เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 31 : เผชิญหน้า

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 31 : เผชิญหน้า

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

……………………………………………………………….

-31-

 

เนินหญ้าโล่ง หน่อคาแตกใหม่กำลังระบัด   มีร่องรอยว่าเกิดไฟไหม้ป่าแถวนี้ หรือไม่อีกทีก็คงมีใครจุดไฟเผาเพื่อเอาที่เอาทางทำไร่ เป็นไปได้หรือ ก็ไหนผู้ใหญ่บ้านว่าผู้คนแถบถิ่นแถวนี้ไม่ว่าห้วยห้อม ปางไอ่ ยางฮอม ต่างไม่อยากยุ่มย่ามข้ามเกี่ยวกับดงหลวงด้วยกันทั้งนั้น

ไฟลามกว้างแล้วดับ เถ้าถ่านซากไฟดำเกรียม อาจมีฝนตกใหญ่ หรือไม่น้ำค้างคงแรง หัวหญ้าหัวคาใต้ดินแทงหน่อออกมากำลังระบัด  สัตว์กินหญ้าทั้งหลายต่างชอบทั้งนั้น

หมูหินคล้ายคุ้ยดินกินเพลิน  คล้ายมันไม่ทันรู้ตัวว่ามีมนุษย์น้อยสองคนจ้องปืนใส่มัน

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮักหมอบเมียงเคียงกัน  นานเป็นปี นานเป็นชาติ เหมือนตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายไม่รู้กี่ครั้งกี่หน  เหงื่อผุดที่หน้าผาก เหงื่อชุ่มที่มือ นิ้วแตะที่ไกแต่ไม่กล้ากระดิก หมูหินกินเพลินย่างใกล้เข้ามา เสียงอูดๆ ในคอบอกให้รู้ว่ามันผ่อนคลายสบายใจเต็มที่ ตัวไม่ใหญ่โตตัวเท่าควายอย่างที่คิด โตเท่ากับหมูบ้านที่โตเต็มที่ แต่ท่วงทีไม่อ้วนอุ้ยอ้ายอืดอาดอย่างหมูบ้าน เขี้ยวสองซี่ที่โผล่พ้นปากยื่นยาว ไม่ยาวเท่าใบหอกอย่างที่คิด  แต่ก็ชวนคร้ามเกรง

อาจพอยิงได้ ก้ำๆ กึ่งๆ กล้าๆ กลัวๆ

ไม่กล้ายิงหมูซึ่งหน้า ความรู้ตกทอดกันมาว่าหมูป่าปราดเปรียวว่องไวถึงขั้นสวนควันปืนได้  ยิงมันซึ่งหน้า ควันปืนไม่ทันจางจากปากกระบอก มันก็พรวดเข้าถึงตัว

หมูขยับเข้ามา หันหน้าตรงเข้ามา ยกหัวขึ้น หูตั้ง เขี้ยวโค้งยาวพ้นปากเป็นสีเหลืองแก่  น่าสะท้านใจ

ขยับไม่ได้ กระดิกกระเดี้ยไม่ได้ คล้ายถูกสาปให้เป็นหิน  กำลังล้อเล่นระหว่างความเป็นกับความตาย อุ่นแสงรู้ได้เลยว่าไม่ใช่หมูป่าหมูหินอะไรเลย

หมูเจ้า!

อุ่นแสงแข็งค้างเหมือนถูกสาปให้กลายเป็นหินไปแล้ว องอาจเองก็ลังเลสองจิตสองใจ  ใจหนึ่งคิดว่าเป็นหมูป่าทั่วไป ใจเย็นลงอีกนิด รอมันหันข้างให้แล้วบรรจงเล็งที่รักแร้แดงไม่น่าจะพลาด ถึงพลาดมันก็จะพรวดไปข้างหน้า ไม่แว้งกลับมาแล้วค่อยพรวดใส่  แต่อีกใจกลับคิดไปถึงคำสบถสาบานได้ลั่นออกปากต่อหน้าท่านผู้เฒ่าหน้าดุหนวดดก  สายตาคาดคั้น คุ้นเคย

เหมือนใครหนอ นึกไม่ออก

ท่านอาจแต่งแปลงมาลองใจอีกแล้ว  ล่อหูล่อตา ท้าทาย ยั่วยุ

หากนิ้วกระดิกไกทุกอย่างอาจจบสิ้น หมูอาจสลายวับ โลกอาจแตกดับคล้ายฟ้าถล่มทันตา ฝนห่าใหญ่ตกลงมาเหมือนเย็นวันก่อน  แล้วตนกับเพื่อนก็คงหลงทิศหลงหน วนๆ เวียนๆ หาทางออกไม่พบ แล้วอาจตกตายในดงดอยเหมือนพ่อของเพื่อน

 

หน้าหมอนแต่งงานปักเสร็จไปแล้วผืนหนึ่ง ครูสุรีย์แวะมาดู ครูพอใจ เหลืออีกผืนยังไม่ได้เริ่ม มักใช้เวลากลางคืนที่ไม่ทอผ้ามาปักหมอน หรือใช้เวลาว่างนิดๆ หน่อยๆระหว่างงามประจำมาปัก ลวดลายดูงาม เป็นรูปคิวปิด ครูว่าอย่างนั้น คิวปิดคือละอ่อนฝรั่งมีปีกอันน้อยถือธนูอันน้อย ยิงลูกธนูเข้าปักหัวใจสีแดงที่ซ้อนกัน

เพลิดๆ เพลินๆ สอดสอยร้อยปักพิถีพิถัน ยามทอผ้าหรือปักผ้าจิตใจสงบนิ่งมีความสุข แต่พลันความสุขก็เหมือนถูกทำลาย

“แน่นอนแล้วเอ็ง”

“อะไรอีกล่ะ แม่”

“นี่นะเอ็ง คนที่ตูบกาดเขาลือว่าพ่อกำนันจะมาพูดจาทาบทามเอ็งด้วยตัวท่านเอง ไม่ใช่แม่กำนัน”

ใจไม่เต้น หน้าไม่เปลี่ยนสี แต่รู้สึกวาบหวิวเหมือนตกจากที่สูง มือปักหน้าหมอนเคลื่อนไหวช้าลง ปักเข็มลงไป สอยกลับขึ้นมาแล้วไม่ปักต่อ สมาธิไม่ดี

“ข้าขอถามแม่สักคำนะ อย่าโกรธข้า”

“หลายคำก็ได้ ลูกอีแม่”

“หากเป็นจริงตามนั้น หากข้าได้ขึ้นเรือนใหญ่ไปเป็นสะใภ้พ่อกำนันจริง สองปีสามปีไปหน้า หากอ้ายองอาจพบคนใหม่ถูกใจกว่าข้าแล้วหย่าร้าง อ้ายอุ่นแสงมาขอ แม่จะว่าอะไรไหม”

“คำแก้วเอ๋ย…”นางเบือนหน้าหนีหน้าลูกสาว หน้าลูกอาจไม่เปลี่ยนสี แต่นางก็สัมผัสได้ว่าใจลูกไม่เป็นสุขเลย “เอ็งฟังแม่ว่าก่อน”

“ไม่ฟัง ข้ารู้ว่าแม่จะพูดอะไร”

“ฟังก่อน ที่แม่จะพูดอาจไม่ใช่อย่างที่เอ็งคิด เอ็งเคยถามแม่สักคำไหม เมื่อตายายยกแม่ให้พ่อเอ็ง แม่รู้สึกอย่างใด”

“จะถามได้อย่างใด เมื่อตายายยกแม่ให้พ่อ ข้ายังไม่เกิด”

“แม่ไม่ได้รักพ่อเอ็งเลย แต่แม่ก็เป็นเมียพ่อเอ็งอยู่จนวันนี้ พ่อเอ็ง…เอ็งเคยถามหรือไม่ มันรักแม่มาก่อนไหม ใจมันมีแต่กตัญญูรู้คุณ ใจมันเป็นใจพระ ส่วนใจแม่เป็นใจผี แต่คนใจพระกับคนใจผีกลับเป็นผัวเมียกันมาซาวแปดปีแล้วเอ็งเอ๋ย”

“ไม่รู้ข้าจะเป็นอย่างแม่ได้ไหม แม่…ข้าขอขมา” ยอมือไหว้ใส่หน้าผาก แต่ไม่ได้ก้มกราบใส่ตักแม่ “ข้าได้ตำหนิติเตียนแม่ในใจแม้ไม่ได้ออกปาก แต่ขออย่าเป็นบาปเป็นกรรมติดตัวข้าเลย ข้า…” ถอนใจยาวๆ วางด้าย วางเข็ม วางสะดึง “แล้วแต่กรรมแต่เวรเถอะแม่เอ๋ย หากข้ากับอ้ายองอาจเป็นคู่กรรมคู่เวรกันอย่างแม่กับพ่อก็อาจอยู่กินกันจนตายจาก  หากข้ากับอ้ายอุ่นแสงไม่ได้เป็นคู่กรรมคู่เวรกัน ก็สุดแท้แต่เวรแต่กรรมเถิด ข้า…ไม่ขัดขืนอันใด”

ออกมาจากใต้ถุน อ้างว่าจะไปเอาหัวปลีมาทำกิน ฟ้าเหลืองแดดเหลืองไปหมด แห้งแล้ง หดหู่ หม่นหมอง ปากอาจว่าได้ ใจอาจตั้งไว้ได้ แต่จะทำได้อย่างปากว่าใจตั้งหรือไม่…

แล้วแต่กรรมแต่เวร…

แล้วแต่บุญแต่บาปได้แต่งสร้างกระทำมา พ่อสอนว่าคนเราเกิดมา เอาบาปเอาบุญแต่ชาติก่อนติดตัวมาด้วย ตายจากชาตินี้ ก็เอาบุญเอาบาปติดตัวไปถึงชาติหน้า

มองฟ้าทางฟากตะวันตก ติดขำค้างคาอยู่ดงดอยม่อนใดหรือ คิดถึง อยากเห็นหน้า อยากเห็นแสงตาอบอุ่นที่เหมือนจะพูดแทนปากได้

อ้ายอุ่นแสง หากชาตินี้พี่กับข้าเป็นได้แค่คนรักกัน ชาติหน้าเราค่อยเป็นผัวเป็นกันนะพี่

 

ร้อนและชื้น เมืองมืดไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวันหม่นมัวอยู่เสมอ ปลายปล่องช่องโพรงอยู่สูงลิบบนโพ้น ไต่ตีนปีนขึ้นไปไม่ถึง  มีช่องทางซอกซอนซับซ้อนอยู่ทั่วไป บางช่องก็ทะลุผิวดิน บางช่องก็ไม่ถึง ถูกจับมากักขังทำหน้าที่เพาะเชื้ออยู่ที่นี่ยาวนาน เขาเองก็ยังไม่ทะลุปรุโปร่งทุกช่องทุกทางเลย

“สาธุ พระปัญญาปารมีสามสิบทัศ  สาธุพระปัญญาปารมีวัดแวดล้อม วิริยะปารมีอ้อมแวดระวังดี  สีลปารมีบังหอกดาบ เมตตาปารมีผาบแพ้ทังปืน  ทานปารมีหื้อเป็นผืนตั้งต่อ อุเปกขาปารมีก่อเป็นเวียง    สัจจปารมีแวดระวังดีเป็นไต้ ขันติปารมีกลายเกิดเป็นหอกดาบบังหน้าไม้แลปืนไฟ อธิษฐานปารมีผันผาบไปทุกแห่ง แข็งๆ แรงๆ ผาบฝูงหมู่มาร

ฯลฯ”

ลุกมาจากพื้น ชื่นชุ่มอุ่นใจ  ไหว้อยู่เสมอ คำไหว้บารมีสามสิบทัศบทนี้เป็นของพระครูบาเจ้าศรีวิชัยที่เคารพนับถือ สวดอยู่ทุกเช้าทุกค่ำ ดื่มด่ำศรัทธา เวลาว่างก็สวด เวลาว้าวุ่นใจก็สวด แต่ก่อนเดิมเมื่อยังห่มดองครองผ้าเหลืองก็สวด แต่ไม่สวดถี่สวดบ่อยเหมือนระยะหลังสักสี่ห้าปีมานี้

เอนหลังลงบนแท่นหินลาดปูหนังเสือหนังหมีที่เอามาเพลาะต่อกันเป็นผืน อ่อนเพลียมาก อยากพักผ่อน หลับพอเพลินก็ถูกปลุก เปรตเปลือยผิวหนังเลี่ยนเกลี้ยงตนหนึ่งอยู่ต่อหน้า แก้วตาด้านๆ ดังตาไร้แววไม่ส่อความรู้สึกรู้สาใดๆ ทั้งสิ้น ปากกว้างอย่างปากลิงส่งภาษาซ่าๆ ซู่ๆ

“นางพญาเรียก”

“เรื่องอันใด”

“ไม่รู้  ไปฟังเอง”

หยิบเสื้อผ้ามาสวม  ใส่รองเท้าทำจากเปลือกไม้บางอย่าง รวบผมยาวกระเซิงลวกๆ หนวดเคราก็ยาว ยาวมากเกินไปก็ใช้มีดซุยหั่นออก ย่ามหาย ปืนหาย มีดเดินป่าก็หายไปกับย่าม เหลือเพียงมีดซุยที่เหน็บเอวเท่านั้นที่ติดตัวเข้ามา

คิดถึงลูกเมีย

คำแสงเมียรักคงตัดใจได้แล้ว อาจมีผัวใหม่ไปแล้ว  อาจไม่ได้รักผัวใหม่แต่ความจำเป็นคงบังคับให้ต้องมี อุ่นแสงลูกอ้ายสูงใหญ่ขนาดนี้แล้วหรือ หน้าตามันเปลี่ยนไป ไม่คล้ายหน้าในความคิดถึงเมื่อพรากจากมา คำผุยอีกคน คงไมใช่น้องเอ็งหรอกนะ  แต่หากว่าใช่ทั้งพี่ทั้งน้อง พ่อจะทำอย่างไร

บาปเคราะห์พาเป็นทั้งนั้นเอ็งเอ๋ย  เอ็งเอาชีวิตท่านมาต่อชีวิตตนมากมายเกินไป

เสียงหนึ่งมักแว่วเข้าในหู แว่วอยู่ในใจ ซุ่มเสียงแก่ชราแต่เมตตาอ่อนโยน ไม่เคยเห็นหน้าท่าน คลับคล้ายเสียงครูบาเจ้าศรีวิชัยที่ตนเคยเอาแรงไปช่วยท่านขุดทางขึ้นดอยสุเทพ ท่านเมตตาปันพระเกศาให้ด้วยมือ ก้มลงกราบเท้าท่าน มือท่านที่ลูบหัวอวยชัยให้พรเณรน้อยครั้งนั้นเหมือนมือวิเศษ ครูบาเจ้าได้ชื่อว่าตนบุญ มีคนพูดว่าหากท่านคิดจะเอาเมืองก็เอาได้ ทางการบ้านเมืองร้อนใจกลัวท่านจะเป็นกบฏ จึงจับเอาท่านลงไปขังไว้ที่เมืองกอกแคว้นใต้ สอบสวนทวนความนานเท่าไรไม่รู้ สุดท้ายเขาก็ปล่อยท่านกลับมา

“อดทนเอาเถิด ก้มหน้าหลับตารับกรรมไปก่อน  วันหนึ่งวันใดหากหมดกรรม เอ็งอาจได้ไปพบหน้าลูกเมีย”

“ลูกเมียข้า เขาอยู่เขากินกันอย่างใด”

“ก็เป็นไปตามกรรมของเขา  ทุกคนต่างมีกรรมของตัวเอง ทุกคนต่างเป็นทายาทของกรรม ทุกคนต่างมีกรรมเป็นแดนเกิด พระเจ้าแห่งเราสอนไว้อย่างนั้น ทุกคนเกิดจากกรรม ไม่มีกรรมก็ไม่มีการเกิด อยากหลุดพ้นจากกรรมมีทางเดียวเท่านั้นคือเข้าพระนิพพาน”

“ครูบาเจ้า ขอข้าเจ้าได้เห็นหน้าครูบาสักครั้งเถิด”

“เอ็งดู”

เหมือนเดือนแย้มหน้าออกจากเมฆหนา  เห็นไม่ชัดนัก แต่ขนลุกขนชันขึ้นทังตัว ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย พระครูบาเจ้าศรีวิชัย ที่อยู่ในใจคนทั้งบ้านทั้งเมืองนั่นเอง

“ข้าไหว้สา ครูบาเจ้า ยังบ่ตายเทื่อกา?”

“ตายไปแล้ว”

“ท่านเป็นเจ้าตายแล้วแต่ยังมาโผดผายผู้ข้า ขอผู้ข้าได้กราบกับตีน ได้ลูบเอาขี้ตีนครูบามาใส่หัวใส่เกล้าด้วยเถิด”

“บ่จำเป็น”

เค้าหน้าเลือนรางหายไปแล้ว อบอุ่นหัวใจ มั่นคงภายในลึกซึ้ง มีกำลังใจยืนหยัดอยู่ต่อไปไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ก้มลงกราบกับพื้น ลูบเอาฝุ่นดินตรงที่เห็นท่านยืนอยู่มาลูบหัวตน

เห็นอยู่ลิบๆ  ห้วยสายนั้นแล้วน่าจะเป็นห้วยห้อม กำหนดหมายจำเอาแต่ไต่ขึ้นหน้าผาทางด้านหลัง ขึ้นไปไม่ถึงที่สุดก็ไต่กลับลงมา

ตามคำบอกเล่าของพ่อหลวง ห้วยห้อมคือลำห้วยสายใหญ่ แต่เมื่อวานหลังฝนตกใหญ่พวกตนหลงทิศหลงหน แล้วไปจับเอาห้วยเล็กอีกสายโดยเข้าใจว่าเป็นห้วยห้อม รุ่งรางสางใส ตะวันจะขึ้นทางใดไม่ได้เด็ดขาดนอกจากตะวันออก รู้ทิศตะวันออก ก็รู้ทิศเหนือทิศใต้ ห้วยห้อมไหลจากเหนือลงใต้ แต่ห้วยสายน้อยที่หลงตามไปไหลเฉียงลงทางตะวันออกเฉียงใต้

ฟ้าโปร่ง ดงดอยดิบทึบก็คล้ายจะโล่งขึ้น ต้นไม้ใหญ่ๆ โตๆ ลุกยืนข่มหัวเบาบางลง แดดส่องถ่องพื้น กระถิกกระเล็นลงมาเต้นตามพื้นส่องตาใสๆ จ่อนแจ้จ่อนแดงหมอบตัวเลียดพื้น นกผีดดงลงกินเมล็ดหญ้าหมู่ใหญ่ พอเดินเข้าใกล้ก็บินฮือ

ไม่เร่งไม่ร้อนอะไรนัก แต่ก็ไม่ชักช้าถ่วงเวลาโอ้เอ้ เหลียวกลับหลัง สันดอยทะมึนอันชื่อว่าดอยหลวงยังขึงขวางสูงใหญ่ ลดหลั่นเป็นชั้นเป็นเชิงซับซ้อนอ่อนแก่  ส่วนใดที่ต้องแดดก็สว่าง ส่วนในที่อยู่ลึกก็ลับแลดูเข้มและมืด ลัดเนินโล่งเป็นป่าหญ้าคา นกคุ่มซุ่มหมอบบินพรวดพราด เนินหลังเต่าลูกนี้คล้ายมีคนมาแผ้วถางไว้ก่อน  ต้นใหญ่ไม้สูงถูกโค่นหน้าดินก็เปิด อาจเป็นไร่ฝิ่นของพี่น้องชาวดอยมาก่อน  เขาละทิ้งไป ไม้ใหญ่ขึ้นไม่ทันหญ้าคา  มันแพร่ลามรวดเร็ว  ได้ฝนดีๆ สักห่าสองห่า ก็แตกหน่อขยายกอกันอยู่พึดๆ

“หาอะไรกินก่อนดีไหมเสี่ยว ท้องกูร้องอีกแล้ว”

“ก็ไหนมึงว่าจะไปฟาดหนักๆ เรือนพ่อหลวงห้วยห้อม”

“โน่นละกระมัง  มืดค่ำไม่เหลือแสง”

“ก็ได้ ลูกไม้หัวมันไปก่อนนะเสี่ยว  ไล่ล่าฆ่ากิน เอาชีวิตท่านมาต่อชีวิตตน  เราได้ให้สัจจะสาบานต่อหน้าตะวันไว้แล้ว”

“ต่อหน้าท่านด้วย ท่านผู้นั้น”

“ท่านไหน”

“ตัวสูงตัวใหญ่คับฟ้า หน้าดุหนวดดกนุ่งแดงทั้งชุด นั่งบนยอดผาที่เราค้างคืน มึงไม่เห็นหรือ”

“ไม่เห็น แล้วท่านถืออันใดในมือ หอกไฟ หรือกงฟ้าลั่น อย่างคำพี่น้อยอ้ายว่า”

“ไม่ถืออันใดนะ แต่ท่านยกมือชี้หน้ากูคล้ายคาดคั้น”

“ดีแล้ว ท่านเมตตามึง อันใดมึงได้บักบนหนกล่าวต่อท่านไว้ อย่าละ อย่าลืม”

“สายตาท่านเหมือนใครสักคน  ดุ แต่ใจดี…กูรู้สึกอย่างนั้น”

ลงจากเนินหญ้าคา ไถถากถลากไถลแทบไม่มีที่ใดให้ยึดเกาะ เหงื่อโชก เสื้อชุ่ม เรี่ยวแรงก็ร่อยหรอเพราะแทบไม่มีของกินอิ่มกินเต็มยัดท้อง  ข้าวสารยังเหลืออยู่ แต่ตั้งแต่ขึ้นไปบนหน้าผาสูง ก็ไม่ได้ใส่ข้าวหลามเพิ่มอีก ใกล้สว่างสร่างไข้กินไปจนเกลี้ยง ลงมาเมื่อแดดแดงแสงดี หาหัวมันลูกไม้ปะทะปะทัง จนป่านนี้ไม่มีข้าวตกถึงท้องสักเม็ดเลย

แต่ถึงอย่างไรก็ถือว่าดี ยังมีท้องให้ร้อง  ยังมีทุกข์มีสุขให้ประสบ ยังมีชีวิต

เหมือนเผชิญหน้ากับพญามัจจุราชตอนนั้น เหมือนถูกยกขึ้นวางบนคานชั่ง ปลายคานข้างหนึ่งคือความเป็น ปลายคานอีกข้างคือความตาย มัจจุราชาในร่างหมูเขี้ยวโง้งย่างเยื้องเอื้องไหว หันสีข้างให้ หัวยกสูง หลังแอ่น เห็นขนแข็งบนสันหลังตั้งชูเป็นแผง   ซอกรักแร้ทะลุหัวใจก็เห็นชัดเจน แต่ลูกคนยากไม่ยิง

ลูกคนรวยก็ไม่ยิง

หมูป่า หมูหิน หรืออาจจะเป็นหมูเจ้าตัวนั้นเคลื่อนไหวอืดอาด  ส่งเสียงอูดๆ อู๊ดๆ แกว่งก้นไกวหาง นึกในใจตอนนั้นว่าไปเถิด หันหน้าลงเนินไปเถิด แต่หมูกลับหันหน้ามาหา เคลื่อนใกล้เข้ามา  เดินตรงเข้ามา สิบวา เจ็ดวา ห้าวา ขยับเข้ามาจนเห็นได้ชัดแม้กระทั่งแก้วตาที่ดูเพิกเฉย ชาเย็นและรู้เท่ารู้ทัน

อุ่นแสงหลับตา ปลงปล่อยลอยเลย หากว่าชีวิตจะสิ้นก็สิ้นไปเถิด หากยังไม่สิ้นก็ขออย่าให้มีเคราะห์ภัยอันใดอีกเลย

ไม่รับรู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยินอื่นใดสักอย่าง โลกว่างเปล่า ชีวิตว่างเปล่า คลับคล้ายจิตใจลอยออกไปแล้วจากร่าง จะนานเท่าไรไม่รู้ ลืมตาอีกครั้ง เห็นเพื่อนนั่งยองๆ ยกมือพนม ขวางหน้าตนไว้

“เป็นใดมึงบ่ยิง ตอนนั้น”

“ขืนยิงก็ตาย กูเลยลุกขึ้นไหว้ ขอต่อท่านว่าหากให้ชีวิตแก่ลูก นับแต่นี้ ลูกจะไม่หลอกล่อโลมสาวลงนอนอีกเลย”

“มึงขวางกูไว้ ท่านพุ่งใส่สวบเดียว มึงตาย”

“ไม่รู้นะเสี่ยว กูไม่ได้คิดอะไรเลยตอนนั้น  หากต้องตาย  คนที่ควรตายคือกู”

“เพื่อนเอ๋ย  ไอ้เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก”

ตื้นตันใจ หันไปกอดเพื่อน เพื่อนก็กอดตอบ ต่างตบหลังตบไหล่กันแรงๆ

Don`t copy text!