เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 41 : คุณของพ่อ

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก บทที่ 41 : คุณของพ่อ

โดย : มาลา คำจันทร์

เพื่อนเดียวเสี่ยวฮัก กับเรื่องราวของตำนาน ความเชื่อ และความรัก…มิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเพื่อนรัก กับความรักที่มีต่อหญิงสาวคนเดียวกัน ความรักนั้นจะสะบั้นสายสัมพันธ์ของเพื่อนลงได้หรือไม่…ผลงานจาก อ. มาลา คำจันทร์ ในรูปแบบ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอาอยากให้ทุกคนได้ติดตามและ อ่านออนไลน์ ไปพร้อมๆ กัน

……………………………………………………………….

-41-

 

“พ่อกำนันฟังข้าว่านะ  ข้าพ่อหลวงสมบ้านห้วยห้อม  ข้าทั้งหลายเกิดที่ห้วยห้อม โตที่ห้วยห้อม จะตายก็คงตายที่ห้วยห้อม คนห้วยห้อม  ไม่จำเป็นไม่มีใครอยากเข้าดงหลวง ไอ้หมู่นี้ไม่เข้าอย่าโกรธเขาเลย แต่ข้าจะเข้ากับพ่อกำนัน”

“ดี ดีนัก พอใจละ   รถยนต์พ่อกำนันจอดไว้ในวัด ไอ้น้อยอ้ายเอ็งช่วยดูด้วย”

”ได้ ๆ พ่อกำนัน”

ออกจะกรุ่นๆ ขุ่นๆ อยู่บ้าง แต่จะอ้างเอายศศักดิ์ฐานะกำนันมาข่มขู่ก็ใช่ที่ ไม่ใช่หน้าที่การงานทางราชการ แต่เป็นเรื่องส่วนตัว

“หล่ายดงหลวงไปพู้น” พ่อกำนันหมายถึงอีกฟากของดงหลวงอันกว้างใหญ่ไพศาล “พม่ากับไทใหญ่ยังยิงกันอยู่หรือ พ่อหลวง”

“ยังยิงกันอยู่ แต่ก็นานๆ ที”

“ลูกข้ากับเสี่ยวมันคงไม่พลัดหลงจนเขาจับไปนะ”

“ทางนี้ไม่ค่อยมีข่าวเรื่องกะเหรี่ยงพม่าจับเอาคนเราไป แต่ทางเวียงแหง เมืองฝาง แม่อาย มีข่าวประปรายว่าเขามากะเกณฑ์เอาคนไทใหญ่ คนกะเหรี่ยงไปรบ”

“สอดส่องตามขอบปลายชายแดนด้วยนะพ่อหลวง อย่าให้เขาล่วงล้ำข้ามแดนเข้าตำบลเรามาเด็ดขาด เอาละ เร่งตีนหน่อย กำนันร้อนใจ”

 

เริ่มอับ  กลิ่นขี้ค้างคาวเฉียวฉุนรุนแรง ทางเข้าเป็นรูแคบแค่คืบ ควรแค่นกหนูงูเงือกเท่านั้นที่เข้าออกได้ แต่เห็นท่านวูบเข้าไปในรูนั้นก็ไม่ลังเลอันใด  มุดหัวเข้าไม่ได้ ช่วยกันขยับเขยื้อนหินที่ถมปากรูด้านหน้ามาทุบ รูแคบ ก้นโพรงเป็นหินเปราะ หรือไม่ก็อาจเป็นดินปลวกที่เปรตแรงงานเหล่านั้นสร้างขึ้นมา อาจแกร่ง อาจแน่น แต่ไม่แน่นแกร่งแข็งกล้าเหมือนผาหินทั่วไป โดนทุบไม่กี่ทีก็ปริเป็นเป็นรูกว้างขึ้น

“พ่อ…ไหวไหม”

“ไหว แรงพ่อยังมีอยู่ ยิ่งท่านมาโปรดอย่างนี้ พ่อยิ่งมีแรง”

“ท่านอยู่ไหนทำไมข้ามองไม่เห็น”

“เป็นดวงแสง เหมือนแสงไต้แสงคบนำหน้าหมู่เฮาไปข้างหน้าโน่น ไม่เห็นหรือ”

“ไม่เห็น”

“แต่พ่อเห็น ตามพ่อมา”

คลานเข้าไปเงียบๆ คลานเรียงหนึ่งเหมือนจิ้งเหลนสามตัว ช่องโพรงคับแคบมาก ครือๆลำตัว เห็นแต่แรกก็แทบถอย  แต่เชื่อมั่นในดวงประทีปที่นำทาง  มอบความไว้วางใจใดๆ ให้ท่านหมด  สิ้นคำว่าตามมา ท่านก็หดวูบกลายเป็นดวงไฟลอยเข้าสู่รูก้นถ้ำ ยิ่งตามรูก็ยิ่งแคบ ยิ่งตามก็เหมือนยิ่งตีบ เนื้อตัวหน้าตาถลอกปอกเปิก เหมือนจะคลานเข้าไปติดตาย จะถอยก็ไม่ได้เพราะไม่มีที่ว่างกว้างพอจะให้กลับตัว

คับแคบ คืบคลาน เข่าศอกถลอกปอกเปิกเลือดซิบ บางที่ช่องโพรงก็กว้างพอจะคลานด้วยเข่า บางที่ก็พอจะกระเถิบเหมือนเดินเป็ด อากาศอับๆ เจือด้วยกลิ่นขี้ค้างคาวเริ่มจาง ได้ยินเสียงคล้ายน้ำไหล นึกว่าจะพ้นเมืองใต้ดินออกมาแล้ว แต่ยังไม่ใช่ ช่องโพรงทะลุออกใกล้ลำน้ำใต้ดินที่น้อยอุ่นพาลูกชายดำหนีออกไปแต่เมื่อวานนั่นเอง

ดวงเรืองดังแสงเทียนดับวูบ ไม่มีเสียงตอบจากพระผู้นำทาง  มีแต่เสียงธารน้ำไหลใต้ดินดังอยู่ชัดเจน

 

หายใจหอบๆ ถลอกปอกเปิก เลือดซิบๆที่แผลยังไม่ทันแห้ง แผลใหม่เพิ่มใหม่  สูดเอาอากาศใหม่เข้าปอดยังไม่เต็มปอดดีด้วยซ้ำ  เขาก็มากันแล้ว  เหมือนยกรังออกมาหมดเลย

คลาคล่ำ แออัด ยัดเยียดกันอยู่อีกฝั่งน้ำ   เปรตนักรบตัวใหญ่โตกว่า หน้าตาดุดันกว่า เขี้ยวแหลมคมดูยาวกว่าเปรตแรงงานทั้งหลาย พวกมันดูมีกำลังวังชาอันมาก แต่หากเทียบกับเปรตแรงงานทั้งหลายก็เป็นจำนวนอันน้อย ดูไปก็ไม่ผิดทหารปลวกที่ควบคุมหรือรักษาความปลอดภัยให้แก่ปลวกแรงงานทั้งหลายเมื่อออกไปทำงาน

“มันจะข้ามน้ำมาหรือไม่” องอาจถาม

“ไม่ มันกลัวน้ำ” น้อยอุ่นตอบ แต่แล้วกลับชะงัก ลังเล “แต่มันอาจเอาหินถม สร้างสะพานข้ามน้ำมา”

ล่าถอยจากริมน้ำ   เลาะเลียบลำน้ำลงไป ไม่คิดจะสู้ พวกมันมีมากเกินไป  เกินปืนสองกระบอกกับมีดเดินป่าสามเล่ม ไม่มีทางจะฆ่าได้หมด

“นางพญายังไม่ออกมา”

“มันจะขัดขวาง หน่วงเหนียวเราไว้จนถึงกลางคืน” น้อยอุ่นตอบลูกชาย “กลางคืน  นางพญากล้าแข็ง ข้อสำคัญที่นี่เป็นศูนย์กลางอาณาจักรของมัน ต้องรีบออกไปให้พ้น ก่อนค่ำ”

“มาทางนี้ ” องอาจมีท่าทีกระปรี้กระเปร่าคึกคัก  “หมูหินมานำทางให้เราแล้ว  ตามข้ามา”

“หมูหินหรือเสี่ยว อยู่ไหน”

“นั่นไง”องอาจนั่งยองๆ ยกมือไหว้แล้วชี้ “ดุ่มๆนำหน้า ท่านมาโผดเรา”

“เสี่ยวนำทาง พ่อตามไป  ข้าปิดท้าย”

ลูกพ่อกำนันขยับขึ้นหน้า เชื่อมั่น เรี่ยวแรงไม่รู้หลั่งไหลมาจากไหน อุ่นแสงเร่งพ่อติดตามเสี่ยวไป ครูบาเจ้าศรีวิชัยมาโผดพ่อ ท่านเจ้าเขาหน่อมาโผดเพื่อน เขาเองไม่มีอะไรมาโผดผายแต่ไม่น้อยเนื้อต่ำใจอะไรเลย เขามีครู

ครูที่ไม่ได้หมายถึงพ่อหนานเย็นเท่านั้น

ครูหมายถึงคุณ

คุณหมายถึงความสามารถที่จะทำ

คุณทั้งหลาย สูงสุดนับแต่คุณของพระพุทธเจ้าลงมากระทั่งถึงคุณของพ่อหนานเย็น ปกป้องคุ้มครองเขาไว้ตลอดเวลา

มองตามจนพ่อมุดรูโพรงเลี้ยวลับไปแล้ว คล้ายจะเป็นช่องทางที่ลำธารใต้ดินเซาะผ่าน  หันหน้าเข้าหาเปรตผี พวกมันมีเรี่ยวแรง แต่ไม่มีความคิด

หนุ่มผอมบางเพราะร่างกายยังโตไม่เต็มที่ชักมีดครูออกมาจากย่าม  ยกขึ้นจบเหนือหัว  ขีดเส้นปราดขวางทาง ไฟแรงลุกพรึบ เปรตผี อมนุษย์ตนใดก็อย่าหมายจะข้ามมาได้เลย

 

พักแถวนี้เถอะ พ่อกำนัน” ผู้ใหญ่บ้านห้วยห้อมเสนอความเห็น” เข้าลึกไปกว่านี้ จะไม่มีที่นอน หาหลัวหาฟืนไม่ทัน”

กำนันเหลียวดูตะวันกำลังจะลับเหลี่ยมผา มองหน้าลูกชายทั้งสองแล้วตัดสินใจ

“ตกลง เรื่องนี้กำนันยกให้พ่อหลวงเป็นใหญ่”

มองยอดทะมึนสูงลิบด้านนั้นแล้วครั่นคร้าม  จริงอยู่ กำนันเป็นคนมีเหตุผล ไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายๆ อย่างเรื่องนางพรายเอาคนไปเลี้ยงเป็นผัว แต่แกเองก็ เติบโตมาในความคิดความเชื่อพื้นเมืองที่อบรมห่มร่ำ โหล่งเผตพ่อหลวงบ้านห้วยห้อมว่าน่ากลัว กำนันไม่ได้กลัวตามทันที แต่มาประสบพบเห็นกับตา ก็สำนึกรู้ได้ด้วยประสบการณ์เก่าเดิมสมัยตามพ่อไปค้าขายเมืองมะละแหม่งว่าอย่าได้อวดกล้าอวดเก่งเด็ดขาด

ลูกกูจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ

ก็ยังเชื่อมั่น เชื่อว่ามันไม่ถึงกับบาดเจ็บสาหัสหรือล้มหายตายจาก แต่ใจของคนเป็นพ่อก็อดห่วงลูกไม่ได้ มันรับปากแม่มันว่าไม่เกินห้าคืน แกเองก็วางใจว่าไม่เกินห้าคืนคงกลับ  แต่นี่มันล่วงข้ามเจ็ดวันมาแล้ว  แม่มันเองก็ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนลูกจะตายต่อหน้า กำนันแม้รำคาญเมียอยู่บ้างแต่ก็ร้อนใจ

นางรักลูกมากเกินไป โดยเฉพาะคือไอ้หล้า

นางเห็นนิมิตเหตุลางหลายอย่าง นางฝันว่าผีอ่อนน้อยจะฝังมันทั้งเป็น

นางรีดผ้าที่ชานเรือน เอาตั่งรีดผ้าพิงฝา นางลุกขึ้นแล้วหน้ามืดเซปะทะตั่งรีดผ้าล้มโครมคราม นางไม่ได้ฝัน แต่นางเห็นเป็นภาพ ไอ้หล้าลูกรักถูกเขาจับลงนอนหงายกับพื้น แยกแขนแยกขาชี้ออกไป มัดปลายตีนปลายมือติดหลัก ผีอ่อนน้อยตัวเท่าศอกเท่าแขนเหล่านั้นมีมือถือมีดถือขวาน ร้องๆ รำๆ แวดตัวไอ้หล้า

นางเร่งเร้าแกรีบตามลูก ไม่ทันข้ามคืน แสงแรกยังไม่รุ่งฟ้า กำนันบัญชาลูกชายทั้งสอง ไอ้ดีคนขับรถ กับคนอยู่กินพึ่งพาแกอีกสองสามคนเอามีดเอาปืนเข้าห้วยห้อม พ่อหลวงสมนำเข้ามา คนอื่นกลับออกไปแล้ว แต่ผู้ใหญ่บ้านคงเกรงใจกำนัน จึงยังอยู่

มองเทือกทะมึนที่เรียกว่าดอยหลวงแล้วถอนใจ

ไอ้หล้าลูกรัก บุญกุศลอันใดพ่อได้ทำมา เอ็งจงได้รับบุญกุศลนั้นเร็วพลันวันนี้ จงอยู่รอดปลอดภัย พ่อเองแม้ไม่เหลือบุญอันใดติดไปชาติหน้า แต่พ่อก็ยินดี

 

“มันตามมาแล้ว มันข้ามรั้วไฟของข้ามาได้”

“อันนี้เป็นแดนของมัน เป็นภพภูมิของมัน แรงมันกล้า แต่แรงเราอ่อน เร่งออกไปให้พ้นแดนมัน คุณบางอย่างของเอ็งอาจถูกกดทับ รั้วไฟเอ็งจึงดับ มันข้ามมาได้”

ร่องรูแคบๆ ค่อยขยายขึ้นพอเดินเหินสะดวก  อาจเกิดจากน้ำใต้ดินกัดเซาะซอกซอนสักกี่ล้านปีผ่านมาแล้วไม่รู้ แต่ว่าช่วงนี้เดือนหกตกอยู่ราวเดือนมีนาคม  ฝนฟ้าละแล้งมานาน น้ำลดลงไป บางแห่งที่แสงไฟส่องถึง ก็เห็นคล้ายว่าผนังโพรงใต้ดินแถวนี้ถูกก่อสร้างดัดแปลง

“เร็ว อุ่นแสง อย่าเสียเวลาสร้างรั้วไฟ  ใกล้ทางออกแล้ว รีบไป”

ลมเย็นชื่นแรงขึ้น อากาศสดฉ่ำกว่าตอนลึกๆข้างใน อาจใกล้ทะลุออกสู่ผิวโลกแล้ว อุ่นแสงตัดสินใจ

“เสี่ยว มึงพาพ่อกูไปก่อน  กูจะขวางมันไว้”

“ไปก็ไปพร้อมกัน หรือไม่…” น้อยอุ่นตัดสินใจ สูดลมหายใจลึกๆ  “เอ็งกับเสี่ยวเร่งหนีไปก่อน ที่มันจะจับคือเอ็ง ไม่ใช่พ่อ พ่อจะขวางมันไว้”

“ผู้ใดก็อย่าหมายว่าจะขวางได้  กูล้อมไว้หมดแล้ว”

นางออกมา นางปรากฏตัวจากช่องรูใดไม่ทันเห็น นางตามทันแล้ว เปรตผีมีเครื่องเพศไม่สมบูรณ์ทั้งหลายล้อมแวดไว้หมดทุกด้าน  ร่อยหรอลงไป อาจตกตายระหว่างทาง นางว่าลูกนางอ่อนแอลงเพราะน้ำเชื้อของพ่อเชื้ออ่อนแอลง

น้อยอุ่นร้อนรุ่มสุมใจ ครูบาเจ้าอันเป็นที่พึ่งเป็นสรณะบอกว่าถึงเวลา ลานก้อมจะปรากฏ  แต่ตอนนี้ลานก้อมอยู่ที่ใด

ลานก้อมอยู่ที่ใด

นางพญาอ้วนเตี้ยม่อต้อดังตุ่มต่อขายังใจเย็นอยู่  คล้ายนางเชื่อมั่นเต็มที่ โลกใต้ดินเป็นถิ่นฐานของนาง เวลาก็เป็นของนางเพราะกลางคืนย่างเข้ามาแล้ว

กลางวันนางไม่ชอบ อาจด้วยพีชะคือเชื้อชาติเผ่าพงศ์นางถ่ายทอดกันมาอย่างนี้

กลางวันร้อนรุ่มเกินไป เจิดจ้าเกินไป ดวงตะวันสาดแสงแรงกล้าเกินไป นางจึงแทบไม่ออกไปจากแหล่งพักพิงที่เหมือนเมืองใต้ดินของนางเลย  กลางคืนนางออกไปบ้าง หากจำเป็น

กลางคืนนางชื่นชอบ กลางคืนเยือกเย็น กลางคืนดาวเดือนไม่สาดแสงแรงกล้า คืนก่อนนางออกไป  นางพลาด เพราะประมาท เพราะไม่รู้ว่ามีดในมือหนุ่มน้อยคนนั้นคือมีดที่เคยทำให้นางเจ็บป่วยร่วมปี เมื่อห้าสิบปีก่อนโน้น

นางเองมีความคิดจะสร้างนางพญาตัวใหม่ขึ้นมาแต่เมื่อห้าสิบปีก่อนหน้าโน้นแล้ว  เผ่าพันธุ์นางอ่อนแอ มีแต่นางผู้เดียวเข้มแข็งแกร่งกล้า แต่ว่าผู้กล้าผู้เก่งคนเดียวดูแลทั้งเผ่าพันธุ์ไม่ไหว นางเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่มีผู้ช่วยคิดช่วยอ่าน ช่วยตัดสินใจแทนนางบ้าง  หากนางตาย เผ่าพันธุ์ของนางคงล่มสลายแน่นอน

นางตายไม่ได้ หากไม่สร้างนางพญารุ่นใหม่ขึ้นมา

นางต้องเอาชายน้อยผู้นี้ให้ได้ เอามาเพาะเชื้อนางพญารุ่นใหม่ เพื่อให้เผ่าพงศ์ของนางดำรงอยู่ได้ต่อไป

“จงยอมเถิด ยอมแต่โดยดี สูไม่มีทางหนีรอดออกไปได้เด็ดขาด”

“อย่ายอม เอ็งต้องทนทุกข์ทรมานอย่างน้อยเจ็ดแปดปี เหมือนพ่อ”

น้อยอุ่นร้อนใจ กลัวลูกเสียสละตัวเองเพื่อเสี่ยวและพ่อ อุ่นแสงเองลังเลสองจิตสองใจ ทางรอดรำไรเห็นอยู่ข้างหน้า ถ้าหากดึงดันขันสู้จนถึงรุ่งโอกาสรอดก็มีสูง แต่จะสู้ไหวหรือ มีดด้ามงาเป็นเครื่องป้องกันตัว ไม่ใช่อาวุธสำหรับต่อสู้ สายครูสืบทอดกันมาเน้นที่ป้องกันตัว ไม่ใช่ต่อสู้ห้ำหั่นเอาชีวิตเข้าแลก

มองกวาดไป ถอนใจ พวกมันมาก ถึงจะร่อยหรอไปบ้างแต่ก็ยังมาก ไม่มีทางฆ่าได้หมดทุกตัว เขาเองก็อ่อนล้า ร่างกายเหนื่อยล้า จิตใจอ่อนล้าไม่อยากฆ่าอยากฟันอันใดอีกเลย  ได้ให้สัจจะสาบานต่อหน้าพระสุริยาเจ้าฟ้าไว้แล้วว่าจะละจะเลิก ต่อหน้าแท่นบูชาผีหลวงก็ได้ย้ำไปอีกครั้ง  จริงอยู่ ในคำสาบานระบุเฉพาะการฆ่าเพื่อเอาชีวิตท่านมาต่อชีวิตตน ไอ้เปรตพวกนี้เขาไม่กินเด็ดขาด ไม่น่าจะผิดคำสาบาน

แต่เห็นสีหน้าท่าทาง เห็นแววตาที่ไร้ความคิด ไร้ความรู้สึกรู้สากลับฆ่าไม่ลง

พวกมันเองก็เป็นชีวิต

แม้ไม่มีความคิด แต่ก็มีจิตใจ

มีความเคลื่อนไหว เปรตผีร้ายแรงเริ่มขยับเขยื้อน เปรตนักรบอ้าปากอวดเขี้ยวยาว มันคำรามคล้ายต้อนหรือบงการพวกผู้อ่อนแอแต่มากมายเหล่านั้น วงล้อมบีบรัดเข้ามา สามคนตรงกลางหันหลังชนกัน ดุ้นฟืนติดไฟในมือก็เริ่มมอด แสงสว่างลดน้อยลง ความมืดมีผลต่อสายตาคน แต่เหมือนไม่ผลต่อพวกมันเลย

“ฟังข้า  นางพญา” อุ่นแสงตัดสินใจเด็ดขาด “อย่าเปลืองชีวิตลูกสูเลย สูกับข้าสู้กัน  สูชนะ จงปล่อยเสี่ยวกับพ่อข้าไป ข้าจะอยู่กับสู”

“เสี่ยว…”

“ไอ้อ้าย…”

สองเสียงอุทานขึ้นแทบพร้อมกัน

Don`t copy text!