิงอรรถ : 

(1) คัดลอกมาจาก ปารมีเก้า ชั้น พ.ศ.๒๔๙๑

(2) กล้วยบ่แก่เร่งอุ๊ก= กล้วยยังแก่ไม่ถึงที่ รีบตัดเอามาบ่ม

(3) ขันครู=  เครื่องสักการบูชาครู บรรจุในกะละมังเคลือบ มักวางไว้บนที่สูง หรือใส่สาแหรกแขวนห้อยลงจากหลังคา

Don`t copy text!