เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 32 : ควายเขาแสง

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 32 : ควายเขาแสง

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

……………………………………………………………….

-32-

 

ลงมาถึงตีนเนิน รื่นร่มพนมพนัส  มองไปไม่เห็นห้วยห้อม เหลียวกลับหลังก็ไม่เห็นสันดอยหลวง ป่าไม้และเหลี่ยมเขาบังไว้  เหลือบตามองบน เอื้องคำเอื้องผึ้งออกดอกไสว  ลดตาลงสอดส่องหาของกินได้  ในขอนไม้มีด้วงมีหนอน แต่เป็นของมีชีวิต มีวิญญาณครอบครอง เพิ่งรอดตายมาหวุดหวิด ไม่อยากให้ใครตายเพราะมือตนเลย

ขึ้นลอนเนินเหมือนลูกคลื่น  พ้นแนวสันเนินบังตา ข้างหน้าไม่ห่างไกลไปนักมีบางอย่างเคลื่อนไหว  คนผอมบางเอื้อมมือดึงสายเป้หลังของเพื่อนกระตุกเบาๆ

“อะไร”

“โน่น  เป็นหมู่เลยมึง  สามสิบสี่สิบตัวคงถึง เลือกยิงเลยมึง”

ห่างไปราวร้อยเมตรที่สันเนินข้างหน้า  ควายป่าฝูงหนึ่งกำลังเล็มหญ้าอ่อน โตๆ ก็มี พ่วงพีกำยำก็มี  เล็กๆ  หกแล่นหกเล่นเหมือนเด็กๆ ก็มี  แทนที่จะคลานเข้าหา ยกปืนส่อง  เล็งแล  แต่หนุ่มสอบตกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชั้นแล้วชั้นเล่ากลับนั่งลงเฉยๆ  อีกหนุ่มผู้จบเพียงป.๔ ก็นั่งลงกลางพงหญ้าโยกยอดล้อลม

“ตัวนั้นละมึง  ควายเขาแสง”

“คืออะไร ควายเขาแสง เขามันส่องเป็นแสงได้หรือ”

“สึ่งตึงแท้ ควายพ่อควายแม่มึง เขาส่องแสงได้” รักเพื่อน รักมาก ยอมรับนับถือว่าเป็นเพื่อนแท้ เป็นเพื่อนเดียวเสี่ยวฮักหมดจิตหมดใจ จึงกล้าว่ากล่าวถ้อยคำแรงๆ “แสงคือของวิเศษ ควายเขาแสงคือควายที่มีเขาเป็นของวิเศษ ผู้ใดได้เขาแสงมาครอง เสือหมีแรดช้างไม่อาจเข้าใกล้”

“อือ…”

พักขา เลยถือโอกาสสูบยา  ควายป่าฝูงใหญ่คล้ายไม่ได้กลิ่น ยังคงก้มหน้าเลาะเล็มหญ้า ค่อยบ่ายหน้าลงหายลับไปจากสันเนินลูกนั้น  อิ่มยา ชักชวนกันไปต่อ ตัดสู่ป่าโปร่งร่มรื่น  นกกากางปีกร่อนร้องก้องดง  ไม่ไกลนักทางซ้ายมือมีแนวไผ่ ไก่ฟ้าพญาลอพาเมียเขี่ยคุ้ยขุยไผ่  รัญจวนป่วนใจอยากนอนนาง  ชำเลืองมองเพื่อนแล้วออกปากไม่ต้องเกรงใจ

“อายุเท่ากัน กูนอนนางมาแล้วเป็นสิบแต่มึงไม่เคยนอนนาง มึงอดทนได้อย่างไร”

“กูมันคนทุกข์”

“เอาอีกแล้ว เมื่อไรมึงจะเลิกพูดเรื่องคนทุกข์คนยากเสียที กูคร้านฟัง”

“มึงฟังกูว่านะเสี่ยว กูไม่อ้างละเรื่องคนทุกข์คนยาก แต่กูจะบอกกับมึง อายุกูอายุมึงเท่ากัน แต่มึงไม่รู้ ศีลบางข้อ กูถือได้เคร่งกว่าตุ๊เจ้าพระนายบางตนด้วยซ้ำ  กูถึงข่าม ”หยุดพูด เงี่ยหู แล้วมีอาการดีใจฉายขึ้นที่ใบหน้า “กูได้ยินเสียงค่างร้อง  มีของกินได้แล้ว มาทางนี้เถอะเสี่ยว ตามกูมา”

แดดส่อง ฟ้าใสแต่ไม่ร้อน  รวบรัดตัดทางขึ้นเนินด้านขวาแล้วเลาะเหลี่ยมดอย แล้วลงลาดเนินด้านนั้น เพื่อนได้ยินเสียงค่างร้อง แต่เขาไม่ได้ยินเลย  ไม่เข้าใจเหมือนกัน ได้ยินเสียงค่างร้อง มันว่ามีของกินได้แล้ว หรือมันคิดจะยิงค่างมาย่าง ก็ไหนเพิ่งพูดกันอยู่หยกๆ จะเลิกละการเอาชีวิตท่านมาต่อชีวิตตน

ลัดเข้าป่าช้าง     เถื่อนกว้างระหง  

ไล่เภาะซางบง     ตามโขงป่ากว้าง

หิมวันตา            คะเนสองข้าง     

เป็นแต่ดอยชัน    เงิบล้ำ

ก้อนศิลาหลวง     หย่อนลงค้ำง้ำ    

เหมือนจักหลูดหลุ้ย ลงมา

เสียงขับเอื้อนเป็นบทชมดังจากคนนำหน้า เสียงมันเพราะ เสียงมันมีกังวานเหมือนพ่อหนานพ่อน้อยเอ่ยเอื้อนโองการ  แอ่วป่าล่าดงด้วยกัน ยามปลอดโปร่งอารมณ์ดี ยามมีช่องว่างสบายๆ  มันมักขับมักจ๊อย มีแต่คืนนั้น คืนที่ผีหรือเปรตห้อยหัวหลอกหลอนเขา ไม่ควรจ๊อยแต่มันกลับจ๊อย เหมือนมันรู้ว่ามันเสียงดี จ๊อยม่วน ชวนฟัง พอเขาหวาดหวั่นพรั่นพรึงขนาดหนัก มันเลยจ๊อยกล่อมให้สงบลง

“มึงเอามาจากไหนหือ เสี่ยว ค่าวหมู่นี้”

“เรื่องสังข์ศิลป์ธนูชัย  ม่วนนะมึง มียักษ์ มีเผตมีผี มีสัตว์สิ่งหิ่งห้อยใหญ่น้อยนานา ม่วนนัก”

“มึงจำได้หมดหรือ”

“บ่หมด อันใดที่ม่วน กูก็ขอพ่อว่าซ้ำ แล้วกูก็ท่องเอา  พ่อกูนะมึง  เสียงดีกว่ากูหลายเท่า พ่อกูบวชเรียนยาวนานกว่ากู ได้ฝึกฝนอ่านท่องทบทวนนักกว่ากู”

“จำหน้าพ่อมึงได้ไหม จืดๆ จางๆ อย่างหน้ามึงไหม”

“ได้อยู่ แต่ไม่ค่อยชัด แปดปีแล้วมึง มัน…มันเมินนานนักล้ำ พ่อกูอาจไปเกิดใหม่แล้ว  ไม่รู้นะเสี่ยว บางทีก็เหมือนพ่อกูยังไม่ตาย เมื่อกูไข้ขึ้นบนดอยหน่อ เหมือนพ่อกูมาหา…มาเป็นๆ มาจริงๆ”

ลูกกำนันตามเพื่อนไปเงียบๆ ฟังไปเงียบๆ นึกเปรียบเทียบกับตน กูเกิดมาสมบูรณ์พร้อมทั้งพ่อและแม่ จะเรียกว่าเกิดมาบนกองเงินกองทองก็ไม่เกินเลยไปนัก เพื่อเกิดต่ำกว่า อับจน หม่นหมอง ขาดแคลนไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง  แต่เพื่อนกลับเข้มแข็งแกร่งกร้าวกว่าตนหลายเท่า ทำไมกูไม่เอาอย่างมันบ้าง อดทนให้ได้สักครึ่งของมัน มานะพยายามให้ได้สักครึ่งของมัน บางที…วิชาภาษาอังกฤษ วิชาเลขคณิต เรขาคณิต พีชคณิต  เอ๊กบวกวาย วายลบแซ่ดอะไรนั่นอาจเป็นปัญหาน้อยลง

จะข้ามห้วยแห้ง ทันใดลูกพ่อหายกลับชะงัก ลูกพ่ออยู่เกือบชนหลง

“อะหยัง ไอ้เสี่ยว”

“เครือเขา  กูกลัว”

ต่อหน้ามีเถาวัลย์เล็กๆ ทอดขวาง ใบเป็นขน เถาก็เป็นขน ขนเล็กๆสั้นๆคล้ายหนามที่ออกติดต่อกันเป็นพืด อุ่นแสงมองหน้าเพื่อน  องอาจยิ้มแหยๆ

“กูก็กลัว”

 

“ข้าขอถามยาย เมื่อแม่โดนน้ำมันพราย ตาไม่รู้หรือ”

“โดนตอนใดไม่รู้ พอโดนแล้วแม่เอ็งมันแปลกๆ อยู่เหมือนกัน…”

ยายหยุดมือที่ฉีกใบตองกล้วยออกเป็นแผ่นๆ คล้ายนึกคิด ลำดับเรื่องราวเก่าหลังดั้งเดิมแต่เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนโน้น หน้ายายดูหมองๆ รอยหยักย่นบนหน้าผากเหมือนเพิ่มขึ้นมากมาย

“มีไอ้ผู้หนึ่ง บ่รวย บ่หล่อ บ่งาม ดำคิมมิม  แต่แม่เอ็งกลับคลั่งไหลใฝ่เพ้อแต่มัน อยู่ต่อมาแม่เอ็งเป็นอัวะเป็นฮาก (1) อยากส้มอยากหวานผิดแผกแปลกไป  ยายสงสัยว่ามันท้อง ตาเอ็งถามก็บ่ยอมรับ อยู่ไหนก็อยู่บ่ติด สั่นไหว ใจลอย หน้าหม่นหน้าหมองลงไปทุกที กินบ่ได้ นอนบ่หลับ กลางค่ำกลางคืนบางทีก็ลักหนีลงเรือน”

เรือนยายเงียบเชียบ ยายร่วงโรยลง ยายละเส้นด้ายฝ้ายฟืม เพราะน้าไม่ยอมให้ทำ ยายทอผ้ามาแต่อายุสิบกว่าเริ่มเป็นสาว พอแก่เฒ่าลงมีอาการปวดหลังปวดไหล่ แต่งานเล็กๆ น้อยๆ อย่างกวาดบ้านถูเรือน ล้างถ้วยล้างจาน พรวนดินดายหญ้ายังทำได้อยู่ บ้านช่องห้องหอของยายสะอาดสะอ้าน หญ้าเส้นหนึ่งก็แทบไม่มีที่ข่วงหรือลานบ้าน ตาเองเป็นหมอแก้คุณไสยที่เรียกว่าตู้ ผู้ใดโดนตู้ คือโดนปล่อยของเข้าร่าง รักษากับหมอใดไม่หายก็จะมาขอตารักษา ตาเรียกแพง หากไม่หาย ไม่เอาสักบาท ส่วนมากที่ตารักษาก็หาย ได้เงินได้ทอง ส่วนหนึ่งสะสมไว้ก่อร่างสร้างตัว ส่วนหนึ่งเก็บไว้ทำบุญ เมื่อพ่ออายุครบอุปสมบท ปู่กับย่ามาขอตาเป็นพ่อออกหลวงหรือเจ้าศรัทธา ตาก็ใช้เงินส่วนสะสมสร้างบุญอุปการะพ่อ พ่อจึงสำนึกในบุญคุณของตา ยอมสึกออกมารับเป็นพ่อของลูกในท้องแม่ แล้วก็อยู่กินกันมาจนมีลูกด้วยกันห้าคน

“แล้วอย่างใดอีกยาย ตาเลยไปขอพ่อสึกออกมาหรือ”

“ยัง แม่เอ็งเป็นอย่างนี้ ตาเอ็งก็รู้แล้วว่าโดนน้ำมันพราย จะกลายเป็นบ้าเป็นว้อ จะหอบผ้าหอบครัวหนีไปเป็นข้าเป็นทาสไอ้ดำคิมมิมผู้นั้น หากมัดไว้ ขังไว้ ล่ามโซ่ติดเสาเรือนไว้ ไม่ได้เห็นหน้ามัน ไม่ได้ออกไปให้มันนอน แม่เอ็งก็จะผ่ายผอมตรอมตาย อันนี้ละน้ำมันพราย ร้ายกาจนักเอ็งเอ๋ย แม่ย่าแม่หญิงเต็มบ้านเต็มเมืองไม่มีใครโดนน้ำมันพรายแต่แม่เอ็งโดน มันมีเคราะห์มีกรรมน่าเวทนา หน้าหมองหน้าไหม้อยู่ไหนไม่เป็นสุขมาจนถึงวันนี้”

“ตาเองก็แก้ไม่ได้หรือยาย”

“ไม่ได้ ตาเอ็งแก้ตู้ได้แต่แก้น้ำมันพรายไม่ได้ ตาเอ็งตากหน้าไปขอไอ้ดำคิมมิมด้วยซ้ำ ขอให้มันปลงปล่อยละวางแม่เอ็งเสีย แต่มันไม่ยอมรับ ตาเอ็งแค้นก็เลยผิดครู”

“คนมีครู ถ้าแค้นแล้วผิดครูหรือยาย”

“ไม่ใช่อย่างนั้น ตาเอ็งเป็นหมอแก้ตู้ เคยแก้ให้แม่ของพ่อกำนันจนได้ที่ได้แดน วิชาตาเอ็งแข็งกล้า แต่มีข้อห้ามในสายครูของตาเอ็งยึดถือสืบต่อกันลงมาว่าหมอแก้ตู้จะตู้ไม่ได้ จะเสื่อม จะผิดครู แต่ตาเอ็งก็ตู้มัน ตาเอ็งเสกเข็มเจ็ดเล่มบินไปเข้าท้องมัน อยู่มาได้ไม่นานไอ้ผู้นั้นรากพุ่งออกปากเป็นเลือด มีเข็มเจ็ดเล่มในเลือด ไอ้ดำคิมมิมตาย  แต่ตาเอ็งก็ผิดครู อยู่ต่อมาได้ห้าปีเจ็ดปีตาเอ็งก็ตายเพราะผิดครู อันนี้ก็เป็นบาปอันหนึ่งที่กินใจแม่เอ็ง”

“แม่มีแต่ทุกข์มาตลอด เหมือนคำพ่อว่า”

“บาปเคราะห์กรรมเวรแม่เอ็งมากนักคำแก้วเอ๋ย เอ็นดูมันเทอะ สงสารมันเทอะ อย่างน้อยมันก็อุ้มท้องเอ็งมา กลั่นเลือดในอกเป็นนมป้อนใส่ปากเอ็ง ไม่มีมัน เอ็งก็ไม่ได้เกิดเป็นคน อย่าเดือดไหม้ใจขมต่อมันนักเลย แม่เอ็ง…อีลูกผู้นี้ น่าเวทนาที่สุด”

“ลับหลังแม่ เขาเรียกแม่ว่าบัวถาจิตหลุ”

“ก็ตั้งแต่โดนน้ำมันพรายนั่นละ จิตหลุจิตแหลว จิตใจบอบช้ำถูกทำลาย ไอ้ดำคิมมิมตาย ใช่ว่าพรายจะเสื่อมทันที ทรงอยู่เป็นปี บุญหรือบาปอันใดไม่รู้ มันเกิดมางาม งามเหลือพี่เหลือน้องแต่กลับมาโดนน้ำมันพรายแปดเปื้อน  จิตหลุจิตแหลว ใจไหวใจลอย ก่อนตาย ตาเอ็งเอายันต์เก้าปล้องให้มัน สั่งไว้เป็นคำหนักคำหนาว่าอย่าละจากตัว ผีไอ้ดำคิมมิมยังบ่ละบ่วาง แต่แม่เอ็งมันเป็นเสียอย่างนี้ จิตฟุ้ง หลงๆ ลืมๆ สืบยาวไปหน้า ไม่รู้ว่ามันจะหมดทุกข์เมื่อใด”

วู้ๆ คล้ายเสียงกู่กลับรับร้องเรียกหากัน  แว้ๆ คล้ายเสียงจักจั่นลั่นร้องยามแล้ง  เครือเขาเถาวัลย์เล็กๆ เส้นนั้นมีอำนาจเหนือจิตใจ  เลี่ยงไปเสีย ไม่ก้าวข้าม

“เข้าแพะเข้าพง ป่าดงหงหลวง มึงเคยพบเคยเห็นไหม เหล็กไหล”

“เคยได้ยินได้ฟัง บ่เคยได้เห็น เป็นใดมึง กำเริบเสิบกล้า จะไปเอาเหล็กไหลหรือ”

“ไม่ใช่อย่างนั้น ได้ยินได้ฟังมา ปู่กูว่าพื้นฟ้านี้ ไม่มีอันใดอีกแล้วที่จะเหนือไปกว่าเหล็กไหล ปู่กูเคยเห็น ปู่รับรองเป็นคำหนักคำแน่น แต่ปู่ก็เอาไม่ได้ ขนาดปู่ยังเอาไม่ได้ แล้วกูหรือจะกล้ากำเริบเสิบกล้า กูแค่คิดวูบวาบขึ้นมาเท่านั้น ระหว่างเหล็กไหล กับเครือเขาหลง อันใดจะแน่กว่ากัน”

“แต่กูไม่คิดนะเสี่ยว ไม่คิดจะเอามาเปรียบมาเทียบกัน เครือเขาหลงมีจริง เหล็กไหลก็ต้องมีจริง เคยได้ยินครูกูพูดถึงเหมือนกัน แต่ครูกูว่าบุญบ่ถึงอย่าคิดอาจเอื้อม กูฟังคำครูกู ฟังคำตา เขาเกิดก่อน เขาอยู่มานาน เขาต่างรักกูเอ็นดูกูทั้งนั้น อันใดเขาห้าม กูฟัง”

“คำแก้วล่ะ บุญมึงอาจบ่ถึง ยังจะคิดอาจเอื้อมอีกหรือ”

“อย่าลากเข้าเป็นเรื่องเดียวกัน กูพูดคำเดียว อย่าคิดเล่น หากมึงเล่น กูกระทืบมึงแน่”

เปิดตาส่องกว้าง เหลียวแลทางใดก็สว่างพร่างพื้น เหมือนว่าเจ้าป่าเจ้าเขาท่านเปิดป่าให้แล้ว ให้โอกาสไปบำเพ็ญสัจจะและศีลธรรมตามที่ได้สาบานไว้ต่อหน้าพระอาทิตย์ ตามที่ได้อ้อนวอนขอท่านไว้ เมื่อลงมากราบไหว้ก้นกระดกตอนสายๆ

“ไหน มึงว่ามีของกินได้”

“นั่นไง  หมากปีนคำด้วยซ้ำ”

ชี้ไปในดง บนลานดินมีหมากปีนคำหรือมะตูมเนื้อในสีทองตกอยู่เกลื่อนกลาด มีทั้งที่หล่นลงเองและทั้งเศษซากที่ค่างกินเหลือแล้วทิ้งลงมา

“กูว่านะเสี่ยว “ลูกผู้ยิ่งใหญ่ประจำตำบลพูด  ควักเนื้อมะตูมใส่ปากหมุบหมับ  “เข้าวัสสานี้กูจะบวช บวชสักปี”

“ตลอดไปเทอะเสี่ยว เข้าผ้าเหลืองไปเลยตลอดชีวิต”

“ทำไมวะ”

“มึงบวชไม่สึก  กูได้คำแก้วเป็นเมียแน่นอน”

“ไอ้วอก”

เท้าดีดผึง อุ่นแสงรู้ทัน  ยกแขนบังแล้วชกเพื่อนบ้าง  เตะต่อยกันชุลมุน แต่ไม่จริงจังอะไรนัก

 

เชิงอรรถ : 

(1) เป็นอัวะเป็นฮาก= ค้นท้องอาเจียน

Don`t copy text!