เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 33 : หลุดจากฝันร้าย

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 33 : หลุดจากฝันร้าย

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

……………………………………………………………….

-33-

 

“นางพญาเรียกข้าหรือ”

“ไม่เรียกสูแล้วจะให้ข้าเรียกใคร”

ร่างอ้วนใหญ่ยังกองเผละอยู่บนแท่น  อ้วนเท่าโอ่งใส่น้ำ แทบไม่มีคอ หัวนางดูเล็กนิดเดียว เผ้าผมยุ่งเหยิง เสื้อผ้าสวยงามระยิบระยับก็ยุ่งๆ ด้านหลังแท่นมีบริวารทั้งหลาย บ้างถือหวี บ้างถือเครื่องประดับผมรูปทรงคล้ายกระบังหน้านางฟ้านางสวรรค์เคยเห็นในรูปที่ผนังวิหาร บ้างถือผ้าผ่อนท่อนแพรแลเลื่อม  ข้าวของนางหลาย เครื่องใช้นางมีมากมาย หลายอย่างคล้ายของเมืองคนเคยรู้เคยเห็น  แต่หลายอย่างก็ไม่รู้จัก ดูเก่าแก่ ดูลึกลับ มุ้งหมอนท่อนแพรของนางเขาไม่เคยเห็นของจริง เห็นแต่ในรูปวาดในวัด เหมือนนางไปจดจำมา แล้วมาแต่งสร้างเนรมิตเอาเอง  เหมือนนางไปเห็นของจริง แล้วใช้ให้ลูกน้องไปขนไปลักยักย้ายถ่ายเทมา

นางพญาจะให้ข้าทำอะไร”

“ข้าจะแต่งเตรียมเวียกการอันใหญ่ ต้องแต่งตัวดีงามครบถ้วน มาแต่งตัวให้ข้า พวกนี้ไม่ได้เรื่อง” นางหันไปขับไล่บริวารออกไปเกือบหมด เหลือแต่ที่จำเป็นสองสามตัว แล้วหันมาพูดกับเขาอีก “ข้าสอดส่องมองเห็นแล้ว อันที่สูว่ากล้าแข็งแรงร้ายน่ากลัวคือของเล็กๆ ห้อยคอคนผู้หนึ่ง เขามาสองคน ข้าจะประกอบอาคมแต่งแปลงเป็นบ้านเป็นเมืองลวงเขา สูไปเอาคนที่ไม่มีของอันนั้นห้อยคอมาให้ข้า คนที่มีของอันนั้นไม่ต้องเอามา แก่กล้าร้ายกาจจริงตามคำสู”

“มันคือ…”

เกือบหลุดปากออกไปแล้วว่ามันคือพระเกศาครูบาของมหาเถรยิ่งใหญ่ผู้ได้ชื่อว่านักบุญแห่งล้านนาที่ข้าได้รับจากมือท่านเอง แต่ยั้งปากทัน กระนั้น นางก็ยังซักต่อ

“คืออะไร”

“คือของเลิศล้ำเมืองคน”

“นอกจากมีดสั้นเล่มนั้น” นางเผลอยกมือลูบท้องที่โดนแทง “ข้าไม่นึกว่าจะมีของอันใดอีกที่ข้าต้องกลัว เว้นมันไว้ อย่าเอาเข้ามา แล้วข้าจะปล่อยสูไป”

นางลุกจากแท่น   ผ้าผ่อนท่อนแพรที่ผีพวกนั้นพันไว้ลุ่ยลงกองกับพื้น  เขาแทรกเข้าข้างหลังนาง ขยับมีดซุยเหน็บเอวให้เข้าที่เข้าทาง นางพญาคล้ายส่งภาษาบอกเปรตนักรบให้จับตามองเขา  ตัวมันสูงใหญ่กว่าเปรตใช้แรงโดยทั่ว  แต่ก็ยังเตี้ยกว่าเขา  ออกทางล่ำหนา  กล้ามแขนใหญ่ กล้ามขาใหญ่ เขี้ยวใหญ่และยาว ดูแหลมคมกว่าเปรตใช้แรงทั่วไป

เขาเองไม่โง่หรอก นางไม่กลัวมีดกลัวพร้าเล่มใดเลย เขารู้  นางกลัวมีดอยู่เล่มเดียวเท่านั้น เมื่อห้าสิบปีก่อน นางเป็นคนบอกเขาเอง

หยิบผ้าแพรยาวบนพื้น บรรจงพอกพันห่อหุ้ม หยิบหวีมาสางผมให้นาง ตัวอะไรคล้ายเห็บเหาติดออกมายั้วเยี้ย

“สูกินพ่อเชื้อมาแล้วเท่าไร  นางพญา”

“จำไม่ได้”

“สูมีพ่อเชื้อมาแล้วกี่คน”

“ไม่รู้ ข้าไม่นับ สักร้อยคนคงถึง”

“สูกินหมดทุกคนเลยหรือ”

“อย่าพูดมาก พ่อเชื้อพูดมาก ข้าไม่ชอบ”

นางสั่งบริวารยกแผ่นทองเหลืองขัดมันขนาดใหญ่คล้ายกระจกให้สูงอีกนิด  สีหน้าแววตานางดูพึงพอใจในฝีมือของเขา นางเอื้อมแขนขึ้นมา แขนของนางเหมือนงูเลื้อย งูเหลือมตัวอ้วนป้อม

นางโอบคอเขาดึงโน้มเข้าหา เงยหน้าอ้าปากทำท่ารัญจวนป่วนใจ ปากนางเหม็นเหมือนอมเนื้อเน่า  ผู้ถูกจับมาเป็นพ่อเชื้อหลับตากลั้นใจ

 

“วันที่เจ็ดแล้วเสี่ยว”

“บ่เป็นหยัง บ่ต้องรีบเร็วฟั่งฟ้าว แต่หากมึงห่วงถึงแม่กับน้อง พรุ่งนี้เราออกไปกันเลย”

“ไม่ค้างห้วยห้อมต่อหรือ กูออกไปก่อน มึงนอนต่อก็แล้วแต่มึง”

“มึงขี่มอเตอร์ไซค์ได้หรือ ก็ดี มึงขี่มอเตอร์ไซค์กูออกไป อีกสองคืนค่อยให้อ้ายดีเข้ามารับกู”

“กูเดินออกไป พบรถที่ไหนก็วกขึ้นที่นั่น ไม่พบรถก็เดินอย่างเดียว ไม่ใช่ปัญหา”

“คิดถึงคำแก้วมากหรือ”

“แม่กูด้วย น้องกู”

เหนียวเหนอะหนะ ฝ่าทุ่งผากแห้งเกรียม ขนคายบุ้งหนอนและฝักไม้บางอย่างทำให้คันยุบยิบไปหมด องอาจถอดเสื้อถอดผ้า ถอดเชือกแดงคล้องคอ ยกมือจบแล้วห้อยไว้ที่เรียวไผ่ พระเกศาครูบาเป็นดินดิบ ไม่ใช่ดินเผาเพราะแทรกเส้นผมครูบาไว้ในเนื้อ หากเผาเส้นผมท่านจะไหม้ หากเปียกน้ำเนื้อดินก็อาจยุ่ย

ลงแช่น้ำ น้ำห้วยห้อมไหลเย็นเห็นกรวดทรายและปูปลาใต้น้ำ แช่จนฉ่ำ แช่จนชื่น บ้านห้วยห้อมเห็นอยู่ไม่ไกลแล้ว จะรีบเข้าไปหรือโอ้เอ้อีกหน่อยก็มีค่าเท่ากัน คือถึงอย่างไรก็กลับออกไปไม่ทันอยู่แล้ววันนี้ จะมืดค่ำกลางทางเสียก่อน ถึงอย่างไรพ่อหลวงสมต้องรั้งอยู่อีกคืนแน่นอน

ครึ้มๆ บัวผาย ได้กอดได้ชมสมใจ บางทีอ้ายอาจเปลี่ยนใจจากคำแก้วเป็นเอ็ง

อุ่นแสงลงน้ำบ้าง ไม่แช่นิ่งแช่นานในน้ำอย่างเพื่อน ค่อยหย่อนร่างลง อยู่ในน้ำเพียงครึ่งตัว หัวไม่ก่ายหินใต้น้ำหากแต่เอนหลังพิงหินที่โผล่พ้น อ้อยอิ่ง ดื่มด่ำ ฉ่ำชื่น

สรุป สงบ ทบทวน

ปล่อยสายน้ำรินๆ ชำระเนื้อหนัง ปล่อยสายธารลึกซึ้งชำระจิตใจ ห้าหกคืนผ่านมาเหมือนฝันร้าย เหมือนตกลงไปในบ่อลึกมืดดำไม่เห็นก้น แม้จะรักษาใจไว้ให้สงบเยือกเย็น แต่ก็รู้ดีว่ามีความพลุ่งพล่านสับสน ความทุรนทุรายอยากหลุดอยากพ้นปนอยู่แน่นหนา

แต่ว่าวันนี้เหมือนหลุดออกมาแล้ว

หลุดจากแดนฝันร้าย

เหมือนตกน้ำ จมลงถึงพื้น แล้วงอเท้าถีบพื้น ทะลึ่งดึงตัวพ้นผิวน้ำพรวดพราด  ไม่ใช่ด้วยกุศลผลบุญที่ได้ทำมาอะไรเลย  ทำบุญทำทานไว้น้อยนิด ทำบาปมากกว่า แต่ด้วยเมตตาจากผู้มีภพภูมิสูงกว่า ผู้พิทักษ์รักษาป่าดงพงทึบที่ชื่อว่าปู่เจ้าดอยหลวง

ไม่แข็งขืนต่อต้านอะไรเลย อ่อนน้อมค้อมหา หลิ่งคล้อยลอยตาม แล้วแต่ท่านจะเมตตา  รู้แต่ว่าตัวตนนี้น้อยนิดเทียบเท่ามดปลวกตัวหนึ่งเท่านั้น ท่านจะเหยียบ หรือจะขยี้ให้บี้แบนเมื่อใดก็ได้

แต่ท่านยังเมตตา ยังให้โอกาส

ซักเสื้อซักผ้า  พาดผึ่งแดดไว้กับโขดหิน  แช่น้ำขัดถูขี้ไคลหมักหมม จะเข้าบ้านคนแล้ว ไม่ควรเอากลิ่นสาบเหงื่อสาบไคลเข้าไปด้วย คิดไปถึงตอนตามเสียงค่างเข้าไป ได้ของกินอิ่มท้องคือหมากปีนคำ  ควักกินเนื้อมีรสหวานปนขื่น หากกินแต่เนื้อก็หวาน หากยางติดเข้าไปในปากก็จะขื่น แต่หวานกับขื่นเหมือนจะมาด้วยกัน อันใดมาก่อน อันใดมาหลังเท่านั้นที่แตกต่างกัน หากเปรียบไป ช่วงทุกข์ร้อนในดอยดงโหล่งเผตก็คือรสขื่น แต่ตอนนี้ออกมาได้แล้ว ท่านเมตตาปลดปล่อยออกมาคือรสหวาน

อิ่มหนำหนักท้องออกมาจากดงหมากปีนคำเนื้อแน่นรสหวาน  งูหลามทองตัวเท่าท่อนขานอนขวางทาง

ใจหายวาบ นึกไปถึงคำพูดพ่ออุ๊ยแก้วกับพี่น้อยอ้าย สมัยสงครามญี่ปุ่น งูหลวงเกล็ดใหญ่กว่าฝ่ามือ คาบเอาทหารญี่ปุ่นไปกิน

สบตากัน เพื่อนเดียวเสี่ยวฮักนั่งลงกับพื้นแทบพร้อมกัน ยกมือไหว้ก็เกือบพร้อมกัน

มาแต่ใด มาแต่เมื่อไรทำไมพวกตนไม่รู้เลย ชั่วเพียงเข้าไปแล้วออกมาไม่น่าจะถึงชั่วโมง แต่พญางูเหมือนมานอนแล้วตั้งแต่เมื่อวาน

รู้แล้วว่าท่านแกล้งทดลองใจ ท่านผู้เป็นใหญ่ ท่านผู้เป็นเจ้า ท่านผู้พิทักษ์รักษาดอยดงหงหลวงเอาไว้ ใช่แต่คนไทยฝั่งเรา คนกระเหรี่ยงพม่าฟากโน้นก็เคารพนับถือเช่นกัน ไม่จำเป็น ไม่มีใครเดินลัดตัดตรง มีความจำเป็น เขาจะเดินอ้อม เลาะขอบเลาะริม ถึงจะไกล เสียเวลามากขึ้น แต่เขาก็ยอม

ในดงหลวงเหมือนไม่ใช่มีแต่ปู่เจ้าดอยหลวง เหมือนจะมีเจ้าผีใหญ่พรายแรงอีกตน…พี่น้อยอ้ายว่าอย่างนั้น เหมือนจะไม่ถูกกัน เคยรบกันถึงขั้นฟ้าร้องก้องแตก

งูหลามทองยังนอนอาบแดด ไม่ไล่ ไม่ข้าม ไม่หลีกลงข้างทาง แต่นั่งรอ กระทั่งแดดย้ายท่านก็ยังไม่ย้ายหนีไปไหน  หากท่านไม่เปิดทางให้ก็จะไม่ไปไหนเลย นั่งนิ่ง ใจเย็น อดทนรอคอย องอาจเองใจคอก็ดูนิ่งเย็นผิดจากวันนี้เมื่อเดือนก่อนมากมาย

        “มึงเคยพลาดเคยพลั้งบ้างไหม เสี่ยวกู”

“ใหญ่ๆ โตๆ ถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อยังไม่มี อาจเพราะกูมีครูดี แต่กูก็ไม่ประมาทหรอกเสี่ยวเอ๋ย ครูกู…พ่อหนานเย็นสอนว่าครูดีใช่มีไว้อวดอ้าง   ครูดีมีไว้เคารพนับถือ  มีครูดีไม่ได้มีไว้ข่มเหงรังแกผู้อื่น ครูดีมีไว้คุ้มครองตนตัวแห่งเรา  แต่ครูกูก็ยังพลาดเสี่ยวเอ๋ย  แล้วคนอย่างกูต่ำต้อยน้อยนิดจะไม่พลาดบ้างหรือ

“พ่อกูเอง เดินมือเปล่าเข้าหาเสือวงศ์…มึงคอยดูกูเทอะเสี่ยว วันหนึ่งในภายหน้า กูจะยิ่งใหญ่ให้เหมือนพ่อกู”

“ปู่มึงเอง ตากูว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งเหมือนกัน ผีขนยาวถือค้อนเหล็กลุกเป็นไฟปรี่เข้ามา ปู่มึงตบมือฉาด มันแตกแล่งเป็นสองซีก”

“กูเองอยากเก่งอยากกล้าอย่างปู่ อย่างพ่อ ว่ากันถึงที่สุดนะเสี่ยว ไม่ใช่กูอ่อยคำหวานป้อยอมึง กูเก่งได้สักครึ่งมึงก็พอใจแล้ว”

“พอ…พอ พูดเรื่องอื่น อย่าพูดเรื่องกู”

ใจเย็น นั่งรอ มีเรื่องก็คุยกัน ไม่มีเรื่องก็หลับตาบ้าง ลืมตาบ้าง กระทั่งบ่ายแก่ ท่านเปิดทางให้  อาจคล้ายพญาราชสีห์เสือโคร่งเสือเหลืองเปิดทางให้พระนางมัทรีในธรรมมหาชาติเมื่อเดือนยี่เพ็ง

น้ำห้วยเย็นใส ตากผ้าพาดหินไว้ ตัวคนลงแช่น้ำรอผ้าแห้ง สายน้ำใสไหลเย็นฉ่ำชื่น แช่น้ำด้วยใจใสเย็นเหมือนน้ำ นิ่ง สงบ ทบทวน นับแต่นี้จะลดละทางไล่ล่าฆ่ากิน รู้สึกถึงเลือดเปื้อนมือ บาปเปื้อนใจ ท่านก็ชีวิต เราก็ชีวิต เอาชีวิตท่านมาต่อชีวิตเรามากเกินไปไม่ดี มันเป็นอกุศลกรรม ตาว่าอย่างนั้น อกุศลเป็นศัตรูของกุศล หมักหมมมากเข้าจะกลายเป็นคนบาป ทำบุญไม่ขึ้น คุณวิชาใดๆ จะเสื่อม จะกลายเป็นคนเสื่อม

เสื่อมจากบุญ เสื่อมจากกุศล เสื่อมจากลาภยศ เสื่อมจากสุข  จะตกร่อยถ่อยช้าลงไปเรื่อยๆ หนักเข้าจะกลายเป็นมิจฉาทิฐิ ตายแล้วมีที่ไปแห่งเดียวคืออเวจี นรกขุมที่อยู่ลึกที่สุด ตาว่าอย่างนั้น

คงไม่ถึงกับฝืดเคืองทุกข์ยากมากขึ้น เพราะคำผุยผู้น้องก็เร่งเติบเร่งโตขึ้นมาแล้ว สองคนชายพี่น้องช่วยกันทำนา ขุดปูหาปลา เสาะหาไข่มดไข่แมง สัตว์ตัวใหญ่ตั้งแต่ไก่ขึ้นมาจะไม่ฆ่ากินเด็ดขาด  ตั้งจิตตั้งใจเอาไว้อย่างนั้น

“นางเปลี่ยนชู้ทุกแปดปีหรือ นางพญา”

“ไม่ทุกแปดปี บางคนห้าปี บางคนเจ็ดปี มีเพียงสูผู้เดียวอยู่ยาวถึงแปดปี”

เอียงหน้าเข้าหากระจก ยกมือแตะตุ้มหูห้อยย้อยกระตุ้งกระติ้งเหมือนพอใจ   ท่าทางเหมือนนางอารมณ์ดีขึ้น   อาจเพราะเขาเองบรรจงตกแต่งเครื่องทรงให้นางจนดูงามเป็นที่พอใจ

“อายุนางเท่าไรแล้ว มิห้าหกร้อยปีแล้วหรือ”

“ยังน้อยไป ที่ข้ารู้มา นางพญาบางคนอยู่ได้ถึงพันปี”

“สูเป็นเผ่าพันธุ์ใดแน่  นางพญา”

“อย่าถามข้า”นางมีท่าทีคล้ายฉุกคิด คล้ายเลื่อนลอย หมองหม่นแกมกังวล  “ข้าเองไม่รู้ว่าเป็นเผ่าพงศ์วงศาอันใด ข้ารู้แต่ว่าเผ่าพงศ์วงวานของข้าต้องอยู่”

“เผ่าพันธุ์ของนาง  ภาษาพวกข้าเรียกว่าเปรต”

“แล้วแต่สูจะเรียก ไปเอาตัวชายใหม่มา ข้าไม่เด็ดหัวสูกิน ข้าจะลบความจำของสูแล้วปล่อยสูไป สูจะจำอันใดไม่ได้ อย่าหลงข้ามเครือเขาหลงเข้ามาอีก ข้าไม่เอาไว้เป็นพ่อเชื้อ แต่ข้าจะกินสู”

“เครือเขาหลงเกิดจากอำนาจสูหรือ”

“ไม่ใช่ เครือเขาหลงเกิดเอง ไม่ได้เกิดจากอำนาจเจ้าผีนายสางตนใดเลย เครือเขาหลงเป็นเครื่องกีดขวางกางกั้นระหว่างแดนสูกับแดนข้า  หากสูไม่ข้ามเข้ามา ข้าก็จับสูไม่ได้ ส่วนข้า…ข้าอาจข้ามมาข้ามไปได้เพราะฤทธิ์อำนาจข้ามากกว่าคนหลายเท่า แต่ข้าก็ไม่ชอบข้ามออกไป นอกแดนข้า ยังมีเจ้าผีใหญ่เจ้าพรายแรงผู้หนึ่งน่ากริ่งเกรงนัก เขาไม่ชอบข้า  ข้าก็ไม่ชอบเขา ต่างคนต่างอยู่ ไม่ยุ่มย่ามข้ามเกี่ยวกัน สูเอาอันที่วางบนหัวข้าวางใหม่ซิ”

นางส่ายหัว กระโจมหัวคล้ายรัดเกล้าทำท่าจะหลุด พ่อเชื้อขยับใหม่ ตรึงให้แน่นกว่าเดิม รู้ว่านางผ่อนคลายอารมณ์ดี จึงกล้าออกปากถามมากมาย

ห้าหกร้อยปีผ่านมา สูปล่อยไปกี่คน”

“ไม่มาก แต่มีคนผู้หนึ่ง…ผู้เดียวเท่านั้นที่ข้าไม่ได้ปล่อย แต่มันหนีรอดไปได้  มีดมันร้ายกาจนัก ข้าเจ็บอยู่เกือบปี  แต่มันก็เหวอะหวะออกไป อาจอยู่ได้ไม่นาน…”

“ผู้ใด”

“หนานเย็น”

 

Don`t copy text!